หลินหลิน / แมวสีหม่น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 3-3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 50

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 พ.ย. 2561 12:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3-3
แบบอักษร

นับจากวันนั้น พรนภัสคอยแต่จะเลี่ยงหลบหน้าตรีทศให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ โชคดีที่เขาเองก็ดูเหมือนไม่ค่อยอยากจะพบหน้าเธอไหร่นัก ชีวิตในคฤหาสน์ปัจจภาคย์จึงค่อนข้างปกติสุขเฉกเช่นยามที่ตรีทศไปเรียนที่ต่างประเทศถึงห้าปี

แต่ถึงจะหลบหน้าอย่างไร ในเมื่ออยู่บ้านหลังเดียวกัน ย่อมต้องได้พบเจอกันบ้าง หากทุกครั้งตรีทศจะทำเพียงแค่ตวัดสายตามองผ่านเลยไปราวกับเธอไม่มีตัวตน พรนภัสรู้สึกแปลบๆ ในอกหากก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร...ยังพอทนได้

ดูเหมือนคำว่า ‘ทนได้’ จะกลายเป็นคติเตือนใจเธอไปเสียแล้ว เพราะ ไม่ว่าจะอยู่ในเหตุการณ์ไหน หญิงสาวก็บอกตัวเองเช่นนั้นเสมอ...เธอจะอดทนจนกระทั่งครบหนึ่งปีตามที่ได้รับปากกับคุณอธิปไว้ เมื่อถึงเวลานั้นถ้าทุกสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในอกมันระเบิดขึ้นมา เธอคงจะไม่หักห้ามมันไว้อีกต่อไป

วันนี้พรนภัสเดินทางกลับจากร้านค่อนข้างดึก หากก็ไม่ได้โทร.เรียกให้คนขับรถไปรับแต่อย่างใด หญิงสาวยังคงใช้รถประจำทางรถประจำทางเหมือนวันอื่นๆ เพราะไม่อยากให้ตัวเอง 'ติด‘ อยู่กับความสะดวกสบายด้วยในวันข้างหน้าเธอคงไม่อาศัยในคฤหาสน์หลังใหญ่หลังนั้นไปจนชั่วชีวิตอย่างแน่นอน บางทีหนึ่งปีให้หลังนับจากวันนี้ เธออาจจะต้องระหกระเหินหาที่อยู่ใหม่ก็เป็นได้

พรนภัสลงจากรถประจำทาง เดินข้ามสะพานลอยมายังอีกฟากของถนน ก่อนเดินเลียบบาทวิถีตรงไปยังปากทางเข้าหมู่บ้าน รถราบนถนนใหญ่ยังคงขวักไขว่ หากถนนภายในหมู่บ้านกลับว่างเปล่าและเงียบสงบ พรนภัสส่งยิ้มให้รปภ.คนใหม่ที่เพิ่งเปลี่ยนกะจากคนเมื่อเช้า เอ่ยทักทายเพียงเล็กน้อย แล้วเร่งฝีเท้าเดินจากไป

ความมืดเริ่มโรยตัวจนมองทางแทบไม่เห็น พรนภัสเดินต่อไปอย่างไม่เร่งรีบเท่าไหร่นัก พลางนึกเป็นห่วงว่าป่านนี้ตรีทศจะรับประทานอาหารหรือยัง กำลังโมโหไม่ได้ดั่งใจอยู่หรือเปล่า หรือกำลังเริงร่ารื่นรมย์อยู่กับคนรักของเขา...ความคิดคำนึงของเธอมักเป็นเรื่องของผู้ชายคนนั้นอยู่เป็นประจำ ยามเธอเผลอไผลหรือเหม่อลอย ใบหน้าดุดันแข็งกระด้างก็ปรากฏในความคิดอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว หลายต่อหลายครั้งหญิงสาวนึกโมโหตัวเอง หากก็แค่นั้น...โมโหเพียงไม่นานแล้วปล่อยให้ความคิดลื่นไหลไปตามทางที่มันต้องการต่อไป

พรนภัสยังคงเดินต่อไป โชคดีที่เธอเป็นคนไม่ชอบสวมรองเท้าส้นสูง การเดินไปไหนไกลๆ จึงไม่เป็นปัญหามากนัก กระโปรงที่เธอสวมก็สั้นประมาณเข่าไม่ได้แคบและรัดเหมือนที่สาวๆสมัยนี้ชอบกัน การก้าวเท้ายาวๆ ในเวลาที่เร่งรีบจึงทำได้คล่องตัว หากที่กำลังจะมีปัญหาตอนนี้คือ...ละอองฝนที่กำลังโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าเบื้องบนต่างหาก

พรนภัสเป็นคนไม่ชอบพกร่ม เธอมักรำคาญกับการหิ้วของพะรุงพะรัง แค่กระเป๋าถือใบเดียวก็มากพอแล้ว ดังนั้นจึงมีบ่อยครั้งที่เธอมักจะเปียกฝนเปียกมะลอกมะแลกกลับมาบ้าน โดยเฉพาะหลังจากที่เธอปฏิเสธไม่ให้คนขับรถประจำคฤหาสน์คอยรับคอยส่งเธอหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยนั่นละ

เม็ดฝนที่หยาดหยดลงมากระทบกลางกระหม่อม และหน้าผากสองสามหยดทำให้หญิงสาวต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น เดินมาเพียงครึ่งทางกว่าจะถึง คฤหาสน์ปัจจภาคย์ ฝนก็สร้างความลำบากให้เธอด้วยการเทกระหน่ำลงมาอย่าง ไม่ลืมหูลืมตา หญิงสาวรีบยกกระเป๋าสะพายบังศีรษะตัวเองไว้แล้วออกวิ่งทันที

ใช้เวลาพอสมควรกว่าเธอจะมาถึงหน้าประตูทองเหลืองขนาดใหญ่ เสื้อผ้าเปียกชุ่มแนบเนื้อตัว ผมเปียกลู่ล้อมกรอบใบหน้ารูปไข่...ช่างเป็นสภาพที่ดูไม่ได้เสียเหลือเกิน และโชคร้ายที่ค่ำวันนี้ตรีทศอยู่บ้าน เขาไม่ได้ออกไปเที่ยวเตร่กับคนรักหรือสาวคนใดเหมือนเช่นวันอื่นๆ

พรนภัสมองฝ่าสายฝนเบื้องหน้าก็เห็นคนตัวโตยืนเอามือกอดอกปักหลักยืนอยู่หน้าประตูบ้าน ขณะที่นายมิ่งคนขับรถที่คอยรับส่งเธอเมื่อก่อนเป็นประจำรีบกุลีกุจอมาเปิดประตูให้พร้อมกับร่มในมือ

“คุณฟ้าน่าจะเรียกให้ผมไปรับนะครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ลุงมิ่ง ฟ้ากลับได้” เธอรับร่มมาถือไว้แล้วก้มมองตัวเองที่เหมือน...ลูกแมวตกน้ำแล้วยิ้ม “แค่วันนี้ต้องเปียกนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง”

เธอตัดบทด้วยการเร่งฝีเท้าตรงไปตามทางที่ทอดยาวสู่ตัวคฤหาสน์ เมื่อมาถึงก็ถอดรองเท้าไว้ทางด้านหน้า ยื่นร่มคืนให้กับนายมิ่งที่รีบฉวยมาถือไว้แล้วเดินหายลับไปทางด้านหลังคฤหาสน์อย่างรวดเร็ว ร่างบางก้าวขึ้นบันไดเตี้ยสามขั้นโดยไม่ยอมเงยหน้ามองสบตาตรีทศเลยแม้แต่น้อย

ทันทีที่ก้าวขึ้นมาถึงชั้นบนสุด เสียงห้าวต่ำก็ดังขึ้นแทรกผ่านเสียงสายฝนกระหน่ำ

“ไปเถลไถลที่ไหนมาล่ะ”

เท้าที่กำลังจะก้าวไปชะงักทันควัน หญิงสาวหมุนตัวมาทางคนถาม พร้อมกับเงยหน้ามองสบตาสำสนิทคู่นั้น

“วันนี้ลูกค้าเยอะค่ะ เลยปิดร้านช้ากว่าปกติ”

“งั้นหรือ...ไม่ใช่ว่าไปเที่ยวกับหนุ่มๆที่ไหนหรอกนะ”

ดวงตากลมโตมีรอยสว่างวาบขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาทีและเป็นจุดเล็กๆ...บ่งบอกว่าเธอกำลังไม่พอใจ ถึงกระนั้นใบหน้าของพระนภัสยังเรียบเฉย และเวลานี้มันขาวซีดราวกระดาษเลยทีเดียว

“แล้วแต่คุณจะคิดเถอะค่ะ” เธอเอ่ยอย่างกระชับและรวดเร็ว

“ขอตัวนะคะ”

“เดี๋ยว” คนตัวโตร้องเรียกพร้อมกับฉวยต้นแขนของเธอไว้อย่างแรง จนร่างเล็กแทบจะปลิวไปปะทะเขา “ฉันยังพูดไม่จบ”

คนตัวเล็กพยายามห้ามใจไม่ให้พ่นลมหายใจใส่เขา แล้วยืนนิ่งฟังอย่างสงบ

“พรุ่งนี้เราต้องไปถ่ายรูป...” ตรีทศนิ่งไปครู่ ก่อนเอ่ยต่อโดยที่มือของเขายังจับแขนของเธอแน่น “...จำได้รึเปล่า”

“จำได้ค่ะ...คุณรัตนานัดตอนบ่ายโมง”

“ฉันคงไม่ต้องไปถ่อรับเธอถึงที่ร้านอีกหรอกมั้ง....เธอไปเองได้ใช่ไหม พรนภัส”

เจ้าสาวที่ต้องไปเวดดิ้งสตูดิโอด้วยตัวเองเม้มริมฝีปากแน่นเพียงครู่เดียวแล้วพยักหน้า

“ค่ะ...ฉันจะไปให้ตรงเวลา ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ”

แล้วเธอก็ค่อยๆ ดึงแขนของตัวเองออกจากพันธนาการอย่างสุภาพ พึมพำขอตัวอีกครั้ง ก่อนรีบสาวเทาเข้าไปด้านในเร็วรี่เมื่อรู้ว่าความหนาวเริ่มจู่โจมเข้าใส่จนทำให้เธอสั่นสะท้าน และถ้าไม่อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าตอนนี้ รับรองได้เลยว่า พรุ่งนี้เธอคงต้องจับไข้เป็นแน่ พรนภัสไม่รีรอใดๆ อีกต่อไป เธอกึ่งเดินกึ่งวิ่งขึ้นไปยังห้องของตัวเอง และไม่สนใจแม้กระทั่งถ้อยคำที่ลอยตามลมมาว่า

“เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วรีบลงมาเตรียมอาหารเย็นให้ฉันด้วย ได้ยินไหม พรนภัส!”

**ทันทีที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ พรนภัสอยากล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มอุ่น ในทันใด หากก็ต้องแข็งใจลากสังขารอันอ่อนแรงของตนเองลงไปยังชั้นล่าง ขอบตาของเธอร้องผ่าว เนื้อตัวก็ยังคงร้อนสลับหนาว บ่งบอกว่าตนเองกำลังจับไข้ หญิงสาวระบายลมหายใจยาวยามเมื่อสาวเท้าเข้าไปในห้องครัว ป้าแสงซึ่งหันมาเห็นใบหน้าซีดๆ ของเธอถึงกับเอ่ยทัก

“คุณฟ้าหน้าซีดจังเลยค่ะ ไม่สบายรึเปล่าคะ”

คนถูกถามยิ้มบางในหน้า ก่อนตอบด้วยเสียงแหบแห้ง

“สงสัยจะจับไข้ค่ะ...ป้าแสงพอจะมียาพาราสักสองเม็ดไหมคะ”

“มีค่ะมี รอแป๊บนะคะ”

ละล่ำละลักตอบพร้อมรีบกระวีกระวาดออกไปหยิบยามาให้ ขณะที่ พรนภัสหันมาถามเด็กรับใช้สองคนที่กำลังง่วนอยู่กับผักบุ้งไฟแดงในกระทะ กับต้มยำกุ้งส่งกลิ่นหอมฉุยในหม้อขนาดใหญ่

“เสร็จรึยังจ๊ะ”

“ใกล้เสร็จแล้วค่ะคุณฟ้า”

สิ้นเสียงนั้น ป้าแสงก็กลับมาพร้อมยาแก้ไข้สองเม็ดพร้อมกับน้ำเย็นเต็มแก้ว หญิงสาวหันไปขอบคุณแล้วรับมาโยนเข้าปาก ก่อนดื่มน้ำตามเข้าไปอึกใหญ่ เมื่ออาหารเสร็จเรียบร้อย พรนภัสก็อาสาตักใส่ชามและจานด้วยตนเอง ก่อนจะนำมาวางบนถาดแล้วเป็นคนยกไปเสิร์ฟที่ห้องรับประทานอาหาร

โต๊ะยาวใหญ่ว่างเปล่า ตรีทศคงนั่งรอที่ห้องนั่งเล่นเหมือนเคย หญิงสาวกำชับให้เด็กรับใช้ตักข้าวใส่จานเสร็จสรรพ จึงเดินออกไปตามคุณผู้ชายแห่ง คฤหาสน์ปัจจภาคย์ เขากำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ตรงโซฟาตัวยาวเบาะหนานุ่ม เพียงได้ยินเสียงฝีเท้าของเธอ คนที่กำลังตั้งหนาตั้งตาอ่านพลันเงยหน้าขึ้นมามองทันควัน

“เชิญคุณตรีค่ะ”

พรนภัสพูดเหมือนทุกครั้งด้วยน้ำเสียงและใบหน้าที่เรียบเฉย ขณะที่ตรีทศหน้าบึ้งตึง ดวงตาขุ่นควั่ก รู้ดีว่าเขาคงไม่พอใจที่เธอกลับบ้านช้า จนต้องเลื่อนเวลารับประทานอาหารเย็นออกไป ถึงกระนั้นใจหนึ่งก็ยังสงสัยเป็นนักหนาว่าทำใดเขาจึงรอ ทั้งๆ ที่ชังน้ำหน้าจนแทบไม่อยากพบปะพูดคุยกันเสียด้วยซ้ำ

พรนภัสถอนหายใจบางเบา พร้อมกับสาวเท้าตามหลังเจ้าของบ้านผู้ เดินดุ่มเข้าไปในห้องอาหารเร็วรี่ น้ำหนักเท้าที่ลงในแต่ละย่างก้าวช่างหนักแน่น มั่นคง เต็มไปด้วยความมั่นใจในตัวเอง และ...อัดแน่นด้วยอารมณ์ภายในที่ยัง คุกรุ่น ความโกรธของเขาไม่เคยจางหายโดยง่าย ส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้เวลาเป็นวัน หรือมากกว่านั้น โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับเธอ เขาจะยิ่งโกรธนานเข้าไปอีก จนบัดนี้พรนภัสยังไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าตรีทศเกลียดชังอะไรเธอนักหนา...อาจจะเป็นเพราะเธอเป็น ‘คนโปรด’ ของคุณอธิปก็ได้กระมัง นับตั้งแต่วันที่ท่านคอยดูแลเอาใจใส่ ซื้อนู่นซื้อนี่ให้เธอโดยที่เธอไม่ได้ร้องขอ ความชิงชังในหัวใจของตรีทศก็ยิ่งขยายวงกว้าง ยิ่งเมื่อคนรักของเขาจากไปเพราะอุบัติเหตุหลังจากเห็นเธอกับเขา ‘ใกล้ชิด’ กันอย่างไม่ตั้งใจนั้น...ตรีทศก็เห็นเธอเป็นศัตรูตลอดมา ไม่เคยพูดดีและคุยกันด้วยเหตุผลอีกต่อไป เอาแต่ซัดสาดอารมณ์ใส่เธอจนหัวใจของเธอแทบจะแตกสลายอยู่แล้ว

พรนภัสนึกไม่ออก และเดาไม่ถูกเลยว่าเธอจะทนอยู่กับเขาได้นานเท่าไหร่ จะถึงหนึ่งปีแบบที่สัญญาไว้กับคุณอธิปหรือไม่ก็ยังไม่รู้ หญิงสาวเม้มปากแน่น สองตาจับจ้องแผ่นหลังกว้างที่ครั้งหนึ่งเธอเคยขึ้นขี่...นานนับสิบปีแล้ว นานเกินไป จนเธอลืมเลือนความรู้สึกนั้นไปจนสิ้น หัวใจดวงน้อยในตอนนี้รับรู้เพียงความชิงชัง ขยะแขยง และโทสะที่รุนแรงดั่งพายุฤดูร้อน

ใช้เวลาไม่นาน ตรีทศก็วางช้อน แล้วดื่มน้ำตามอึกใหญ่ ก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วพูดโดยไม่เหลียวมามองหน้าเธอเลยแม้แต่น้อย

“พรุ่งนี้ไปให้ตรงเวลานัดด้วย ฉันไม่ชอบรอใคร”

นี่น่ะหรือ...คำพูดของคนที่กำลังจะแต่งงานกัน

ช่างห้วนกระด้าง มิได้อ่อนโยนอ่อนหวานเลยสักนิด

พรนภัสรับคำเบาๆ ในลำคอ รอจนอีกฝ่ายเดินออกจากห้องรับประทานอาหารไปจึงสั่งให้เด็กรับใช้ทั้งสองเก็บจานไปล้างในครัว และเช็ดโต๊ะจนสะอาดเอี่ยม เมื่อดูแลความเรียบร้อยทั้งหมดแล้ว แทนที่เธอจะขึ้นไปบนห้อง กลับทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ที่ตรีทศเพิ่งลุกจากไปอย่างอ่อนแรง

กายอ่อนแรงยังไม่เท่าหัวใจที่เจ็บปวด

พรนภัสอยากก่นด่าตัวเองเหลือเกินที่ยังรอคอยคำพูดแสนหวานจากปากของตรีทศ...ไม่ใช่ซิ ไม่ถึงกับหวาน แต่ขอแค่เป็นถ้อยคำดีๆระหว่างกันก็พอ

‘พรุ่งนี้บ่ายโมงอย่าลืมนะ ฉันจะคอย’

‘พรุ่งนี้ฉันจะไปรับ เธอจะได้ไม่ต้องลำบากไปเอง’

แค่คำพูดแสดงถึงความเป็นมิตรเหล่านี้ เธอก็พอใจแล้ว หากความหวังของเธอไม่มีทางเป็นจริงขึ้นมาได้เมื่อสิ่งที่เธอหวังมีเมฆหมอกของโทสะ อคติ และความเกลียดชังบดบังจนมืดมิด

...มืดเช่นเดียวกับหัวใจของเธอในยามนี้

หญิงสาวซบหน้าลงบนฝ่ามือ ถอนหายใจเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่ทราบได้ ขณะที่ป้าแสงทรุดกายลงนั่งตรงหน้าแล้ววางมือลงบนเข่าของเธอ

“คุณฟ้าทานข้าวสักหน่อยนะคะ เดี๋ยวป้าจะเตรียมให้”

เสียงนั้นทำให้พรนภัสขยับตัว พร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธ

"ฟ้าไม่หิวค่ะ ขอบคุณนะคะป้าแสง...ฟ้าขอตัวไปนอนก่อนนะคะ ง่วงมากเลย"**

ร่างบางลุกขึ้นยืน ส่งยิ้มจืดเจื่อนให้อีกฝ่าย แล้วเดินขึ้นบันได ตรงไปยังห้องนอน ล้มตัวลงนอนบนเตียงอุ่นๆของตนเอง ก่อนผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็วเพราะความเหนื่อยอ่อน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น