นิมมานรดี อรรวี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 28. มรดกพ่อ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 293

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ย. 2561 16:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
28. มรดกพ่อ
แบบอักษร

จุฬาจักรหัวเสียเมื่อกฤษรีพยายามพูดให้เขาร่วมมือกับราเมศรด้วยการให้อมิร่าแอร์เข้ามาเทกโอเวอร์นูรีแอร์อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อความสะดวกในการบริหารงานของท่านประธาน สองสายการบินจะรวมเป็นหนึ่ง แต่นั่นก็เท่ากับว่าหุ้นในส่วนที่เป็นของเขากับเจนสุดาจะต้องถูกเวนคืนและระดมทุนซื้อกลับอีกครั้งตามมูลค่าของหุ้นที่เปลี่ยนไป

“ถ้าทำอย่างนั้นผมก็จะเหลือหุ้นในมือแค่สิบเปอร์เซ็นต์นะเกรซ”

“มันก็ยังมากกว่าคนอื่นอยู่ดีนี่คะจักร” คนอื่นที่เธอหมายถึงคือผู้ถือหุ้นรายย่อย ซึ่งส่วนใหญ่จะได้ไปไม่เกินสิบเปอร์เซ็นต์ ยกเว้นเจ้าของกิจการที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่มากกว่าสี่สิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเดิมเคยเป็นของจุฬาจักรและเจนสุดา แต่ถ้ามีการเทกโอเวอร์และปั่นหุ้นขึ้นมา มูลค่าของหุ้นที่เขาและน้องสาวถืออยู่ก็จะลดค่าลงกว่าครึ่ง

“มากกว่ายังไง ถ้าพวกบอร์ดบริหารรวมหัวกันขายหุ้นให้นายโรมนั่น ผมก็จบ”

“ไม่มีใครทำแบบนั้นหรอกค่ะจักร ทุกคนก็อยากมีส่วนในผลประโยชน์นี้ด้วยกันทั้งนั้น ยังไงนูรีแอร์ก็เป็นของคุณ”           

“แต่มันจะไม่ใช่นูรีแอร์อย่างเดิมนะสิเกรซ นูรีแอร์จะไม่เหลือแม้แต่ชื่อ”

“แล้วจักรจะแคร์ทำไม ไหนบอกว่านูรีแอร์ก็โตมาจากอมิร่าแอร์ไงคะ จักรก็ยังมีหุ้นอยู่ ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้บริหารของอมิร่าแอร์ ไม่ดีหรือไง ไม่ต้องทำงานหนักรอรับแต่เงินปันผล” กฤษรีนึกโมโหคนทำงานไม่เป็นแต่อยากได้ผลประโยชน์สูง

จุฬาจักรเริ่มกุมขมับ เมื่อนึกถึงเงินปันผลในไตรมาสแรกที่จะมีขึ้นในปลายสัปดาห์นี้ เพราะการบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพของเขาทำให้ผลประกอบการตกต่ำ แม้จะกำลังฟื้นตัวขึ้นหลังจากอมิร่าแอร์ยื่นมือเข้ามาช่วย แต่ผลสรุปในไตรมาสนี้ก็ยังต่ำอยู่ดี ยิ่งต้องแบ่งยี่สิบเปอร์เซ็นต์ให้การกุศลตามเงื่อนไขพินัยกรรมเขากับเจนสุดาก็แทบไม่ได้อะไรที่มากกว่าเงินเดือน ประจำสองสามเดือน

“คุณรู้ไหมว่าเงินปันผลไตรมาสนี้ผมแทบไม่ได้อะไรเลย” จุฬาจักรเปรย กับกฤษรีเรื่องรายละเอียดของพินัยกรรม หญิงสาวตกใจไม่นึกว่าจะมีเงื่อนไขแบบนี้ ที่เธอขับไล่จลิตาไปให้พ้นๆ ก็เพราะคิดว่าเมื่อหาตัวจลิตาไม่พบสมบัติส่วนนั้นก็จะตกเป็นของจุฬาจักรกับเจนสุดาแทน

“แล้วจะทำยังไงกันดีล่ะคะ” กฤษรีเริ่มคิดหนัก

“แม่ก็บ่นทุกวัน ถ้าเจอตัวเด็กนั่นเมื่อไหร่คงต้องคุยกันยาว”

“หมายความว่าถ้าเจอตัวเด็กคนนั้นก่อนวันสรุปผลกำไรไตรมาสนี้ จักรก็ไม่ต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้การกุศลใช่ไหมคะ”

“ก็ใช่นะสิ เสียเงินจ้างพวกนักสืบก็ไม่ได้เรื่องเลย ผมไม่ไหวจะจ่ายแล้วนะ” เพราะนักสืบที่เขาจ้างนั่นก็เป็นแค่นักสืบกิ๊กก๊อก ไม่ใช่นักสืบมืออาชีพที่ต้องจ่ายสูงจนไม่อยากสู้ราคา

กฤษรีต้องเปลี่ยนแผนเสียแล้ว บางทีถ้าเธอเจรจากับจลิตาให้ยอมคืนมรดกทั้งหมดให้จุฬาจักรได้น่าจะดีกว่า นอกจากชายหนุ่มจะไม่เสียผลประโยชน์ส่วนตัวแล้ว กฤษรีเชื่อว่าเธอจะต้องได้อะไรๆ จากเขากลับมาไม่น้อย 

จุฬาจักรไม่ใช่คนฉลาดนักหรอก ก็คงพอๆ กับยัยจลิตานั่นแหละ พี่น้องพ่อเดียวกันนี่นะ ส่วนยัยเจนสุดานั่นคงร้ายเหมือนแม่ กฤษรีไม่ชอบมารดาของจุฬาจักรเลยสักนิด เจอกันแค่ครั้งเดียวก็รู้แล้วว่าเขี้ยวแค่ไหน และคนอย่างเธอก็ไม่จำเป็นต้องฝืนใจทำญาติดีกับยัยแก่นั่นด้วย

“งั้นเกรซจะพยายามหาตัวเด็กนั่นให้เจอก็แล้วกัน”

กฤษรีโทรนัดจลิตาออกมาพบอีกครั้ง บอกเรื่องเงื่อนไขในพินัยกรรมพร้อมความน่าสงสารของลูกเมียหลวง และลงท้ายด้วยการขอร้องให้จลิตาเซ็นยกมรดกทั้งหมดให้จุฬาจักร

“คิดดูนะจูน เธอไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับนูรีแอร์เลย อยู่ดีๆ จะมาชุบมือเปิบได้ยังไง คุณจุฬาจักรทุ่มเทแรงกายแรงใจ กับงานนี้มาตลอด แล้วเงินที่คุณจุลจักรแอบเก็บให้เธอก็มาจากน้ำพักน้ำแรงของเขา จูนจะเอาสิทธิ์อะไรไปรับมรดกจากคนที่ไม่ เคยยอมรับจูนในตอนที่มีชีวิตอยู่ล่ะ คงจะกลัวตกนรกหมกไหม้ก็เลยเขียนพินัยกรรมไว้ไถ่บาปตัวเองโดยไม่คิดถึงความรู้สึกของคนข้างหลัง” กฤษรีทำหน้าเครียดตลอดการสร้างเรื่องหลอกปนจริง

“จูนก็ไม่ได้ต้องการของของใคร”

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปหาคุณจุฬาจักร บอกเขาว่าจูนไม่ต้องการอะไร คุณทนายจะได้จัดการทุกอย่างตามความเหมาะสม”

“แต่คุณเกรซเคยบอกว่าเขาจะฆ่าจูนนี่คะ”

“โอ้ย ไม่หรอก ตอนนั้นฉันตกใจก็เลยห่วงเธอ พูดเองเออเองทั้งนั้น ฉันก็นึกว่าจะเป็นแบบในหนังนะสิ พี่น้องฆ่ากันตายเพื่อแย่งสมบัติ แต่พอฟังคุณ    จุฬาจักรพูดฉันก็มั่นใจว่าเขาไม่คิดแบบนั้นหรอก นี่ถ้าจูนไม่ไปหาเขาก่อนวันศุกร์นี้ล่ะก็ ผลประโยชน์ที่ควรจะเป็นของเขาที่เขาอุตส่าห์ทำงานหนักทั้งกลางวันกลางคืนก็จะต้องถูกแบ่งสรรปันส่วนให้คนอื่น ไม่ใช่เฉพาะคุณจุฬาจักรนะ คุณเจนสุดาก็เหมือนกัน คิดดูดีๆ นะจูน เธอคนเดียวสร้างความลำบากให้คนตั้งหลายคนเชียวนะ”

จลิตาก้มหน้านิ่งคิดตามคำพูดของกฤษรีและเห็นจริงด้วยทุกประการ

“คุณเกรซพาจูนเข้าไปได้ไหมคะ จูนไม่กล้าไปคนเดียว”

“ได้ ไปกันเลยไหม”

“วันนี้ค่ำมากแล้วคงไม่ได้หรอกค่ะ เป็นพรุ่งนี้สักสี่โมงเย็นจูนจะไปที่สำนักงานใหญ่ แล้วจะโทรไปหาคุณเกรซนะคะ” โชคดีที่เธอเลิกงานบ่ายสาม เวลาหนึ่งชั่วโมงน่าจะพอสำหรับการเดินทางในช่วงเวลาที่การจราจรเบาบาง

“เอางั้นก็ได้ แล้วฉันจะรอนะ” 

“ค่ะ” ทำไมพ่อต้องเขียนพินัยกรรมแบบนั้นเพื่อสร้างปัญหาให้คนข้างหลังด้วยนะ 

จลิตาก็คิดอย่างที่กฤษรีว่า ในเมื่อตอนมีชีวิตไม่เคยดูดำดูดี จะมาสำนึกผิดเอาตอนที่สายไปแล้วทำไม ตอนนี้เธออยู่ตัวคนเดียวในโลกแล้วจริงๆ แม่ก็ตาย พ่อก็ตาย มีครอบครัวของกฤษรีเท่านั้นที่พอจะเรียกว่าญาติได้ 

ส่วนคนที่มีสายเลือดเดียวกันอย่างจุฬาจักรและเจนสุดานั่น จลิตาไม่กล้านับว่าเป็นญาติของตัวเอง และเชื่อว่าสองคนนั้นก็คงคิดเหมือนเธอ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น