หลินหลิน / แมวสีหม่น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 3-1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 71

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ย. 2561 09:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3-1
แบบอักษร

ปอร์เช่คันขาวปลอดแล่นเข้าไปจอดในซองอย่างรวดเร็วบอกถึงความชำนาญของคนขับได้เป็นอย่างดี ขณะคนที่นั่งข้างๆนั่งตัวเกร็งอย่างหวาดเสียวกลัวว่าอีกฝ่ายจะพลาดท่าไปเฉี่ยวรถคันอื่นเข้า ตรีทศดับเครื่อง ดึงกุญแจออกจากรถ แล้วหันมาเอ่ยด้วยสุ้มเสียงติดจะหยันเช่นเคย

“เอ้า...ลงไปซิ หรือต้องรอให้ฉันลงไปเปิดประตูให้”

พรนภัสลอบระบานลมหายใจ หากก็ไม่ต่อล้อต่อเถียงใดๆ หญิงสาวก้าวลงจากรถ แล้วยืนรอกระทั่งคนตัวโตก้าวลงมาตาม ไม่ต้องให้เขาสั่ง ทันทีที่อีกฝ่ายดุ่มเดินตรงไปยังประตูห้างสรรพสินค้า ร่างบางก็รีบตามไปอย่างว่องไว

พอผ่านประตูกระจกเลื่อนเข้ามาด้านในก็ปะทะเข้ากับความเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศทั้งที่เมื่อครู่ยังร้อนอบอ้าวอยู่เลย พรนภัสตัวสั่นน้อยๆ ยกมือกอดอก ขณะกวาดสาวตามองซ้ายขวา จึงไม่ทันได้สังเกตว่าคนตัวโตหยุดเดินและหมุนตัวหันหลังมามองปักหลักมองจ้องเธออยู่ก่อนแล้ว 

พลั่ก!

ร่างเล็กชนเข้ากับเรือนร่างกำยำของตรีทศเข้าอย่างจัง 

“อุ๊ย” หญิงสาวอุทานเบาๆ ก่อนพึมพำขอโทษขอโพย ยามเมื่อเธอเงยหน้ามองสบตาสีนิลกาฬ...ดำมืดจนลึกสุดหยั่ง....ลึกเสียจนตอนนี้พรนภัสไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

“ท่าทางเหมือนลูกนกหลงทางแบบนี้ซินะ ถึงทำให้พ่อของฉันหลงใหลได้ปลื้มเสียมากมาย”

ดวงตากลมโตซึ่งปกติเรียบเฉยไร้ความรู้สึกพลันจุดสว่างวาบขึ้นมาในบัดดล ...เป็นความรู้สึกเล็กๆน้อยๆที่เธอไม่อาจควบคุมได้ และทำให้คนมอง...    รู้สึกดี

ตรีทศรู้สึกเหมือนพรนภัสยังมีชีวิตจิตใจ มีเลือดเนื้อ มีความรู้สึก ไม่ได้เป็นหุ่นยนต์ที่ไม่รับรู้ร้อนหนาวรอบกายแต่อย่างใด ชายหนุ่มมองคนตรงหน้าที่เม้มปากจนเป็นเส้นตรง กับสีหน้าที่ดูอึดอัดเล็กๆด้วยความ...สนุก

“ถึงกับพูดไม่ออกเลยเชียวหรือพรนภัส...ฉันคงพูดถูกใช่ไหม”

“คุณตัดสินคนด้วยสายตา มุมมอง และความคิดของคุณเองทั้งนั้น...”     คนที่หลุบสายตาลงต่ำเงยหน้ามามองเขาอีกครั้ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานใส หากเย็นเยียบไร้ความโกรธขึ้งแต่อย่างใด

“...ซึ่งมันไม่ได้ถูกต้องเสมอไปนะคะ”

ความสนุกของตรีทศหายวับไปกับตา คิดว่าพรนภัสจะรู้จักอาละวาด หรือเถียงเขากลับอย่างเหลืออด แต่เธอยังควบคุมตัวเองได้เป็นอย่างดี...อารมณ์ของเธอเปรียบเสมือนน้ำในทะเลสาปที่สงบนิ่งต่างจากเปลวเพลิงร้อนแรงอย่างเขา

ตรีทศพร้อมจะเป็นไฟ เผาผลาญทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้ในพริบตา หากพรนภัสก็พร้อมจะเป็นน้ำดับไฟร้อนรุ่มในอกของเขาให้มอดดับในบัดดล

ร่างสูงกัดกรามแน่น ไม่เอื้อนเอ่ยใดๆอีก หมุนตัวกลับแล้วก้าวเท้าเดินต่อไปด้วยฝีเท้าอันมั่นคง

พรนภัสเดินตามเงียบๆ เว้นระยะห่างไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองเดินชนเขาอีก ชายหนุ่มพาเธอขึ้นบันไดเลื่อนขึ้นไปยังชั้นบน ก่อนเดินนำลิ่วตรงไปยังร้านแห่งหนึ่ง ป้ายหน้าร้านเขียนติดไว้ว่ารัตนาเวดดิ้งสตูดิโอ...ร้านนี้บริการถ่ายภาพ พรีเวดดิ้งรวมถึงภาพวันงาน ให้เช่า ขายและตัดชุดวิวาห์ อีกทั้งยังให้บริการการ์ดแต่งงาน ของชำร่วยและช่างแต่งหน้าอย่างครบครัน

พรนภัสผลักประตูกระจกตามตรีทศเข้าไปด้านใน ตอนนี้เขากำลังคุยอะไรบางอย่างกับเจ้าของร้านซึ่งปราดเข้ามาต้อนรับอย่างนอบน้อม ท่าทางเหมือนรู้จักมักคุ้นกันมาก่อนอย่างไรอย่างนั้น พูดคุยอยู่ครู่ใหญ่หญิงวัยกลางคนคนนั้นก็ปี่เข้ามาหาเธอ แล้วเอ่ยชมไม่ขาดปาก

“คนนี้หรือคะ เจ้าสาวของคุณตรี...สวยมากเลยค่ะ...” ว่าพลางกวาดตาสำรวจเธออย่างประเมิน แต่ปากขยับเอ่ยชมไปเป็นที่เรียบร้อยเสียแล้ว “...เหมาะกับคุณตรีม๊ากมาก”

คำสุดท้ายขึ้นเสียงสูงอย่างไม่จริงใจเลยสักนิด พรนภัสชักระอากับคำชมจอมปลอมและการใส่หน้ากากเข้าหากันของคนสมัยนี้เสียเหลือเกิน หญิงสาวไม่ได้เอ่ยอะไรแต่หันไปมองคนตัวโตซึ่งกำลังนั่งหมิ่นเหม่อยู่ตรงเคาน์เตอร์ คิ้วเข้มของเขาขมวดเข้าหากันจนแทบเป็นปม ...ถ้าจะให้เดาล่ะก็ เธอเชื่อว่าเขาไม่พอใจในถ้อยคำของเจ้าของร้านผู้นี้เป็นแน่แท้

“สาวๆ หลายคนคงอิจฉาคุณกันยกใหญ่แน่ๆคะ”

อิจฉาอย่างนั้นหรือ...พรนภัสไม่คิดแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย เพราะรู้ดีว่าการแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากเต็มไปด้วยขวากหนามที่พร้อมจะจู่โจมเข้าใส่เธอได้ทุกเมื่อ

“คุณรัต...ผมไม่มีเวลาว่างนักหรอกนะครับ”

ถ้อยคำนั้นทำให้เจ้าของร้านยิ้มจืดเจื่อนในทันที

“ผมว่าคุณพาเราสองคนไปเลือกชุดเลยดีกว่า”

รัตนารีบกุลีกุจอเดินนำไปยังห้องแต่งตัวที่แบ่งเป็นสองห้องชัดเจนระหว่างชายกับหญิง ภายในห้องนั้นยังถูกแบ่งเป็นห้องย่อยเพื่อมีไว้สำหรับเปลี่ยนชุด พื้นที่อีกส่วนหนึ่งเป็นตู้กระจกขนาดใหญ่สำหรับเก็บชุดเจ้าบ่าวเจ้าสาวมากมายหลายแบบ  

ทั้งสองแยกกันเข้าไปคนละห้องโดยรัตนาเป็นฝ่ายคอยดูแลบริการตรีทศ ก่อนจะส่งลูกน้องของเธอมาคอยดูแลให้คำแนะนำพรนภัส

ตรีทศใช้เวลาเลือกเพียงไม่นาน แต่สำหรับพรนภัสแล้ว เธอใช้เวลาเลือกอยู่นานทีเดียว เพราะแต่ละชุดช่างละลานตามากมายหลายแบบจนไม่รู้ว่าจะเลือกชุดไหน ยิ่งไปกว่านั้นหากเลือกเองไม่ถูกใจตรีทศแล้ว เขาอาจจะพาลโมโหโกรธาขึ้นมาก็เป็นได้

ผ่านไปสิบนาทีเมื่อเห็นว่าว่าที่เจ้าสาวยังเลือกชุดไม่ได้ ตรีทศก็ถือวิสาสะก้าวเข้ามาในห้องนั้นในทันที เขาก้าวอาดๆทำหน้าตาบูดบึ้งถมึงทึงอย่างดุดันจนสาวน้อยซึ่งคอยมาดูแลเธอถึงกับกลัวจนหน้าซีดเลยทีเดียว 

“คุณออกไปก่อน ผมจะดูแล...” ชายหนุ่มนิ่งงันไปอึดใจก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงห้วนสั้น “...เจ้าสาวของผมเอง”

คล้อยหลังสาวน้อยคนนั้น ตรีทศก็ปรี่เข้ามาหาเธอ แล้วต่อว่าด้วยถ้อยคำรุนแรงเช่นเคย

“มัวแต่โอ้เอ้ทำอะไรอยู่ ผมไม่มีเวลามากมายหรอกนะ งานยังมีให้ทำอีกเยอะแยะ ไอ้ชุดบ้าๆนี่ก็เลือกๆมาสักชุดเถอะน่า ไม่ต้องเรื่องมาก!” ทันทีที่ก้าวเข้ามาประชิด เขาก็คว้าต้นแขนทั้งสองของเธอไว้ แล้วบีบแน่นเสียจนหญิงสาวต้อง     นิ่วหน้า

“...อย่าบอกนะว่าที่เธอมัวแต่พิรี้พิไรเลือกชุดเพราะคิดว่างานแต่งงานครั้งนี้เป็นเรื่องจริง”

คนตัวโตแค่นยิ้ม ทำเสียงบางอย่างในลำคอแบบที่พรนภัสไม่เคยชอบเลยแม้แต่น้อย

“เธอลืมไปแล้วรึไงว่างานแต่งงานของเรามันเป็นแค่เรื่องหลอกๆ...ครบหนึ่งปีแล้วเราก็จะหย่ากัน...อ้อ...เธอคงคิดว่าฉันจะ ‘ติดใจ’ จนอยากให้เธอเป็นเมียของฉันจริงๆ งั้นสิ’”

รอยยิ้มเย้ยหยันจุดบนริมฝีปากหยักลึก ดวงตาดำสนิทไม่มีแวววับหวานดังเช่นเจ้าบ่าวมีให้ต่อเจ้าสาวเลยแม้แต่น้อย ...มีเพียงรอยโทสะ โกรธขึ้ง เกลียดชัง และเหยียดหยามจนคนมองรู้สึกเจ็บแปลบในอก

“ฝันไปเถอะ พรนภัส!”

เขาดันตัวเธอออกอย่างแรง จนร่างบอบบางเซไปปะทะตู้ทางด้านหลัง      พรนภัสยกมือคลำต้นแขนทั้งสองที่เขาบีบแรงป้อยๆ เพื่อคลายความเจ็บ ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นบอกชัดว่าผู้เป็นเจ้าของกำลังอดทนอดกลั้นมากเพียงใด หญิงสาวสูดลมหายใจลึกยาว กำลังจะเงยหน้าขึ้นมองสบตาอีกฝ่ายพร้อมเอื้อนเอ่ยอธิบายถึงเหตุผลที่เธอเลือกชุดไม่ได้สักที หากตรีทศกลับปาชุดๆ หนึ่งใส่หน้าเธออย่างแรง หญิงสาวต้องหลับตาปี๋ เบี่ยงศีรษะหลบโดยไว

“สวมชุดนี้แหละ เสร็จแล้วรีบออกไปข้างนอก เข้าใจไหม!”

ร่างบางดึงชุดเจ้าสาวนั้นออกจากใบหน้า แล้วตวัดสายตาขุ่นเคืองใส่เขา ผมเผ้าของเธอตอนนี้กำลังยุ่งเหยิงราวกับคนที่เพ่งตื่นนอน ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยไร้ความรู้สึก บัดนี้กลับแดงก่ำ...และมันทำให้ตรีทศจ้องมองอย่างสนอกสนใจ

“เธอกำลังโกรธฉันใช่ไหม” ถามพลางสาวเท้าเข้ามาใกล้ ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งเชยคางมนบังคับให้เธอเงยหน้าสบตาเขากลายๆ

“เธอก็โกรธเป็นเหมือนกันนี่ พรนภัส”

‘ยัยน้ำแข็ง’ สะบัดหน้าออกจากมือเขา ก่อนตอบด้วยสุ้มเสียงที่พยายามจะทำให้มั่นคง

“คุณไม่มีทางรู้หรอกค่ะว่าเวลาที่ฉันโกรธจริงๆน่ะมันเป็นยังไง”

“ทำไม เธอจะทุบตีทำร้ายฉันเรอะ!” แล้วเขาก็แสร้งหัวเราะอย่างขบขัน    “ตัวเล็กๆ แค่นี้จะทำอะไรฉันได้”

พรนภัสเม้มปากสนิท ไม่ตอบโต้อะไรกลับไปทั้งนั้น หากใช้ความสงบเอาชนะความร้อนแรงของเขาอย่างที่เคยทำอยู่เป็นประจำ และมันก็ได้ผลเมื่อชายหนุ่มถอนหายใจหนักๆแล้วถอยห่างออกจากเธอทันที แต่ก่อนจะออกจากห้องเขายังไม่วายกำชับแกมขู่ว่า 

“ฉันให้เวลาห้านาที ถ้าเธอยังไม่เสร็จ...ฉันจะเข้ามาสวมให้เธอเอง!”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น