Lawliet30101979

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ด้วยรัก [1]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 252

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ย. 2561 03:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ด้วยรัก [1]
แบบอักษร

ด้วยรัก

**ถ้าหากวันหนึ่ง ผมได้กลับมาพบคุณอีกครั้ง

ผมจะกอดคุณเอาไว้

ด้วยความรักทั้งหมดที่ผมมี

อ้อมกอดของผมจะไม่ทำให้คุณอึดอัด แต่มันจะทำให้คุณอบอุ่น

...ตราบนานเท่านาน

**ท้องฟ้าในฤดูหนาวเป็นสีฟ้าอมเทาหม่น ผมหางม้าของคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าปลิวไหวน้อยๆ ไปตามแรงลมที่พัดเข้ามาจากทางหน้าต่าง ผมหมอบมองหลังคอระหงขาวผ่องนั้นอย่างเหม่อลอย ผมสีน้ำตาลเกลี่ยไปมาแถวต้นคอ พอผมลองเอ่ยปากทักขึ้นหนึ่งที เจ้าของผมหางม้าน่ารักๆ ก็มักจะหันมาพร้อมทำตาโต

“ครับ?”

ผมยกยิ้มนิดหน่อย ก่อนจะยื่นมือโปร่งแสงไปลูบศีรษะเขา ทั้งที่รู้ว่าถึงยื่นไปก็จับตัวกันไม่ได้ก็เหอะ

“กินข้าวได้แล้วติณ”

สัมผัสว่างเปล่าชวนอ้างว้าง เด็กหนุ่มผมยาวที่มัดรวบเป็นหางม้าก้มศีรษะลงด้วยสองแก้มชมพูปลั่ง ราวกับว่ามือโปร่งแสงข้างนั้นกำลังลูบผมตนเองอยู่จริงๆ

ผมรักสีหน้านี้ของเขาเหลือเกิน ติณหัวเราะน้อยๆ วางดินสอที่กำลังขีดเขียนรูปวาดเหมือนจริงของใครคนหนึ่งลง “จะไปเดี๋ยวนี้แหละครับ”

ติณเดินผละหายเข้าไปในครัว ผมยังยืนอยู่ที่เดิม อดใจไม่ไหว ชะเง้อคอมองรูปในกระดาษแผ่นนั้น

บนนั้นมีรูปวาดของผู้ชายคนหนึ่งอยู่ อายุคงประมาณ 20-30 ปี ใบหน้าไม่ถึงกับหล่อเหลาแต่ก็สุภาพน่ามอง รอยยิ้มที่ประดับมุมปากดูอ่อนโยนใจดี ตัดผมทรงมหาดไทย ดวงตาเป็นประกายวับ ผมมองภาพนั้นก่อนยิ้มแหยๆ เดินกึ่งลอยด้วยเท้าโปร่งแสงเข้าไปหาคนที่กำลังเอาข้าวกล่องเซเว่นเข้าไมโครเวฟ

“นี่ ฉันหน้าแบบนั้นจริงเหรอ”

“ก็จริงน่ะสิครับ ไม่เชื่อเหรอ?”

“ฉันเห็นเงาตัวเองที่ไหนกันล่ะ ก็แบบว่า...มันดูดีเกินไปน่ะสิ หรือเธอเห็นใจฉัน เลยวาดออกมาให้ดูดีน่ะ แล้วเมื่อไหร่ที่เวลาเธอวาดหน้าฉันแล้วจะยอมหันหน้ามามองกันดีๆ สักทีล่ะ”

“ไม่ล่ะครับ ผมชอบที่จะหันหลังแล้ววาดคุณมากกว่าจ้องมองตรงๆ นี่นา...ผมเองก็เขินเป็นนะ แล้วที่สำคัญ ผมมองหน้าคุณบ่อยจนจำได้ขึ้นใจแล้วครับ” ติณว่า ริมฝีปากสีชมพูของเด็กหนุ่มผลิยิ้มแย้มน้อยๆ เป็นรอยยิ้มอ่อนหวานที่ทำเอาผมละสายตาจากไปไหนไม่ได้ ติณส่ายหน้าใส่ผมหน่อยๆ เชิงเหนื่อยใจ ก่อนจะยกมือขึ้นทัดปอยผมที่ร่วงลงมาเคลียข้างแก้มไปไว้ด้านหลังใบหู

ผมอดใจไม่ไหว ยื่นมือไปจับปอยผมด้านหลังนั่น ถึงแม้ว่าจะจับไม่ได้ก็ตามที

ติณหลับตาลงคล้ายกำลังจินตนาการถึงความรู้สึกยามที่ถูกผมจับต้องตัว ผมรู้สึกเหมือนหัวใจกระตุกทั้งที่ไม่ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองด้วยซ้ำ พิศมองใบหน้านวลเนียนละเอียดลออ เลือดฝาดสีชมพูธรรมชาติเรื่อเต็มสองพวงแก้ม โดยเฉพาะขนตาสีดำที่ต้องแสงแดดวาวหน่อยๆ นั่นทำเอาผมต้องโน้มตัวลงไปอีกเพราะอยากจะจดจ้องมองใบหน้าสะกดใจนี่ใกล้ๆ เขาหลับตาไม่เห็น...อย่างนั้นก็คงไม่รู้หรอกมั้ง

“...”

ทุกอย่างยังคงว่างเปล่า แต่ไม่รู้ทำไม ตอนที่ตั้งใจอยากจะลองเอาปากแตะกันดู ถึงได้รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาขนาดนี้ได้นะ

ติณลืมตาขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้แย้มยิ้มแหย่ “แหนะ...แอบทำอะไรน่ะครับ”

“ลองขโมยจูบคนน่ารักดูน่ะสิ เฮ้อ น่าเสียดายชะมัด ดันแตะตัวกันไม่ได้แบบนี้”

ติณส่านหน้าขำผมอีกครั้ง เสียงไมโครเวฟก็ดังขึ้นมาพอดี ทำให้สองสายตาที่เอาแต่มองสบกันซึ้งต้องหักเหจากกัน น่าเสียดายจริงๆ เชียว

ติณย้ายเข้ามาอยู่บ้านนี้ได้ประมาณ 3 เดือนแล้วล่ะครับ อ้อ ถามว่าผมเป็นใครงั้นเหรอ งั้นจะอธิบายให้ฟังง่ายๆ ก็แล้วกัน ผมเป็นผี แต่คนส่วนมากเรียกผมว่า ‘ผีเจ้าที่’ ไม่รู้เหมือนกันว่าผมอยู่นี่มานานเท่าไหร่แล้ว เพราะมันนานมาก...มากจนจำไม่ได้ แต่ก็จำได้เลาๆ ว่าผมมีชีวิตอยู่ตอนช่วงสงครามเวียดนามที่อเมริกาเข้ามาในไทยใหม่ๆ

ผมตายแล้วก็เฝ้าที่ตรงนี้ พออยู่ไปนานๆ เข้า ไม่ได้ผุดได้เกิดสักที กาลเวลาก็เปลี่ยน ที่ตรงผมตายก็มีคนมาถมที่สร้างบ้าน ผมก็อยู่เฝ้าที่เรื่อยมา เฝ้าดูคนที่เข้ามาอยู่ แล้วก็ไป อยู่ แล้วก็ไป สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่แบบนี้จนถึงยุคสมัยใหม่ ความคิด คำพูดคำจาของผมก็เปลี่ยนแปลงจากสมัยก่อน เรียกว่าปรับตัวตามยุคสมัยนั่นแหละ

ถ้าจะใช้ศัพท์ให้ทันสมัย ก็คงต้องบอกว่าผมน่ะ ‘วัยรุ่น’ นะ!

ส่วนติณก็แค่หนุ่มน้อยหน้ามนที่ย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ เขาเป็นเด็กมหาลัยปีสอง เรียนเกี่ยวกับการวาดรูป ถ้าสมัยผมก็คงเรียกว่าช่างสิบหมู่ล่ะมั้ง เอ...แต่เดี๋ยวนี้งานช่างก็มีหลายแขนง อย่างที่ติณเรียนจะเรียกว่าอะไรดี ประณีตศิลป์? ไม่รู้แฮะ เอาเป็นว่าหนุ่มน้อยผมยาวคนนี้เรียนเกี่ยวกับศิลปะ และก็บังเอิญว่าเขามองเห็นผมได้แล้วไม่กลัว เราก็เลยอยู่ด้วยกันมาอย่างมีความสุขจนถึงวันนี้

ผมมันก็สันดานขี้เล่น เห็นเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ขาวๆ แล้วก็เอ็นดู แต่กับติณ...ผมดันรู้สึกแปลกๆ อย่างกับความรู้สึกเปรี้ยวอมหวานตอนแรกรุ่นชอบกล! ไอ้ผมมันก็ตายมานานมากแล้ว ร้อยวันพันปีไม่เคยมีจิตคิดพิศวาสคนเป็น มาตกม้าตายกับเจ้าหนุ่มน้อยผมหางม้าคนนี้เนี่ยแหละ แล้วยิ่งอีกฝ่ายไม่กลัวผมก็ได้ใจเลยเกาะติดแจ ก็เด็กมันน่ารัก ผมหางม้านั่นก็น่ารัก ท่าทางตอนเงอะงะหาของไม่เจอก็น่ารัก น่ารักไปหมดจนแทบทนไม่ไหวอยู่แล้ว

“ผมซื้อซาลาเปาเซเว่นมาด้วยนะ แรบบิทครีม คุณกินไหม” ติณถามเสียงใส ผมไม่รอช้า รีบพยักหน้ายินดี

“กินๆ! ปักธูปเลยฮันนี่!”

“ฮันนี่?” ติณทวนคำ พลางหัวเราะอ่อนอกอ่อนใจ “ไปจำคำอะไรแปลกๆ มาอีกแล้วครับ”

ผมกอดอกภูมิใจ “ในทีวีนั่นไง ที่พระเอกเรียกนางเอก ฉันก็จำมาเรียกเธออีกที”

“โถ่เอ๊ย” ติณขำผมไปด้วย ปักธูปพนมมือไปด้วย

ไม่ช้าก็มีซาลาเปาขาวๆ มาอยู่ในมือ ผมยิ้มหน้าบาน กินเข้าไปรวดเดียวอย่างสุขอุรา “ทำไมเล่า เขาใช้เรียกคนน่ารัก ฉันเข้าใจผิดตรงไหน”

“เขาใช้เรียกคนที่รักกันครับ กับคนเป็นแฟนกัน” ติณอธิบายน้ำเสียงนุ่มหู ผมฟังอย่างตั้งใจ ก่อนจะโพล่งออกมา

“ก็ใช้ถูกแล้ว!”

ติณไม่ตอบ เขาแอบเหลือบมองผมที่ลอยไปลอยมาสบายใจอยู่ในอากาศ มุมปากประดับรอยยิ้มบางเบา สองข้างแก้มซับสีแดงเรื่ออีกครั้ง ผมเหมือนถูกปลายขนนกปัดผ่านหัวใจ จักจี๋จนอยากจะรวบตัวอีกฝ่ายมากอด

ติณเองก็คงรับรู้ถึงความคิดนั้นของผม เขารีบหลบตา ใบหูแดงแจ๋ กระซิบเสียงแผ่วเบา “...คืนนี้ก็แล้วกันครับ”

ผมเก็บความลิงโลดไว้ในใจ เจ้าตัวดีก็รีบวิ่งหนีลิ่วเข้าห้องไปปั่นงานตัวเองต่อแล้ว ทิ้งให้ผมหัวใจคันยุบยิบ แทบจะอดทนรอคืนนี้ไม่ไหว

จวบจนอาทิตย์อัสดง ช่วงเวลานี้คนโบราณเรียกกันว่า ‘ผีตากผ้าอ้อม’ ถ้าไม่อยากโดนผีอำอย่านอนเวลานี้เป็นดี แต่คงใช้ไม่ได้กับบ้านหลังนี้

ติณเพิ่งปั่นงานมาราธอนเสร็จกำลังเหนื่อยล้าได้ที่ ล้มตัวลงนอนแปะกับกองหมอนบนเตียง ผมนั่งอยู่ข้างเตียงเขา อดจะยื่นนิ้วใสๆ ของตัวเองไปจิ้มแก้มอีกฝ่ายไม่ได้

ติณหาวหวอด ดวงตาปรือเต็มที่ ผมอดจะเอ็นดูท่าทางน่ารักนี่ไม่ไหว เลยโน้มตัวลง ส่งเสียงแผ่วเบาใกล้กับใบหู “นอนนะเด็กดี”

ติณยิ้มหวาน หลับตาลงพริ้ม “เจอกันในฝันนะครับ”

“เจอกันในฝันนะ...”

ห้วงนิทราของติณ คือช่วงเวลาเดียวที่ผมกับเขาจะสัมผัสกันได้

มันเริ่มมาตั้งแต่ตอนไหนกันนะ...ผมเป็นแค่ผีเฝ้าที่ แต่ละวันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จนกระทั่งชะตาพัดพามาให้พบกับเขา เด็กมหาลัยปีสองธรรมดาคนหนึ่งที่มาหาบ้านเช่าใกล้กับที่เรียน เขามองเห็นผี ไม่กลัวผี และ...ยินดีมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผี

ตั้งแต่วินาทีแรกที่สบตากัน ความรู้สึกบางอย่างก็ดึงดูดให้เราเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว พอรู้สึกตัวอีกครั้ง เราก็เกินเลยกันไปเรียบร้อยแล้ว ติณเองก็ตอบไม่ได้ว่าทำไมเขาถึงได้อยากใกล้ชิดกับผีอย่างผม ตั้งแต่เด็กเขาก็มองเห็นผีมาโดยตลอด กลับไม่เคยนึกชอบมาก่อน กระทั่งกับคนเป็นด้วยกัน...เขาก็ยังไม่เคยนึกรัก

“มันอาจเป็นความผูกพันของชาติก่อนก็ได้มั้งครับ” ติณอธิบายการตกหลุมรักกันอย่างไร้เหตุผลของเราเงียบๆ ในขณะที่ผมกำลังโอบกอดเขาอยู่ในห้วงความฝัน

กลิ่นน้ำอบในความฝันหอมหวานละมุนละไม บรรยากาศเรื่อแสงจันทร์เป็นใจ ผมบรรจงหอมแก้มเขาซ้ายขวา เอ่ยถามเสียงหยอกเย้า “ชาติก่อนอะไรกัน เธอจำได้ด้วยหรือ?”

“ก็ไม่แน่นะครับ แล้วคุณล่ะ จำได้ไหม” ติณเงยหน้าถาม ก่อนจะกวาดสายตาสวยมองสถานที่ในความฝันรอบๆ “เรือนไทยโบราณนี่ก็อิงมาจากความทรงจำของคุณใช่ไหมล่ะครับ”

ผมเงียบไปอึดใจหนึ่ง จากนั้นถึงค่อยพยักหน้า “ก็มันเป็นสถานที่สวยที่เดียวที่ฉันจำได้นี่นา...พ่อมะลิน้อยของพี่”

“ก็คุณไม่เคยเล่าเรื่องตัวเองเลย...ว่าแต่เมื่อกี้เรียกอะไรกันครับเนี่ย เสียงหวานเชียว ผมขนลุกเลยนะ” ติณหัวเราะเสียงเบา เบี่ยงตัวหลบน้อยๆ ตอนที่ผมกำลังสอดมือเข้าไปใต้เสื้อของเขาแล้วพุ่งหน้าเข้าหอมขมับ

“ก็เรียกฮันนี่แล้วไม่ชอบนี่นา” ผมอ้าปากงับใบหูเขาอย่างอยากล้อ อยากจะกดปลายจมูกจูบเข้าที่แก้มนุ่มๆ นั่นสักสิบครั้ง ติณดิ้นหนีไปพักหนึ่งก็เริ่มหยุด ยามที่มือของผมลากผ่านแผ่นอกเรียบ ผิวพรรณใต้อาภรณ์ของติณเรียบลื่นดุจผ้าแพรไหม คงมีเพียงเวลาในฝันนี้เท่านั้นที่ผมจะได้สัมผัสเขา ทุกจังหวะลีลาจึงเนิบช้าใส่ใจเป็นพิเศษ

“พะ...พี่เดช” เสียงเรียกปนเสียงครางผะแผ่วลอยหลุดออกมาจากกลีบริมฝีปากบาง ร่างในอ้อมแขนสั่นระริก เสื้อที่ถูกถลกขึ้นเผยให้เห็นผิวขาวจัดที่มีสีแดงเรื่อย้อมจนอมชมพู

ผมใช้หลังมือลูบใบหน้าเขาอย่างปลอบโยน พร้อมพูดคำสัญญามั่นหมายทั้งหลายเหมือนปกติทุกครั้งที่ผมจะทำขั้นต่อไปกับเขา “ฉันจะทะนุถนอมเธอ จะไม่ทำให้เจ็บแน่นอน ฉันสัญญา”

ติณยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มคล้ายเสี้ยวประจันทร์ “ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อยครับ ยังกลัวผมเจ็บอยู่อีกเหรอ?”

ผมพยักหน้าเบาๆ ก่อนเริ่มบรรจงจูบไปตามนิ้วมือของเขา เรื่อยไปจนริมฝีปากวนเวียนอยู่แถวข้างกกหู อดจะสอดแขนกระชับกอดร่างข้างใต้ให้ขยับเข้ามาชิดใกล้มากกว่านี้ไม่ได้ “ติณ...เธอยังมีชีวิตนะ”

คนถูกกอดเหมือนชะงักนิดหน่อย ก่อนขานรับ “ครับ...”

“ทุกครั้งที่เรากอดกัน ร่างกายของเธอจะเหนื่อยล้า...ฉันถึงต้องคอยระวัง ไม่ให้เผลอสูบพลังชีวิตของเธอไป”

ติณจูบเข้าที่ซอกคอผมก่อนเอ่ยขอบคุณ เราต่างกอดรัดกันแนบแน่น สุดท้ายเมื่อยามเช้ามาถึง ความฝันก็เป็นอันต้องจบลง พวกเราต่างกลับเข้าสู่โลกความจริงที่ไม่อาจสัมผัสกันได้เหมือนเดิม

ติณงัวเงียตื่นขึ้นมาด้วยรอยยิ้มเอียงอาย เขาเปิดผ้าห่มขึ้นอย่างเขินๆ “เฮ้อ...เปียกหมดเลยครับ ทั้งข้างหน้าข้างหลังเลย”

“ขอโทษทีนะ ถ้าฉันช่วยเธอทำงานบ้านได้ก็ดีสิ จะได้ช่วยซัก”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ” ติณเกาแก้มแก้เขิน ก่อนจะวางมือของตัวเองมาซ้อนทับมือโปร่งแสงของผม แน่นอนว่ามือติณต้องทะลุมือผมไป กระนั้นมันก็ยังเหมือนมีกระแสอบอุ่นบางอย่างแล่นผ่านหัวใจ “ผม...ชอบนะ”

“ฉันเองก็ชอบ”

เราต่างยิ้มให้กัน ก้มลงจูบกันทั้งที่รับรู้ได้เพียงความว่างเปล่า

**ไม่ใช่ทุกครั้งที่ติณหลับแล้วผมจะเข้าฝันเขาได้ บางครั้ง เขาเองก็มีช่วงเวลาที่เหนื่อยๆ เหมือนกัน

เขาเป็นเด็กเรียนศิลป์ บางทีต้องทำงานจนโต้รุ่ง หามรุ่งหามค่ำสามวันก็เคยมาแล้ว พอไม่ได้หลับได้นอน ร่างกายกับพลังชีวิตของเขาถึงยิ่งลดน้อย ถ้าผมดันทุรังเข้าฝัน ก็จะยิ่งเป็นการสูบพลังชีวิตของเขามากขึ้น จึงต้องมีช่วงเว้นไว้ไม่ให้ติณโหมใช้ร่างกายหนักเกินไป ถึงเวลาที่เขาต้องนอนโดยไม่ฝัน ผมก็จะไม่เข้าไปกวน

ฉะนั้นเวลาที่ผมกับเขาจะจับต้องตัวกันได้จึงมีค่ามาก

หลายสัปดาห์ผ่านไป ในที่สุดงานไฟนอลสุดท้ายของเทอมก็เสร็จ ติณนอนหลับอุตุไปเกือบหนึ่งวันเต็ม โดยที่ผมไม่ได้เข้าไปกวนเขา แต่เฝ้ามองใบหน้าน่ารักยามหลับอยู่เงียบๆ อยากจะสลักดวงหน้าแฉล้มนี่ให้สะกดลึกลงไปถึงขั้วหัวใจ...ทำไมผมถึงได้รักเด็กคนนี้มากขนาดนี้กันนะ ทั้งที่ตอนมีชีวิตผมไม่เคยคิดฝันว่าตัวเองจะรักใครเป็นมาก่อนด้วยซ้ำ...

ครืด ครืด

“หืม?” ผมผงกศีรษะขึ้น เมื่อได้ยินเสียงมือถือของติณดังมาจากโต๊ะข้างเตียง

บนหน้าจอปรากฏชื่อ ‘พ่อ’ ผมอ่านตัวอักษรนั้น แล้วก็จ้องมองมันเงียบๆ จนกระทั่งมันค่อยๆ ดับไป

ผมไม่คิดจะปลุกติณที่หลับอย่างเหนื่อยล้าให้ลุกขึ้นมาคุยกับพ่อเขาหรอก ไม่รู้สิ ผมไม่ค่อยชอบพ่อติณเท่าไหร่ ไม่ชอบหน้าตั้งแต่เห็นครั้งแรกเลย เป็นตาลุงอ้วนลงพุงหัวล้านที่รูปชั่วนิสัยยังชั่ว นอกจากความเป็นเสี่ยแล้วก็หาดีอะไรไม่ได้เลย

ติณมีพี่น้องอยู่สองคน เขาเป็นลูกคนกลาง แต่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจพ่อแม่สักอย่าง ต่างกับพี่กับน้องที่เป็นที่รักเอ็นดูของพ่อแม่ ยิ่งติณเลือกมาเรียนทางศิลปะยิ่งแล้วใหญ่ โดนด่าสาดเสียเทเสียไปก็มาก ว่าเรียนไปแล้วก็ต้องตกงาน สู้พี่น้องไม่ได้

แต่ติณก็ยังเลือกจะเรียนสิ่งที่รักแม้จะต้องแตกหักกับที่บ้าน สุดท้ายเขาก็ถูกตัดหางปล่อยวัด หลังจากพ่อแม่โยนเงินให้ก้อนหนึ่งเขาก็ระเห็จออกมาหาบ้านเช่าเอง แล้วก็ได้มาพบกับผมเนี่ยแหละ

มือถือติณเงียบไปแล้วก็ดังขึ้นมาใหม่ วนอย่างนั้นเป็นสิบๆ รอบ จนต่อให้ผมไม่ปลุกเขา ติณก็ทนรำคาญไม่ไหวลุกขึ้นมารับเองอยู่ดี

หนุ่มน้อยผมยาวสะลึมสะลือทั้งที่ตาปิด เอ่ยถามอ้อแอ้ “พี่เดช...ใครโทรมานักหนา”

ผมมองคราบน้ำลายตรงมุมปากนั้น อดจะแอบขำไม่ได้ “พ่อเธอน่ะสิ”

“พ่อเหรอ” ความง่วงของติณหายลิ่ว สีหน้านุ่มนวลแปรเปลี่ยนเป็นกระด้างแข็งค้าง ติณขยี้ตาสองสามครั้งก่อนจะเอื้อมมือไปกดรับสายมือถือที่ยังคงดังอยู่อย่างต่อเนื่อง

ติณกดเปิดลำโพง ไม่ช้าเสียงของชายวัยกลางคนขี้โวยวายคนหนึ่งก็ดังลั่นออกมา [“ทำไมโทรไปแล้วไม่รับ! ไม่มีมารยาท อยู่ไกลบ้านแล้วเลยไม่มีใครสั่งสอนหรือไง”]

“ผมหลับอยู่ครับ” ติณตอบน้ำเสียงอ่อนน้อม ทั้งที่ในแววตาเย็นชาอย่างมาก

เสียงถอนหายใจแรงๆ ดังกระแทกมาจากปลายสาย [“แม่แกล้มป่วยอีกแล้ว นอนซมมาเกือบครึ่งเดือนก็ยังไม่หาย”]

“...ให้ผมไปเยี่ยมแม่วันไหนครับ”

[“ไม่! แกไม่ต้องมา”]

ติณชะงัก เงยหน้ามองสบตาผม “ทำไมครับ”

[“หมอเทวดาที่ไหนก็รักษาไม่หาย ก็โรคนี้มันเกิดจากผี!”]

ติณกำมือถือแน่นขึ้นไม่รู้ตัว เมื่อได้ยินคำว่าผีออกจากปากพ่อ

ครอบครัวของติณจะว่าประหลาดก็ประหลาด ตอนแรกไม่มีใครเชื่อเรื่องที่เขามองเห็นผีได้เลยสักคน แต่พอพิสูจน์ได้กลับหลงเชื่อเป็นตุเป็นตะไปเลย ติณเบื่อหน่ายที่จะต้องทนฟังพวกเขาโยงทุกอย่างเกี่ยวกับผีจึงอยากจะตีตัวหนีให้ไกล พอได้โอกาสเรียนมหาวิทยาลับจึงเลือกที่เรียนไกลบ้าน

“พ่อแน่ใจแล้วหรือครับ ไม่ใช่ว่าจะถูกซินแสเก๊ที่ไหนหลอกอีกหรอกนะ”

[“ไม่มีทาง! อย่างนั้นแกลองฟังดูดีๆ”]

“ครับ” ติณตอบแบบขอไปที แล้วเบนความสนใจมาที่ผมซึ่งนั่งประกบอยู่ข้างๆ แทน

เขายกยิ้มหวานส่งให้ผม แกล้งยกนิ้วจิ้มจมูกผมทั้งๆ ที่จิ้มไม่ได้ ผมแกล้งทำเป็นเจ็บเพื่อเรียกเสียงหัวเราะ ไม่อยากให้เขาประสาทเสียกับการคุยโทรศัพท์ครั้งนี้ ทว่าประโยคถัดมาของพ่อติณก็ทำให้ทั้งผมทั้งเขาแข็งค้างทั้งคู่ [“ในบ้านเช่าที่แกเช่าอยู่มีผีเจ้าที่ใช่มั้ยล่ะ!”]

“...พ่อพูดอะไร ที่ไหนก็ต้องมีเจ้าที่ทั้งนั้น” ติณเหลือบตามองผม สีหน้าตื่นตระหนกหน่อยๆ

[“แก...สื่อสารอะไรบางอย่างกับมันด้วยใช่มั้ย”]

“พ่อจะพูดอะไรกันแน่” ติณไม่ตอบคำถามนั้น ไม่ใช่แค่เขา แต่ตอนนี้ผมเองก็เริ่มรู้สึกใจไม่ดีแล้ว

[“ผีตัวนั้นจะเอาชีวิตแม่แก่ไงเล่า! วันอาทิตย์นี้ฉันจะพาหมอผีไปหาแกที่บ้าน ไปจัดการผีตัวนั้น แล้วแกก็เตรียมย้ายออกจากบ้านเช่านั่นได้เลยถ้ายังไม่อยากตาย!”]

เสียงโมโหเกรี้ยวกราดนั้นตัดสายทิ้งไป เหลือไว้เพียงเสียงลมหายใจที่สะดุดไปหลายช่วงของติณ...ติณมองหน้าผม แววตาระแวง ผมรีบออกตัวพูด ไม่ต้องการให้เขาเข้าใจผมผิดเด็ดขาด “ไม่ใช่นะติณ...ฉันไม่ได้จะเอาชีวิตแม่เธอ ฉันจะเอาชีวิตแม่เธอไปทำไม! แล้วฉันก็อยู่เฝ้าที่นี่ ไปไหนไม่ได้ จะไปรู้จักแม่เธอได้ยังไง แล้วฉันก็ไม่มีวันทำร้ายเธอด้วย...ติณ ถึงเราจะอยู่กันคนละภพ ถึงแม้มันจะผิดธรรมชาติ แต่เรื่องที่ฉันรักเธอ...มันเป็นเรื่องจริงนะ ฉันไม่มีวันฆ่าคนที่รักลงคอได้หรอก”

ติณมองผมด้วยสายตาว่างเปล่าจนผมใจหาย รีบเอ่ยต่อ “ฉันรักเธอมาก แค่เห็นครั้งแรกก็รู้สึกรัก...ฉันไม่เคยยุ่มย่ามก้าวก่ายชีวิตของเธอเลย เพราะฉันรู้ว่าเธอยังมีชีวิต...ต่อให้เธอมีคนรักเป็นมนุษย์ ฉันก็ไม่มีสิทธิ์...”

“ไม่ใช่แบบนั้นครับ” ติณตัดบทฉับพลัน “ผมไม่มีใครนอกจากคุณ แล้วก็ไม่คิดจะมี”

คำพูดนั้นของเขาทำผมชื่นใจ แต่แล้วติณกลับไม่ปล่อยให้ผมชุ่มชื่นหัวใจนาน เขากล่าวต่อ “ผมเองก็มีเรื่องที่ไม่เคยบอกคุณมาก่อน”

“...หมายความว่าไง”

ติณเม้มปากแน่น ดวงหน้าสับสนระคนหวาดกลัว “พี่เดช...ตั้งแต่เด็ก ผมมักฝันอะไรบางอย่างเสมอ ในฝันนั้นเป็นบ้านเรือนไทยสมัยก่อน...เหมือนบ้านที่พี่ชอบพาผมที่หลับฝันไปอยู่”

“...”

“แล้วที่นั่น...ผมก็เห็นใครบางคน เงาของเขาเหมือนกับคุณ” ติณกล่าว น้ำเสียงสั่นเครือ “ผมจะไม่พูดอะไรมากกว่านี้แล้ว พี่เดช การที่ผมเห็นพี่ เลือกเช่าบ้านหลังนี้ อยู่กับผีอย่างพี่ แล้วก็รักพี่ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกครับ...ถ้าพี่เชื่อเรื่องชาติก่อนกับกรรมเก่า ผมคิดว่าการที่อยู่ๆ แม่ผมก็ล้มป่วยลง เพราะผมยุ่งกับพี่ มันต้องมีสาเหตุบางอย่าง”

“...”

“พี่เดช...เมื่อไหร่พี่จะเล่าเรื่องของพี่บ้างสักที เรื่องตอนที่พี่ยังมีชีวิตอยู่ หรือตอนที่พี่ตาย...”

“ติณ” ผมเรียกเขาด้วยน้ำเสียงที่ไม่คิดว่าตัวเองจะใช้กับหนุ่มน้อยน่ารักอย่างเขาลง “ถ้าคิดจะไล่ผีหรือกำจัดพี่ พี่ก็ไม่โกรธเธอหรอก ไม่เป็นไร”

“พี่เดช!”

ผมค่อยๆ ก้าวถอยให้ห่างจากติณ แล้วลบเลือนร่างตัวเองให้จางหายไปกับอากาศช้าๆ ติณลุกยืน ยื่นมือมาหาผม “พี่จะหนีแบบนี้ไม่ได้นะครับ!”

แต่สุดท้ายที่ตรงนั้นก็มีแต่ความว่างเปล่า ติณชักมือกลับมา สุดท้ายผมก็ไม่สามารถบอกเรื่องของตัวเองได้ และไม่ได้ปรากฏตัวให้ติณเห็นอีกเลยนับจากวันนั้น จนกระทั่งถึงวันที่พ่อของเขาพาหมอผีคนหนึ่งมา

ติณสองใต้ตาดำคล้ำ เขาร้องไห้มาหลายวัน ผมเองก็ปวดใจแต่ก็ไม่อยากโผล่หน้าไปให้เขาเห็น พอพ่อเขาเห็นเขาสภาพทรุดโทรม ก็ชิงโวยวายว่าเป็นฝีมือผมทันที “เห็นไหมล่ะ! บ้านนี้มันอาถรรพ์! ผีมันจะเอาชีวิตแก!”

ติณก้มหน้าเงียบไม่พูดจา หมอผีที่พ่อเขาพามาก็ถือวิสาสะเดินพรวดพราดเข้ามาสำรวจในบ้าน หมอผีคนนั้นเป็นชายวัยกลางคนที่มีผมขาวหงอกทั่วทั้งหัว แต่งตัวเหมือนพราหมณ์ ดวงตาทั้งสองข้างเหลือกหลน คิ้วบาง หนวดยาว หลังโค้งค่อม ในมือถือไม้เท้ารูปร่างบิดโค้ง เดินเคาะตึงตังไปทั่วบ้าน มืออีกข้างก็ถือลูกประคำเส้นใหญ่เอาไว้ ด้านหลังยังมีคนติดตามคอยถือย่ามให้อีกคนหนึ่ง เป็นผู้ชายผอมเกร็งผิวคล้ำ ใส่เสื้อผ้าสีซีดๆ สายตาสอดส่ายไม่เป็นมิตร โดยเฉพาะตอนที่จ้องเขม็งมาทางติณ

ผมแอบดูอยู่มุมหนึ่ง สังหรณ์ใจไม่ดีว่าเจ้าหมอผีนี่เป็นของจริง

หมอผีสั่งคนติดตามให้เตรียมสถานที่ทำพิธีอยู่ที่กลางบ้าน ปูเสื่อหนังเสือ ตั้งโต๊ะบูชาพร้อมกับเชิงเทียนสีขาวและสายสิญจน์ที่ผูกมัดปมอยู่รอบๆ เหมือนเป็นเกราะกำบัง อักขระยันต์โบราณถูกนิ้วชี้จุ่มเลือดควายเขียนไว้เต็มพื้นกระเบื้อง ส่งกลิ่นคาวไม่พึงประสงค์ออกมาจนติณถึงกับปิดปากอยากอาเจียน

พ่อติณมองพวกนั้นจัดสถานที่ประกอบทำพิธีอยู่ข้างๆ พลันยิ้มยินดี “คราวนี้แหละ แม่แกจะได้หมดเคราะห์!”

“พ่อหมายความว่ายังไงครับ ตกลงเรื่องผีเจ้าที่ที่นี่กับแม่เกี่ยวข้องกันจริงเหรอ”

“เกี่ยว แล้วก็เกี่ยวกับแกด้วย” พ่อติณกล่าวราบเรียบ “ผีนั่นเป็นผีเจ้ากรรมนายเวรแม่แก...แล้วก็แก”

“...อะไรกัน”

“ถ้าจัดการมันได้ ชีวิตแกต่อจากนี้ก็สงบสุขแล้ว ไม่ต้องเห็นผีอีกต่อไป แล้วดวงคนในครอบครัวเราก็จะพุ่งด้วย ไม่ต้องมีแกที่ดวงทับราหูมาบดบังอีกต่อไป”

ติณหน้าเสียหน่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ขัดคอความงมงายของพ่อ เหมือนจะยังไม่ปีกใจเชื่อว่าผมคนนี้ที่รักลึกซึ้งกับเขาจะเป็นผีเจ้ากรรมนายเวรหรือเป็นชนวนเหตุที่ทำให้แม่เขาล้มป่วยและอาจถึงแก่ชีวิต

จนในที่สุด หมอผีก็จัดสถานที่ทำพิธีเสร็จ เขาปิดไฟทุกดวง ปิดม่าน ปิดประตู ปิดทุกอย่างไม่ให้แสงเข้ามา แล้วก็เริ่มจุดเทียนแทน ติณถูกบังคับให้เข้าร่วมพิธีนั่งหน้านิ่งพนมมืออยู่ข้างพ่อของเขา ในเขตที่ถูกกั้นด้วยสายสิญจน์ หมอผีนั่งอยู่ด้านหน้าสุด ในมือถือประคำกับคัมภีร์หนังสีดำเก่าคร่ำครึ สวดอะไรบางอย่างฟังไม่เป็นภาษา

ผมหลบมองอยู่ที่มุมมุมหนึ่ง ทันใดนั้นหมอผีนั่นก็ลืมตาโพล่ง! ดวงตาดำเหลือกหลนจ้องเป๋งมาที่ผม

“โผล่ออกมาจนได้นะ!”

ผมสะดุ้งโหยง เหล่มองไปที่ติณ แล้วก็เห็นว่าเขาเองก็มองผมอย่างตกใจอยู่เช่นกัน

หมอผีนี่เป็นของจริง!

ผมเห็นท่าไม่ดี จึงค่อยๆ ถอยหลัง ทันใดนั้นจิตผมก็ถูกอะไรบางอย่างจับหมับ! ไม่อาจขยับเคลื่อนย้ายหรือหนีไปไหนได้แม้แต่ก้าวเดียว

“แกไม่ใช่ผีเจ้าที่ธรรมดาสินะ...”

ผมพยายามดิ้นหนี ถึงผมจะถูกสาปให้เฝ้าอยู่ที่นี่ แต่ถ้าหากผมถูกหมอผีนี่ทำลายดวงจิตไป อย่าว่าแต่ไปผุดไปเกิดเลย วิญญาณผมจะแหลกสลายแล้วหายไปเลยต่างหาก!

“หยุด...หยุดนะ!” ติณทนเห็นผมทรมานไม่ได้ลุกขึ้นยืน “อย่าทำพี่เดช!”

“อย่าออกไป!” พ่อติณรีบลุกขึ้นคว้าติณไว้ “แกจะบ้าเหรอ หรือถูกมันหลอกจนหลอนไปแล้ว!”

“ไม่ใช่ ไม่ใช่!” ติณร้องโวยวายน้ำตาไหลพราก พ่อเขาหน้าถอดสี เพราะคนที่มองเห็นผมได้ตอนนี้มีติณ หมอผี และผมไม่แน่ใจว่าคนติดตามหมอผีนั่นมองเห็นผมด้วยหรือเปล่าเพราะเขาเอาแต่ก้มหน้าก้มตา เอาเป็นว่าตอนนี้คนที่มองไม่เห็นผมมีแค่พ่อของติณคนเดียว เขาจึงดูหวาดผวามากกว่าใครๆ

“เจ้าหนู อย่าดึงดันเลย ยังไงผีนี่ก็ไม่สมควรมีอยู่ตั้งแต่แรก มันควรตายแล้วสลายไปพร้อมกับตอนนั้นแล้ว ไม่น่าเป็นผีเจ้าที่อยู่เฝ้าที่นี่จนมาเจอกับเอ็งเลย”

“ไม่ใช่! พี่เดชไม่ใช่คนไม่ดี...ที่แม่ป่วยไม่เกี่ยวกับเขา ไม่ใช่!”

หมอผีคนนั้นตวัดสายตาจ้องติณด้วยท่าทางคุกคามน่ากลัว ติณถึงกับสะอึกไม่กล้าพูดต่อ

หมอผียิ้มเหี้ยม ในประกายแววตาฉายแววรังเกียจสมเพช “นี่เอ็ง...หลงรักเจ้าผีนี่รึ”

“...” ติณหน้าขาวเป็นกระดาษ ก่อนจะตะเบ็งเสียงตะโกนก้อง “อย่านะ อย่าพูดมัน!”

“ทั้งที่รู้แก่ใจ ว่าผีนั่นเป็นพ่อของเอ็งน่ะรึ!”

เปรี้ยง!!

เสียงฟ้าผ่าเหมือนจะถล่มท้องฟ้าให้แตกเป็นเสี่ยงดังสะท้านก้อง พ่อของติณที่จับแขนเขาอยู่ยังค่อยๆ ปล่อยท่อนแขนลูกชายออก จ้องมองติณด้วยสายตาตกตะลึง ปรับความคิดไม่ทัน

แสงสว่างที่ส่องลอดเข้ามาในบ้านเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีเทาหม่นในชั่วพริบตา...

ผมเองก็ตกอยู่ในภวังค์เช่นกัน ทั่งทั้งร่างสมควรจะร้อนทุรนทุราย แต่ตอนนี้ผมชามากกว่า...ชากับความจริงที่หลุดออกมาจากผากหมอผีคนนั้น

...ภาพเด็กคนหนึ่งในชุดลูกผู้ดีวิ่งเข้ามาหาผม ในมือถือกระดาษจดหมายบางอย่าง ผมก้มลงอุ้มเขาขึ้นมากอด ในตอนที่ผมยังมีชีวิตอยู่...เด็กคนนั้น

วิญญาณไม่สมควรมีน้ำตา แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังร้องไห้อยู่

...ความฝันนั่นที่ติณเคยบอก ถ้าหากเขาเป็นเด็กคนนั้นจริง...ก็แสดงว่าแม่ของเขาต้องเป็นผู้หญิงคนนั้นด้วยเช่นกัน ถ้าอย่างนั้น การที่ติณมาพบกับผม แล้วผมจะทำให้ดวงชะตาของแม่เขาและเขาอาจถึงฆาต ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้ว

“พี่เดช...ไม่ร้องไห้นะครับ...ไม่นะ ผมรักพี่...รักพี่จริงๆ”

ผมมองติณ และในที่สุดก็หายข้องใจสงสัยสักที ว่าทำไมตอนที่เห็นเขาครั้งแรกถึงได้รักเขาไปหมดทั้งใจ ก็ในเมื่อเขาเคยเป็นเด็กคนนั้น คนที่ผมรักที่สุด แต่เพียงแค่ผมไม่รู้ ความรักที่ผมรู้สึกจึงถูกตีค่าต่างไปจากเดิม ต่างจากติณที่รู้อยู่แล้วแต่ก็อุบเงียบไว้

ติณค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเพื่อจะเข้ามาหาผม คนติดตามหมอผีคนนั้นก็รีบพุ่งเข้ามาจับตัวเขาไว้ ติณร้องดังลั่น หมอผีปาข้าวสารเสกใส่ผม ตัวผมร้อนวูบเหมือนถูกไฟเผา ได้แต่ทรุดตัวลงร้องดิ้นทุรนทุราย ติณพยายามสะบัดตัวออกจากการจับกุม “พี่เดช! พอสักทีเถอะ กำจัดพี่เดชไป แม่ก็ไม่มีทางดีขึ้นหรอก! ทุกอย่างมันไม่ใช่ความผิดของเขาสักหน่อย!”

“พูดจาอกตัญญู! นี่แกหลงรักผีนั่นขนาดนี้เลยเหรอ!”

“ใช่! รักขนาดที่ถึงจะต้องตายเพราะเขา ผมก็ยินดี!”

“หยุดพูดแบบนี้! นี่ฉันเป็นพ่อแกนะ!”

“พี่เดชก็เป็น!”

คำสวนนั้นทำให้คนฟังชะงัก พ่อติณกล่าวอะไรไม่ออกอีกต่อไป

ผมล้มลงอย่างทรมาน จิตดำดิ่งลงสู่ความมืด แต่เสมือนเห็นภาพบางอย่างก่อนวิญญาณจะแตกสลาย นั่นคือเรื่องราวความเจ็บปวดตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ และความสุขปนเศร้าหนึ่งเดียวที่เปรียบเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจ...

“ป้อ!”

เด็กเล็กพูดไม่ชัด เรียกผมด้วยเสียงใสแจ๋วคนหนึ่งดังก้องอยู่ในความคิด

“พี่เดช!”

เสียงนั้นดังทับกับเสียงสะอื้นอีกเสียง ผมได้แต่ฟัง ไม่อาจทำอะไรไปได้มากกว่านี้ ในเมื่อผมกำลังจะถูกกำจัดอีกครั้ง...ความเจ็บปวดซ้ำสองนี่มากกว่าตอนก่อนอีก ผมเย้ยหยันตัวเอง ได้แต่คิดสมเพชว่าตัวผมมันอาภัพอับโชค ทำผิดพลาดซ้ำสองอีกแล้วอย่างนั้นหรือ...

****--------------------------------

คราวนี้มาแนวคนxผี โทนละมุน (เหรอ555555555555)

เรื่องนี้สองตอนจบฮะ สั้นๆ ชิวๆ******

มาลุ้นมาเดากันเถอะ เรื่องนี้จะจบ END ไหน555****

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น