หลินหลิน / ศศิภา

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 4 รอยแค้น

ชื่อตอน : บทที่ 4 รอยแค้น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 442

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ย. 2561 10:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4 รอยแค้น
แบบอักษร

เมทวินวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ เขายกมือนวดท้าทอยขณะกวาดตามองหาโทรศัพท์ที่ไม่รู้แน่ว่าวางไว้ที่ไหน เมื่อคืน...

เพียงแค่คิด หัวคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน แววตาคู่คมเป็นประกายกล้า วาววับด้วยความไม่พอใจ

เมา! เมื่อคืนนับเป็นคืนแรกในรอบเก้าปีที่เขาเมาหัวราน้ำจนจำอะไรแทบไม่ได้ จำไม่ได้ว่าตนเองทำอะไรหลังจากนั่งดื่มเพียงลำพัง จำไม่ได้ว่าโทร.ไปหาใครบ้าง จำไม่ได้ว่าวางโทรศัพท์ไว้ที่ไหน สิ่งที่จำได้มีเพียงแค่ผู้หญิงคนนั้น!

สายฝนในเดรสรัดรูปอวดทรวดทรง คอคว้านลึกมองเห็นนวลเนื้อขาวผ่อง ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงสดแย้มออกยามเอ่ยถึงคนรัก

‘เราจะเสวยสุขด้วยกันให้มาก ขอบคุณสำหรับคำอวยพรนะคะ’

เมื่อคืนคงจะ ‘เสวยสุข’ กันจนอิ่ม แค่ที่เขาเห็นในผับนั้น คนทั้งสองก็แทบจะจูบกันอยู่รอมร่อแล้ว!

ความหงุดหงิดทำให้เสียงโทรศัพท์ซึ่งเป็นเพลงจากวงร็อคที่ชื่นชอบน่ารำคาญขึ้นมาทันควัน

“อยู่ไหนวะ!”

เขาผุดลุกก้าวสวบๆ เข้าไปในห้อง พลางยกมือเสยผมที่พันกันยุ่งเหยิง มืออีกข้างที่ว่างอยู่หยิบหมอนอิงที่วางอยู่โซฟาขึ้นมาเพื่อหาโทรศัพท์ของตนเอง

เสียงของมันดังอยู่ใกล้ๆ แต่หาเท่าไรก็หาไม่เจอ เมทวินเริ่มหมดความอดทน คิดจะเลิกหาเสียเดี๋ยวนั้น แต่เท้าข้างขวาของเขาดันไปเหยียบมันเสียก่อน

“อยู่นี่เอง”

โทรศัพท์ที่กำลังหาอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา ส่วนหนึ่งซุกอยู่ใต้พรม ชายหนุ่มโน้มตัวลงหยิบมันขึ้นมาแล้วกดรับรวดเร็ว

                “เมทวินครับ”

“ทำอะไรอยู่คะพี่หมอก”

เสียงจากทางปลายสายทำให้เขาถอนหายใจออกมาอย่างลืมตัว

                “เพิ่งตื่นครับ”

                แม้จะหงุดหงิด หากเสียงที่ตอบไปกลับราบเรียบ

“ศรโทร.มาแต่เช้า มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่า”

“อะไรกันคะ ศรโทร.หาพี่หมอกก็ต้องมีเรื่องด่วนหรือ”

                คนถูกถามเลียริมฝีปาก สลัดศีรษะเบาๆ ก่อนหย่อนกายนั่งลงบนโซฟา

“พี่ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” ชายหนุ่มอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่กลับเปลี่ยนใจหุบปากฉับ ปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนพูดแทน

“ไม่ได้หมายความอย่างนั้นจริงหรือคะ ศรทำให้พี่หมอกเบื่อแล้วใช่ไหมเนี่ย”

                พอเจ้าหล่อนตัดพ้อ เขาก็ไม่อาจนิ่งเฉยได้

“รู้ได้ยังไงว่าพี่เบื่อ” น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนขึ้น “เรารู้จักกันมากี่ปีแล้ว คบกันมากี่ปีแล้วคะ ถ้าพี่เบื่อศรจริงๆ คงไม่ทนถึงสามปีหรอก”

                สามปีที่ผ่านมา เขาทำตัวเป็นคนรักที่ดี ดูแลหล่อน เอาใจหล่อน ไม่เคยนอกใจหล่อนเลยสักครั้ง หากเป็นลูกศรเองที่เอาแต่ระแวง กลัวว่าเขาจะไปชอบผู้หญิงคนอื่น กลัวว่าเขาจะเบื่อบ้างละ บางครั้งก็ทำให้เมทวินโมโหไม่น้อย หากเขาต้องเก็บงำความรู้สึกเอาไว้ ไม่อยากทำให้หล่อนเจ็บปวดหรือไม่สบายใจ เพราะมันจะส่งผลต่อร่างกายของหล่อน

‘ช่วยดูแลน้องด้วยนะหมอก แม่ไม่ไว้ใจใครนอกจากหมอก’

                แม่ของลักษิกาฝากฝังหล่อนไว้กับเขา และประโยคที่เขาได้ยินซ้ำๆ ทุกครั้งที่พบหน้าคือ

‘น้องไม่สบาย’

                ‘หัวใจของน้องอ่อนแอ อย่าถือสาน้องเลยนะ’

                ยามลักษิกาเกรี้ยวกราด หรือหึงหวงไม่มีเหตุผล เขาจำต้องเป็นฝ่ายยอม...ยอม ยอม และยอมทุกครั้ง เหตุผลเพียงเพราะหล่อนเป็นโรคหัวใจ

                อาการของหล่อนกำเริบเมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นแม่ของหล่อนคิดว่าหล่อนจะจากไปแล้วด้วยซ้ำ หากหล่อนยังโชคดี มีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้

‘สำหรับอาการของคุณลักษิกา ณ ตอนนี้ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง กลับไปใช้ชีวิตปกติได้แต่ต้องระมัดระวังอย่างมาก หมอเองก็จะนัดคุณลักษิกามาตรวจเป็นระยะๆ เพื่อตรวจสภาพว่าลิ้นหัวใจมีการชำรุดเพิ่มเติมหรือไม่ ถ้าสภาพมันไม่โอเคก็คงต้องผ่าตัด แต่ตอนนี้สภาพยังดีอยู่แค่คอยดูแลอย่างใกล้ชิดก็พอครับ’

                สองปีที่ผ่านมา ลักษิกาดูแลตัวเองเป็นอย่างดี หล่อนไม่เหมือนคนป่วยเลยสักนิด ทว่า...เขาไม่แน่ใจหากวันใดวันหนึ่งเกิดเรื่องกระทบจิตใจหล่อนขึ้นมา อาการของหล่อนจะกำเริบหรือไม่...เขาไม่กล้าเสี่ยง

“ศรอยากไปเที่ยวค่ะ” เสียงของลักษิกาทำให้เขาตื่นจากภวังค์ ชายหนุ่มกะพริบตาแล้วนิ่งฟังหล่อนอย่างตั้งใจขึ้น “นานๆ พี่หมอกจะมากรุงเทพซะที พาศรไปเที่ยวหน่อยนะคะ”

                “ได้สิ อยากไปที่ไหนล่ะ”

“ผับ...” หญิงสาวเอ่ยชื่อผับดังกลางกรุง...ที่ที่เขาบังเอิญพบกับสายฝนเมื่อคืนนั่นแหละ

“ไปทำไม คนเยอะ เหม็นบุหรี่ด้วย”

                “ก็...ศรไม่เคยไปเลย ศรอยากไปเปิดหูเปิดตาบ้าง นะคะ...นะคะพี่หมอก”

คนฟังได้แต่ทอดถอนใจเมื่อพยักหน้าและตอบตกลง

“โอเค ไปก็ไป ไว้พี่คุยธุระเสร็จแล้วพี่จะไปรับ”

                เขากดตัดสัญญาณ โยนโทรศัพท์ลงบนโซฟา แล้วถอนใจเฮือก ในใจได้แต่คิดว่าขออย่าให้เจอคนที่ไม่อยากเจอเลย!

**เสียงเพลงดังแสบแก้วหูทำให้คนที่เพิ่งเดินผ่านประตูเข้ามาถึงกับนิ่วหน้า เมทวินเหลือบมองคนรัก เห็นหล่อนทำสีหน้าตื่นตาตื่นใจก็ส่ายหน้า มือข้างที่โอบเอวหล่อนรัดแน่นกว่าเดิม พยายามดึงอีกฝ่ายเข้ามาใกล้ตัวมากที่สุดด้วยเกรงว่าลักษิกาจะไปเดินชนใครเข้า

“หนวกหูจะตาย อยากมาทำไมน่ะหืม”

                เขากระซิบชิดริมหูหล่อน น้ำเสียงหงุดหงิดไม่น้อย ทว่าคนถูกถามกลับหันมามองตาเป็นประกาย

“ก็ศรไม่เคยมา ตอนเรียนมหาลัยเห็นเพื่อนๆ ไปเที่ยวก็อยากไปบ้าง แต่ก็ไม่เคยได้ไป”

“วันนี้ได้มาแล้ว คงไม่อยากมาอีกหรอกนะ”

                เขาว่าพลางประคองหล่อนนั่งลงบนโซฟาที่ตั้งติดกับผนัง พลางยกมือเรียกพนักงานสั่งเบียร์ให้ตัวเองและสั่งน้ำส้มให้ลักษิกา จากนั้นจึงเอ่ยต่อ

“ว่าไง จะอยากมาอีกหรือเปล่า”

                หญิงสาวหัวเราะคิก มองเขาด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความรัก ก่อนจะเอนศีรษะซบบนไหล่กว้าง

“ทำไมคะไม่อยากให้ศรมาเหรอ”

“ไม่อยากค่ะ ศรก็รู้ว่าพี่ไม่ชอบที่แบบนี้” แววตาของเขากร้าวขึ้นเมื่อเอ่ยประโยคถัดมา “โดยเฉพาะผู้หญิงที่แต่งตัวเปิดนู่นเปิดนี่ พี่ยิ่งไม่ชอบ”

“ไม่ชอบจริงเหรอคะ” ลักษิกาผงกศีรษะขึ้นมามอง แล้วถามอย่างจงใจจะเอ่ยแซวมากกว่าอยากได้คำตอบจริงจัง “ปากตรงกับใจหรือเปล่า”

                คนถูกถามยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มจากนั้นจึงบีบจมูกหล่อนเล่น

“พี่ไม่ชอบก็ดีไม่ใช่เหรอ หรืออยากให้พี่ชอบสาวๆ พวกนั้น”

“หึ!” หญิงสาวปฏิเสธทันควัน “พี่หมอกต้องชอบศรคนเดียวสิคะ” ว่าพลางสอดแขนกอดคล้องแขนเขาเอาไว้ และกระเถิบเข้าใกล้อีกหน่อย “ศรไม่อยากให้พี่หมอกมองผู้หญิงคนอื่น”

                หล่อนพูดเพียงแค่นั้นเพราะพนักงานเข้ามาขัดจังหวะ เมทวินก็ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก เขายกเบียร์ขึ้นจิบ พลางกวาดตามองผู้คนภายในร้าน ชั่วขณะหนึ่งใจของเขาล่องลอยสู่ความทรงจำในอดีต

‘พี่หมอกพาฝนไปหน่อยสิ’

เสียงของเด็กสาววัยสิบหกดังกังวานและไพเราะ

‘นะ น้า พาฝนไปหน่อยน้า’

‘แก่แดด!’ เขาต่อว่าหล่อนพลางใช้นิ้วชี้จิ้มหน้าผากของหล่อนไปหนึ่งที

‘โอ๊ย!’ คนตัวเล็กคลำหน้าผากตัวเองป้อยๆ หน้างอง้ำ ‘พี่หมอกใจร้าย!’

‘กับเด็กแก่แดดอย่างฝนพี่ก็ต้องใจร้ายหน่อยละ! อะไรกันเพิ่งจะสิบหกเองจะเข้าผับเข้าบาร์ทำไม ไม่เห็นมันจะมีอะไรดี’

‘ทีพี่หมอกยังไป’

‘พี่ยี่สิบแล้วนะ ที่สำคัญนั่นมันก็ผับของพ่อเพื่อนพี่ พี่แวะไปหามันบ้างสองสามครั้ง แล้วที่ไปหาก็ไปทำรายงานทั้งนั้น’

‘ก็นั่นแหละค่ะ คราวหลังพาฝนไปด้วยสิ นะคะ หน่า...นะ นะคะพี่หมอก’

‘ไม่ได้’ คนตัวโตปฏิเสธทันควันแม้คนตัวเล็กจะเบียดกระแซะและออดอ้อนออเซาะอย่างน่ารักก็ตาม

‘ยังไงก็ไม่ได้ไม่ต้องมาอ้อนน่า’ เขาสะบัดหล่อนจนหลุด กระเถิบหนีเล็กน้อยก่อนยกหนังสือขึ้นมาอ่าน ‘เลิกพูดได้แล้ว ยังไงก็ไม่ให้เราไป’

‘พี่หมอกใจร้ายใจดำ!’ เด็กสาวรัวกำปั้นทุบบนหลังเขา ‘คนใจดำ!’

‘เอางี้ พี่พาเราไปเที่ยวสวนสนุกแทนดีไหม’

‘สวนสนุก?!’ หล่อนทำเสียงหลงแล้วส่ายหน้า ‘ฝนไม่ใช่เด็กแล้วนะ โตเป็นสาวแล้ว!’

เจ้าหล่อนยืนยันคำว่าโตเป็นสาวด้วยการยืดอก พยายามอวดความงดงามของวัยสาวให้เขาเห็น

เห็นน่ะเห็นอยู่หรอก เห็นเต็มสองตาจนใจสั่นไปชั่วขณะ เขาต้องรีบเบือนสายตาไปทางอื่น ข่มความต้องการที่กำลังจะปะทุของตัวเอง และตอกย้ำไปว่า

‘เด็ก! เรายังเด็กมาก! นมแบนขนาดนั้นอย่ามาอวดเลยว่าโตเป็นสาวแล้ว!’

‘กรี๊ดดด’ สายฝนกรีดร้อง พลางทุบไหล่เขาระรัว ‘พี่หมอกบ้า! มาว่าฝนแบบนี้ได้ไง ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้นะ!’

น่าแปลก...วันวานครั้งนั้นยังอยู่ในความทรงจำ แม้ว่าเขาพยายามจะลืมมันแต่ก็ทำไม่ได้สักที

                ความรักในเวลาสั้นๆ กลับยังฝังแน่นอยู่ในหัวใจ

เพราะอะไร...

แค่ความรักแบบเด็กๆ ทำไมเขายังจดจำมาจนทุกวันนี้

“พี่หมอก พี่หมอกคะ”

เสียงของลักษิกาทำให้เขาตื่นจากภวังค์

“ครับ...ว่าไงศร”

“คิดอะไรอยู่ ศรเรียกตั้งนาน”

“เปล่านี่ พี่แค่ดูอะไรไปเรื่อยเปื่อย”

เมทวินเอ่ยพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ วินาทีที่สายตาของเขาตวัดผ่านไปยังมุมหนึ่ง ใจของเขากระตุกวูบ...มืออ่อนแรงจนต้องรีบวางแก้วลงบนโต๊ะ

“อะไรคะ”

                คนรักที่คบกันมาสามปีย่อมสังเกตอากัปกิริยาของเขาได้ ลักษิกามองตามสายตาของเมทวินจึงเห็นใครคนนั้น คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นทันควัน

“ใช่ฝนหรือเปล่าคะ”

                มือของหล่อนคล้องแขนเมทวินแน่นขึ้น แววตาของหล่อนกร้าวกว่าเดิม ทว่าน้ำเสียงที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากอิ่มยังคงความอ่อนหวานและอ่อนโยนเหมือนเช่นเคย

“ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอกัน”

“ทำไมล่ะ ไหนศรเคยบอกว่าฝนชอบเที่ยวที่แบบนี้ ในเมื่อเรามาที่นี่ ก็คงไม่แปลกถ้าจะเจอ...”

                เสียงของเขากลืนหายลงไปในลำคอ คำที่ใช้เรียกหล่อนเสมือนเป็นคำสาปที่เขาไม่อาจเปล่งออกมาได้ หรือไม่...ก็ยังไม่รู้ว่าควรเรียกผู้หญิงในชุดเดรสสีแดงสะดุดตาผู้นั้นว่าอะไร

                สีแดง...เขาไม่ชอบ เรียกได้ว่าเกลียดเลยด้วยซ้ำ

แม่ของเขาเคยสวมชุดสีนี้ สวย เซ็กซี่ แต่นั่น...ไม่ใช่สำหรับพ่อ แต่เป็นกับผู้ชายคนอื่น! เขาจึงไม่ชอบผู้หญิงที่ใส่ชุดสีแดงฉูดฉาดไปโดยปริยาย ยิ่งเมื่ออยู่บนตัวผู้หญิงคนนั้น ขับเน้นให้เห็นทรวดทรง เสริมเสน่ห์และแรงขับทางเพศของหล่อน เขาก็ยิ่งไม่พอใจ

เมทวินยังคงมองหล่อน เห็นหล่อนคุยกับ...เขาจ้องผู้ชายคนนั้นเขม็ง หากจำไม่ผิดคนคนนั้นน่าจะเป็นคนรักของสายฝน วันก่อนทั้งสองคนดูรักกันจะเป็นจะตาย ทว่าวันนี้กลับทะเลาะกันเสียแล้ว แม้ไม่ได้ยิน แต่จากท่าทางและสีหน้าของสายฝน เขาก็พอจะรู้ว่าหล่อนกำลังไม่พอใจ

ใช่แค่คนรักของเจ้าหล่อน ยังมีชายหนุ่มอีกสองคนที่ล้อมหน้าล้อมหลังหล่อน

ริมฝีปากของเขาเหยียดออก...เยาะหยันแกมขมขื่นและสมเพช

เสน่ห์แรงเหลือเกิน!

                เมทวินพ่นลมหายใจแรง หันไปมองคนรักที่จ้องมองเขาอยู่ก่อนแล้ว

“ไม่สนุกแล้ว กลับกันดีไหมคะ”

                แววตาของความไม่พอใจฉายวาบในดวงตาที่อ่อนโยนของลักษิกา หากมันเกิดเพียงชั่วอึดใจจนคนที่ใจจดจ่อกับผู้หญิงอีกคนไม่ทันสังเกตเห็น

“ถ้าพี่หมอกอยากกลับ เรากลับกันก็ได้ค่ะ” หญิงสาวไม่โต้เถียงหรือขัดใจเขา หล่อนลุกขึ้นยืนก่อน มือข้างหนึ่งกุมมือเขาไว้แนบแน่น “ไปค่ะ”

“เราไปผับอื่นก็ได้ หาที่ที่มันคนน้อยกว่านี้”

ชายหนุ่มลุกตามคนรัก พยายามห้ามตัวเองไปให้หันไปทางหล่อน หากสุดท้ายต้องพ่ายแพ้ใจตัวเองเมื่อสายตาเจ้ากรรมดันตวัดไปมอง ณ ที่นั้น

คิ้วเข้มกระตุกวูบ เมื่อคนที่คาดว่าจะได้เห็นกลับอันตรธานหายไปเสียแล้ว

คล้ายมีความผิดหวังแทรกซึมอยู่ในความรู้สึก แต่ผู้เป็นเจ้าของไม่คิดจะใส่ใจ เขาหันไปโอบกอดคนรัก บอกให้ระวังขณะพาเดินไปยังประตูทางออก

“ระวังนะ”

มือที่โอบกอดอ่อนโยน น้ำเสียงที่ใช่นุ่มนวล ผู้หญิงคนไหนบ้างจะไม่เคลิบเคลิ้ม สำหรับลักษิกาแล้วหล่อนหลงรักผู้ชายคนนี้มานาน...นานเกินสามปี และมากกว่าสิบปีเสียอีก!

พูดให้ถูกคือหล่อนรักเขาก่อนผู้หญิงคนนั้น

หล่อนรู้จักเมทวินก่อนผู้หญิงคนนั้น

หล่อนเฝ้ามองเขาก่อนผู้หญิงคนนั้น

ทุกวันที่ได้แอบมอง แอบตามอย่างเด็กสาวที่ปลาบปลื้มรุ่นพี่คือความสุขอันเปี่ยมล้น กระทั่งวันที่สายฝนก้าวเข้ามาในโรงเรียน

‘แกรู้รึยัง พรุ่งนี้จะมีเด็กใหม่มา’

‘เด็กใหม่? มากลางเทอมเนี่ยนะ’

‘อือ...สงสัยจะเป็นเด็กเส้นว่ะ ได้ข่าวว่ามีเรื่องที่โรงเรียนเก่าเลยออกจากที่นั่นมาเข้าที่นี่’

‘เรื่องอะไรวะ’

บรรดาเพื่อนในห้องต่างอยากรู้อยากเห็น และแอบฟังหูผึ่ง หล่อนก็เช่นกัน

‘เห็นเขาว่ากันว่าเป็นเรื่อง...’ เพื่อนคนนั้นยกมือป้องปาก ทำเหมือนจะพูดเสียงเบา ทว่าเสียงที่ออกมา แม้หล่อนที่นั่งอยู่หน้าห้องยังได้ยินชัดเจน ‘ตบตีแย่งผู้ชาย!’

ไม่แปลกหากผู้หญิงคนนั้นจะแย่งใครสักคนจากคนที่เขารักกัน ด้วยรูปลักษณ์และเสน่ห์ที่มีอยู่ในตัว ผู้ชายแทบทั้งโรงเรียนก็ลุ่มหลงเจ้าหล่อนกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่เมทวิน...ชายหนุ่มที่ได้ชื่อว่าใจแข็งที่สุดในโรงเรียน เขาไม่เคยคบกับผู้หญิงคนไหน ไม่เคยรับช็อกโกแลตของใคร ไม่เคยหวั่นไหวกับผู้หญิงที่มาจีบ ชีวิตของเขาหากไม่ยุ่งอยู่กับการเรียน ก็จะเล่นฟุตบอล บาสเกตบอล หรือไม่ก็อ่านหนังสือ ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาจะอยู่กับผู้หญิงสองต่อสอง เขาเป็นเช่นนี้นับตั้งแต่หล่อนรู้จักเขา แต่ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปเพราะผู้หญิงคนนั้น!

ความคิดสะดุดลงเมื่อหล่อนชนเข้ากับใครคนหนึ่งเข้าอย่างจัง

“ขอโทษค่ะ”

เสียงนั้นคุ้นหู ลักษิกาเงยหน้ามอง พลันใจหายวาบเมื่อพบว่าคนที่หล่อนเดินชนคือสายฝน!

                “อ้าว...ศรเองหรือ”

ผู้หญิงคนนั้นยืนตรงหน้าหล่อน ดวงตาคู่สวยเด่นสะดุดตา เป็นความสวยที่มีความดุและเย้ายวนแฝงอยู่

โดยไม่รู้ตัว ลักษิกาบีบมือของเมทวินแน่นกว่าเดิม อีกทั้งยังขยับเข้าใกล้เขา...แนบชิด ราวกับต้องการตอกย้ำ ‘เขาเป็นคนรักของหล่อน’!

                “ไม่คิดว่าจะเจอ” สายฝนเอ่ยพลางเหลือบมองคนข้างตัวหล่อน พูดพลางยกมือไหว้ “สวัสดีค่ะ”

“เจอกันอีกแล้วนะคะ”

                ประโยคนั้นราวกับระเบิดเวลา คนหนึ่งได้ยินแล้วขมวดคิ้ว หากอีกคนหนึ่งกลับชักสีหน้า

                ลักษิกาหันขวับไปมองเมทวิน สีหน้าเคร่งเครียด และแววตายังคาดคั้นต้องการคำตอบ

“พี่หมอกเจอฝนหรือคะ”

“ค่ะ” เขายอมรับด้วยน้ำเสียงไม่สะทกสะท้าน อีกทั้งยังมองสบตาหล่อนอย่างบริสุทธิ์ “เจอวันก่อน พี่มากับยายมล”

                อาการเกร็งไปทั่งตัว และเส้นเลือดตรงขมับที่ปูดนูนขึ้นมาค่อยๆ คลายลง สีหน้าของลักษิกาผ่อนคลายขึ้นเมื่อได้ยินคำตอบ

“อ้อ...” หล่อนทำเสียงรับรู้ในลำคอ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอด “พี่หมอกน่าจะพาศรมาด้วย ทิ้งศรอยู่บ้านคนเดียว ศรก็เหงาแย่สิคะ”

                “ก็พามาวันนี้แล้วไงคะ”

เมทวินเอ่ยพลางโอบไหล่คนรัก ริมฝีปากคลี่ออกเป็นรอยยิ้ม...ยิ้มกว้างขวางจนเห็นลักยิ้มบนแก้มขวา

ลักยิ้ม...ที่ทำให้ใครคนหนึ่งนึกถึงความหลัง

สายฝนกล้ำกลืนความเจ็บปวด เมินมองไปทางอื่นพลางเอ่ยเสียงเบา

“ฉันมีธุระ ขอตัวนะศร”

ยังไม่ทันที่หล่อนจะเดินจากไป เสียงของบุริมก็ดังแว่วมา

“ฝน! ฝนค้าบ! โธ่มาอยู่นี่เอง พี่ตามหา...”

ยังพูดไม่ทันจบประโยคด้วยซ้ำ เมื่อตอนที่หล่อนสวนออกไป

“ฝนกลับเองได้ค่ะ”

“ไม่อาวน่า” สุ้มเสียงของบุริมละม้ายดื่มมาหลายแก้วแล้ว “มาด้วยกานน เก๊าะต้องกลับด้วยกานซี”

“ฝนไม่อยากรบกวน”

“รบกวนอาไล! ผมเปนแฟน...”

“คุณเมาแล้วนะคะ โทร.เรียกคนรถมารับเถอะค่ะ ฝนจะกลับเอง” หล่อนว่าพลางก้าวฉับๆ จากไป หากไม่ถึงสามก้าวก็ถูกอีกฝ่ายคว้ามือไว้

“ม่าย...ม่ายด้าย ฝนต้องกลับกาบพี่...” ชายหนุ่มพูดพลางดึงตัวหล่อนไปทางประตูทางออก แว่วเสียงสองคนถกเถียงกันไม่จบสิ้น หากจะเถียงว่าอะไรบ้างนั้น เมทวินและลักษิกาไม่ได้ยินเสียแล้ว

“ท่าทาง....คงไปไม่รอด พี่หมอกว่าไหมคะ” หล่อนพูดเป็นเชิงรำพันกับตัวเอง ก่อนหันไปถามคนรัก ทว่าเมทวินไม่ตอบคำถามนั้น กลับจูงมือหล่อนเดินเร็วรี่ไปที่ประตูทางออกราวกับหากอยู่ที่นี่เพียงวินาทีเดียวอะไรบางอย่างจะระเบิดออกมาจนคุมไม่อยู่

 พลันที่ก้าวพ้นประตู เสียงฝนที่กระหน่ำลงมาทำให้ทั้งเมทวินและลักษิกาต้องชะงักฝีเท้า

“อะไรเนี่ย มาตกอะไรดึกป่านนี้”

เมทวินทอดถอนใจ เงยหน้ามองท้องฟ้า เห็นแต่ความมืดดำ

“คงอีกนานกว่าจะหยุด ศรรอพี่ที่นี่แล้วกัน พี่ไปเอารถก่อน”

เนื่องจากที่จอดรถมีจำกัด เมทวินจึงจำต้องนำรถไปจอดฝั่งตรงข้ามถนน

“เดี๋ยวพี่วนรถมารับนะ” เขาตบต้นแขนหล่อนเบาๆ ก่อนจะเดินแกมวิ่งไปที่รถ เขาปลดล็อก แทรกตัวเข้าไปในรถ สลัดผมที่เปียกปอนเล็กน้อยก่อนจะเสียงกุญแจสตาร์ทรถ

ครั้งที่หนึ่งไม่ติด ครั้งที่สองและสามก็ไม่ต่างกัน ชายหนุ่มถึงกับสบถอย่างหัวเสีย

“บ้าจริง! มาเสียทำไมตอนนี้วะ!”

เจ้ารถคันเก่าบุโรทั่งใช้มาเกือบสิบปีคงถึงเวลาต้องเอาเข้าศูนย์ซ่อมครั้งใหญ่แล้ว แต่ตอนนี้ขอขับกลับให้ถึงบ้านก่อนเถอะ

ชายหนุ่มก้มตัวลงกดเปิดกระโปรงรถ ก่อนจะเปิดประตูก้าวลงมา พลางชี้มือชี้ไม้และตะโกนบอกลักษิกา

“รถเสีย รอแป๊บนะ”

เมทวินเดินอ้อมไปหน้าตัวรถ ยกกระโปรงรถขึ้น จากนั้นจึงก้มๆ เงยๆ สำรวจนู่นนี่นั่นอยู่ครู่หนึ่ง กระทั่งได้ยินเสียง โครม!

เสมือนวัตถุหนักๆ ชนเข้ากับอะไรบางอย่างตามมาด้วยเสียงกรีดร้องอย่างตกใจและขวัญเสีย เมทวินเงยหน้า หันไปมอง ภาพที่เห็นทำให้เขายืนตัวแข็งค้าง ตาเบิกโพลง และหัวใจละม้ายหยุดเต้นไปชั่วขณะ

ที่อีกฟากของถนน ลักษิกานอนไม่ได้สติอยู่ริมฟุตปาธ ใกล้ๆ กันนั้นคือรถของใครสักคนที่กันชนข้างหน้ายุบไปอย่างเห็นได้ชัด

รถชน! ลักษิกาโดนรถชน!

ความตกใจทำให้การประมวลผลของเขาด้อยลง กว่าจะเข้าใจและขยับตัวได้ รถคันนั้นก็แล่นจากไปเสียแล้ว

“ศร!”

เขาวิ่งข้ามถนนและตะโกนเรียกหล่อน ยังไม่ทันถึงตัวก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นคนใครคนหนึ่ง

สายฝนยืนหน้าซีดตัวสั่น น้ำตาเอ่อคลอเต็มเบ้า สภาพของหล่อนไม่เหมือนสายฝนที่เขาเคยรู้จัก

สายฝนที่เย่อหยิ่ง ถือดีที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจหายไปไหนเสียแล้ว

หล่อนเดินซวนเซเข้ามาหาเขา ริมฝีปากขยับขมุบขมิบ เขาไม่ได้ยินว่าหล่อนพูดอะไร กระทั่งหล่อนมาหยุดยืนตรงหน้า

“ขอโทษ...ขอโทษ...เขาไม่ได้ตั้งใจ บุริมไม่ได้ตั้งใจ เขาเมามาก เขามองไม่เห็น”

ถ้อยคำนั้น แม้แผ่วเบา แต่เขาได้ยินชัดเจน

แววตาคู่คมกร้าวกระด้างและเต็มไปด้วยความแค้นเมื่อได้รู้ว่าผู้ชายคนนั้น คนรักของสายฝนคือเจ้าของรถคันนั้น! และหล่อนก็นั่งอยู่บนนั้นด้วย!**

ความคิดเห็น