หลินหลิน / ศศิภา

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 4

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 534

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ย. 2561 10:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4
แบบอักษร

พัทธ์ แพทริก บุณยกร***! เขา******มาที่นี่ทำไม จะมาหาเรื่องเธออีกหรือ***อย่างไร!

คิดอย่างขุ่นเคือง ก่อนจะก้าวฉับๆ ตรงไปเปิดประตู เขายืนอยู่ตรงหน้าดั่งกำแพงสูงตระหง่าน แผ่นหลังของเขากว้างและดูแข็งแกร่งเหมือนเคย ผมของเขาแปลกไปเล็กน้อย...ดูเหมือนจะสั้นกว่าเมื่อสองวันก่อน

หยาดพิรุณอ้าปากกำลังจะเอ่ยทักทาย เขาก็หันมา อวดใบหน้าคมเข้มหล่อเหลา และใช้ดวงตาอันทรงพลังจับจ้องมองเธอ แม้แต่คนใจแข็งที่สุดในโลกเธอก็เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะทัดทานเสน่ห์ส่วนนี้ของเขาได้ นับประสาอะไรกับเธอ...หยาดพิรุณรู้สึกเหมือนตัวเองเข่าอ่อนขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่โชคดีเหลือเกินที่เธอยังบังคับสีหน้าให้เป็นปกติอยู่ได้ แถมเสียงที่เอื้อนเอ่ยออกไปก็ยังมั่นคงอย่างน่าชื่นชม

“ไง”

เขาทักทายง่ายๆ แต่สั่นประสาทเธอไม่น้อย หยาดพิรุณรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเผชิญกับพายุโหมกระหน่ำที่หมายจะพัดให้เธอซวนเซจนแทบทรงตัวไม่ได้ หญิงสาวสูดลมหายใจเล็กน้อยก่อนโพล่งถามออกไป

“มีธุระอะไรคะ”

คนถูกถามเลิกคิ้ว มุมปากยกขึ้นราวกับกำลังยิ้ม หรือไม่ก็หัวเราะขบขันแต่พยายามสะกดกลั้นไว้ หยาดพิรุณรู้สึกฉุนกึกขึ้นมาจนต้องเม้มริมฝีปาก

“ก็ไม่ได้มีธุระอะไร แค่อยากเห็นหน้า”

คำตอบที่ได้รับทำให้คนฟังอึ้งไปเล็กน้อย นึกสงสัยอยู่ครามครันว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน

“อยากเห็นหน้า?” เธอรู้สึกว่าวันนี้พัทธ์มาแปลก ชวนให้หวาดระแวงยิ่งนัก

“อื้อ” เขาตอบพลางย่างสามขุมเข้ามาหาราวกับต้องการต้อนเหยื่อให้จนมุมอย่างไรอย่างนั้น หยาดพิรุณต้องเดินถอยหลังกลับเข้าไปในห้องทำงานโดยปริยาย ขณะที่พัทธ์ก้าวเข้ามายืนพิงกรอบประตูและใช้สองตาอันคมกริบของเขายังไม่ละสายตาไปจากใบหน้าของเธอเลยแม้แต่วินาทีเดียว

“จะไปทานข้าวแล้วใช่ไหม ไปกับพี่สิ”

คำชวนง่ายๆ ที่ทำให้หยาดพิรุณไม่รู้จะตอบโต้เช่นไร นิ่งไปนานกว่าจะหาเสียงตัวเองพบ

“ไม่รบกวนดีกว่าค่ะ” เอ่ยด้วยน้ำเสียงห่างเหิน และยักไหล่ด้วยท่าทางที่...น่าจะจับมาตีก้นเสียให้เข็ด “หยาดจะชวนคุณพ่อไปทานข้าว กรุณาถอยด้วยค่ะ”

“คุณอาออกไปกินข้าวตั้งนานแล้ว เห็นว่ามีนัดกับคุณน้า”

เป็นอันว่าบิดาของเธอหลีกทางให้เธอปรับความเข้าใจกับเขาสินะ...หยาดพิรุณระบายลมหายใจยาว นึกอยากจะหายตัวไปจากตรงนั้นเสียเดี๋ยวนี้เลย!

“ถึงยังงั้นพี่พัทธ์ก็ต้องหลีกทางให้หยาด หยาดมีงานรออยู่ จะรีบกินข้าวแล้วรีบกลับมาทำงานต่อ”

“พี่บอกแล้วว่าให้ไปกินกับพี่ไง”

“ไม่ค่ะ หยาดไม่อยากรบกวน”

แว่วเสียงพัทธ์ถอนหายใจ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เธอใจเต้นแรง

“หยาด...เรื่องวันนั้น...” เขาก้มหน้าลงมากระซิบข้างหู “ที่พี่หอมเธอ เธอคงโกรธมาก...ใช่ไหม”

หยาดพิรุณนิ่งเงียบ สองตาทอดมองไปทางอื่น ไม่ยอมสบตาเขาแม้แต่เสี้ยววินาที

“พี่ขอโทษ ยกโทษให้พี่เถอะนะ”

ไม่คิดหรอกว่าคนอย่างพัทธ์จะเอื้อนเอ่ยคำขอโทษออกมาง่ายๆ อย่างไร้มาดและไร้ชั้นเชิงเช่นนี้มาก่อน เจ้าตัวจึงกะพริบตาปริบๆ มองเขาอย่างงุนงง เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายก้าวเข้ามาประชิดตัว และมือข้างหนึ่งก็ถูกเขาพันธนาการไว้อย่างไม่ทันระวัง

“พี่ไม่มีดอกไม้มาให้หรอกนะ คราวที่แล้วพี่ยังจำได้ พี่หอบดอกไม้ไปง้อเธอ แต่เธอไม่แม้แต่จะเหลียวแล”

หยาดพิรุณได้สติ พยายามดึงมือออกจากอุ้งมือใหญ่ร้อนจัด แต่เรี่ยวแรงของเขามากกว่าเธอหลายเท่า ความพยายามจึงไม่สัมฤทธิ์ผล

“วันนี้เลยหาวิธีง้อแบบใหม่” เขาเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะน้อยๆ จับมือเธอหงายขึ้น มืออีกข้างล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทด้านนอกหยิบอะไรบางอย่างออกมาแล้ววางลงกลางฝ่ามือเล็ก สิ่งนั้นคือลูกอมห้าเม็ดห่อด้วยกระดาษแก้วสีฟ้า เหลือง เขียว ม่วงและชมพู หยาดพิรุณได้แต่มองอย่างอึ้งๆ ขณะที่พัทธ์เอ่ยต่อว่า

“พี่จำได้ หยาดชอบกินลูกอมนี่ ดอกไม้ไม่ค่อยสนใจเท่าไร แต่ ลูกอมนี่แหละ เห็นเป็นไม่ได้ ต้องวิ่งโร่เข้าหาทุกที”

หยาดพิรุณไม่คิดว่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้คนอย่างพัทธ์ บุณยกร ผู้ไม่เคยใส่ใจไยดีเธอมาก่อนจะจดจำได้ มันทำให้หัวใจที่พยายามจะแข็งกระด้างอ่อนยวบราวกับขี้ผึ้งลนไฟอย่างง่ายดาย กระนั้นเธอก็ยังมีสติมากพอที่จะไม่แสดงความใจอ่อนของตัวเองให้เขาเห็น เธอจะไม่ทำให้เขาดีใจ ไม่ให้เขาได้ใจหรอกว่าทำให้เธอหายโกรธได้เพียงเพราะแค่ลูกอมสี่ห้าเม็ดนี้ หญิงสาวกำลูกอมเหล่านั้นไว้ในมือ ก่อนกระตุกมือออกตอนที่เขาเผลอ

เมื่อเป็นอิสระ เธอก็เชิดหน้ามองจ้องเขาอย่างท้าทาย

“หยาดไม่ใช่เด็กแล้ว ง้อแบบนี้ไม่ได้ผลหรอกค่ะ”

แม้ใบหน้าของพัทธ์จะไม่เปลี่ยนแปลง แต่แววตาของเขามีร่องรอยของความผิดหวังวาบขึ้นมา แม้เพียงเสี้ยววินาทีก็ทำให้เธอรู้สึกเหมือนเป็นผู้ชนะแล้ว

“อ้อ...อีกอย่าง พี่พัทธ์ไม่ต้องมาง้ออะไรหยาดหรอก หยาดลืมเรื่องวันก่อนไปแล้วเพราะมันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร” ว่าพลางยักไหล่ด้วยท่วงท่าที่เลียนแบบเพื่อนสนิทมาไม่ผิดเพี้ยน “เอาเวลาไปจีบสาวๆ ของพี่พัทธ์เถอะค่ะ อย่ามายุ่งกับหยาดเลย”

แล้วเธอก็หมุนตัววางลูกอมลงบนโต๊ะอย่างไม่สนใจไยดี ก่อนจะหันมายกมือไหว้เป็นเชิงลา แล้วเดินดุ่มออกจากห้องทำงานโดยไม่เหลียวหลังมามองเลย เธอจึงไม่ทันได้เห็นแววตาอยากเอาชนะที่โชนฉายรุนแรงยิ่งกว่าครั้งใดในชีวิตของพัทธ์ แพทริก บุณยกร!

พัทธ์เดินตามว่าที่ภรรยามาห่างๆ หญิงสาวเดินออกทางหน้าร้าน ก้าวไปตามฟุตปาธ ผ่านสองช่วงตึกจึงมายุดยืนหน้าร้านแห่งหนึ่ง เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ที่มีลูกค้านั่งจนเกือบเต็มร้าน เหลือที่ว่างด้านในสุดชิดริมผนัง หยาดพิรุณตรงเข้าไปนั่งระหว่างก็ต้องก้มศีรษะทักทายคนงานของตนเองเป็นระยะๆ เมื่อหย่อนกายเรียบร้อยแล้ว คนที่เธอไม่อยากเห็นหน้าและไม่อยากแม้แต่เสวนาด้วยมากที่สุด ก็ทรุดกายลงนั่งฝั่งตรงข้ามโดยไม่ได้รับเชิญ

หยาดพิรุณชักสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย กวาดตามองไปรอบห้องแถวแห่งนั้นก็พบว่าไม่มีโต๊ะว่างเหลืออยู่แม้สักโต๊ะเดียว

“เห็นไหม ไม่มีที่ว่างสักโต๊ะ ขอนั่งด้วยนะ หิวจนตาลายแล้ว”

หยาดพิรุณอ้าปากหมายจะไล่เขา แต่พนักงานของร้านเดินมาถึงพอดี พัทธ์จึงฉวยโอกาสนั้นสั่งก๋วยเตี๋ยวปลาต้มยำทันที เห็นดังนั้นหญิงสาวก็คร้านจะต่อล้อต่อเถียงด้วยจึงปล่อยเลยตามเลย เธอเลือกสั่งบะหมี่ต้มยำหนึ่งชาม

ระหว่างนั่งรอ บังเกิดความอึดอัดที่ชวนหงุดหงิดอย่างช่วยไม่ได้ หยาดพิรุณพยายามไม่สนใจใส่ใจเขา แต่การถูกเขาจ้องเอาๆ เช่นนี้ก็ทำให้เธอประหม่าไม่น้อย สุดท้ายอดรนทนไม่ไหวต้องเงยหน้าจากแผ่นเมนูอาหารของร้านขึ้นมาสบตาเขา เลิกคิ้วน้อยๆ แล้วเอ่ยถาม

“มีอะไรติดหน้าหยาดรึเปล่าคะ”

“เปล่า” เขาตอบพร้อมกับโน้มตัวมาข้างหน้า ดวงตาของเขาส่องประกายพราวระยับยามเอ่ยประโยคถัดไป “ไม่ได้เห็นหน้ากันตั้งหลายปี พี่ก็เลยอยากมองหน้าเธอนานๆ”

คนฟังหน้าร้อนซู่ขึ้นมาเล็กน้อย กระนั้นก็ยังแสร้งหัวเราะขบขันว่า

“อะไรกัน...เดี๋ยวนี้อยากมองหยาดแล้วเหรอ ทีเมื่อก่อนไม่เห็นอยากจะมอง”

เจอสวนกลับแบบนี้ พัทธ์ถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว สีหน้าของเขาผิดปกติไปเล็กน้อย เห็นดังนั้นหยาดพิรุณก็รีบจู่โจมในทันที

“ถ้าหยาดยังขี้เหร่เหมือนเมื่อก่อน พี่พัทธ์คงไม่แม้แต่จะสนใจ”

ชายหนุ่มยักไหล่ เม้มริมฝีปากน้อยๆ อย่างอึดอัด ก่อนระบายลมหายใจยาวพร้อมกับเอ่ยว่า

“เธอไม่ได้ขี้เหร่ซะหน่อย” นิ่งไปอึดใจก่อนพูดต่อไปว่า “พี่ไม่เถียงหรอกนะว่าเมื่อก่อนพี่ไม่สนใจเธอ...เท่าที่ควร”

“ไม่ค่ะ ไม่ใช่เท่าที่ควร แต่ไม่เลยต่างหาก!”

“เธอก็พูดเกินไป พี่ไม่ได้ทำตัวแย่กับเธอถึงขนาดนั้น” หยาดพิรุณทำท่าเหมือนจะโต้แย้ง แต่เขารีบยกนิ้วขึ้นมาห้าม แล้วเอ่ยต่ออย่างรวดเร็ว “พี่แน่ใจว่าเธอรู้ดีว่าพี่เป็นเอ็นดูเธอมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เมื่อตอนเป็นเด็ก พี่ร้ายกับเธอหรือ...ก็ไม่ ตอนเป็นเด็กพี่ให้เธอมาเล่นกับพี่ทั้งๆ ที่พี่อายุปาเข้าไปตั้งยี่สิบกว่าแล้ว นั่นไม่ใช่เพราะพี่เอ็นดูเธอหรือไง”

หยาดพิรุณไม่ได้เถียง แต่สถานการณ์ระหว่างกันก็ยังไม่ดีขึ้น เมื่อเธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับโกรธขึ้งว่า

“แต่พี่พัทธ์ก็เปลี่ยนไป”

บทสนทนาหยุดชะงักลงพียงแค่นั้นเมื่อพนักงานนำก๋วยเตี๋ยวมาเสิร์ฟ หยาดพิรุณไม่เอ่ยอะไรอีก ก้มหน้าก้มตารับประทานอย่างเดียว พัทธ์เองก็เช่นกัน เขาใช้เวลารับประทานไม่นาน เมื่อหมดก็นั่งมองคนที่เคี้ยวลูกชิ้นคำโตหงุบหงับๆ อย่างเอร็ดอร่อย ภาพนั้นไม่ต่างอะไรจากภาพเด็กหญิงตัวกลมในวันวานเลยแม้แต่น้อย

พัทธ์แน่ใจว่าเขามีความเอื้อเอ็นดูในตัวเธอมาแต่ไหนแต่ไร เพียงแต่มีเหตุการณ์บางอย่างแทรกเข้ามา ทำให้เขามีอคติและปฏิบัติต่อเธอไม่เหมือนเดิม

เมื่อเขารับรู้ว่าตนเองจะต้องแต่งงานกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ครอบครัวหาไว้ให้ในช่วงวัยที่มีแต่ความเลือดร้อนคึกคะนอง หวงความโสดและอิสระเหนืออื่นใด ก็เปรียบเสมือนเชื่อไฟรินรดลงบนหัวใจเขา และทำให้เขาปฏิบัติต่อเด็กสาวคนนั้นอย่างไม่ค่อยดีเท่าไรนัก

พัทธ์พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเขาไม่ได้โกรธเกลียดชิงชังเธอ เพียงแต่ยังไม่พร้อมกับการผูกมัดเท่านั้นเอง

ทว่า...เขาเพิ่งจะมารู้ตอนนี้เอง ว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นคือความผิดพลาดอย่างมหันต์ แต่เขาก็ไม่คิดจะพลาดซ้ำสองอีก!

ชายหนุ่มยังคงจ้องมองหยาดพิรุณต่อไป เหงื่อของเธอซึมออกมาตามไรผม และบางส่วนเกาะพราวอยู่ตรงปลายจมูก ร้านก๋วยเตี๋ยวแบบนี้ย่อมไม่ได้ติดแอร์ อากาศภายในร้านจึงค่อนข้างอบอ้าว และช่วยไม่ได้ที่สุภาพบุรุษอย่างพัทธ์ผู้ใจดีกับสุภาพสตรีเสมอๆ รีบหยิบกระดาษทิชชู่มาซับตรงปลายจมูกเล็กอย่างไม่ได้นึกไตร่ตรองใดๆ มันคือการกระทำที่เป็นไปโดยอัตโนมัติ แม้แต่เจ้าตัวก็มารู้สึกเอาตอนที่มือเล็กคว้าหมับที่มือของเขานั่นแหละ

“ไม่ต้องค่ะ หยาดเช็ดเอง”

เธอดึงมือเขาออก แล้วหยิบทิชชู่แผ่นใหม่ขึ้นมาซับ ก่อนก้มหน้ารับประทานต่อไป เวลานั้นพัทธ์ได้แต่นั่งงุนงงกับสัมผัสเพียงชั่วขณะจากมือเรียวเล็ก ความอุ่นจากมือนั้นยังแผ่ซ่านอยู่บนหลังมือของเขา และเพียงไม่นานมันก็พุ่งปราดเข้าสู่หัวใจ พัทธ์ไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มันคืออะไรจึงนั่งงงอยู่นาน กระทั่งหยาดพิรุณเรียกพนักงานมาเช็คบิลนั่นแหละ เขาจึงรู้สึกตัว

“เดี๋ยวพี่จ่ายเอง”

“ไม่ต้องค่ะ หยาดไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณพี่พัทธ์”

คนที่อยากเป็นหนี้บุญคุณอ้าปากจะค้าน แต่เหมือนจะนึกอะไรได้จึงนิ่งเสีย เก็บกระเป๋าสตางค์ที่กำลังจะล้วงออกมาไว้ตามเดิม

ทั้งสองเดินเคียงข้างกันออกจากร้าน หยาดพิรุณยังคงทำปั้นปึ่งเย็นชาได้เป็นอย่างดี ขณะที่พัทธ์ก็พยายามง้องอนให้เธอใจอ่อน

“พี่ติดหนี้เธอหนึ่งครั้งแล้ว คราวหน้าพี่เลี้ยงนะ”

“ไม่ต้องค่ะ หยาดไม่อยากไปไหนมาไหนกับพี่พัทธ์ เดี๋ยวพวกสาวๆ ของพี่พัทธ์มาเห็นแล้วจะพากันมาฉีกอกหยาดเอา”

ได้ยินดังนั้นพัทธ์ก็รีบเร่งฝีเท้ามายืนขวางตรงหน้าเธอ เอื้อมมือจับต้นแขนกลมกลึงทั้งสองไว้แล้วเอ่ยอย่างจริงจังกว่าครั้งใด

“ไม่มีสาวๆ ที่ไหนทั้งนั้น ตอนนี้พี่ไม่ได้คบใคร”

คนฟังกลับหัวเราะร่วน ทว่าแววตาเคียดขึ้งไม่ได้รื่นรมย์เหมือน สิ่งที่แสดงออกมาเลยแม้แต่น้อย

“อย่างพี่พัทธ์น่ะเหรอคะไม่ได้คบใคร? พี่พัทธ์เคยโสดด้วยเหรอคะ แล้วผู้หญิงที่ไปกินข้าวกับพี่พัทธ์วันนั้นล่ะ” โพล่งถามออกไปแล้วก็ไหวไหล่ เอ่ยต่อว่า “ช่างเถอะค่ะ ไม่ว่าพี่พพัทธ์จะมีใครหรือไม่มีใครก็ไม่เกี่ยวกับหยาด หยาดไม่สนใจหรอก”

แล้วเธอก็จ้ำอ้าวเดินจากมา หากพัทธ์ก็ยังไม่ยอมให้เธอเดินหนีได้อย่างใจคิด เพียงแค่ไม่กี่ก้าวเขาก็ประชิดตัวเธอแล้ว คราวนี้มือที่แข็งราวปลอกเหล็กจับต้นแขนเธอไว้มั่นจนสลัดไม่หลุด

“เธอไม่สนใจจริงๆ น่ะเหรอ”

หยาดพิรุณตวัดสายตามามองเขา แล้วเลิกคิ้วน้อยๆ

“ทำไมหยาดจะต้องสนใจ เราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย”

“เป็นสิ...ตอนนี้ยังไม่เป็น แต่อีกไม่นานก็เป็น”

มือใหญ่บีบแน่นขึ้นจนเธอต้องนิ่วหน้า แต่ความพยศที่เธอซุ่มสร้างมันมาหลายปี ทำให้เธอเชิดหน้ามองเขา ดวงตากลมโตวาวจ้าเมื่อเอ่ยประโยคถัดไป

“ไม่มีวันนั้นหรอกค่ะพี่พัทธ์ ยังไงหยาดก็ไม่แต่งกับพี่พัทธ์แน่”

พัทธ์ขบกรามแน่น ดวงตาวาวโรจน์ขึ้นมาอย่างชัดเจน

“มั่นใจเหลือเกินนะว่าจะไม่แต่งกับพี่”

สีหน้าของเขาในเวลานี้ไม่เหมือนหนุ่มเจ้าสำอางคนเดิมเลยแม้แต่น้อย มันก้ำกึ่งอยู่ระหว่างเทพบุตรกับมัจจุราชแบบที่ทำให้คนมองอดอกสั่นขวัญแขวนขึ้นมาไม่ได้

“แต่พี่ก็มั่นใจเหมือนกันว่าเธอต้องแต่งงานกับพี่...” ก้มหน้าลงมากระซิบด้วยน้ำเสียงหมายมั่นว่า “เร็วที่สุดด้วย”

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่แววตาแพรวพราวเจ้าเสน่ห์ถูกแทนที่ด้วยความดำมืดราวกับก้นบึ้งของหุบเหวลึก!

หยาดพิรุณอดหวาดหวั่นไม่ได้ รีบกระตุกต้นแขนออกจากมือเขา โชคดีที่เขาไม่ดื้อดึงยื้อยุดมันไว้อีก แต่ก่อนที่จะวิ่งจากไป เธอกลั้นใจประกาศต่อหน้าเขาว่า

“อย่าหวังเรื่องแต่งงานเลยค่ะ หยาดมีแฟนแล้ว หยาดไม่มีวันแต่งงานกับพี่พัทธ์แน่นอน!”

พูดจบก็รีบจ้ำอ้าวกลับเข้าไปในโรงงานทันที โดยมีสายตาอันเข้มข้นรุนแรงของพัทธ์มองตามมาตลอดทาง

แม้ว่าหยาดพิรุณจะสมาธิแตกกระเจิงไปบ้าง แต่ไม่ถึงชั่วโมงเธอก็สามารถกลับมาตั้งหน้าตั้งตาทำงานได้ตามปกติแล้ว

ประมาณบ่ายสามโมง บิดาแวะเข้ามาบอกว่ามีงานเลี้ยงต้องไปเข้าร่วมที่โรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่ง จึงต้องกลับบ้านแต่งตัวและรับมารดาออกไปพร้อมกัน

“ขับรถกลับบ้านดีๆ นะลูก” ก่อนเดินออกจากห้องท่านกำชับอย่างเป็นห่วง หยาดพิรุณรับคำหนักแน่น ก่อนหันมาอ่านเอกสารตรงหน้าต่อ จวบจนกระทั่งเลิกงาน เลขาส่วนตัวของบิดาเข้ามาเก็บแก้วกาแฟพร้อมกับเอ่ยเตือน หญิงสาวเอ่ยขอบใจ หากก็ยังไม่ยอมกลับบ้านเสียที

“หยาดขออ่านอีกหน่อยค่ะ คุณพรรณกลับบ้านก่อนเถอะค่ะ ไม่ต้องห่วงหยาดหรอก” เอ่ยจบก็ส่งยิ้มให้อีกฝ่าย แล้วก้มหน้าทำงานต่อไป

เวลาล่วงเลยไปเท่าใดไม่ทราบได้ จากเสียงจ้อกแจ้กจอแจเบื้องนอก เริ่มเงียบสงัด ความมืดเริ่มโรยตัวปกคลุมไปทั่วบริเวณ มีเพียงแสงไฟจากห้องทำงานของหยาดพิรุณเท่านั้นที่ยังส่องสว่างอยู่ หญิงสาวนั่งอ่านต่อไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด กระทั่งถึงเอกสารฉบับสุดท้าย ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงเมื่อสายตาเลื่อนมาถึงตัวอักษรท้ายสุดก็ถอนหายใจเฮือก ปิดแฟ้มเอกสารฉบับนั้น แล้วยกนาฬิกาขึ้นดูเวลา อุทานเบาๆ เมื่อพบว่าเข็มสั้นชี้ไปที่เลขแปดแล้วเรียบร้อย

“ตายจริง! ดึกขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย”

เจ้าตัวรีบลุกขึ้นยืน คว้ากระเป๋าสะพายมาถือไว้แล้วล้วงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา พบว่ามีคนโทร.มาหาห้าหกครั้ง หนึ่งในนั้นคือมีนา เพื่อนสนิทของเธอเอง หยาดพิรุณไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์เพราะปิดเสียงไว้ตั้งแต่เมื่อคืน และเมื่อเช้าก็รีบมาทำงานจึงลืมเปิด มารู้ว่ามีคนโทร.หาก็ตอนนี้เอง หญิงสาวรีบกดหาผู้เป็นเพื่อน หากรอแล้วรอเล่าก็ไม่มีใครรับสาย

“เอ...ทำไมไม่รับ”

พึมพำกับตัวเองพร้อมกับกดปุ่มพาวเวอร์ปิดการทำงานของเครื่องปรับอากาศภายในห้อง ปิดไฟแล้วผลักประตู สาวเท้าก้าวออกไปโดยไม่ลืมปิดไฟและล็อกกุญแจอย่างเรียบร้อย

“สงสัยจะไปเที่ยวอีกแล้ว”

มีนาเป็นแบบนี้เสมอ หากคืนไหน โทร.ไปไม่ติด นั่นย่อมหมายความว่าเจ้าตัวไปเที่ยวผับเที่ยวบาร์กับคนรัก...ไม่สิ ไม่ถึงขั้นเป็นคนรัก แต่เป็นคนที่คบหาดูใจกันเท่านั้น เพื่อนของหยาดพิรุณคนนี้ไม่ใช่คนสวยจัด แต่รูปร่างดี มีความมั่นใจ อัธยาศัยดี และมีเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้ใครต่อใครตกหลุมรักอย่างง่ายดาย โดยเฉพาะหนุ่มๆ พัทธ์เองก็เคยมีทีท่าว่าจะสนใจมีนาอยู่เหมือนกัน แต่ติดตรงที่อีกฝ่ายเป็นเพื่อนสนิทของเธอ เขาจึงเว้นระยะห่างและขีดกั้นความสัมพันธ์ไว้เพียงแค่น้องสาวเท่านั้น

ไม่นานนักหยาดพิรุณก็เดินมาถึงโรงจอดรถ เธอรีบกดรีโมตปลด ล็อกแล้วเปิดประตู ทว่าก่อนที่จะเข้าไปนั่ง คิ้วเรียวสวยก็ขมวดเข้าหากัน ร่างเล็กเดินถอยหลังหนึ่งก้าว เอี้ยวตัวมองล้อรถฝั่งคนขับทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ก่อนจะครางลึกในลำคอเมื่อพบว่ามันบี้แบนจนติดพื้น นึกสงสัยว่าอีกฝั่งเป็นเหมือนกันหรือไม่จึงเดินอ้อมไปสำรวจ ปรากฏว่าสิ่งที่เห็นไม่ต่างจากที่คิดไว้...บี้แบนหมดสภาพเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน!

อะไรกัน! ทำไมจู่ๆ ยางรถของเธอก็แบนแบบนี้! โชคชะตา กลั่นแกล้งหรือมีใครจงใจให้เป็น!

“อ้าว หยาด ยังไม่กลับอีกเหรอ?”

เสียงนั้นคุ้นหูมาก ไม่ต้องหันไปมองเธอก็รู้ว่าเขาเป็นใคร หยาดพิรุณยืดตัวตรงยกมือเท้าสะเอวเมื่อโทสะแล่นมาจุกอยู่ที่คอหอย เมื่อพอจะเดาได้ว่าต้นเหตุของเรื่องนี้มาจากไหน

หญิงสาวหมุนตัวหันไปเผชิญหน้าเขาก็เห็นพัทธ์กำลังยืนกอดอกพิงเสาโรงจอดรถอยู่ไม่ไกล

“คุณอาเห็นว่าหยาดยังไม่กลับ เลยโทร.มาหาพี่บอกให้พี่มาแวะดู”

ข้ออ้าง! ข้ออ้างเห็นๆ! คนตัวเล็กมองเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่คนพูดดูจะไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย

“แล้วนี่ทำอะไรอยู่ ทำไมอยู่ดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้ หืม?” ว่าพลางลดมือทั้งสองลงข้างลำตัว มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง แล้วสาวเท้าเข้ามาหาเธอ “หรือว่ารถมีปัญหา?” ถามพร้อมกับก้มๆ เงยๆ สำรวจ เพียงอึดใจเขาก็ทำเสียงบางอย่างในลำคอ

“อ้อ...” เป็นเสียงที่ช่างขัดหูและก่อกวนโทสะในใจเธอให้โหมกระพือยิ่งขึ้นไปอีก! “ยางแบนนี่เอง แถวนี้มีร้านซ่อมรถอยู่นะพี่เคยเห็น แต่...” พัทธ์ยกนาฬิกาขึ้นดูเวลาแล้วเอ่ยด้วยสุ้มเสียงเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

“ดึกขนาดนี้คงปิดแล้วละ”

เมื่อเงยหน้าขึ้นมาสบดวงตากลมโตที่เบิกกว้างกว่าปกตินั้น เขาก็โปรยยิ้มใส่ตาของเธอ ...ยิ้มแบบนี้ละลายใจของสาวๆ มานักต่อนักแล้ว และเขาหวังว่า...

“พี่พัทธ์!”

เอ่อ...เอาเป็นว่าใช้กับแม่สาวตากลมไม่ได้ผล!

พัทธ์ยิ้มค้างเพียงชั่วเสี้ยววินาทีก่อนเม้มริมฝีปาก แล้วเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

“ไม่ต้องทำมาเนียนเลย หยาดรู้นะว่าเป็นฝีมือพี่พัทธ์!”

คนถูกหาว่าเนียนยังคงเลิกคิ้วไม่เลิก แถมยังมองกลับด้วยแววตาใสซื่อเสียอีก

“อะไรนะ? ฝีมือพี่?” ถามด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนส่ายหน้าราวกับระอา “เอาสมองส่วนไหนคิด หืม? พี่จะทำแบบนั้นไปทำไม?”

โดนย้อนแบบนี้ หยาดพิรุณก็ตอบไม่ถูก เพราะไม่แน่ใจเหมือนกันว่าพัทธ์เพียงต้องการกลั่นแกล้ง แก้เผ็ด หรือหาเรื่องไปส่งเธอที่บ้านกันแน่

“เห็นไหม พี่ไม่มีเหตุผลที่จะทำซะหน่อย”

เขาแบมือออกข้างลำตัว ยักไหล่อีกหนึ่งที แล้วสาวเท้าเข้ามาหา หากครั้งนี้หยาดพิรุณไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้เกินสองเมตร รีบเดินหนีทันที

“ดึกแล้วค่ะ หยาดจะกลับบ้าน”

“ไปกับพี่สิ พี่จะไปส่ง รถพี่จอดอยู่ข้างหน้านี่เอง”

“ไม่ต้องค่ะ หยาดกลับแท็กซี่ได้”

เธอตอบโดยไม่หันไปมองคนที่เดินตามมา และเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น จนเกือบจะเป็นวิ่งอยู่รอมร่อ ทว่า...คนตัวโตช่วงขาย่อมยาวกว่า ไม่ต้องออกแรงวิ่งเขาก็มายืนดักอยู่ตรงหน้าเธอได้อย่างง่ายดายแล้ว หยาดพิรุณชะงักฝีเท้าได้ทันการณ์ก่อนจะชนเขาเข้า

“อย่าดื้อน่า กลับแท็กซี่อันตรายจะตาย ไปกับพี่เถอะ”

“อันตราย?” หญิงสาวส่ายหน้าแล้วโต้กลับด้วยเสียงประชดประชัน “อยู่กับพี่พัทธ์ก็อันตรายเหมือนกันนั่นแหละ” ไม่รอให้เขาทักท้วง เธอรีบเอ่ยพร้อมกับเดินหนีเขาอีกครั้ง “พี่พัทธ์กลับไปเถอะค่ะ หยาดอยากกลับเอง”

“ไม่ได้!”

คราวนี้เขาไม่ยอมให้เด็กดื้อด้านทำอะไรตามอำเภอใจอีก จึงถือวิสาสะก้าวเข้าไปประชิดแล้วโอบอุ้มเธอแนบอกอย่างไม่ให้เธอได้ทันตั้งตัว

“อุ๊ย...พี่พัทธ์! ปล่อยนะ!”

หยาดพิรุณใช้เท้าถีบอากาศไปมา และดิ้นรนให้หลุดพ้นจากวงแขนล่ำสัน แต่ความที่เขาเป็นลูกครึ่ง ตัวโตมาก กล้ามเนื้อก็แข็งแกร่งมาก เธอจึงช่วยอะไรตัวเองไม่ได้เลย สุดท้ายก็ถูกเขาจับยัดเข้าไปในรถจนได้

“เอ๊ะ! หยาดบอกว่าจะกลับเองไง อย่ามาบังคับหยาดนะ”

“ถ้าพี่จะบังคับ เธอจะทำไม จะทำอะไรพี่ได้”

ยามนี้เขาใช้สองแขนยันกับเบาะรถ กักขังเธอไว้ไม่ยอมให้หลีกหนีไปไหนได้ และที่อันตรายยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดคือ...ใบหน้าที่ห่างจากเธอไม่ถึงคืบนี่แหละ หยาดพิรุณรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวลดน้อยลงทุกที อยากจะหายใจให้ลึกที่สุดแต่เธอก็ทำได้เพียงหายใจแผ่วๆ เท่านั้น ราวกับเกรงว่าหากขยับตัวแม้เพียงนิด ริมฝีปากของเขาจะประกบลงบนเรียวปากของเธออย่างไรอย่างนั้น!

“อย่าให้พี่ต้องใช้ไม้ตายกับเธอนะ”

‘ไม้ตาย’ เป็นแบบไหน หยาดพิรุณไม่รู้หรอก แต่รู้ว่าไม่ส่งผลดีกับเธอแน่

“หรืออยากลอง?”

“มะ...ไม่ค่ะ” กว่าจะหาเสียงตัวเองเจอก็อึดใจใหญ่ๆ ทีเดียว ดีอยู่หน่อยที่เธอควบคุมเสียงตัวเองไม่ให้สั่นได้ “หยาดให้พี่พัทธ์ไปส่งก็ได้”

หยาดพิรุณบอกตัวเองว่ายามค่ำคืนแบบนี้ ขืนมางัดข้อกับเขา เธอก็เสียเปรียบเปล่าๆ เอาไว้ถ้าโอกาสเมื่อไร เธอจะเอาคืนเขาแน่...จะเอาคืนให้หนักกว่าส้มตำคราวนั้นเลยด้วย!

“ว่าง่ายแบบนี้สิถึงจะน่ารัก” พัทธ์เอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวล ก่อนจะฉีกยิ้มอย่างพอใจ รอยยิ้มของเขาชวนให้ใจเธอสั่นไม่น้อย ยิ่งเมื่อเห็นเห็นชัดเจนแบบนี้...ชัดไปจนถึงดวงตาคู่คมของเขาเลยด้วยซ้ำไป รอยเต้นระริกในนั้น หยาดพิรุณรู้ว่ามันคือความยินดีและสมใจ ในที่สุดเขาก็เอาชนะเธอได้อีกครั้ง หญิงสาวลืมตัวระบายลมหายใจยาวด้วยความหงุดหงิดกึ่งสมเพชตัวเอง แต่เขาก็ทำให้ความรู้สึกเหล่านั้นมลายหายไปอย่างง่ายดายและแทนที่ด้วยความอุ่นซ่านที่หัวใจ

“ให้พี่ไปส่งเถอะ พี่เป็นห่วงหยาดจริงๆ นะ” พัทธ์เอ่ยพร้อมกับทาบมือลงบนแก้มของเธอ ลูบไล้มันอย่างแผ่วเบา “ก่อนกลับ แวะกินข้าวกันก่อน พี่เลี้ยงเอง” จากนั้นจึงจะผละจากไปโดยไม่ลืมคาดเข็มขัดนิรภัยให้เธอด้วย ชายหนุ่มเดินอ้อมด้านหลังรถพร้อมรอยยิ้มกว้างอย่างเป็นสุข ไม่ลืมที่จะยกนิ้วโป้งให้กับใครคนหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ไม่ห่างไปนัก

ปกติเวลาเดินทางไปไหนมาไหน พัทธ์ไม่ชอบให้ใครติดตาม โดยเฉพาะตอนที่ต้องมาหาหยาดพิรุณหรือต้องแวะไปบ้านครอบครัวชัชวาลย์กุล ยกเว้นวันนี้ที่เขาโทร.เรียกคนสนิทผู้ซึ่งรับใช้เขามาเกือบสิบปีแล้ว สุรเชษฐ์หรือเชษฐ์เป็นทั้งผู้ติดตาม บอดี้การ์ด และเลขาส่วนตัว

เมื่อบ่ายนี้เอง สุรเชษฐ์ได้รับโทรศัพท์จากผู้เป็นนาย พร้อมกับคำสั่งที่ทำให้เขาถึงกับงงเป็นไก่ตาแตกเลยทีเดียว

‘อะ...อะไรนะครับ? จะให้ผมปล่อยลมยาง?’

‘เออ! ...ไม่ต้องถามมากน่า รีบมาแล้วกัน’

ปกติพัทธ์ไม่ชอบให้ใครย้อนถาม คำสั่งของเขาทุกคนต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อโต้แย้ง จะยกเว้นอยู่คนก็สุรเชษฐ์คนนี้ที่สามารถทักท้วงหรือถามถึงเหตุผลได้

‘บอสครับ...ทำแบบนี้จะดีเหรอครับ ถ้าคุณหยาดรู้...’

‘ไม่ต้องพร่ำให้เสียเวลา เรื่องหยาดจะโกรธไม่โกรธ ฉันจัดการเอง นายมีหน้าที่แค่ทำตามคำสั่งฉันเท่านั้น!’

เมื่อผู้เป็นนายพูดอย่างหนักแน่นชัดเจนเช่นนี้ สุรเชษฐ์ก็ไม่กล้าขัด รีบรุดทำตามคำสั่งโดยเร็ว และแผนการณ์ที่วางไว้ก็ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น พัทธ์ได้ทุกอย่างดังที่ใจต้องการ แม้หยาดพิรุณจะดูโกรธเกรี้ยวอยู่บ้าง แต่เขาก็เชื่อว่าเจ้านายของเขาสามารถจัดการโดยไม่ยากเย็นนัก

สุรเชษฐ์ยืนมองไฟท้ายรถสปอร์ตของผู้เป็นนายจนลับตา จึงขยับตัวออกจากที่ซ่อน แล้วเดินจากไป

พัทธ์พาหยาดพิรุณแวะทานข้าวต้มปลาข้างทางตามความต้องการของหญิงสาว เขาไม่ขัดข้องและไม่มีปัญหาใดๆ เพราะเขาไม่ได้เสพติดรสชาติของอาหารตามภัตตาคารหรูจนทานอาหารข้างทางไม่ได้

“กินแค่นี้ อิ่มเหรอ”

พัทธ์เอ่ยถามเมื่อว่าที่ภรรยาทานไปเพียงครึ่งชาม...เป็นคำถามที่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยและใส่ใจ ทว่าคนตอบกลับตอบอย่างไร้เยื่อใย สิ้นดี

“ก็ถ้าเปลี่ยนพี่พัทธ์เป็นคนอื่น หยาดคงทานได้เยอะกว่านี้”

คนฟังถึงกับขบกรามแน่นเป็นสันนูน มุมปากข้างหนึ่งยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม คนอื่นอาจเห็นว่าเป็นรอยยิ้มธรรมดา แต่จริงๆ แล้วมันคือรอยยิ้มเยาะหยันแกมอาฆาต

“ไอ้คนอื่นที่เธอว่า หมายถึงพวกเพื่อนชายของเธอรึเปล่า หืม?”

“พวกเหรอคะ?” หยาดพิรุณเลิกคิ้วน้อยๆ ตั้งข้อศอกกับโต๊ะ แล้วใช้มือเขี่ยผมของตนเองไปมา พร้อมกับย้อนถามด้วยเสียงอ่อนหวาน ทว่าแววตากลับกล้าแข็งขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด “พี่พัทธ์สืบประวัติใครมาบ้างแล้วล่ะ”

คนถูกถามผิวปากหวือ เอนกายพิงพนักเก้าอี้ มือข้างหนึ่งวางบนโต๊ะและกำลังควงเหรียญบาทเหรียญหนึ่งอย่างเพลิดเพลิน “เธอรู้จักพี่ดีจริงๆ หยาดพิรุณ”

“รู้จักดี?” เธอขึ้นเสียงสูงก่อนหัวเราะน้อยๆ “ไม่หรอกค่ะ ไม่เลย หยาดก็แค่จำพฤติกรรมของพี่พัทธ์ได้เท่านั้นเอง...หยาดจำได้นะ ตอนอยู่มหาวิทยาลัย เวลาพี่พัทธ์จะจีบหญิง พี่พัทธ์ก็จะหาประวัติผู้ชายคนอื่นๆ ที่มาติดพันผู้หญิงคนนั้น แม้แต่เพื่อนสนิทก็ไม่เว้น”

ในขณะที่พูด พัทธ์ก็พยักหน้าเป็นระยะๆ ดวงตาคู่คมที่เคยเต้นระริกบัดนี้ยิ่งวาววามกว่าเดิม

“เธอกำลังจะยอมรับใช่ไหมว่าพี่กำลังจีบเธอ”

“ไม่ค่ะ” หยาดพิรุณปฏิเสธเสียงแข็ง “ผู้หญิงที่หน้ากลม ผมกระเซิง ฟันเหยินแบบหยาด พี่พัทธ์ไม่มีทางคิดจีบแน่ ที่ทำอยู่นี่ก็แค่อยากเอาชนะเท่านั้นเอง” เอ่ยเสร็จก็ลุกขึ้นยืน ล้วงเงินในกระเป๋าออกมาแล้ววางลงบนโต๊ะ จากนั้นจึงรีบเอ่ย “พี่พัทธ์ไม่ต้องเลี้ยงหรอก หยาดขอจ่ายเอง ไม่อยากติดหนี้บุญคุณ!”

แล้วเธอก็รับจ้ำอ้าวไปรอที่รถ พัทธ์มองตามแล้วยกมือลูบปลายคางของตัวเอง ท่าทางเช่นนี้หยาดพิรุณรู้ดีว่าพี่พัทธ์ของเธอกำลังคิดวางแผนอะไรบางอย่างอยู่ในใจ ดังนั้นเมื่อเขาเดินมาถึงตัวรถ เธอก็โพล่งถามอย่างคาดคั้นในทันที

“พี่พัทธ์วางแผนอะไรอีก”

“หืม? วางแผนอะไร ไม่มี้”

“แน่ะ! ขึ้นเสียงสูงแบบนี้ต้องมีอะไรแน่เลย”

คนถูกคาดคั้นก้าวขึ้นไปนั่งบนรถแล้ว หยาดพิรุณรีบก้าวตาม ผิดประตูเรียบร้อย เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่ม แต่ก่อนที่พัทธ์จะทันได้เปลี่ยนเกียร์ หญิงสาวก็คว้าหมับเข้าที่มือของเขา บีบแน่นจนเล็กที่ค่อนข้างยาวของเธอแทบจะจิกลงบนเนื้อของเขา

“ถ้าพี่พัทธ์ทำอะไรเพื่อนหยาด หยาดไม่ให้อภัยพี่พัทธ์แน่”

คนถูกขู่หลุบสายตามองมือเล็กที่สั่นระริก ไม่รู้เพราะออกแรงมากเกินไป หรือกำลังหวาดหวั่นกับการข่มขู่เขากันแน่

“เพื่อนหยาดมีหลายคน คนไหนล่ะที่หยาดอยากปกป้อง”

น้ำเสียงของเขาจริงจัง และมีความน่ากลัวจนทำให้หยาดพิรุณต้องรีบปล่อยมือ แม้ความกลัวจะแล่นขึ้นมาจับใจอย่างไม่มีเหตุผล แต่เธอก็กลั้นใจขู่สำทับไปอีกว่า

“เพื่อนของหยาดทุกคน หยาดพร้อมจะปกป้อง ถ้าพี่พัทธ์ทำอะไรพวกเขา ชาตินี้เราสองคนคงไม่มีวันพูดดีกันอีกตลอดชีวิต!”

เธอพูดโพล่งออกไปด้วยอารมณ์ แต่คนฟังกลับทำหูทวนลมและหาวหวอดๆ เสียอย่างนั้น

“พี่พัทธ์! ฟังหยาดอยู่รึเปล่าเนี่ย!” เห็นเขานิ่งเงียบ หยาดพิรุณก็ทำท่าจะพูดต่อ แต่คนตัวโตใช้นิ้วชี้แตะริมฝีปากเธอเสียก่อน เสียงที่กำลังจะเล็ดลอดออกมาจึงกลืนหายลงไปในลำคอไปโดยปริยาย

“ชู่ว์ อย่าโวยวายได้ไหม พี่ยังไม่ได้พูดสักคำว่าจะทำอะไรเพื่อนเธอ” ใช่แค่พูดเปล่า เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้ เลื่อนนิ้วชี้มาแตะบนริมฝีปากของเธอ แม้เพียงแผ่วเบาหาก หยาดพิรุณก็อดสะดุ้งไม่ได้

“อย่าตีตนไปก่อนไข้สิ ทูนหัว”

คำเรียกของเขาทำให้หยาดพิรุณชักสีหน้า คิ้วเรียวสวยขมวด เข้าหากัน ก่อนเธอจะเผยอริมฝีปากหมายจะทักท้วง ทว่าเขากลับขยับมือ ใช้นิ้วโป้งไล้ไปตามเรียวปากอิ่ม อีกสี่นิ้วที่เหลือประคองอยู่ใต้คาง

“พี่ไม่ทำอะไรเพื่อนเธอหรอก...ยังไม่ใช่ตอนนี้ แต่ถ้าเมื่อไรที่มีใครคิดแย่งเธอไปจากพี่ ก็คงต้องสู้กันจนสักตั้ง” เอ่ยพร้อมกับโน้มหน้าลงมา...ใกล้เสียจนหยาดพิรุณสัมผัสถึงลมหายใจร้อยๆ ของเขาตรงข้างแก้ม

“เธอก็รู้ว่าเธอเป็นของพี่มาตั้งแต่ต้น ของของพี่พี่ไม่ยอมยกให้ใครหรอกนะ!”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น