เด็กหญิงเย็นชา

หลงเข้ามารึเปล่าไม่รู้ แต่ก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคร๊าาาา

Re : บทที่ 07 รสชาติของความหวาน 08-11-61

ชื่อตอน : Re : บทที่ 07 รสชาติของความหวาน 08-11-61

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.3k

ความคิดเห็น : 36

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ย. 2561 07:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Re : บทที่ 07 รสชาติของความหวาน 08-11-61
แบบอักษร

บทที่

07

รสชาติของความหวาน

                ภูผาเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงมายังโรงจอดรถมอเตอร์ไซ เด็กหนุ่มจูงรถออกมาจากโรงจอดรถ แต่พอสตาร์ทรถก็พบว่ารถกลับสตาร์ทไม่ติด ได้ยินเพียงเสียงเครื่องยนต์ดังแผ่วก่อนจะดับไป

                “น้ำมันก็ไม่หมดนี่หว่า เป็นอะไรอีกวะ!!”

                จากที่หัวเสียอยู่แล้วยิ่งหัวเสียกว่าเก่า คิ้วขวดมุ่น มองนาฬิกาข้อมือก็พบว่าเกือบจะหกโมงเย็นแล้ว อาทิตย์ก็เริ่มคล้อยต่ำลงไปทุกที แดดเริ่มกลายเป็นสีส้มอ่อน ทั้งที่น้ำมันรถยังอยู่เกือบจะเต็มถังแต่ทำไมรถสตาร์ทไม่ติด? ลองทุกวิถีทาง ทั้งสตาร์ทมือและเท้า แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะได้ผล

                ในที่สุดก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้วิธีสุดท้ายที่เหลืออยู่ ล่วงเอาโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์ต่อไปยังปลายสาย

                “พี่สน…ผมไปซื้อของที่ตลาดให้พี่ไม่ได้แล้วนะ รถผมเสีย”

                ‘หืม ทำไมรถถึงเสียได้ล่ะ ก็ยังดีๆอยู่เลยไม่ใช่รึไง น้ำมันหมดรึเปล่า’

                “ผมดูแล้วน้ำมันไม่ได้หมด ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรของมัน”

                ‘ให้พี่ไปดูให้ไหม’

                “เฮ้ย!! ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมเข็นไปให้ร้านดูให้ก็ได้”

                ‘แต่นี่มันเย็นมากแล้วนะภู เอาอย่างนี้ดีกว่า พี่ว่าภูจอดรถทิ้งไว้ที่โรงเรียนก่อน เดี๋ยวพี่จะไปรับ…ตกลงไหม?’

                “แต่ผมไม่อยากรบกวนพี่”

                ‘พี่ไม่เคยคิดว่าเป็นการรบกวนหรอกนะ เอาเป็นว่าภูรอพี่อยู่ที่โรงเรียน เดี๋ยวพี่ไปรับ ใกล้มืดแล้ว อย่าเดินไปไหนล่ะ’ตนสนกำชับก่อนจะกดตัดสายไป

                ภูผานั่งบนรั่วกั้นโรงจอดรถ ได้แต่ถอนหายใจทอดสายตามองรถคู่ใจอย่างหมดปัญญา ไม่นานรถเก๋งคันสีดำคันคุ้นตาก็ขับมาจอด ต้นสนลงมาจากรถแล้วเดินมาหาพร้อมกับรอยยิ้ม การมาของต้นสนทำให้ภูผายิ้มออกอย่างดีใจ

                “ว่าไงตัวแสบ รถเป็นอะไรไปล่ะ หืม?”

                “ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร น้ำมันไม่ได้หมดแบตก็ไม่ได้หมด”ภูผาส่ายหน้า

                ต้นสนพยักหน้าเล็กน้อย หยิบกุญแจรถในมือเด็กหนุ่มไปไขเปิดเบาะรถ เปิดฝาน้ำมันออกแล้วส่องดูน้ำมันข้างใน

                “ภูเติมน้ำมันครั้งสุดท้ายเมื่อไร”เงยหน้าขึ้นมาถาม

                “สามวันที่แล้วครับ”เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนตอบ

                “แล้วได้ไปทำอะไรใครที่ไหนไว้รึเปล่า?”คราวนี้ต้นสนถามด้วยคำถามที่ทำให้เด็กหนุ่มแปลกใจ

                “ก็ไม่นี่พี่ ทำไมถามงั้นล่ะ”เลิกคิ้วด้วยความสงสัย

                “นี่ไง เติมน้ำมันมาสามวันแล้วทำไมมันยังเต็มถังอยู่ล่ะ..พี่ว่าภูโดนเล่นเข้าแล้วล่ะ สงสัยมีใครมือดีงัดเบาะเอาน้ำมาเติมใส่”

                “บ้าไปแล้ว!! ผมไม่เคยไปทำอะไรให้ใครเลยนะพี่”ภูผาชะโงกหน้าส่องดูน้ำมันในถัง เป็นอย่างที่ต้นสนว่าจริงๆ ในถังไม่น่าจะเหลือน้ำมันเยอะจนเกือบเต็มแบบนี้

                “วันนี้คงต้องจอดทิ้งเอาไว้ที่นี่ ไว้เดี่ยวพรุ่งนี้พี่จะให้รุ่นน้องที่เปิดร้านซ่อมรถมายกไปซ่อมให้ก็แล้วกัน”

                “ไม่เป็นไรพี่ เดี๋ยวพรุ่งนี้เลิกเรียนแล้วผมจูงไปที่ร้านเองก็ได้ รบกวนพี่เปล่าๆ”ภูผารีบยกมือปฏิเสธด้วยความเกรงใจ ก่อนจะหันมองถังน้ำมันรถอีกครั้ง

                ใครเป็นคนทำ?

                “เอาน่าอย่าไปคิดมาก ถ้าไม่ได้ไปมีเรื่องกับใครก็คงจะเป็นฝีมือของเด็กมือบอนแถวนี้นั่นล่ะ พวกเรากลับบ้านกันดีกว่า เรื่องรถเดี๋ยวพรุ่งนี้พี่จะจัดการให้เอง”ต้นสนเอื้อมมือมาดึงคอเด็กหนุ่มโน้มเข้าไปกอด ใช้มือขยี้ผมทรงสกินเฮดอย่างเบามือด้วยความเอ็นดูคล้ายจะปลอบไปในตัว

                “เอางั้นก็ได้”

                ความใจดีที่ได้รับจากต้นสนทำให้ภูผาเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตอบตกลง เพราะรู้ดีว่ายังไงคนใจดีอย่างต้นสนไม่รับฟังคำค้านแน่ เด็กหนุ่มจูงรถกลับไปจอดที่โรงจอดรถเหมือนเดิม ยอมกลับบ้านกับต้นสนแต่โดยดี

                อบอุ่น…

                ---------------------------------------------------

                ใช้เวลาหลายวันกว่ารถจะซ่อมเสร็จ แต่ด้วยราคาค่าซ่อมก็ทำให้ภูผาต้องมานั่งหนักใจ

                “เป็นอะไร…ทำไมทำหน้าอย่างนั้น”ต้นสนถาม เดินมาทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกันพร้อมกับกระป๋องเบียร์ที่หยิบติดมือมาจากตู้เย็น

                “ไม่มีอะไร ผมแค่คิดอะไรนิดหน่อย”

                “แล้วอะไรนิดหน่อยที่ว่ามันคืออะไรล่ะ?”ต้นสนไม่ยอมแพ้ ถามต่อ

                “ก็เรื่องรถเสียนั่นแหละพี่ ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆคิดเท่าไรก็คิดไม่ออกสักทีว่าใครเป็นคนทำ”

                ตอนนี้เงินเก็บที่คิดว่าจะเอาไว้ใช้แล้วเก็บส่วนหนึ่งเอาไว้จ่ายค่าเทอมหมดไปกับค่าซ่อมรถ

                “ก็คงพวกเด็กมือบอนแถวนั้นนั่นล่ะ ว่าแต่รถซ่อมเสร็จแล้วไม่ใช่รึไง ทำไมภูถึงยังมานั่งทำหน้าเครียดอีก”หันมาถามพลางเปิดกระป๋องเบียร์เสียงดังป๊อกแล้วกระดกไปอึกใหญ่ราวกับคนกระหายน้ำ

                “เปล่าหรอก ผมก็แค่…”อ้ำอึ้ง ไม่กล้าบอกความจริงเรื่องเงินเก็บ

                ตอนนี้ภูผาเหลือเงินเก็บเล็กน้อยแค่พอค่าข้าวกลางวันที่โรงเรียนเท่านั้น ในส่วนของค่าเทอมที่จะต้องจ่ายในเทอมที่มาถึงยังไม่รู้เลยว่าจะเอามาจากไหน ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด อดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้ แต่จะมัวนั่งเครียดอย่างเดียวก็คงจะไม่ได้ ยังมีงานบ้านที่รอให้จัดการ คิดได้ก็ลุกจากโซฟาเตรียมจะไปหยิบไม้กวาด

                “จะไปไหน มานี่เลย จู่ๆจะมาทำให้พี่อยากแล้วจากไปไม่ได้นะรู้ไหม…ไหนบอกพี่มาซิว่าภูเตรียดเรื่องอะไร ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดแบบนี้ไม่ค่อยน่าดูเลย”

                ไม่ปล่อยให้เด็กหนุ่มได้หนี ต้นสนเอื้อมแขนคว้าคอเด็กหนุ่มแล้วโน้มเข้าหา ส่งผลให้ร่างสูงโปร่งในชุดนักเรียนเสียหลักล้มลงพาดตัก ก่อนจะใช้มือใหญ่กดแผ่นหลังเอาไว้ไม่ยอมให้ลุก

                “เฮ้ย!! พี่อย่าเล่นอย่างนี้สิ ผมตัวหนักนะ”ภูผาพยายามยันตัวลุกจากตัก แต่ต้นสนก็ยิ่งออกแรงกดแผ่นหลังเอาไว้

                “หนักตรงไหน? ไม่เห็นหนักสักนิด แล้วนี่จะบอกพี่ได้รึยังว่าภูกำลังเครียดเรื่องอะไร ถ้าภูไม่บอกพี่ไม่ปล่อยหรอกนะ นอนพาดมันอยู่อย่างนี้นี่ล่ะ”

                “ไม่มี…”ยังคงปฏิเสธ

                ผ่อนแรงดิ้นทิ้งตัวนอนพาดตักต้นสนเหมือนคนหมดแรงเมื่อคิดได้ว่าต้นสนคงไม่ปล่อยง่ายๆ ดิ้นไปก็คงจะเสียแรงเปล่า ริมฝีปากได้รูปเม้มแน่น เงยหน้าขึ้นจ้องมองใบหน้าของเจ้าของตักเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นเบียร์จางๆลอยมาแตะจมูก มองดูต้นสนจิบเบียร์อย่างสบายใจทั้งที่มือข้างหนึ่งยังกดอยู่บนแผ่นหลังคนอื่น

                “จะบอกไม่บอก”ต้นสนก้มลงมาถามย้ำ ริมฝีปากยกยิ้มเหนือกว่า

                “ก็เรื่องเดิมๆนั่นแหละ”สุดท้ายก็ยอมแพ้ ยอมเปิดปากจนได้

                “เรื่องเดิมน่ะเรื่องอะไร ถ้าไม่บอกแล้วพี่จะรู้ไหม เรื่องเงิน? เรื่องที่โรงเรียน?”

                “ก็ทั้งสองอย่าง…ผมเอาเงินที่เก็บไว้จ่ายค่าเทอมๆหน้าไปจ่ายค่าซ่อมรถหมดแล้ว ไม่รู้ว่าจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าเทอมทัน จะหางานทำเพิ่มก็เกรงใจพี่”

                “อืมมมมม…นั่นสิ ก็ภูเป็นพ่อบ้านของพี่ ถ้าพี่จะปล่อยให้ภูไปทำงานที่อื่นพี่ก็คงขาดทุนแย่”ต้นสนพยักหน้าทำท่าคิด ยอมปล่อยเด็กหนุ่มเป็นอิสระ ท่าทางของต้นสนยิ่งทำให้ภูผาคิดหนัก กลัวว่าต้นสนจะไม่พอใจ

                ยิ่งพยายามใช้ความคิดก็ยิ่งนึกแค้นคนที่ทำ แล้วบางสิ่งบางอย่างก็วูบเข้ามาในความคิด ภูผามั่นใจว่าไม่เคยสร้างความแค้นอะไรให้กับใคร คนเดียวที่พอจะนึกได้ก็คือ…

                น่านนที!!

                เพราะวันนั้นน่านนทีก็อยู่ที่โรงเรียน บางทีอาจจะเป็นแผนที่อีกฝ่ายต้องการต้อนเขาให้จนมุมและยอมพ่ายแพ้และจบด้วยการที่ต้องยอมกลับบ้านในที่สุด เป็นน่านนทีไม่ผิดแน่!! คิดได้ดังนั้นก็กัดฟันด้วยความเจ็บใจ

                “ผมขอลองบ้างได้ไหม…”เอ่ยถามเมื่อเหลือบไปเห็นเบียร์อีกกระป๋องที่ต้นสนหยิบติดมือมา

                บางทีของพวกนี้อาจจะช่วยคลายความกลุ้มใจที่เกิดขึ้นได้บ้าง แค่เล็กน้อยก็ยังดี

                                “ไอ้นี่เนี่ยนะ? หึหึ ฝันไปเถอะ”หัวเราะในลำคอคล้ายจะเยาะก่อนจะบอกปฏิเสธในทันที ไม่เพียงแค่นั้น…

                โป๊ก!!

                “โอ้ย!! มันเจ็บนะพี่”ร้องโอ้ยเสียงดังเมื่อถูกกระป๋องเบียร์เคาะหัวเป็นการทำโทษที่ริอาจอยากลอง

                “เจ็บสิดี เป็นเด็กเป็นเล็กมาริอาจอยากลองไม่เข้าเรื่อง ถ้าอยากหายเครียดนักล่ะก็ต้องกินของหวาน ไม่รู้รึไงว่าของหวานช่วยให้อารมณ์ดี…รอพี่ตรงนี้แปบนะ อย่าลุกหนีไปไหนล่ะ”นิ้วชี้ๆกำกับอออกคำสั่งให้นั่งรอที่โซฟา

                ก่อนที่ต้นสนจะลุกจากโซฟาหายเข้าไปทางเคาน์เตอร์ครัวที่กั้นระหว่างพื้นที่ครัวเปิดโล่งกับห้องนั่งเล่น ได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากตู้เย็นสักพัก ไม่นานต้นสนก็กลับมาพร้อมกับแก้วน้ำ ในแก้วมีน้ำแดงใส่น้ำแข็งอยู่เต็มแก้วยื่นมาให้

                “น้ำแดง?”ภูผาเอียงคอถามพลางรับมาอย่างงงๆ

                                “นี่มันไม่ใช่น้ำแดงธรรมดานะจะบอกให้”ต้นสนยิ้มยืดอกคุยโว

                “อย่ามาหลอกผมให้ยาก นี่มันน้ำแดงธรรมดาชัดๆ”

                “ไม่เชื่อพี่?…งั้นภูก็ลองกินดู แล้วว่ารู้ว่าน้ำแดงแก้วนี้มันไม่ธรรมดา พี่รับรองภูหายเครียดชัวร์ กินอะไรหวานๆจะได้อารมณ์ดี”บอกเสียงนุ่มหูอ่อนจะเอื้อมมือมาลูบหัวเบาๆอย่างใจดี

                “งั้น…ถ้าผมไม่หายเครียดพี่ต้องยอมให้ผมลองกินเบียร์นะ”

                “ไม่นักรู้ว่าแถวนี้มีคนหัวหมอ หืม? แต่จะเอางั้นก็ได้นะ”ต้นสนไหวไหล่มองดูภูผายกแก้วน้ำแดงกระดกลงคอจนหมด

                “ก็เฉยๆ ไม่เห็นมีอะไร พี่โคตรโกหกอ่ะ”เมื่อกินน้ำแดงจนหมดแก้วแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างที่ต้นสนว่า ภูผาจึงหันมาจ้องกระป๋องเบียร์ในมือต้นสนตาเป็นมัน

                “ของอย่างนี้มันต้องรอเวลาสิเด็กน้อย”เอื้อมมือมาขยี้หัวเด็กหนุ่มเบาๆก่อนจะหันไปสนใจรายการทีวีตรงหน้า

                ภูผาหยุดคิดเล็กน้อยก่อนจะหันไปสนใจรายการทีวีบ้าง เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าแทบทุกนาทีจะมีสายตาคู่หนึ่งคอยลอบสังเกตการณ์ปฏิกิริยาของตนเองอยู่ ในบางครั้งก็หลุดยิ้มกับมุกตลกของรายการทีวี บางครั้งก็หลุดหัวเราะออกมาเสียงดังทั้งที่เป็นมุกแป๊ก ราวกับว่ามีมือที่มองไม่เห็นเอื้อมมากดเปิดสวิตซ์อารมณ์ที่ซ่อนเอาไว้ไม่รู้ตัว

                “อารมณ์ดีแล้วใช่ไหม?”จู่ๆคนข้างๆก็เอ่ยถามขึ้นมา

                “โคตรดีเลย ปกติผมไม่เคยหัวเราะกับมุกถาดตีหัวเลยนะเนี่ย ไม่รู้ทำไมวันนี้มันโคตรตลก”พูดไปหัวเราะไป

                “พี่บอกแล้วไงว่าของหวานทำให้อารมณ์ดี”

                “อื้ม”เด็กหนุ่มพยักหน้า

                ยิ้มแก้มปริทอดสายตามองต้นสนพร้อมหัวใจที่กำลังเต้นรัวราวกับเลือดในสูบฉีดให้ไหลมารวมที่หัวใจเพียงจุดเดียว

                “คราวหลังถ้าภูมีอะไรกลุ้มใจภูต้องมาบอกพี่นะรู้ไหม”

                “แต่ผมเกรงใจพี่นี่ แค่พี่ช่วยให้ผมมาอยู่กินกับพี่มันก็มากพอแล้ว ฮ่าๆ”ส่ายหน้าหัวเราะอย่างอารมณ์ดีราวกับคนสติหลุด

                สมองโปร่งโล่งราวกับก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรให้ต้องคิดหนัก ทุกอย่างมันพลิกกลับด้านราวกับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ

                หายไปจนหมดแม้กระทั่ง…น่านนที

                “เอาอย่างนี้ไหมภู…พี่มีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง ตอนนี้เขากำลังขาดเด็กส่งขนม พี่อนุญาตให้ภูไปทำงานกับเพื่อนพี่ก็ได้นะถ้าภูกำลังรีบหาเงินมาจ่ายค่าเทอม”ต้นสนเปิดประเด็นใหม่เรียกให้ภูผาหันไปมองทันทีด้วยสายตามีความหวัง

                “จริงเหรอพี่? แล้วพี่จะไม่ว่าผมใช่ไหมเรื่องงานบ้านของพี่ พี่ให้ผมไปทำได้จริงๆเหรอ”

                “ไม่เป็นไร แค่ไปส่งขนมอาทิตย์ละครั้งเอง ไว้ทำวันเสาร์อาทิตย์วันที่ภูไม่ต้องไปเรียนก็ได้”

                “แค่วันเดียวเอง? แล้วผมต้องทำอะไรบ้างอ่ะ”เด็กหนุ่มขยับตัวถามอย่างอยากรู้ ตาคู่คมเปล่งประกายวาววับอย่างดีใจ

                “ก็แค่เอาขนมที่ร้านไปส่งให้ลูกค้าแค่นั้นเอง ไม่มีอะไรมาก”ชายหนุ่มส่ายหน้าตอบ

                “แล้ว…ค่าจ้าง?”ภูผาหรี่ตาถาม คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากัน อาจจะเป็นเพราะเครียดหรืออะไรกันแน่ที่ทำให้มองเห็นต้นสนเป็นภาพซ้อนราวกับมีต้นสนถึงสองคน

                “ก็ประมาณครึ่งหนึ่งที่ภูได้จากพี่แต่ละเดือน”

                “เอาจริงอ่ะ? ทำไมค่าจ้างส่งขนมมันถึงได้เยอะขนาดนั้นล่ะพี่ แค่ส่งขนมอาทิตย์ละครั้งเอง”      

                “ก็มันไม่ใช่งานประจำหาคนทำยาก ค่าจ้างก็เลยแพงไง แล้วตกลงภูจะทำไหม พี่จะได้รีบบอกเพื่อน ถามมากจริงๆเลยเด็กคนนี้”

                “ก็ต้องเอาสิพี่ ไม่เอาก็บ้าแล้ว”ฉีกยิ้มอย่างดีใจพลางโยกหัวหลบมือที่ขยี้หัวไปมา แต่มือนั้นก็ยังถามมาขยี้หัวอย่างหมั่นไส้อยู่ดี

                “งั้นเอาเป็นว่าพี่จะบอกเพื่อนพี่ว่าภูอยากทำงานนี้ เอาเป็นว่าเริ่มอาทิตย์นี้เลยก็แล้วกัน”

                “อื้ม…ให้ทำวันนี้เลยก็ยังได้”รีบพยักหน้าตอบ

                “ทำเป็นห้าวไป”ต้นสนแขวะอย่างเอ็นดู จ้องมองท่าทางดีใจของเด็กหนุ่มก็ยิ้มตามอย่างอารมณ์ดี

                สำหรับภูผาแล้วภูเขาอันหนักอึ้งที่ต้องแบกรับเอาไว้ด้วยความไม่เต็มใจหายวับไปกับตา ก้อนเนื้อในอกยังคงเต้นแรงแต่ก็อุ่นวาบอย่างบอกไม่ถูก อาจจะเป็นเพราะความอบอุ่นของฝ่ามือที่กำลังลูบหัวอยู่ก็เป็นได้ ที่ทำให้ความรู้สึกบางอย่างมันแปลกไปยามที่มองชายหนุ่มตรงหน้า

                “เอาน้ำแดงอีกไหม?”

                “ได้เหรอพี่? แต่ผมว่าเดี๋ยวผมไปเอาเองดีกว่า”

                “ไม่เป็นไร ภูนั่งรออยู่ตรงนี้นั่นล่ะ พี่ว่าจะไปหยิบเบียร์เพิ่มด้วย เดี๋ยวพี่เอามาให้”

                “ของคุณครับ”เด็กหนุ่มฉีกยิ้มกว้างพยักหน้ารับความใจดีจากอีกฝ่าย

                มองถามแผ่นหลังกว้างเดินหายลับเข้าไปในครัว แผ่นหลังที่กลายเป็นภาพเบลอซ้อนทับกัน และค่อยๆเลือนลางจนกลายเป็นความมืด

                “ภู”เสียงทุ้มหูเรียกอยู่ใกล้ๆ

                “อืม”แต่ทว่าเปลือกตาก็หนักอึ้งเกินกว่าจะยกขึ้นตามองและตอบรับคำเรียกขาน

                “ภู…นอนตรงนี้ไม่ได้นะ”

                “อืม…ผมง่วง”ตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบห้าวและเบาโหวง ซุกตัวกับพนักพิงโซฟา สติหายวับไปกับห้วงนิทราในที่สุด

                “เฮ้อออ…หลับจนได้สินะ”เสียงทุ้มหูพึมพำ

                ก่อนที่เจ้าของเสียงจะดึงร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มในชุดมัธยมให้ลุกขึ้นนั่งราวคอตกราวกับตุ๊กตา ก้มลงช้อนเอวสอบแล้วออกแรงอุ้มขึ้นพาดบ่าพาเดินไปที่ห้องนอนของเด็กหนุ่มที่อยู่ชั้นล่าง ค่อยๆวางร่างของเด็กหนุ่มอย่างเบามือเพราะไม่อยากให้ตื่น มือใหญ่จับชายเสื้อนักเรียนตัวบางที่เลิกขึ้นไปจนเห็นท้องน้อยจัดให้เข้าที่ และจัดท่าทางนอนให้ ริมฝีปากหยักคลี่ยิ้มอย่างพึงใจเมื่อเห็นเจ้าตัวขยับตัวพลิกแล้วควานหาหมอนข้างมาซุกกอด เมื่อเห็นว่าไม่ไหวติงแล้วจึงเอื้อมมือไปลูบหัวทุยเบาๆ โน้มหน้าเข้าไปใกล้ ประทับริมฝีปากจูบลงบนหน้าผากของเด็กหนุ่มแผ่วเบา

                “น่ารักแบบนี้ให้ตลอดนะ”เสียงทุ้มกระซิบ

                ผละตัวออกมาอย่างเงียบเชียบพร้อมกับรอยยิ้ม ไม่ลืมปิดไฟเพราะกลัวว่าจะแยงตาเด็กหนุ่มก่อนจะออกไป


                -------------------------------------------------------------------------------------

ฝากเพจใหม่ไว้ติดตามการอัพเดทด้วยค่าาา เด็กหญิงเย็นชา Story V.2

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}