โซซอล
facebook-icon

อันยอง

02-8 การกระทำที่ไม่ดี

ชื่อตอน : 02-8 การกระทำที่ไม่ดี

คำค้น : กลลวงกลายรัก นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 773

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 เม.ย. 2562 16:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
02-8 การกระทำที่ไม่ดี
แบบอักษร

​ยองจีไม่จำเป็นจะต้องออกมาข้างนอกเลย แค่ไม่ต้องไปใส่ใจกับข้อความที่ไร้ความเป็นมิตรและไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองก็จบแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นยองจีก็ตัดสินใจออกมา เพราะการออกมาข้างนอกเพื่อพบกับใครบางคนด้วยเรื่องส่วนตัวแบบนี้ มันก็เหมือนจะเป็นเรื่องที่แทบไม่เกิดขึ้นในชีวิตของเขา

ไม่ใช่ว่าไม่สามารถออกไปข้างนอกได้เลย เขาสามารถออกไปเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ต้องการ สามารถช็อปปิ้งหรือทานข้าวอะไรก็ได้ แต่ต้องมีการ์ดรูปร่างใหญ่โตสามคนคอยดูแลอยู่ด้วยเท่านั้น

แต่นี่แค่คนเดียว ยองจีค่อยๆ คุ้นเคยกับการทำอะไรคนเดียวมากขึ้น ถึงจะมีผู้ติดตามหลายคนตามติดเหมือนเงาอยู่ข้างหลังก็เถอะ


สถานที่นัดหมายคือร้านอาหารฝรั่งเศสที่ยองจีเองก็รู้จักชื่อ ถึงอีกฝ่ายจะไม่ได้แนบแผนที่มาให้ก็เป็นสถานที่ที่เขาสามารถไปเองได้ แม้จะเป็นเวลาอาหารเที่ยงแต่ภัตตาคารกลับเงียบสงบกว่าปกติ โต๊ะริมหน้าต่างที่ปกติจะเต็มอยู่เสมอตอนนี้กลับว่าง และชายหนุ่มก็นั่งอยู่ตรงนั้น

เส้มผมสีสว่างสะท้อนกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาจนสะดุดตามาก ยองจีเอาแต่ชำเลืองมองไปที่ผมหน้าม้ายาวเกินคิ้วซึ่งถูกตัดอย่างประณีตอยู่บ่อยๆ ชายหนุ่มผู้มีสีผมต่างกับเขา ในคฤหาสน์ไม่มีใครย้อมผมสีทอง พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นอัลฟ่า ดังนั้นจึงไม่มีใครอยากซุกซ่อนหลักฐานของการมีลักษณะทางพันธุกรรมชั้นสูงอยู่แล้ว ยิ่งกว่านั้นคือคังยองโฮก็ไม่อนุญาต


“ทำไมชอบสั่งให้คนอื่นไปๆ มาๆ”


ยองจีโต้ตอบอย่างเป็นธรรมชาติกับมือของอีกฝ่ายที่ขยับเก้าอี้ออกให้แล้วนั่งลง วันนี้คำพูดแรกของเขาก็แข็งกระด้างเหมือนเดิม ฮันจูมองเขาพลางยิ้มบางๆ ก่อนจะยื่นเมนูให้แทนคำตอบ เป็นขั้นตอนปกติแต่สำหรับยองจี เขาไม่คุ้นเคยเลยกับการนั่งร่วมโต๊ะกับคนอื่นในร้านอาหารตอนเที่ยงวัน


“นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการปรึกษาด้วยเหรอ”

“ไม่ครับ แค่นัดมาเท่านั้น”


เป็นปกติมาก ฮันจูแย้มยิ้ม ส่วนคิ้วของยองจีขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ บอกว่าไม่ใช่การรักษางั้นเหรอ


“เหมือนว่าผมกับด็อกเตอร์ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่จะมานั่งกินข้าวด้วยกันข้างนอกนะ”

“ถ้างั้นเรียกว่าเดทดีไหมครับ”

“ว่าไงนะ...”


ยองจีมึนงงไปชั่วขณะกับคำพูดของอีกฝ่ายที่ตอบกลับมาอย่างไร้ยางอาย เดทเหรอ ถ้าดูความหมายในพจนานุกรมตามที่ตัวเองรู้ มันเป็นคำที่ไม่สามารถใช้ได้กับความสัมพันธ์ระหว่างเขาสองคนเลย ยองจีขมวดคิ้วแล้วเบ้ปาก แก้มทั้งสองร้อนวูบวาบต่างกับสีหน้าที่ตั้งใจทำให้บูดบึ้ง แต่จริงๆ แล้วเขาวุ่นวายใจไม่น้อยเลย

เพราะอย่างนั้นจึงตะคอกไม่ออก ยองจีเหลือบมองการ์ดที่ยืนเหมือนหินอยู่ด้านหลังฮันจูด้วยสีหน้าเหลือทน ใบหน้าของการ์ดที่ครั้งก่อนก็เป็นคนเฝ้าดูอยู่เริ่มคุ้นเคยมากขึ้น คงเป็นแบบนั้นเพราะยังไงอีกฝ่ายก็เป็นพยานบุคคลเพียงคนเดียวที่เห็นสถานการณ์น่าอับอายทั้งหมดนั่น

ทันทีที่เห็นใบหน้าของคนตรงหน้า ยองจีก็ค่อยๆ กัดปากพลางเปิดสมุดเมนูแล้วกวาดสายตาดูอย่างร้อนรน เรื่องนั้นถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากนึกถึง


“สั่งอะไรก็ได้”


ทว่าทำอย่างนั้นได้ไม่นาน ยองจีก็โยนเมนูไปบนโต๊ะเบาๆ


“อะไรก็ได้ไม่มีในเมนูครับ”

“หมายถึงจะกินอะไรก็ได้ จะสั่งแบบคุณก็ได้”

“ที่ว่ากินน้อยนั่นก็เป็นความจริงสินะครับ”


ยองจีไม่มีความสนใจในอาหารตามที่ฮันจูพูด นับเป็นเรื่องหายากในบรรดาอัลฟ่าทั้งหมด เพราะอัลฟ่าส่วนใหญ่มีความอยากอาหารค่อนข้างมาก ไม่ใช่แค่เพียงความอยากอาหารแต่รวมถึงความอยากนอนและความต้องการทางเพศเช่นกัน พวกเขามีร่างกายและความสามารถที่เหมาะสมกับการขยายพันธุ์ที่สุดติดตัวมาตั้งแต่เกิด ดังนั้นจึงมีการย่อยอาหารและดูดซึมค่อนข้างรวดเร็ว อัลฟ่าที่มีรูปร่างกำยำตั้งแต่เกิดมีเยอะมาก ยองจีก็เป็นเช่นนั้น ฮันจูเองก็เช่นเดียวกัน

แค่เพียงถูกซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อเท่านั้น ฮันจูลอบยิ้ม


“ทำการบ้านมาหรือเปล่าครับ”


เมื่อฮันจูสั่งอาหารอย่างคร่าวๆ เสร็จก็โพล่งถามถึงการบ้าน เป็นจังหวะที่ไม่ทันได้คาดคิด ยองจีจึงตื่นตระหนกอย่างใจหายใจคว่ำแล้วจ้องหน้าเขา จากการเจอกันเพียงไม่กี่ครั้งก็รู้ได้เลยว่ายองจีปกปิดความใจใจกับฮันจูไม่ได้เลย แม้แต่เรื่องนี้เขาก็คิดว่ายองจีเหมือนเด็กน้อย จากนั้นฮันจูก็ดื่มน้ำหนึ่งอึกให้คอชุ่ม


“ผมทำอะไรแบบนั้นไม่ได้อยู่แล้วนี่”

“น่าจะลองทำสักหน่อยนะครับ”


เขาพูดอย่างมั่นใจราวกับเห็นทุกอย่างด้วยตัวเองโดยตรง เป็นท่าทางที่ทำให้ยองจีพูดไม่ออกแต่เพราะไม่ใช่คำพูดที่ผิด ยองจีจึงทำอะไรไม่ถูกราวกับรอคำพูดนั้นอยู่


“แค่เห็นสีหน้าแบบนั้นก็พอรู้แล้วล่ะครับ”


ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ก็ไม่ได้ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้หรือข้ามเรื่องนี้ไป


“จนกว่าจะทำการบ้านมานะครับ”


อีกฝ่ายพูดเหมือนเป็นอาจารย์มากกว่าแพทย์ คิ้วของยองจีขมวดกับความขัดแย้งอันน่าประหลาด ฮันจูไม่ได้ข่มขู่แต่เขาก็ยังไม่คุ้นชินกับลักษณะการพูดที่เหมือนกับคำสั่ง ท่าทางของอาจารย์สอนพิเศษที่เคยเจอตอนสิบขวบก็ไม่ใช่แบบนี้ คนพวกนั้นมักจะคอยสังเกตความรู้สึกของยองจีก่อนเสมอ คนอื่นๆ ก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน

หลังจากอาหารเรียกน้ำย่อยและซุปตามคอร์สที่สั่งไปมาเสิร์ฟ เทียบกับยองจีที่กินบ้างไม่กิบ้างเพราะยังไม่หิว ฮันจูนำอาหารทั้งหมดเข้าปากทีละอย่างแล้วเคี้ยวราวกับประเมินรสชาติ ส่วนยองจีเพียงมองดูอย่างนิ่งๆ

มองดูการขยับมืออย่างเรียบง่ายในขอบเขตพื้นที่ของตัวเอง หรือนิ้วมือเรียวขาวที่มองเห็นข้อนิ้วได้อย่างชัดเจนเมื่อกำลังจับส้อมและมีดอยู่

จู่ๆ ยองจีก็หน้าร้อนขึ้นมาเพราะนึกถึงตอนที่มือคู่นั้นทำอะไรบางอย่างกับเขา


“ผมได้ยินมาว่าเดี๋ยวจะยุ่งมากขึ้น เห็นคนอื่นพูดกันว่าเพราะปัญหาการรับช่วงต่อของบริษัท... ไม่มีปัญหาอื่นเป็นพิเศษใช่ไหมครับ”

“รู้ทุกอย่างเลยนะ ข้างนอกจะพูดอะไรกันก็ไม่เกี่ยวกับผมหรอก ยังไงซะคุณปู่ก็คงจะรู้ทุกเรื่องอยู่แล้ว”


นี่จะชวนคุยแม้แต่เรื่องการเมืองหรือการอภิปรายเกี่ยวกับปัญหาของวงการธุกิจที่ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขาเลยหรือเปล่านะ ยองจีตอบอย่างไม่แยแสกับหัวข้อเรื่องที่คาดไม่ถึง


“ท่านประธานดูจะใส่ใจกับเรื่องการนัดดูตัวที่จะมีขึ้นหนึ่งเดือนหลังจากนี้มากนี่ครับ แต่ยังไงการกระชับความสัมพันธ์กับฮันซองกรุ๊ปให้แน่นแฟ้นก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างดี ได้ยินมาว่าเพราะอย่างนั้น สิ่งที่ท่านประธานคังให้ความสนใจในช่วงนี้เลยไม่ได้มีแค่อย่างสองอย่างสินะครับ”


การนัดดูตัว ยองจีมีปฏิกิริยาตอบสนองกับคำนั้น เขาหยุดหั่นสเต็กที่ถูกนำมาเสิร์ฟเป็นอาหารจานหลักแล้วจ้องมองฮันจู สเต็กที่คงจะไม่กินต่อถูกหั่นเป็นชิ้นๆ กระจัดกระจายไปทั่วทั้งจานดูน่าเกลียดราวกับโดนสับอย่างรุนแรง


“คุณดูสนใจเกี่ยวกับเรื่องภายในครอบครัวผมจังนะ”


ทว่าจานของฮันจูกลับดูสะอาดเมื่อเทียบกับเขา ฮันจูหั่นเนื้อขนาดใหญ่เท่าที่จะกินแล้วเอาเข้าปาก ซึ่งในจานยังคงเหลือสเต็กที่น่าอร่อยอยู่

ฮันจูยิ้มเล็กน้อย ‘จะไม่ให้สนใจได้ไง’


“ก็เพราะการดูตัว ผมถึงได้มาพบคุณชายยังไงล่ะครับ กำหนดการล่วงหน้าก็ถูกกำหนดไว้ตอนนั้นด้วย... แต่ถึงจะไม่ใช่ ผมก็มีคนรู้จักอยู่บ้างที่เกาหลีสองสามคน ประเทศนี้เองก็มีโอเมก้าและอัลฟ่าที่ต้องการยาหรือความช่วยเหลือมากมาย”


เขาไม่ได้โกหก แม้จะไม่ใช่ประเทศนี้แต่เส้นสายของฮันจูก็กว้างและซับซ้อนมาก ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ เขาก็ทำการค้าขายกับผู้คนระดับสูงในแต่ละประเทศมาแล้ว เพียงแค่ไม่ได้เปิดเผยใบหน้าหรือปรากฏตัวโดยตรงเท่านั้น

แม้จะเรียกได้ว่าเป็นคนที่มีอะไรมากมาย แต่ก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่แบบมนุษย์ผู้มีอิสระ เริ่มตั้งแต่การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของตัวเอง

เขาเรียนรู้จากสิ่งนั้นว่าอำนาจได้มาด้วยโครงสร้างที่ง่ายกว่าที่คิด อำนาจส่วนมากเกิดขึ้นโดยผ่านอุปสงค์และอุปทาน การก้มหัวให้กับผู้ที่กุมสิ่งที่เราต้องการไว้ในมือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

ความจริงฮันจูรับรู้ถึงโครงสร้างนั้นมาตั้งนานแล้ว เขาจึงรู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรและต้องใช้ชีวิตยังไง

เป็นเหตุผลที่เมื่อสิบห้าปีก่อนหน้านี้ สิ่งที่เด็กชายที่แม้แต่งานศพของพ่อก็จัดให้ไม่ได้ นำเงินห้าดอลลาร์สุดท้ายที่เหลืออยู่ในมือไปซื้อ ไม่ใช่ขนมปัง แต่เป็นบัตรโทรศัพท์ระหว่างประเทศ


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}