หลินหลิน / ศศิภา

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ ๓ โลกกลม

ชื่อตอน : บทที่ ๓ โลกกลม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 323

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 พ.ย. 2561 14:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ ๓ โลกกลม
แบบอักษร

บทที่ ๓ โลกกลม

เมทวิน...เป็นเขาจริงๆ

                หล่อนได้พบกับเขาอีก...เป็นความบังเอิญ หรือสวรรค์จงใจกลั่นแกล้งหล่อน

                เก้าปีที่ผ่านมา หล่อนไม่เคยได้พบเขาอีกเลย เคยมีบางครั้งที่คิดถึง อยากพบเจอแต่ก็ไม่ได้พบ หากครั้งนี้หล่อนตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะไม่พบเขาอีก

                ...พบไปทำไม พบเพื่ออะไรในเมื่อความชิงชังและอคติที่เขามีต่อหล่อนไม่เคยเจือจางลงเลยแม้แต่เศษเสี้ยว ดังนั้นไม่เจอกันอีกเลยคงเป็นทางที่ดีที่สุดสำหรับหล่อน

                เขาเองก็เคยพูด ‘อย่ามาเจอกันอีกเลย’

                เขาคงหวังเช่นนั้น และหล่อนเองก็จะหวังเช่นนั้นเหมือนกัน เมื่อไม่เจอ ก็ขอให้ไม่เจอตลอดชีวิต

แต่แล้ว...สายฝนหายใจสะท้อนเมื่อมองสบตาคนตรงหน้า

แววตาชิงชัง โกรธแค้น เต็มไปด้วยคำตำหนิด่าทอ...เขาจะกล่าวหาว่าหล่อนเป็นคนผิดอีกแล้ว...งั้นซิ?

“ฝน”

ชื่อของหล่อน ยามออกมาจาปากของเขา ทำให้ใจของหล่อนแกว่งไกว หล่อนต้องกัดริมฝีปากดึงเอาความเข้มแข็งข่มความอ่อนแอไว้

“คุณ...”

พูดได้แค่นั้น คนที่เขาประคองอยู่...ผู้หญิงบ้าคนนั้นที่บุริมเรียกว่ามลก็โผเข้ากอดแล้วร้องห่มร้องไห้บนอกเขา

“พี่หมอก! ฮือออ...ช่วยมลด้วย!”

สายฝนเลิกคิ้ว มองคนทั้งสองอย่างงุนงง อะไรกัน...รู้จักกันงั้นหรือ

อากัปกิริยาที่เมทวินกอดตอบและลูบหลังไหล่อย่างปลอบประโลมนั้นแสดงถึงความรักอย่างชัดแจ้ง...ผู้หญิงคนนี้เป็นใครกัน!

“นังนี่แหละค่ะ นังนี่แหละที่แย่งแฟนมลไป!”

แย่งแฟน! คนที่ถูกกล่าวหาเบิกตาโต พ่นลมหายใจแรง พลางสั่นศีรษะปฏิเสธ ทว่า...ยังไม่ได้ทันเอื้อนเอ่ยคำใดออกไป สายตาดูถูกดูแคลนของเมทวินทำให้หล่อนกลืนถ้อยคำนั้นลงไปทันควัน

“หญิงร้าย ชายเลว!”

ไม่ทันได้ค้นหาความจริง เมทวินก็เชื่อเต็มหัวใจว่าหล่อนเป็นฝ่ายผิด!

“อย่าไปสนใจเลยมล ปล่อยให้พวกเขาสองคนเสวยสุขอยู่ด้วยกันนั่นแหละ เหมาะสมกันดี!”

สายฝนเหยียดยิ้ม แววตากร้าวแข็ง หล่อนเดินนวยนาดไปหาบุริม โอบแขนเขาไว้อย่างสนิทสนม

“ค่ะ!” หล่อนยิ้มบางๆ ในหน้า หากสายตาที่จ้องมองกลับวาวจ้าโกรธแค้น หากก็ยังแฝงเร้นด้วยความเศร้าเร้นลึก

“เราจะเสวยสุขด้วยกันให้มาก...มากๆ เลยละ ขอบคุณสำหรับคำอวยพรนะคะ”

ยามแสงไฟในผับสาดกระทบใบหน้าของเมทวิน หล่อนจึงเห็นโทสะเด่นชัดบนใบหน้านั้น เขาขบกรามจนเป็นสันนูน หน้าและลำคอแดงก่ำเพราะสะกดกลั้นความโกรธเอาไว้

“ไปเถอะมล ถึงใครจะไม่รักมล พี่ก็รัก” เขาละสายตาจากหล่อน หันไปมองผู้หญิงบ้าคนนั้น วางมือบนไหล่บาง บีบเบาๆ ให้กำลังใจ “ถึงมลไม่มีผู้ชายคนนั้น มลก็ยังมีพี่ พี่เป็นพี่ของมลนะ ลืมไปแล้วหรือ”

อ้อ...พี่ชาย...สายฝนรำพัน นึกย้อนไปถึงครั้งหนึ่งที่เมทวินเคยบอกว่ามีน้องสาว เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แต่สนิทกันเหมือนพี่น้องกันจริงๆ...คงเป็นผู้หญิงคนนี้กระมัง

“ป่านนี้คุณอาคงเป็นห่วงแล้ว รีบกลับเถอะ”

“ฮืออ...ไม่เอา! มลไม่ไป! มลจะอยู่กับบีม!”

“อย่าดื้อสิมล” เขาพยายามรั้งตัวน้องสาวที่ดิ้นสุดแรง ทั้งกอดทั้งปลอบ หากอีกฝ่ายยังดื้อดึงดัน

“ไม่เอา! มลไม่กลับ ไม่กลับๆๆๆ!”

“มล!”

คราวนี้เขาตวาด เสียงดังก้อง สุ้มเสียงเคียดขึ้งและกราดเกรี้ยว “หยุด! หยุดอาละวาดเดี๋ยวนี้! ตอนนี้เธอมันน่าสมเพชแค่ไหนรู้ไหม ห๊ะ!”

เพราะประโยคนั้นคนที่กำลังบ้าคลั่งกรีดร้องจึงหยุดอย่างกะทันหัน เจ้าหล่อนจ้องหน้าผู้เป็นพี่ชายนิ่ง ตาแดงก่ำ น้ำตาหยาดหยดลงมาไม่ขาดสาย เสียงสะอื้นยังดังเป็นระยะๆ หากไม่มีทีท่าโวยวายอาละวาดแบบก่อนหน้านี้แล้ว

“กลับบ้านกัน...กลับกับพี่...จับมือพี่ไว้”

แขนข้างหนึ่งโอบเอว มืออีกข้างกุมมือน้องสาวไว้

“ไปเถอะ”

เมื่ออีกฝ่ายสงบลง เมทวินก็ค่อยผ่อนลมหายใจ เขาประคองน้องสาวไว้ในอ้อมกอด พลางตวัดสายตามามองหล่อน

แววตาชิงชัง อาฆาต...สายฝนมองสบ ไม่สะทกสะท้าน

                ไม่มีคำพูดใดๆ ระหว่างกัน เขาเดินจากไปเงียบๆ ทิ้งไว้เพียงความเจ็บปวดทิ่มแทงใจของหล่อน...ซ้ำแล้วซ้ำเล่า!


ครั้นรถญี่ปุ่นสีขาวคันนั้นแล่นผ่านประตูไม้เข้ามาด้านใน ชายสูงวัยที่ยืนรออย่างกระวนกระวายหน้าประตูก็รีบปรี่เข้าไปหา ยืนอยู่ตรงเสาโรงจอดรถ รอจนคนขับจอดรถในโรงจอดรถเรียบร้อย จึงเดินอ้อมไปฝั่งคนนั่ง เปิดประตูออก พลางชะโงกหน้าเข้าไปมอง

                “มล” สุ้มเสียงเป็นห่วงเป็นใย สองตากวาดมองสำรวจเร็วรี่เมื่อพบว่าอีกฝ่ายไม่เป็นอะไร เขาจึงถอนหายใจยาว “พ่อบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปเจอมัน มันเลวขนาดนั้นยังจะไปง้อมันอีก!”

                “มลรักเขา”

                มลฤดีตอบด้วยเสียงสั่นเครือ แววตาแดงก่ำเพราะร้องไห้มาตลอดทาง ตอนนี้น้ำตานั้นก็ยังหลั่งรินไม่หยุด “มลขาดเขาไม่ได้”

                “ขาดเขาไม่ได้? แล้วพ่อล่ะ มลไม่เคยรักเลยหรือ” น้ำเสียงที่ถามแผ่วโหยอย่างน่าสงสาร “ผู้ชายคนนั้นมีค่ามากกว่าความรักที่พ่อมีให้มลอีกหรือ”

                เสียงสั่นเครือ และอู้อี้ เพราะคนพูดเริ่มหลั่งน้ำตา

                คนที่ลงจากรถและยืนมองอยู่พักหนึ่งตัดสินใจเข้ามาประคองชายสูงวัย กระซิบบอก

                “อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลยฮะ เข้าไปข้างในก่อนดีกว่า”

                เมทวินค่อยๆ ประคองทั้งคุณกิตติ และมลฤดีเข้าไปในบ้าน สีหน้าของเขาเรียบเฉย หากแววตากลับโชนฉายทุกอารมณ์ความรู้สึก...โกรธเกรี้ยวผสานกับความหม่นเศร้า ผิดหวังระคนเคืองแค้น ยามนี้แววตาของเขาก็ไม่ต่างจากทะเลคลั่ง พร้อมที่จะกวาดทำลายทุกสิ่ง...โดยเฉพาะผู้หญิงคนนั้น!

                หล่อน...โปรดปรานการบริหารเสน่ห์ ล่อหลอกให้ผู้ชายลุ่มหลง พอได้...ก็ทิ้งอย่างไม่ไยดี เหมือนแม่!

                ความเจ็บร้าวลึกเมื่อนึกถึง ‘แม่’ ...แม่ของเขาก็เป็นพวกปลิ้นปล้อนหลอกลวง บอกรักผู้ชายคนหนึ่ง แต่กลับนอนกับผู้ชายอีกคนได้!

                ความทรงจำเก่าก่อนราวกับกองไฟที่ค่อยๆ เผาผลาญหัวใจของเขาทีละน้อยๆ เมทวินกัดฟัน สลัดมันทิ้ง บอกตัวเองให้ลืม...ลืมให้หมด รวมถึงผู้หญิงคนนั้นด้วย...สายฝน หล่อนไม่มีค่าพอให้เขา...นึกถึง

                ชายหนุ่มกล้ำกลืนความเจ็บปวด ดึงเอาความเข้มแข็งออกมา เขาจำต้องเป็นหลักให้มลฤดีพึ่งพิง ไม่เช่นนั้นหัวใจหล่อนจะแตกสลายจนหล่อนอาจไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว

                “อาบน้ำพักผ่อนนะมล เรื่องวันนี้ขอให้จบแค่นี้ อย่าไปคิด อย่าไปนึกอะไรที่มันบั่นทอนจิตใจ” เขาพูดกับหล่อนด้วยเสียงนุ่มนวล เดินไปส่งหล่อนถึงห้องนอนและเตรียมยากล่อมประสาทที่หมอให้มา วางไว้ข้างเตียง

                “กินยาด้วย”

                เมทวินเฝ้าจนมลฤดียอมกินยา จึงค่อยประคองหล่อนนอนลง คลี่คลุมผ้าห่มให้ รอจนหล่อนหลับจึงเดินกลับออกมา

                “หลับแล้วหรือ” เมื่อเขาเดินออกมา คุณกิตติซึ่งรออยู่ด้านนอกก็เอ่ยถามด้วยเสียงแหบแห้ง

                “ครับ คงหลับถึงเช้า คุณลุงเองก็ต้องหลับเหมือนกันนะครับ”

                ผู้สูงวัยกว่าพยักหน้า ยกมือลูบใบหน้าของตัวเองอย่างอ่อนล้า

                “ขอบคุณนะหมอก ถ้าไม่ได้หมอก คืนนี้อาคง...เป็นบ้า”

                เมทวินเดินเข้าไปใกล้ วางมือบนบ่าของอีกฝ่าย บีบหนักๆ ส่งกำลังใจ

“พักผ่อนนะครับ ผมคงต้องกลับแล้ว”

“นอนที่นี่สิ มีห้องว่างอีกห้อง”

“ไม่ดีกว่าครับ ผมไม่อยากรบกวน”

เขาปฏิเสธ ก่อนจะยกมือไหว้เป็นเชิงลา ไม่นานหลังจากนั้น รถญี่ปุ่นคันเล็กก็แล่นกลับสู่ถนน มุ่งหน้าสู่ชานเมือง จุดหมายปลายทางคือคอนโดมิเนียมเล็กๆ นอกตัวเมือง

เมทวินซื้อห้องนั้นไว้นานแล้ว แม้ไม่ได้อยู่ถาวร หากมันก็เป็นที่ซุกหัวนอนยามเขาเข้ามากรุงเทพ เมือก่อนอาจเว้นระยะสองสามเดือนครั้ง แต่ช่วงสองปีหลังมานี้เขาต้องมาติดต่องานกับคนโน้นคนนี้ อีกทั้งยังต้องมาหาคนรักด้วย จึงมาพักที่นี่แทบทุกอาทิตย์

จากที่เคยเป็นห้องกว้างโล่ง เริ่มมีเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ เข้ามา จนกลายเป็นบ้านหลังที่สองของเขาไปเสียแล้ว

เมทวินทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาบุหนัง เอนหลังเกยศีรษะกับขอบบนของโซฟา มือข้างหนึ่งบีบนวดขมับที่ปวดตุบๆ มืออีกข้างวางข้างลำตัว

ใบหน้าของเขาค่อนข้างซีด คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนเป็นปม กรามขบแน่นเป็นสันนูน ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแทบเป็นเส้นตรง เสื้อผ้าของเขายับย่น...สภาพไม่ต่างจากมลฤดีเท่าไรนัก

ชายหนุ่มทอดถอนใจ ละมือจากขมับวางข้างลำตัว นอนนิ่งเช่นนั้นแต่ไม่ได้หลับ

จะหลับลงได้อย่างไรในเมื่อภาพของผู้หญิงคนนั้นมักจะผุดขึ้นมาให้เขาต้องหงุดหงิดอยู่ร่ำไป

...สายฝน...

ชื่อนี้เขาจำได้แม่น แม้แต่หน้าตาของหล่อนเขาก็ไม่เคยลืม

เมทวินเหยียดยิ้ม ทั้งเยาะหยัน เคียดขึ้งและขมขื่น

...โลกมันกลม...กลมจริงๆ*!*

เป็นอีกคืนที่สายฝนไม่ได้กลับบ้าน หล่อนขับรถผ่านประตูทางเข้าคอนโดมิเนียมริมน้ำ ขึ้นไปยังลานจอดรถชั้นบน ที่ที่หล่อนมักใช้จอดเป็นประจำ

ร.ป.ภ.ที่เฝ้าอยู่ เพียงเห็นหน้ารถหล่อนก็จำได้ รีบกุลีกุจอมาบริการเพราะรู้ว่าหล่อนจ่ายทิปหนัก

“สวัสดีครับคุณฝน”

ใครๆ ก็รู้จักหล่อน...สายฝน นาฏยรัตน์ ลูกสาวคนโตของเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์อย่างคุณดิลก แต่...กับ ‘เขา’ คนนั้นเล่า เมื่อเก้าปีก่อนหล่อนเป็นเพียงลูกสาวนักธุรกิจไฟแรง แต่วันนี้พ่อของหล่อนโด่งดังในแวดวงสังคม เขาเคยได้ข่าวคราวของหล่อนบ้างหรือเปล่าหนอ...

ว่าจะไม่คิด แต่ยามเผลอไผล ความคิดของหล่อนก็วนเวียนอยู่แต่กับเขาจนได้

สายฝนคิดอย่างแค้นเคืองแกมหงุดหงิด หล่อนสลัดศีรษะอย่างแรงยามก้าวลงจากรถ ไม่มีอารมณ์ปั้นสีหน้ายิ้มแย้มให้ใคร หญิงสาวยัดธนบัตรสีม่วงใส่มือร.ป.ภ.สูงวัยผู้นั้น โบกมือเป็นเชิงลาแล้วก้าวฉับๆ จากมา หล่อนเดิมผ่านประตูกระจก ตรงไปยังลิฟต์ที่อยู่ตรงมุมตึก ลิฟต์ว่างพอดี หล่อนเดินเข้าไป กดหมายเลขชั้นบนสุด...ชั้นที่เงียบเหงาที่สุด มีวิวทิวทัศน์ที่สวยที่สุด และ...แพงที่สุด

สิ่งใดที่สายฝนเลือก...ย่อมเป็นหนึ่งเสมอ คนรักก็เช่นกัน แม้บุริมจะไม่ได้เพอร์เฟคที่สุด หากเขาก็เป็นชายหนุ่มที่มีอนาคตไกลและอยู่ในตระกูลที่ร่ำรวยอันดับต้นๆ ของเมืองไทย แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่กระทบกับชื่อเสียงของหล่อน ไม่ว่าคนคนนั้นจะเลิศเลอเพียงใด หล่อนก็พร้อมจะตัดทิ้งอย่างไม่ลังเล!

สายฝนแตะคีการ์ดกับประตู มีเสียงกริ๊กดังขึ้นครั้งหนึ่งก่อนประตูจะเปิดออก หล่อนดึงประตูบานนั้นให้เปิดกว้าง แล้วเดินเข้าไปด้านใน

ประตูค่อยๆ ปิดลง ขณะที่หลังไหล่ที่ตั้งตรงของหล่อนค่อยๆ ลู่ลงทีละนิดๆ

หญิงสาวลากเท้าตรงไปยังโซฟาบุหนัง หย่อนกายลงนั่ง เกยท้ายทอยกับของบนของโซฟา ท่าทางเหนื่อยอ่อน หล่อนลืมตามองเพดาน มาสคาร่าและอายไลเนอร์สีดำขับเน้นให้ตาของหล่อนเด่นชัด เป็นทั้งความงามและความดุดัน...ชวนมองและน่าหวาดหวั่นในคราวเดียวกัน ดวงตาเช่นนี้บางคนถึงขั้นหลงใหล หากบางคนกลับชิงชัง!

ความชิงชังนั้น หล่อนไม่เคยสนใจ เว้นเสียแต่ว่า...แววตาเช่นนั้นจะเป็นของ ‘เขา’

หล่อนทอดถอนใจ สลัดศีรษะอย่างแรงสองสามครั้ง ยังไม่ทันจะลุกไปอาบน้ำอย่างใจคิด เสียงโทรศัพท์มือถือของหล่อนทำให้หล่อนต้องบ่นพึมพำ

“ใครกัน?!”

หญิงสาวดูหน้าจอ เห็นชื่อของบุริมโชว์หราก็ครางลึกในลำคออย่างนึกรำคาญ ต้องใช้เวลาอยู่ครู่กว่าหล่อนจะกดรับ

“ฝน!” เสียงจากปลายสายร้อนรน ทั้งอ้อนวอนและหวาดหวั่น “เรายังคุยกันไม่เข้าใจเลย”

“ไม่มีตรงไหนที่ไม่เข้าใจ ฝนเข้าใจทุกอย่างดี”

“ถ้าเข้าใจดีแล้วทำไมถึงบอกเลิกผม ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกับมลฤดีแล้ว ผมไม่ได้โกหกนะ” เมื่อหล่อนเงียบ เขาจึงพร่ำพูดต่อไป “เราเลิกกันนานแล้ว ผมไม่ได้คบใครเลยตั้งแต่พบคุณ จริงๆ นะฝน เชื่อผมนะครับ เชื่อผม!”

อีกฝ่ายทำท่าจะคร่ำครวญอีกนาน สายฝนนึกรำคาญจึงรีบตัดบท

“ค่ะ ฝนเชื่อ”

“งั้นแสดงว่าเรา...”

“แต่ยังไงเราก็ต้องเลิกกัน”

“ฝน! ทำไม!”

“เป็นเหตุผลส่วนตัวค่ะ ไม่เกี่ยวกับคุณหรือผู้หญิงคนนั้น”

“ไม่นะฝน ไม่นะ ผมไม่เลิก!”

“คุณไม่เลิกก็เรื่องของคุณ แต่ฝนจะเลิก”

“ฝน!” บุริมเรียกหล่อนเสียงหลง น้ำเสียงสั่นเครือราวกับกำลังร้องไห้ “คุยกันก่อน เรามาเจอกันก่อนนะ คุยกันให้เข้าใจ อย่าเพิ่งตัดรอนผม”

“ฝนไม่มีอะไรจะคุย...”

“นะครับ ออกมาพบผมหน่อย ให้โอกาสผมได้ไหม ไม่เสียดายเวลาดีๆ ที่เราเคยคบกันหรือ ออกมาเจอผมหน่อย ผมอยู่หน้าคอนโดคุณ”

สายฝนถึงกับกลอกตาขึ้นฟ้า หล่อนยกมือกอดอก ถอนหายใจแรง

“โอเคค่ะ ฝนจะให้โอกาสคุณ แต่ไม่ใช่วันนี้นะคะ วันนี้ฝนเหนื่อย อยากนอนเต็มที”

“ได้สิได้ ฝนพร้อมจะเจอผมเมื่อไรแล้วแต่ฝนเลย”

“พรุ่งนี้ฝนต้องเข้าบริษัท เอาเป็นมะรืนแล้วกันค่ะ เจอกันที่...” หล่อนบอกสถานที่ซึ่งเป็นผับแห่งหนึ่งใจกลางเมือง “เจอกันหนึ่งทุ่มนะคะ”                 บุริมตอบรับด้วยน้ำเสียงดีใจ ก่อนวางเขายังไม่วายบอกรักหล่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คำบอกรัก...ที่ไม่สะเทือนหัวใจของหล่อนเลยสักนิด

สายฝนกดตัดสัญญาณ วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะตรงหน้า แล้วเอนกายลงนอนบนโซฟา

หล่อนนอนตะแคง ขดตัวราวกับทารกที่อยู่ในครรภ์มารดา ลมหายใจสะท้อน น้ำตาหลั่งริน เพียงหยดเดียวก็ถูกเช็ดออก สายฝนหลับตา ข่มหัวใจอันหนาวเหน็บให้หลับใหลเพื่อที่มันจะได้ไม่เจ็บปวดอีก

ห้องทั้งห้องเงียบเหงาเปล่าดาย เข็มวินาทีเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้า

เสียงหัวใจของหล่อนดังเป็นจังหวะชัดเจน ก่อนจะแผ่วลงๆ จนแทบไม่ได้ยิน

หากหัวใจของหล่อนหยุดเต้น ใครคนนั้นจะเปลี่ยนแววตาที่มองหล่อนหรือเปล่า

บางทีเมื่อถึงวันนั้น ดวงตาของเขาอาจมีความอ่อนโยนขึ้นมาอีกสักหน่อย



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น