หอหมื่นอักษร

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 49-2 จิตใจอันจงรักภักดีที่ประหนึ่งท้องทะเลสีคราม

ชื่อตอน : บทที่ 49-2 จิตใจอันจงรักภักดีที่ประหนึ่งท้องทะเลสีคราม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.1k

ความคิดเห็น : 26

ปรับปรุงล่าสุด : 07 พ.ย. 2561 15:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 49-2 จิตใจอันจงรักภักดีที่ประหนึ่งท้องทะเลสีคราม
แบบอักษร

ดวงจันทร์ในตอนกลางคืนสองสว่างเจิดจ้า จวงเตี้ยนหรูค่อยๆ ก้าวออกมาจากกระโจม ทันใดนั้นก็เจอเข้ากับจวงชิงหลินบุตรชายคนโตที่ยังยืนรออยู่ที่เดิม หลังจากมองเห็นเงาของบิดา เขาก็รีบรุดเข้าไปหาในทันที

 “ท่านพ่อ เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ? เหตุใดใบหน้าของท่านจึงได้ไม่น่าดูเช่นนี้?”

จวงเตี้ยนหรูมองไปยังบุตรชายเพียงคนเดียวแล้วถอนหายใจ กล่าวด้วยน้ำเสียงลึกว่า “วันเข้าพิธีราชาภิเษก บนท้องพระโรง รัชทายาทตั้งใจจะแต่งตั้งฮองเฮา”

“แต่งตั้งฮองเฮา? นี่ก็เป็นเรื่องดีนี่? ไม่ทราบว่าบุตรีบ้านใดกันที่ได้รับเกียรติเช่นนี้?” จวงชิงหลินเอ่ยปากถามบิดาตนอย่างใคร่รู้

“เป็นน้องสาวของเจ้า”

“ชิงเซี่ย?” จวงชิงหลินพลันใบหน้าถอดสี กล่าวเสียงลึก “เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้เล่า ทั้งใจของชิงเซี่ยภักดีต่อรัชทายาทฉี รัชทายาทเองก็ทราบดี นางรักษาชีวิตเอาไว้ได้ก็เรียกว่าโชคดีมากแล้ว จะถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นฮองเฮาได้อย่างไร?”

“กล่าวไปแล้ว ก็เป็นข้าที่ต้องขอโทษนาง ที่นางสนิทสนมกับฉีอันเช่นนั้น ก็เป็นเพราะเจตนาแอบแฝงของข้าที่วางเอาไว้ หากไม่เช่นนั้น ยามนั้นก็คงไม่ได้รับความไว้วางใจจากรัชทายาทฉี และคงจะหลบหนีออกจากแคว้นฉีไม่ได้ง่ายดายเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม ยามนี้พอนางกลับมาก็กลายเป็นคนร้ายที่ก่อความวุ่นวายไปทั่ว เป็นข้าเองที่ทำร้ายนาง” จวงเตี้ยนหรูกล่าวอย่างทอดถอนใจ

“ท่านพ่อ เรื่องนี้ไม่มีหนทางให้แก้ไขได้อีกแล้วหรือ?”

จวงเตี้ยนหรูส่ายหน้า กล่าวเสียงลึก “การลอบโจมตีเมื่อวานนี้ พวกเราได้สังเกตเห็นตั้งแต่ก่อนหน้าแล้ว เดิมทีก็ตั้งใจจะใช้แผนซ้อนแผนจัดการเด็ดปีกขององค์ชายสิบสามและไหวหนานจวิ้นอ๋องทิ้งเสีย รัชทายาทเองก็ทรงทราบอยู่ก่อนแล้วว่าเป็นกับดัก ที่มีทหารม้านับแปดพันดักซุ่มรออยู่ด้านนอก แต่ก็ยังทรงเสด็จออกไปตามเส้นทางที่ชิงเซี่ยใช้หลบหนี เพื่ออาศัยโอกาสนี้ทดสอบความภักดีของนาง เจ้าคิดว่าจะยังมีหนทางให้ย้อนกลับไปได้อยู่อีกหรือ?”

“ถ้าเช่นนั้น ชิงเซี่ย...”

“คงได้แต่ภาวนาให้นางโชคดีเท่านั้น” ฝีเท้าที่หนักอึ้งของจวงเตี้ยนหรูค่อยๆ ก้าวออกนอกประตูของค่ายทหารใหญ่ เงาร่างที่แก่ชรายิ่งดูไร้ซึ่งเรี่ยวแรง พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันที่ฉู่หลีขึ้นครองราชย์ ขุนนางเจ้านายทั้งหลายต่างก็โต้รุ่งเตรียมการเพื่อให้พร้อมสำหรับพิธีการของฉู่หลี แม่ทัพนายกองจากทั่วทุกสารทิศต่างก็รีบกลับเข้าเมืองหลวงเพื่อรอเข้าคำนับ ทหารสามแสนนายถูกวางกำลังไปทั่วเมืองหลวงเพื่อรักษาความปลอดภัย ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อย ไม่ความยุ่งเหยิงวุ่นวาย ทว่าฉู่หลีในเวลานี้กลับนำกำลังองครักษ์หลายนาย ตะบึงม้าไปยังเรือนเล็กติดทะเลสาบทางตอนใต้ของเมือง เพื่อไปเคาะประตูห้องนอนของชิงเซี่ย

พอหม้ออุ่นเหล้าและกับข้าวหลายอย่างถูกนำมาวางอยู่บนโต๊ะหนังสือเล็ก ชิงเซี่ยก็ดันนิยายในมือที่เพิ่งอ่านออกไปด้านข้าง จากนั้นก็ลุกขึ้นมานั่งที่อีกด้านของโต๊ะหนังสือ แล้วยกเหล้าในมือเทให้ฉู่หลีหนึ่งจอก

ฉู่หลีที่ยังอยู่ในชุดเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีขาวถอดเกราะออก และดูเหมือนจะล้างหน้าล้างตามาเรียบร้อยแล้ว แขนเสื้อที่กระพือกว้างของเขาเป็นแบบฉบับคนฉู่ดั้งเดิม มองดูไม่เหมือนกับนายเหนือหัวแห่งหนานฉู่ที่ทั้งกล้าหาญและเด็ดขาด หลังจากรับจอกเหล้าที่ชิงเซี่ยส่งมา ฉู่หลีก็เงยหน้าดื่มเข้าไปหนึ่งอึก ฤทธิ์ของเหล้านี้ไม่ค่อยแรงมาก รสชาติบริสุทธิ์ รสสัมผัสสะอาดลิ้น และมีความหอมชนิดหนึ่งส่งกลิ่นมา ฉู่หลียกมือออกไปพลิกหน้าหนังสือที่วางเกลื่อนอยู่บนโต๊ะของชิงเซี่ย พลางเอ่ยถามด้วยเสียงเบา “เหตุใดจึงได้ว่างมาอ่านของพวกนี้?”

“ว่างจนไม่มีอะไรทำ เลยพลิกไปอย่างนั้น” ชิงเซี่ยกล่าวเสียงเบา นางก้มหน้าลงไปจัดหนังสือให้เรียบร้อยเข้าที ก่อนจะลุกขึ้นนำมันไปวางไว้ยังชั้นวาง แล้วหันกลับมานั่งยังข้างโต๊ะเล็ก

หลังจากรอดพ้นจากความตายในครั้งนี้มา ก็ราวกับว่าระหว่างทั้งสองมีบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป บรรยากาศเริ่มลดความตึงเครียด ร่องรอยของกลิ่นอายบางอย่างที่ยากจะอธิบายได้คลุ้งกระจายไปทั่ว ทั้งสองไม่ได้วางแผนหรือแสดงละครต่อกันอย่างทุกที แต่ทว่าหากไม่แสดง พวกเขาก็ไม่รู้จะกล่าวอะไรเหมือนกัน ชิงเซี่ยนั่งก้มหน้า แล้วใช้ช้อนขนาดเล็กในมือตักไปที่น้ำอุ่น จากนั้นก็ค่อยๆ ราดลงไปยังขวดเหล้าสีขาวราวกับหยก พลางเฝ้ามองดูหมอกควันที่เพิ่มขึ้นระหว่างทั้งสองคน แล้วดวงตาก็ค่อยๆ ฉายแววหยาดเยิ้ม

“ตลอดมาไม่ใช่ว่าเจ้าเกลียดข้ามากหรอกหรือ?” ฉู่หลีมองไปยังชิงเซี่ยที่นั่งอยู่ตรงหน้าซึ่งกำลังทำราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขั้น จึงเอ่ยปากทำลายความสงบ ทว่ากลับแฝงไว้ซึ่งความกดดันที่มีก็เหมือนไม่มี พลางเอ่ย “เกลียดที่ข้าพาคนสกุลจวงของเจ้าจากแคว้นฉีมายังหนานฉู่ เกลียดที่ข้าพรากเจ้าออกมาจากข้างกายของฉีอัน เกลียดที่ข้าทำให้เจ้าไม่ได้เป็นพระชายารัชทายาทแห่งแคว้นฉี?”

ชิงเซี่ยเงยหน้าขึ้น หรี่ตามองฉู่หลี หากว่าเป็นจวงชิงเซี่ยตัวจริง ก็คงจะเกลียดนั่นแหละ ทว่าถังเสี่ยวซือล่ะ? ตั้งแต่วันแรกที่นางมาถึงยุคนี้ ก็ราวกับว่าได้กลายเป็นศัตรูกับชายตรงหน้าไปเรียบร้อยแล้ว ทุกวันได้แต่วางแผนหลบหนีออกไปจากกรงขังของเขาอย่างกระตือรือร้น แต่ก็ไม่เคยคิดหาเหตุผลที่ชัดเจนให้กับตัวเองได้สักครั้ง ในความเป็นจริงนางไม่รู้แม้กระทั่งเป้าหมายที่จะใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งนี้ด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องที่ว่าจะเกลียดหรือไม่เกลียด?

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดเมื่อวานเจ้าถึงได้ช่วยข้าครั้งแล้วครั้งเล่ากัน?”

ภายใต้แสงไฟ ทั่วทั้งเรือนร่างของชิงเซี่ยถูกปกคลุมไปด้วยแสงเรืองรองสดใส บนใบหน้าขาวสะท้อนแสงสีเหลืองออกมาจางๆ นางนั่งคิดแล้วคิดอีก ก่อนเอ่ยปากตอบ “ท้ายที่สุด ท่านเองก็ไม่ได้ทิ้งข้าไม่ใช่หรือ?”

เสียงจางๆ ราวกับปีกผีเสื้อที่แตะไปยังกลีบดอกไม้เบาๆ กระจายกลิ่นหอมมัวเมาออกมา จิตใจของฉู่หลีถูกเหวี่ยงสะบัดอย่างรุนแรง น้ำตาเทียนที่ตั้งอยู่ตรงมุมผนังกำลังถูกเผาไหม้ สะเก็ดประกายไฟประทุออกมาเป็นระยะๆ

“ชิงเซี่ย ข้ากำลังจะขึ้นครองราชย์แล้ว เรื่องมากมายต่อจากนี้คงไม่เหมือนเดิมอีก เรื่องเมื่อก่อนที่เคยเกิดขึ้น เจ้าก็ลืมมันไปเสียเถิด”

ชิงเซี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย แล้วมองไปยังการแสดงออกทั้งหมดของฉู่หลี จากนั้นผมหน้าของนางก็ค่อยๆ หล่นลงมาปิดบังนัยน์ตาสีดำคู่นั้น

“ทุกสิ่งที่ฉีอันให้เจ้าได้ ข้าก็สามารถให้เจ้าได้ ทุกอย่างที่เขาทำให้เจ้าได้ ข้าก็ทำให้ได้เช่นกัน”

น้ำเสียงจางๆ แต่กระจ่างชัดของฉู่หลี แฝงไว้ด้วยนัยสัญญา มือของเขายื่นออกมาทัดเส้นผมที่ปิดหน้าของนางไปที่ข้างหู พลางกล่าวด้วยเสียงลึก “ใต้หล้านี้กว้างใหญ่ หากเจ้าไม่มีที่จะไป สู้หยุดอยู่ที่นี่เสียดีกว่า”

ราวกับว่ามีบางอย่างถูกทำให้แตกในความเงียบงัน ความรู้สึกนุ่มนวลสายหนึ่งพรวดพราดเข้าสู่หัวใจของชิงเซี่ย นางยกเปลือกตาขึ้นมองฉู่หลีตรงๆ เขาในค่ำคืนนี้ไม่เหมือนตัวเขาในเวลาปกติเลยแม้แต่น้อย สายตาไม่ประกายคมกริบ ไม่มีความเจ้าเล่ห์โหดร้าย ไม่มีเจตนาวางแผน และไม่เอ่ยปากออกคำสั่งอย่างเย่อหยิ่ง เขาในชุดหลวมใหญ่ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าของตัวนาง แค่กล่าวกับนางเบาๆ ว่าหากนางไม่มีที่ที่จะไป ก็ให้อยู่เสียที่นี่เถิด

ในชั่วชีวิตสั้นๆ ของถังเสี่ยวซือ ไม่เคยมีคำว่า ‘บ้าน’ อยู่ในพจนานุกรมของนาง ทว่าหลังจากที่ย้อนมาอยู่ที่นี่ หลังจากที่ประมือพัวพันกับชายคนนี้ได้สักพัก กลับได้ยินคำนี้ออกมาจากปากของเขา

“ฉู่หลี ท่านสงสัยอยู่ตลอดว่าชิงเซี่ยเป็นสายลับมิใช่หรอกหรือ? ท่านเก็บข้าไว้ข้างกาย ไม่กลัวว่าข้าจะขายท่านเลยหรือ?”

 “เจ้าใช่จวงชิงเซี่ยเมื่อก่อนหรือไม่เล่า?” จู่ๆ เสียงของฉู่หลีก็ดังขึ้นมาในอากาศ ดวงตาของชิงเซี่ยเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมา พลางมองไปที่ใบหน้าของฉู่หลีอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“ชิงเซี่ย เป็นข้าที่แสดงได้ดีจนเกินไป หรือเป็นเจ้าที่ในใจคิดว่าข้าคนนี้โง่เง่ากัน?” ฉู่หลียกยิ้มอย่างขมขื่น “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าปัญหามันเกิดที่ตรงไหน ข้าส่งคนให้ไปสืบเรื่องราวของเจ้ามากมาย ทว่ากลับไม่หาช่องโหว่ไม่ได้เลย แล้วข้าจะสามารถอธิบายเรื่องที่อยู่ๆ นิสัยของเจ้าก็เปลี่ยนไปได้อย่างไร? อธิบายว่าอยู่ๆ ฝีมือการต่อสู้ของเจ้าก็เปลี่ยนเป็นคล่องแคล่ว และเก่งกาจเกินหน้าผู้อื่น? เป็นข้าเองที่ไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น หรือเป็นเจ้าที่แสดงละครต่อหน้าข้าตลอดมากันแน่?”

ชิงเซี่ยอ้าปากค้าง นางไม่รู้จะอธิบายว่าอย่างไร ฉู่หลีมองเห็นท่าทางของนางเช่นนั้น ก็หัวเราะเยาะไปครั้งหนึ่ง พลางเอ่ยปากกล่าว “ก็อย่างที่ข้าได้พูดไป เรื่องราวเก่าก่อน เจ้าก็ลืมเสียให้สิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับเจ้า ข้าจะไม่ไปรื้อฟืนอีก ข้าเพียงแต่หวังว่าเจ้าในตอนนี้ จะยินดีอยู่ที่หนานฉู่ แล้วหยุดอยู่ข้างกายของข้า ชิงเซี่ย ข้าไม่ได้เชื่อใจใครมานานมากแล้ว ครั้งนี้ข้าอยากจะลองดูอีกสักครั้ง”

ชิงเซี่ยลดศีรษะลงน้อยๆ พลางเอ่ยถามเสียงเบา “ท่านไม่กลัวหรือ?”

“กลัว” ฉู่หลีชะงักเล็กน้อย “ดังนั้น อย่าได้ทรยศข้า”

ฉู่หลีลุกขึ้นยืนก่อนเดินออกนอกประตูไป ชิงเซี่ยเองก็ค่อยๆ ลุกขึ้น ออกปากเรียก “ฉู่หลี!”

ฉู่หลีชะงัก พลันหยุดฝีเท้าลง

“ถ้าหากว่าวันหนึ่ง ข้าทรยศท่านจริงๆ ท่านจะฆ่าข้าหรือไม่?”

เวลาดูเหมือนกับว่าจะหยุดลงในทันใด ทุกสิ่งทุกอย่างราวกับเป็นภาพไม่ชัดเจน เนิ่นนานก่อนที่ฉู่หลีจะเอ่ยปากยืนยัน “ฆ่า และข้าจะฆ่าทุกคนที่อาจมีส่วนทำให้เจ้าทรยศต่อข้า ทำให้เจ้าไม่อาจมีโอกาสทอดทิ้งข้าไปไหนได้อีก”

บานประตูไม้สลักค่อยๆ ถูกดันออก แล้วผู้ติดตามด้านนอกที่สวมใส่เสื้อคลุมขนาดใหญ่ของฉู่หลีก็ค่อยๆ หายไปอย่างไร้ร่องรอยท่ามกลางความมืดในยามค่ำคืน

ชิงเซี่ยยังคงยืนอยู่ที่เดิม ลมเย็นของตอนกลางคืนพัดผ่านไปทั่วร่างกาย พลันคิดถึงประโยคในตอนเช้าขององค์หญิงจยาอวิ๋น นางจึงหัวเราะเงียบๆ จะฆ่าทุกคนที่อาจมีส่วนทำให้ข้าทรยศต่อเขาอย่างนั้นหรือ?

ในบรรดาผู้ติดตามที่มากับฉู่หลี ไม่ได้มีเงาของหยางเฟิงอยู่ด้วยจริงๆ

ภายใต้แสงของดวงจันทร์ที่สาดส่อง ทั่วทั้งผืนแผ่นดิน ถูกชโลมไปด้วยความหนาวเหน็บของฤดูหนาว

“สวีเฉวียน” ฉู่หลีที่ขี่อยู่บนหลังม้าเรียกสวีเฉวียนอย่างยิ้มๆ พลางเอ่ยปากถาม “เจ้าว่าหากนายของเจ้าพุ่งไปตัดคอของฉีอันที่ตำหนักรับรองราชทูตแคว้นฉีตั้งแต่ตอนนี้จะเป็นอย่างไร?”

“รัชทายาท!” สวีเฉวียนสะดุ้งตกใจ ดึงบังเหียนม้าให้หยุดทันที ก่อนรีบลงจากหลังม้ามาคุกเข่าอยู่บนพื้น พลางกล่าวเสียงลึก “ในเวลานี้สองแคว้นยังไม่ควรทำศึก ยิ่งไปกว่านั้นรัชทายาทฉียังมาเพื่อร่วมแสดงความยินดีด้วย”

“ฮ่าๆ!” ฉู่หลีหัวเราะดังลั่น ราวกับว่ายี่สิบปีมานี้เขาไม่เคยหัวเราะอย่างสะใจเช่นนี้มาก่อน ในน้ำเสียงที่เปล่งออกมาปกปิดความปิติยินดีไว้แทบไม่มิด “ดูเจ้าสิ ตื่นตกใจถึงเพียงนี้”

เสียงฝีเท้าของม้าศึกดังขึ้นในความมืด ฉู่หลีหัวเราะยกใหญ่ “ไม่ช้าก็เร็ว สักวันหนึ่ง ข้าจะเด็ดหัวมันออกมาอย่างซื่อตรงชอบธรรม!”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น