หลินหลิน / แมวสีหม่น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 359

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 พ.ย. 2561 10:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2
แบบอักษร

ความรู้สึกเหมือนโดนค้อนทุบศีรษะเป็นเช่นไร พัทธ์เพิ่งได้สัมผัส รู้จัก และลิ้มชิมรสมันก็วันนี้เอง

ก็ใครจะคาดคิดว่าเด็กสาวผมกระเซอะกระเซิง หน้าตาซีดๆ ฟันเหยินๆ อย่างเธอจะเปลี่ยนแปลงได้มากขนาดนี้ จากเด็กกะโปโลกลายเป็นนางฟ้าแสนสวยที่หนุ่มๆ เกินครึ่งในงานนี้ต่างพร้อมใจกันมองเธอจนเหลียวหลัง!

พัทธ์ไม่อยากจะยอมรับ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาเป็นหนึ่งในนั้น!

“ไงไอ้พัทธ์ ถึงกับตะลึงเลยเหรอวะ”

เสียงของบิดาฉุดรั้งสายตาของเขาให้ผละจากเรือนร่างโปร่งระหงซึ่งกำลังลงจากเวทีและเดินตรงไปหากลุ่มเพื่อนผู้นั่งอยู่หน้าสุดและกำลังโบกไม้โบกมือร้องเรียกอยู่ อาจเพราะแสงไฟประดับมันเจิดจ้าพร่ามัวเกินไปกระมังทำให้เขาตาพร่าไปชั่วขณะ ต้องกะพริบตาถี่ๆ สองสามครั้ง ภาพใบหน้าที่ประกอบด้วยแนวกรามซึ่งมีเหลี่ยมมุมชัดเจนจึงปรากฏแก่สายตา

“ครับ?” เอ่ยถามออกไปราวกับละเมอ ชวนให้หงุดหงิดตัวเองยิ่งนัก โดยไม่รอให้ท่านถามซ้ำ เขารีบรวบรวมสติตอบไปโดยเร็วว่า “ไม่ถึงกับตะลึงหรอกครับ แค่ตกใจ ไม่คิดว่าน้องหยาดจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้”

“ยังมาทำปากแข็ง!” คนค่อนแคะคือชายสูงวัยผู้ถือไม้ตะพดไว้กับตัวอยู่ตลอดเวลา “ไอ้นี่มันปากแข็งเหมือนใครฮะไอ้พิ” ประโยคท้ายหันไปถามบุตรชายตัวเอง แต่แทนที่พิมุกข์จะตอบ กลับเป็นธรณ์เสียเองที่ตอบแทนด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

“โธ่! จะเหมือนใครล่ะครับคุณพ่อ ก็เหมือนคุณพ่อนั่นแหละ”

บังเกิดความเงียบไปชั่วขณะ ก่อนพิมุกข์ พัทธ์ และมุกตาภาจะหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน ก่อนหลานชายเพียงคนเดียวของตระกูลจะเอ่ยขึ้นมาอย่างเห็นด้วย

“จริงด้วยครับคุณปู่ คุณพ่อเคยเล่าให้ผมฟังว่ากว่าคุณปู่จะบอกรักคุณย่าก็หลังแต่งงานนู่นแน่ะครับ จริงเหรอครับ”

คนถูกถามกระแอมกระไอ ยกน้ำขึ้นมาดื่มดับกระหาย ก่อนยักไหล่

“ของยังงี้ไม่จำเป็นต้องพูดหรอกโว้ย การกระทำสำคัญกว่าเยอะ!”

แล้วท่านก็ลุกขึ้นยืน ทำมือเป็นสัญญาณว่าจะเข้าไปนั่งในบ้าน

“เสียงดนตรีมันดัง หนวกหู ฉันขอเข้าไปนั่งเอนหลังในบ้านแล้วกัน”

พิมุกข์รีบลุกขึ้นยืน เข้าไปประคอง ปู่อนันต์รีบโบกมือปฏิเสธ

“เฮ้ย! ไม่ต้องๆ ปู่ยังเดินไหว ไม้เท้านี่ช่วยได้เยอะ” เอ่ยพลางหันซ้ายหันขวามองหาใครคนหนึ่ง “แล้วไอ้เจ้าโยมันอยู่ไหนเนี่ย เห็นมันว่ามีเรื่องจะคุยกับแกนี่หว่า”

“สงสัยอยู่ในบ้านครับ” พิมุกข์เอ่ยตอบ พลางชะแง้แลมองไปทางบันไดหน้าตัวตึกที่ตอนนี้เปิดไฟสว่างโร่ “เดี๋ยวเราเข้าไปด้วยกันเลยก็ได้ครับ ผมจะได้อยู่คุยกับมันข้างในเลย”

เมื่อไม่มีเหตุผลต้องปฏิเสธ ท่านก็พยักหน้ายินยอมแต่โดยดี ระหว่างนั้น ธรณ์กับมุกตาภาก็ขอตัวกลับก่อน เพราะจะเดินทางไปฮันนีมูนที่หัวหิน

พัทธ์ถึงกับผิวปากหวือ อดแซ็วไม่ได้ว่า

“ฮันนีมูนอีกแล้วเหรอครับ อาธรณ์...ครั้งที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย ร้อยแล้วมั้ง!”

“เกินไปไอ้พัทธ์ แค่ยี่สิบเอง!” เอ่ยจบก็โบกมือลา ไม่ลืมที่จะยกมือไหว้บิดา ก่อนโอบไหล่ภรรยาตรงไปหาเจ้าของงานที่บัดนี้กำลังคุยอย่างออกรสกับบรรดาชแขกผู้มาร่วมงาน

พัทธ์นั่งอยู่เพียงลำพังเมื่อบิดาและปู่ของตนเดินเข้าไปในบ้านแล้ว บรั่นดีรสชาติหวานนุ่มลิ้นค่อยซึมซาบลงสู่กระเพาะ อึกแล้วอึกเล่า กระทั่ง ผู้เป็นอาทั้งสองร่ำลากับหยาดพิรุณเรียบร้อย เขาจึงกระดกบรั่นดีที่คงเหลือในแก้วจนหมด สองตาคมเข้มจับจ้องเพียงแผ่นหลังขาวเนียนที่ไหวไปมาเมื่อเจ้าของงานถูกลากทางนู้นทีทางนี้ที นานๆ จึงแว่วเสียงหัวเราะสดใสตามมาสักครั้ง เขาจำไม่ได้แล้วว่าได้ยินเสียงหัวเราะของเธอครั้งสุดท้ายเมื่อไร อาจจะเป็นตอนที่เธอขึ้นมัธยมศึกษาปีที่สี่กระมัง

‘ว่าไงหนูหยาด ขึ้นม.4แล้ว คงเรียนหนักมากละสิ’

บิดาของเขาเอ่ยถามเธออย่างใจดี เวลานั้นเขาก็นั่งอยู่ข้างๆ ด้วย แต่ก็ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือพิมพ์อย่างไม่สนใจแขกผู้มาเยือนสักเท่าไร

‘ค่ะคุณลุง ตอนนี้แค่ต้นเทอมเองนะคะ แต่พอกลางเทอม หรือปลายเทอม หยาดคงหัวฟูกว่านี้แน่’

สิ้นประโยคนั้นเธอก็หัวเราะอย่างขบขัน...เสียงหัวเราะนั้นช่างไพเราะสดใสสมวัยจนทำให้เขาเงยหน้าจากตัวอักษรตรงหน้าได้ และก็เหมือนทุกครั้ง ยามได้มองหน้ากัน สิ่งที่สะดุดตาเขาที่สุดมักจะมีเพียงอย่างเดียว...ดวงตาคู่สวยที่มักสานสบสายตากับคนอื่นอย่างจริงใจและตรงไปตรงมา

ทว่าวันนี้...นอกจากเสียงหัวเราะอันตรึงใจ กับดวงตาที่ยังงดงามเหมือนเคยแล้ว เธอยังมีสิ่งอื่นที่ดึงดูดใจเขามาก...มากจนไม่อาจละสายตาไปได้แม้แต่วินาทีเดียว!

พัทธ์ยกมือเรียกบริกรซึ่งคอยดูแลอยู่ไม่ห่างอีกครั้ง เพื่อหยิบบรั่นดีอีกแก้วขึ้นมาซดครั้งเดียวจนหมดแก้ว เป็นเวลาเดียวกับ เจ้าของงานเดินเลี่ยงมาตักอาหารตรงมุมหนึ่งของสนาม ใกล้กับโต๊ะที่เขานั่งอยู่พอดี พัทธ์รู้ว่าหยาดพิรุณเห็นเขายังนั่งอยู่ตรงนี้ แต่เธอทำเป็นไม่มอง ไม่สนใจ เดินตัวตรง เชิดหน้าชูคอผ่านหน้าเขาไปราวกับเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ

พัทธ์ยังนั่งมองอย่างใจเย็น ทั้งที่ปกติ หากมีสาวสวยคนใดที่ทำเมินเฉยกับเขา เขามักจะเห็นเป็นเรื่องท้าทาย และอยากเข้าไปตีสนิท...แค่ใช้ความพยายามนิดๆ หน่อยอีกฝ่ายตกสู่บ่วงเสน่ห์ของเขาอย่างง่ายดายแล้ว จริงอยู่เขาไม่ชอบตามตื๊อใคร หากก็ชอบความท้าท้ายอยู่บ้าง สำหรับหยาดพิรุณนั้น เขาไม่คิดผลีผลาม ไม่กระโตกกระตาก ยังคงทอดสายตามองอย่างพิจารณาอย่างเงียบๆ ซ่อนแววตาของตนเองไว้ในเงามืดที่ซึ่งแสงไฟประดับโดยรอบส่องมาไม่ถึง

พัทธ์เชื่อว่าตนเองคงนั่งอยู่ตรงนั้นได้อีกนานสองนาน หากใครคนหนึ่งไม่ปรากฏกายขึ้นเสียก่อน

ชายหนุ่มร่างผอมสูง ผิวขาวจัด รุ่นราวคราวเดียวกับหยาดพิรุณ มองปราดเดียว เขาก็จำได้ เพราะเคยพบกันมาก่อนหน้านั้นแล้ว

ภาพของปองภพ...เด็กหนุ่มในแบบฟอร์มนักเรียนมัธยมปลาย โรงเรียนเดียวกับหยาดพิรุณผุดขึ้นมาในความคิด

‘นี่ป้อง...ปองภพ เพื่อนหยาดค่ะ’

เด็กหนุ่มผู้นั้นไหว้เขาอย่างนอบน้อม ยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตรจริงใจ แต่เพราะเหตุใดไม่ทราบได้เขากลับไม่ชอบหน้าเจ้าหนุ่มคนนี้เท่าไรนัก ยิ่งไม่ชอบอีกเป็นเท่าตัวเมื่อเห็นปองภพยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาโอบเอวเธอ หากเป็นเมื่อก่อนเขาคง...แค่หรี่ตามอง ด้วยความรู้สึกไม่ชอบใจหน่อยๆ เท่านั้น แต่ตอนนี้ เวลานี้ อารมณ์ของเขามันพลุ่งพล่านเกินกว่านั้นหลายเท่า อาจเป็นบรั่นดีที่ซดไปหลายแก้วก็เป็นได้ที่ฉุดดึงให้เขาลุกขึ้นยืน ก้าวอาดๆ เข้าไปหาคนทั้งสอง

พริบตาเดียว ร่างผอมๆ ของปองภพก็เซซวนเมื่อถูกคนร่างใหญ่กระชากมือนั้นให้ออกจากเอวบาง เป็นผลให้หยาดพิรุณผู้สวมรองเท้าส้นสูงเกือบจะล้มไม่เป็นท่าต่อหน้าธารกำนัล หากก็เป็นเขาเองอีกเช่นกันที่ช่วยเธอไว้...ช่วยด้วยการรั้งตัวเธอมาไว้ในอ้อมกอดเสียเอง

อารมณ์เช่นนี้เรียกว่าความหึงหวงหรือไม่ พัทธ์ยังไม่แน่ใจนัก เพราะตลอดสามสิบสองปีมานี้ เขายังไม่เคยรู้สึกเช่นนี้กับใครเลยสักคนเดียว

“หยาด” เขาร้องเรียกชื่อเธอเมื่อเธอทรงตัวได้แล้ว และกำลังเงยหน้ามองเขา ทว่า...ยังไม่ทันได้พูดอะไรมากกว่านั้น คนในอ้อมกอดก็สะบัดตัวออกห่างราวกับเขาเป็นตัวเชื้อโรคร้ายแรง ก้าวถอยหลังไปยืนเคียงข้างปองภพ เกาะแขนชายคนนั้นไว้แน่น ทิ้งให้เขายืนอย่างเดียวดายอยู่เพียงลำพัง

พัทธ์ไม่เคยรู้สึกถึงความอ้างว้างและถูกทิ้งเช่นนี้มาก่อน

หยาดพิรุณเป็นคนแรกที่หยิบยื่นความรู้สึกนั้นให้เขา...ความรู้สึกที่ว่าเธอไม่ต้องการ เธอไม่สนใจ และเธอเลือกไอ้หนุ่มผอมแห้ง หน้าตาจืดๆ นั่นมากกว่าเขา!

และก่อนที่พัทธ์จะทันได้ห้ามตัวเอง คำพูดที่กลั่นออกมาจากหัวใจ หาใช่สมองก็โพล่งออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“เธอไม่ควรกอดกับผู้ชายคนอื่นต่อหน้าคู่หมั้นตัวเองแบบนี้”

เสียงนั้นดังพอให้ได้ยินเพียงสามคน แต่สำหรับหยาดพิรุณแล้วมันดังก้องในหัวใจของเธอชวนให้อึดอัดนัก

“ขอโทษนะคะพี่พัทธ์ เรายังไม่ได้หมั้นกัน หยาด...” เธอยังพูดไม่ทันจบ เขาก็สวนขึ้นมาทันควัน

“แต่เราก็กำลังจะหมั้นกันเร็วๆ นี้แล้วนี่ ไม่สิ...กำลังจะแต่งงานกันด้วยซ้ำ”

ยิ่งพูด พัทธ์ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโง่เง่าเสียเต็มประดา

ครั้งหนึ่งเขาเคยนึกอยากจะปัดการแต่งงานนี้ไปให้พ้นๆ ตัว แต่วันนี้เขากลับทำในสิ่งตรงกันข้าม

...ยื้อยุดเธอไว้และพันธนาการเธอด้วยการประกาศว่าเธอเป็นคู่หมั้นของเขา...เป็นผู้หญิงของเขาอย่างนั้นหรือ

เขากำลังทำอะไรอยู่...หึงหวงเด็กสาวคนหนึ่งที่ไม่เคยคิดจะสนใจ หรือแค่หวงก้าง ไม่อยากให้เธอเดินเลยผ่านไปโดยไม่ชายตาแลเขาเลยแม้แต่น้อย

หยาดพิรุณยกมุมปากขึ้นราวกับกำลังเยาะหยันในบางสิ่งบางอย่าง ก่อนปลดมือปองภพออกพร้อมกับเอ่ยว่า “ป้องไปนั่งคุยกับเพื่อนๆ ก่อนเถอะ เดี๋ยวหยาดเสร็จธุระทางนี้แล้วจะเข้าไปคุยด้วย”

รอจนอีกฝ่ายเดินจากไปแล้ว จึงหันมาจ้องตาสีน้ำตาลอ่อนของคนตรงหน้า

“แต่งงานเหรอคะ? พี่พัทธ์ตัดสินใจแล้วเหรอ”

คนถูกถามนิ่งไป ทำท่าทางอึดอัดราวกับไม่อยากตอบ แต่สุดท้ายก็พยักหน้า

“ผู้ใหญ่ท่านหวังมาก และ...รอมานานแล้ว เราไม่ควรให้ท่านต้องกลุ้มใจอีก”

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผู้ใหญ่หรอกนะคะ เกี่ยวกับเรามากกว่า” หยาดพิรุณคว้ามือเขา ทั้งลากทั้งจับจูงให้เดินตาม

“จะไปไหนน่ะหยาด”

“ตกลงเรื่องของเราไงคะ”

หยาดพิรุณไม่ได้ชะลอฝีเท้า ยังคงจับมือพัทธ์เดินตรงมายังตัวบ้าน ใจมุ่งมั่นต่อบางสิ่งบางอย่างจนไม่สังเกตเลยว่ามือที่เธอเกาะกุมอยู่เปลี่ยนมาบีบกระชับแนบแน่นตั้งแต่เมื่อไร

ทุกคนอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาในห้องรับแขก ปู่อนันต์เอนหลังอยู่บนโซฟาตัวยาว กำลังจิบน้ำชา และสองตาก็กำลังสนใจแต่นิตยสารเล่มเล็กในมือ รัชระวีและโยธินกำลังคุยกับพิมุกข์อย่างออกรส พัทธ์เดาว่าหัวข้อสนทนาคงไม่แคล้วเป็นเรื่องการแต่งงานที่พวกท่านวาดหวังมาแต่ไหนแต่ไรนั่นละ

“อ้าว หนูหยาด ตาพัทธ์” คนที่หันมาเห็นเป็นคนแรกคือรัชระวี

“มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ”

“หยาดมีเรื่องจะประกาศค่ะ”

“ประกาศ? เอ...เรื่องอะไรรึ หนูหยาด” คนถามคือผู้อาวุโสที่สุด ณ ตอนนั้น ท่านเงยหน้าจากนิตยสารมาสบตาหลานทั้งสอง ก่อนจะหลุบสายตาลงจับจ้องมองมือที่เกาะกุมกันไม่ยอมปล่อยด้วยประกายตาพึงพอใจ

เห็นสายตาเช่นนั้น หยาดพิรุณจึงเพิ่งรู้สึกตัว รีบกระตุกมือออก แต่ว่าที่สามีกลับไม่ยอม คว้ามือเธอไว้มั่น สอดมือประสานแนบแน่นจนเธอต้องหันไปมองตาเขียว

“ปล่อยค่ะ”

เห็นเขาทำหูทวนลม เธอก็หยิกตรงหลังมือเขาอย่างแรง

ได้ผล...พัทธ์ปล่อยมือทันที แถมท้ายด้วยการสะดุ้งและอุทานออกมาเบาๆ อีกด้วย

หยาดพิรุณไม่สนใจ เธอเดินไปยืนต่อหน้าผู้ใหญ่ ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

“หยาดตัดสินใจแล้วค่ะ หยาดขอยกเลิกการแต่งงานนะคะ”

“อะไรนะ?” ทั้งปู่อนันต์และคุณโยธินถึงกับพรวดพราดขึ้นมาด้วยความตกใจ ผู้อาวุโสกว่าทำสีหน้าผิดหวังและแสนเสียดายอย่างเห็นได้ชัด ส่วนบิดาของเธอนั้นหน้าซีดขาวราวกระดาษก็ไม่ปาน

ทำไมหนอ...ทำไมการแต่งงานระหว่างเธอกับเขาถึงได้สำคัญนัก มีข้อตกลงอื่นใดระหว่างกันที่เธอยังไม่รู้อีกหรือเปล่าหนอ?

หยาดพิรุณถามตัวเองด้วยความสงสัย แต่ยังไม่ทันคิดค้นหาคำตอบ เสียงห้าวๆ คุ้นหูก็ทำให้เธอต้องฉุนกึก

“ไม่ได้! เธอจะมาทำตามอำเภอใจแบบนี้ไม่ได้!”

“หยาดไม่ได้ทำตามอำเภอใจค่ะ หยาดแค่ทำในสิ่งที่ควรทำ”

เธอตอบโต้เขาด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยขัดคำและค่อนข้างแข็งกระด้าง ไม่เหมือนเด็กกะโปโลคนก่อนเลยแม้แต่น้อย...ทั้งกล้าต่อล้อต่อเถียง ทั้งกล้าสบตา ทั้งกล้าประกาศยกเลิกการแต่งงาน ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนปฏิเสธหรือหักหน้าเขาแบบนี้มาก่อน

หยาดพิรุณเป็นคนแรกและเป็นคนเดียวที่ใช้สายตาแบบ ‘ไม่ใส่ใจ’ มองเขาอยู่ในเวลานี้

พัทธ์ยืนนิ่ง มองจ้องคนตรงหน้าด้วยแววตาวาววับ โกรธ หงุดหงิด ไมได้ดั่งใจ แต่เขาก็รู้จักควบคุมอารมณ์มากพอ จึงไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมามากมายนัก

“เราสองคนไม่ได้อยากแต่งงานกันนี่คะ เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ควรฝืนใจตัวเอง”

หญิงสาวหันไปยกมือขอโทษผู้ใหญ่อีกครั้ง ปรับเสียงกระด้างให้เป็นอ่อนหวานได้อย่างรวดเร็ว

“หยาดขอโทษจริงๆ ค่ะ แต่หยาด...หยาดแต่งกับคนที่ไม่ได้รักไม่ได้ค่ะ”

ไม่รู้เพราะประโยคนั้นรึเปล่าที่ทำให้เขาก้าวเข้าไปประชิดตัวหยาดพิรุณ ใจจริงอยากจะกระชากเธอให้ลุกขึ้นมาคุยให้รู้เรื่องอยู่เหมือนกัน แต่ติดที่อยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่จึงไม่อาจทำอย่างใจคิดได้ คงได้แต่เอ่ยค้านด้วยเสียงทรงอำนาจอย่างคนที่มักออกคำสั่งมาแต่ไหนแต่ไร

“พี่ไม่เห็นด้วย”

หญิงสาวช้อนสายตาขึ้นมามองเขา แล้วเลิกคิ้วน้อยๆ ด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง ไม่แยแส ไม่กริ่งเกรงอะไรเลยสักนิด

“ทำไมคะ หรือพี่พัทธ์เกิดอยากจะแต่งงานกับหยาดขึ้นมาแล้ว?”

ถ้ายอมรับ ก็เท่ากับว่าเขาพ่ายแพ้ พัทธ์สูดลมหายใจลึกก่อน ยักไหล่

“พี่พร้อมจะทำตามความต้องการของผู้ใหญ่”

ใช่แค่หยาดพิรุณที่งุนงงกับคำพูดของเขา ทุกคนในห้องล้วนแล้วแต่หันมาสบตากันอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

“คุณปู่อายุมากแล้ว เราควรจะทำให้ท่านสมหวังไม่ใช่หรือ?” แล้วเขาก็หันไปบอกกับปู่ของตนเองว่า “หาฤกษ์เลยนะครับคุณปู่ เอาให้เร็วที่สุดได้ยิ่งดี!”

หยาดพิรุณไม่คิดว่าเขาจะเห็นดีเห็นงามด้วย ตอนแรกเพียงแค่หวังให้พัทธ์โมโหหรือขุ่นเคืองใจที่ถูกสาวปฏิเสธไม่ยอมแต่งงานด้วยเพียงเท่านั้น แต่ไม่คิดว่าเขาจะโกรธจัดจนเลือดขึ้นหน้าถึงขั้นยอมแต่งงานกับเธอแบบนี้

“พี่พัทธ์! เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ!”

“ก็ไม่เล่นไง” เขาทำท่าทางยักไหล่ มองเธออย่างยียวน “หน้าตาพี่มันเหมือนคนกำลังล้อเล่นอยู่หรือไง”

“พี่พัทธ์!”

ก่อนที่ทั้งสองจะทะเลาะกันรุนแรงกว่านี้ คุณปู่อนันต์ก็เป็นฝ่ายพูดไกล่เกลี่ย ท่านเดินเข้ามาแทรกกลางคนทั้งสอง มองซ้านมองขวาแล้วถอนใจเฮือก ก่อนเอ่ยว่า

“เอาละๆ อย่าเพิ่งทะเลาะกันเลย วันนี้เป็นวันดี เรื่องนี้เอาไว้คุยกันวันหลังก็ได้”

เมื่อท่านพูดเช่นนี้ หยาดพิรุณก็ไม่กล้าคัดค้าน เธอได้แต่รับคำเบาๆ เพียงเท่านั้น

หลังจากอยู่คุยกับคุณพิมุกข์และคุณปู่อนันต์อยู่ครู่หนึ่ง หญิงสาวจึงเดินออกมาเพื่อรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ อีกครั้ง ทั้งหมดยังคงนั่งดื่มและนั่งคุยกันอย่างสนุกสนาน ปองภพผู้ซึ่งหลบมุมไปดื่มอยู่เพียงลำพัง เมื่อเห็นเธอก้าวเข้ามาในสนามหญ้าก็ปราดเข้ามาดักหน้าเธอไว้เสียก่อน

“คุยกันป้องหน่อยได้ไหม”

อย่างไม่อ้อมค้อมและเอ่ยตรงประเด็นที่สุด ปองภพพูดในสิ่งที่ตนเองต้องการราวกับกลัวว่าถ้าปล่อยให้เวลายืดยาวไปนานกว่านี้ เขาจะกล้าพูดในสิ่งที่ตนเองต้องการได้อีก

“มีเรื่องอะไรเหรอป้อง”

“มาคุยทางนี้ดีกว่า”

ทางนี้คือสวนหย่อมข้างตัวตึก ทางเข้าเป็นประตูเหล็กโค้งมีกุหลาบเลื้อยพันเกาะเกี่ยวตั้งแต่โคนเสาจนถึงหลังคาขนาบข้างด้วยซุ้มดอกโมกสูงเกือบท่วมศีรษะของหยาดพิรุณ ผ่านประตูเข้าไปเป็นก้อนหินทรงกลมวางเหลื่อมกันซ้ายขวาไว้สำหรับเป็นทางเดิน ทอดโค้งไปสู่ชิงช้าที่ห้อยอยู่กับต้นไม้ใหญ่ ตอนเด็กๆ หยาดพิรุณชอบมานั่งเล่นที่นี่ แม้แต่ตอนนี้เธอก็ยังชอบบรรยากาศและชอบเก้าอี้ตัวนี้ที่สุดอยู่นั่นเอง

หญิงสาวหย่อนกายลงนั่ง ใช้เท้าช่วยแกว่งไกวชิงช้าตัวนั้นเบาๆ จากนั้นจึงเงยหน้าสบตาคนที่ยืนทำหน้าแดงอยู่ตรงหน้า

“ว่าไง มีความลับอะไรที่อยากจะบอกหยาดรึเปล่า”

เจ้าตัวพูดติดตลกเพื่อหวังผ่อนคลายความตื่นเต้นของปองภพที่เห็นได้อย่างชัดเจนในเวลานี้

“ป้อง...ป้อง...” เขาพุดตะกุกตะกัก กระทั่งสูดลมหายใจลึกๆ สองครั้ง ก็เอื้อมมือจับต้นแขนเธอ ดึงให้ลุกขึ้นยืน แล้วโพล่งคำบางคำออกมา

“ป้องรักหยาดนะ”

หยาดพิรุณพอจะเดาได้ แต่ไม่ได้ทันตั้งตัวว่าจะถูกสารภาพเช่นนี้ จึงได้แต่ยืนอึ้ง พูดไม่ออกบอกไม่ถูกอยู่พักใหญ่

“รักมานานแล้ว หยาดไม่รังเกียจป้องใช่ไหม”

มือเล็กถูกมือใหญ่เกาะกุม บีบกระชับแนบแน่น บ่งบอกว่ายามนี้ปองภพกำลังวาดหวังและรอคอยคำตอบจากเธอ ซึ่งคำตอบนั้นย่อมต้องเป็นคำตอบรับไม่ใช่ปฏิเสธ

“ป้อง...หยาดไม่รังเกียจป้องหรอกนะ”

เธอยังพูดไม่จบ แต่คนฟัง เพียงแค่ได้ยินคำนั้นก็คว้าตัวเธอไปกอดทั้งตัว พร้อมกับพร่ำรำพันขอบคุณราวกับเธอรับรักเขาแล้วอย่างไรอย่างนั้น

“ขอบคุณหยาด ขอบคุณมาก ขอบคุณที่ให้โอกาสป้อง”

“เดี๋ยว...เดี๋ยวนะป้อง หยาดว่าป้องกำลังเข้าใจผิด”

อ้อมแขนรัดรึงคลายออกเล็กน้อย ในขณะที่ตัวเขายืนแน่นิ่งราวกับกำลังช็อค ปลายจมูกของเขาคลอเคลียอยู่บนกลุ่มผมกลางศีรษะของเธออย่างไม่ได้ตั้งใจ

“หยาดไม่รังเกียจป้อง เพราะป้องคือเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งของหยาด” หญิงสาวเป็นฝ่ายดันตัวออกมา เงยหน้าสบตาเขา แล้วก็ใจหายวาบเมื่อเห็นความเจ็บปวดผิดหวังโชนฉายอยู่ในนั้น ความเป็นคนอ่อนโยนและห่วงใยเพื่อนเสมอทำให้เธอยกมือประคองใบหน้าของอีกฝ่ายไว้ “เป็นเพื่อนกันดีที่สุดนะป้อง เราจะได้คบกันตลอดไปไง”

ปองภพมองเธอนิ่ง ไม่พูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว นานเท่านานกว่าเขาจะยอมพยักหน้า ยกมือทาบบนหลังมือของเธอ

“ใช่...เป็นเพื่อนกันแบบนี้ก็ดีแล้ว ป้องคงไม่มีสิทธิ์เป็นมากกว่านี้ ใช่ไหม”

หยาดพิรุณระบายลมหายใจยาว แล้วพยักหน้าน้อยๆ คำตอบนั้นทำให้ปองภพต้องกล้ำกลืนความขบขื่น และฝืนส่งยิ้มให้เธอ

“จริงๆ ป้องก็รู้อยู่แล้ว หยาดไม่มีทางกับป้องมากเกินเพื่อน แต่บางครั้งป้องก็อดหวังไม่ได้”

เขาดึงมือเธอออกจากใบหน้า แต่ยังคงจับมือเล็กไว้มั่น

“หยาดขอโทษนะ”

“ไม่เป็นไร ป้องเข้าใจ ความรักมันห้ามกันไม่ได้หรอก” เขามองสบตาเธอ และส่งยิ้มให้เธออีกครั้ง ก่อนขออนุญาต “ขอกอดหยาดอีกครั้งได้ไหม ...กอดแบบเพื่อนนะ อย่าเข้าใจผิด”

คำตอบรับคือรอยยิ้มสดใส ก่อนจะปล่อยให้อีกฝ่ายกอดแต่โดยดี กอดกันอยู่อึดใจ ปองภพก็ขอตัวกลับบ้านก่อน

หยาดพิรุณไม่รั้งตัวเขาไว้ เพราะรู้ว่าปองภพน่าจะอยากใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากกว่าสิ่งอื่นใด หญิงสาวเฝ้ามองเขาจนลับตาก่อนหย่อนกายลงนั่งบนชิงช้า เกยท้ายทอยกับขอบบนของเก้าอี้ แล้วหลับตา ซึมซับบรรยากาศอันบริสุทธิ์ และสายลมที่พัดโชยอ่อนๆ ในเวลานั้นเอง ใครคนหนึ่งซึ่งยืนหลบอยู่หลังซุ้มดอกโมก และเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสองมาตั้งแต่ต้นก็สาวเท้ามาหยุดยืนตรงประตู ยืนกอดอกพิงขอบประตูแล้วทอดสายตามองคนที่กำลังเพลิดเพลินกับธรรมชาติรอบกายด้วยแววตาท้าทายกึ่งขุ่นเคืองใจ

ร่างกายของเขาสูงใหญ่ แต่ยามเดินกลับแทบไม่มีเสียงเลยแม้แต่น้อย หยาดพิรุณไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ กระทั่งลืมตาขึ้นมาและพบดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องเขม็งอยู่เหนือศีรษะ เธอถึงกับสะดุ้งสุดตัว กำลังจะหวีดร้อง คนตัวโตก็ยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากเธอเสียก่อน

“ชู่ว์...อยากให้คนอื่นตกอกตกใจกันรึไง”

หยาดพิรุณปัดมือเขาออก แล้วลุกขึ้นยืน ทำท่าทางจะเดินหนี พัทธ์ก้าวพรวดเดียวก็มายืนขวางเธอไว้เสียแล้ว

“หลีกค่ะ หยาดจะไปหาเพื่อน”

“อะไรกัน พอพี่มาเธอก็จะไป ที่กับนายป้องอะไรนั่น เธอกลับกอดแล้วกอดอีก”

ถ้อยคำแปร่งหู บอกชัดว่าเขาน่าจะเข้าใจอะไรผิดไป แต่หยาดพิรุณก็ไม่คิดจะแก้ เธอทำท่ายักไหล่ แล้วถามกลับอย่างยียวน

“แล้วยังไงคะ พี่พัทธ์มีปัญหาอะไร”

“ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอก แค่สงสัยว่านายป้องนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอไม่แต่งงานกับพี่รึเปล่า”

“จะเพราะอะไร พี่พัทธ์ไม่จำเป็นต้องรู้หรอกค่ะ รู้แค่ว่าหยาดไม่อยากแต่งกับพี่พัทธ์ก็พอ!”

‘ไม่อยากแต่ง’ จู่ๆ เขาก็รู้สึกไม่ชอบคำๆ นี้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น และความไม่ชอบก็แปรเปลี่ยนเป็นความโมโหได้ง่ายดายเหลือเกิน ก่อนจะรู้ตัว พัทธ์ก็คว้าตัวหยาดพิรุณมาไว้ในอ้อมกอดเสียแล้ว

เนื่องจากบริเวณค่อนข้างมืดและลับตาผู้คนจึงไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างภายในสวนหย่อมเล็กๆ แห่งนี้

“เอ๊ะ พี่พัทธ์! ปล่อยหยาดนะ!”

“ไม่ปล่อย” เขากระซิบชิดใบหูของเธอ กดเสียงให้ต่ำลงเพื่อไม่ให้ใครอื่นได้ยิน หยาดพิรุณก็ไม่กล้าโวยวายเพราะไม่อยากให้ใครมาเห็นแล้วเข้าใจเลยเถิดกันไปใหญ่

“อย่ามาทำรุ่มร่ามกับหยาดนะ” เธอทำใจดีสู้เสือ เชิดหน้ามองว่าที่สามีด้วยแววตาวาวจ้า “หยาดไม่ใช่ผู้หญิงของพี่พัทธ์!”

“อ้อ...ถ้าเป็นผู้หญิงของพี่ พี่ก็ทำได้น่ะซิ”

หยาดพิรุณยังไม่ทันคัดค้าน โต้แย้ง หรือตอบโต้ใดๆ พัทธ์ก็จัดการทำให้เธอเป็นผู้หญิงของเขาด้วยวิธีที่เธอคาดไม่ถึง

หญิงสาวร้อนวูบไปทั้งกาย เมื่อปลายจมูกโด่งกดลงบนแก้มนุ่มๆ ตามมาด้วยความร้อนจัดจากเรียวปากหยักลึกและความสากระคายจากไรหนวดเขียวครึ้มตามแนวกรามของเขา

เขากำลังหอมเธอ!!!

หยาดพิรุณกรีดร้องอยู่ในอก ทั้งช็อก ทั้งตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนแน่นิ่งอย่างโง่งมอยู่เช่นนั้น กระทั่งได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ

“ถือว่าเธอเป็นผู้หญิงของพี่แล้วนะสาวน้อย”

หยาดพิรุณกัดริมฝีปากจนห้อเลือด ดิ้นรนสุดแรงจนหลุดรอดจากอ้อมกอดล่ำสันนั้นได้ แต่แทนที่จะวิ่งหนี เธอกลับสะบัดฝ่ามือใส่เขา เป็นการลงโทษในสิ่งที่เขาทำลงไป

เผียะ!

เนื้อกระทบเนื้อดังก้องไปทั่วสวนหย่อม พัทธ์หน้าหัน รู้สึกเจ็บจนชาไปทั้งซีกหน้า

“หยาดเกลียดพี่พัทธ์ที่สุด!”

ทิ้งท้ายด้วยคำว่าเกลียดแล้วเดินหนีไป ทิ้งให้เขาอยู่กับความชาหนึบบนซีกหน้าข้างซ้าย อารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ในอก หัวใจที่เจ็บๆ คันๆ และความรู้สึกประหลาดที่อาบไล้ไปทั่วทั้งหัวใจ

...เป็นความรู้สึกชนิดไหน เขาเองก็ไม่อาจแยกแยะได้

ชายหนุ่มมองตามหลังหยาดพิรุณซึ่งเดินกลับเข้าไปในกลุ่มเพื่อน มือหนึ่งลูบฝ่ามือที่ประทับลงบนแก้มของตนเอง ปลายจมูกยังคงกรุ่นกลิ่นหอมเนื้อนวลไม่จาง

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น