เด็กหญิงเย็นชา

หลงเข้ามารึเปล่าไม่รู้ แต่ก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคร๊าาาา

Re : บทที่ 06 ความน่ากลัวของหน้ากาก 06-11-61

ชื่อตอน : Re : บทที่ 06 ความน่ากลัวของหน้ากาก 06-11-61

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.8k

ความคิดเห็น : 29

ปรับปรุงล่าสุด : 06 พ.ย. 2561 04:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Re : บทที่ 06 ความน่ากลัวของหน้ากาก 06-11-61
แบบอักษร

บทที่

06

ความน่ากลัวของหน้ากาก

                ริมฝีปากอันร้อนผ่าวที่ทาบทับลงมา…

                เทียบไม่ได้กับใจที่ร้อนรุ่ม…

                ไม่ต่างอะไรกับการถูกสุมด้วยกองเพลิง…

                ทุกครั้งที่คาบว่างมาถึง ห้องเรียนก็จะเปลี่ยนไปเป็นห้องนั่งเล่นในพริบตา เสียงพูดคุยสนุกสนานดังจอแจ หลายคนจับกลุ่มคุยกัน หลายคนกำลังลอกการบ้านเพื่อน หลายคนกำลังก้มหน้าสนใจแต่จอมือถือ ต่างกับภูผา เด็กหนุ่มเอาแต่ก้มหน้าก้มตาสนใจอะไรบางอย่าง มือผอมตวัดปากกาขีดเขียนหน้ากระดาษสมุด สลับกับส่งเสียงจิ๊ในลำคออย่างไม่พอใจ ตวัดปากกาขีดเขียนใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่านับครั้งไม่ถ้วน เรียกความสนใจและสงสัยจากเมืองแมนได้เป็นอย่างดี

                “มึงทำอะไรของมึงวะภู”เมืองแมนยื่นหน้าถาม

                “เออน่า”ภูผาโบกมือบอกปัด ไม่ยอมเงยหน้าเสียเวลา

                “เออน่าอะไรของมึง นี่คาบว่างนะเว้ย มึงนั่งเขียนอะไรของมึงมาครึ่งคาบแล้ววะ”เมืองแมนไม่รอคำตอบเพราะรู้ดีว่าภูผาคงไม่ตอบง่ายๆ จึงได้ชะโงกหน้ามาดูสมุด

                “นี่มึงหัดเซ็นชื่อเหรอวะ? แต่ว่าชื่อมึงมันไม่ได้เขียนอย่างนี้นี่หว่า”ถามเพื่อนรักด้วยความแปลกใจ ลายเซ็นที่เห็นตัวอักษรมันดูแปลกเกินกว่าจะเป็นลายเซ็นที่มาจากชื่อของภูผา

                “แล้วใครบอกมึงล่ะว่ากูเซ็นชื่อกู”

                “ถ้าไม่ใช่ชื่อมึงแล้วชื่อใคร?”เมืองแมนถาม แต่เสี้ยววินาทีที่ถามออกไปตาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง

                ใบรับรองแพทย์ที่มีลายเซ็นของน่านนทีกำกับ…

                “มึงอย่าบอกนะว่า…”

                “เออ…ก็อย่างที่มึงคิดนั่นล่ะ”ภูผาพยักหน้าตอบ

                “ภู!! เมื่อไรจะเอาจดหมายขออนุญาตผู้ปกครองมาส่งสักที เราจะได้เอาไปให้ครูมีนา ตอนนี้เหลือของภูคนเดียวแล้วนะ”

                ระหว่างที่กำลังคุยกันเสียงมิ้นหัวหน้าห้องก็ทวงถามถึงจดหมายขออนุญาตเข้าค่ายจริยธรรมที่จัดนอกสถานที่ขัดขึ้นมา

                “อืมๆ รู้แล้วๆ”พยักหน้าตอบยักคิ้วให้อย่างเคยชิน ก้มลงหยิบกระดาษจดหมายขออนุญาตมาเซ็นลายเซ็นที่ฝึกมาร่วมชั่วโมงแล้วยื่นให้

                “ไอ้ภู!! ทำบ้าอะไรของมึงวะเนี่ย!! ครูเขาก็บอกแล้วนะเว้ยว่ารอบนี้ห้ามปลอมลายเซ็น เดี๋ยวก็ซวยหรอกมึง”เมืองแมนกระซิบกระซาบ

                “แล้วมึงจะให้กูเอาไปให้มันเซ็นให้รึไง ให้ตายกูก็ไม่เอาด้วยหรอก”ภูผาส่ายหน้า

                เหลือบมองมิ้นที่ยังยืนอยู่ทั้งที่ได้จดหมายขออนุญาตผู้ปกครองไปแล้ว คงเป็นเพราะเห็นว่าภูผาเป็นคนเซ็นเองกับมือ

                “ถ้าฟ้องครูมีนาล่ะก็…พรุ่งนี้โดนเปิดกระโปรงหน้าเสาธงแน่”ยกยิ้มเจ้าเล่ห์ยักคิ้วใส่

                “ไอ้ภู!! ไอ้ทะลึ่ง”หัวหน้าห้องหน้าแดงก่ำ ต่อว่าอีกหลายยกเสร็จก็เดินสะบัดกระโปรงออกจากห้องไป    

                “มึงก็ไปแกล้งมิ้นมัน มันยิ่งชอบๆมึงอยู่”เมืองแมนบ่นเสียงเบา ในประโยคสุดท้ายบอกเบาโหวงให้ตัวเองได้ยินคนเดียว

                ตาคู่สีดำสนิทมองตามเพื่อนรักลุกขึ้นเดินไปจับกลุ่มกับเพื่อนคุยเรื่องแต่งรถที่มุมห้อง

                --------------------------------------------------------------------------------

                ร่างสูงโปร่งในชุดนักเรียนขาสั้นเดินมาหยุดหน้าประตูห้องพักครูหลังเลิกเรียนได้ไม่กี่นาที ไม่ค่อยอยากจะเข้าไปห้องพักครูนัก แต่ก็เลี่ยงไม่ได้เพราะถูกเรียกมา ไม่รู้ว่าถูกเรียกมาด้วยเรื่องอะไร ในระหว่างที่กำลังคิดหนักตาคู่คมก็ไปสะดุดเข้ากับแผ่นหลังกว้าง ไม่อยากจะยอมรับแต่แผ่นหลังนั้นเป็นแผ่นหลังที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี

                น่านนที!!

                “แม่งเอ้ย!!”เด็กหนุ่มสบถทันทีที่เห็นอีกฝ่าย ไม่รู้ว่าทำไมน่านนทีถึงมาอยู่ที่นี่ได้ แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ

                 “มาแล้วเหรอภูผา มานี่สิ”ครูมีนาทัก

                “ครับ”เด็กหนุ่มพยักหน้า

                “วันนี้ที่เธอเอาจดหมายขออนุญาตผู้ปกครองส่งครูมา เธอเป็นคนปลอมลายเซ็นใช่ไหม”ครูที่ปรึกษาเงยหน้าถาม

                คำถามที่ได้รับทำให้ภูผาตกใจไม่น้อย พยายามกลืนก้อนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอเมื่อสมองประมวลหาคำตอบไม่ทัน แม้จะอึดอัดกับคำถามของครูที่ปรึกษา ทว่าที่น่าอึดอัดมากกว่าคงจะเป็นรอยยิ้มมุมปากของใครบางคนที่ส่งมาราวกับว่ากำลังเย้ยหยัน

                “ใครเป็นคนบอกครูครับ”แทนที่จะตอบคำถามกลับตั้งคำถามกลับไป

                “ไม่มีใครบอกครูหรอกนะแต่ครูรู้ด้วยตัวครูเอง ครูพอจะรู้จักลายเซ็นของหมอนทีเพราะครูต้องไปหาหมอบ่อยๆ เธอรู้ดีใช่ไหมว่าก่อนหน้านี้ครูได้กำชับเอาไว้แล้วว่าห้ามปลอมลายเซ็นเด็ดขาดเพราะเป็นกิจกรรมนอกสถานที่จำเป็นจะต้องให้ผู้ปกครองเซ็นยินยอมเองกับมือเท่านั้น ครูถึงได้เรียกหมอนทีมาพบครูในฐานะที่เป็นผู้ปกครองของเธอยังไงล่ะ”

                พูดยืดยาวสุดท้ายก็วกเข้าเรื่องที่ว่าน่านนทีเป็นผู้ปกครอง ตอกย้ำในสิ่งที่พยายามจะหลีกหนีมาตลอด

                “ผม…”อ้ำอึ้ง

                “อาจจะเป็นเพราะช่วงนี้ที่โรงพยาบาลค่อนข้างจะงานยุ่งผมจึงไม่ค่อยมีเวลาให้กับภูผาเท่าที่ควร อีกทั้งช่วงนี้ภูผาย้ายออกไปอยู่ข้างนอกจึงไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอกันสักเท่าไร แต่ผมรับปากว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก ผมต้องขอโทษคุณครูมีนาด้วยนะครับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าหากว่าเด็กคนนี้สร้างปัญหาอะไรอีกคุณครูสามารถติดต่อผมได้โดยตรงทุกเวลาเลยนะครับ”

                มันอะไรกัน…กับรอยยิ้มจอมปลอมพรรค์นั้น

                ทั้งคำพูดที่ประดิษฐ์ประดอยให้ดูสวยหรู ทั้งท่าทีที่ดูเหมือนจะเอาใจใส่แบบนั้น ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกสะอิดสะเอียน

                “ออกไปอยู่ข้างนอก? ทำไมครูไม่เห็นเคยรู้เรื่องนี้มาก่อน”ครูมีนาหันมา

                “ครับ”ได้แต่พยักหน้าตอบส่งๆปัดรำคาญ

                “ก็คิดอยู่ว่าช่วงนี้ทำไมภูผาถึงดูแปลกๆ ยังคิดอยู่ว่าอาจจะมีปัญหาอะไรแต่เจ้าตัวก็ไม่เคยบอก”

                “วัยรุ่นน่ะครับ คงอยากจะลองทำอะไรด้วยตัวเองดู แต่คิดว่าคงเป็นอย่างนี้อีกไม่นาน ยังไงผมก็ต้องฝากคุณครูช่วยดูแลภูผาอีกแรง อาจจะก้าวร้าวไปหน่อยในช่วงนี้ ยังไงก็รบกวนด้วยนะครับ”บอกด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ

                วูบหนึ่งที่นัยน์ตาคู่อ่อนโยนปรายตามามองในตอนที่ครูสาวเผลอ…มองด้วยแววตาของผู้ชนะ

                “แหม ถ้าพูดถึงขนาดนี้ก็ต้องเลยตามเลยนั่นล่ะค่ะ ยังไงภูผาเองก็เป็นลูกศิษย์คนหนึ่งเหมือนกัน แต่ว่าออกมาอยู่ตัวคนเดียวข้างนอกมันไม่ใช่เรื่องดีเลยนะเธอรู้ใช่ไหม เอาแต่ใจตัวเองเกินไปแล้ว เธอโชคดีนะที่มีหมอนทีเป็นผู้ปกครอง ถ้าเป็นคนอื่นคงจะแย่แน่ๆ”

                “ผมบอกแล้วไงว่าเขาไม่ใช่ผู้ปกครองของผม”ภูผากรอกตา

                แต่ก็ต้องกัดฟันเมื่อข้อมือถูกคว้าไปจับ ก่อนที่มือนั้นจะลงน้ำหนักบีบแรงจนรู้สึกเจ็บ

                “ก้าวร้าวอีกแล้วนะ”อีกฝ่ายบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มหู เงยหน้าส่งสายตาที่ยากจะอ่านอย่างใจเย็น

                น้ำเสียงนั้นช่างแตกต่างจากการกระทำโดยสิ้นเชิง มือใหญ่ที่กระชับรอบข้อมือลงน้ำหนักมากขึ้น อาศัยโต๊ะเบื้องหน้ากำบังสายตาของครูที่ปรึกษาที่หลงไปกับรอยยิ้มจอมปลอม

                “เอาเป็นว่าครูจะยอมปล่อยเรื่องปลอมลายเซ็นไปก็แล้วกัน แต่ถ้ามีครั้งหน้าอีกคงจะต้องหักคะแนนความประพฤติ ส่วนหมอนทีก็แค่เซ็นเอกสารให้ใหม่ก็พอค่ะ ขอโทษที่ต้องรบกวนเวลามาให้มาถึงที่นี่นะคะ ทั้งที่เหนื่อยจากคนไข้มาแท้ๆ แถมยังมีของติดไม้ติดมือมาอีก แค่ยอมสละเวลามาก็เกรงใจจะแย่อยู่แล้ว”ครูมีนายิ้มให้คุณหมอตรงหน้า

                ประโยคสุดท้ายของครูมีนาเรียกความสนใจของเด็กหนุ่มให้หันไปมองที่กระเช้าผลไม้บนโต๊ะ

                ประจบ สอพลอ เอาหน้า ใส่หน้ากาก ร้อยพันคำด่าถาโถมเข้ามาในความคิด

                “ไม่เป็นไรครับ ถือว่าเป็นน้ำใจจากผมที่คุณช่วยดูแลภูผามาตลอด”ริมฝีปากของคุณหมอคลี่ยิ้มอ่อนโยน

                ต่างฝ่ายต่างยิ้มแย้มให้กัน มีเพียงภูผาเท่านั้นที่มีใบหน้าบึ้งตึง เบือนหน้าหนีกับภาพของคนใส่หน้ากาก

                “เสร็จแล้วใช่ไหมครับ งั้นผมขอรับตัวภูผาไปเลยนะครับ”คุยกันอีกไม่กี่ประโยคน่านนทีก็เอ่ยถามขึ้นมาเป็นการตัดบทจบ

                “ตามสบายเลยค่ะ”

                สิ้นคำตอบของครูมีนา ข้อมือที่ถูกจับเอาไว้แน่นก็ถูกดึงกึ่งอออกแรงกระชากให้เดินตามออกมาจากห้องพักครู

                “คิดว่าจะให้ฉันมาจัดการกับเรื่องไร้สาระของนายที่โรงเรียนอีกสักกี่ครั้งกัน”น้ำเสียงเย็นยะเยือกเอ่ยถามเมื่อลากเด็กหนุ่มมาถึงลานจอดรถหน้าตึกพักครู เป็นเวลาเย็นมากแล้วจึงไม่มีคนหลงเหลืออยู่ในบริเวณนี้

                “กูก็ไม่ได้ขอให้มึงมา”เบือนหน้าหนี พยายามกระชากข้อมือกลับมา

                “เคยคิดบ้างไหมว่าการกระทำไร้สาระที่กำลังทำอยู่จะมีผลกระทบกับครอบครัว”

                “ครอบครัว? หึ!! มึงคงจะลืมไปว่าครอบครัวกูตายหมดแล้ว”เด็กหนุ่มแค่นหัวเราะ เชิดหน้าใช้หางตามองอย่างประชด

                “ตายหมดแล้วงั้นเหรอ นายมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองพูดมากสินะ สำหรับฉันคำพูดของนายมันไม่ได้มีความหมายสักเท่าไร แต่กับภูมินทร์ล่ะ นายไม่คิดว่าเขาเป็นครอบครัวนายรึไง”คราวนี้น่านนทีตอบกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง ไม่เพียงแค่นั้น แต่มือที่กระชับข้อมือผอมยังออกแรงบีบมากขึ้น ดึงกระชากจนเด็กหนุ่มเสียหลักถลาเข้ามาหา

                “กูจะคิดยังไงก็เรื่องของกู ปล่อยกูสักที กูจะกลับบ้าน”เป็นคำตอบที่หลีกเลี่ยงที่เลี่ยงความเป็นจริง

                ตาคู่คมถลึงตามองอีกฝ่ายทันทีที่ภูมินทร์ถูกยกขึ้นมาอ้าง เป็นความจริงที่ยังคงเหลือภูมินทร์อยู่อีกคน คนที่ครึ่งหนึ่งมีเลือดเนื้อเชื้อไขของวารีไหลเวียนอยู่

                “บ้านที่นายต้องกลับคือบ้านที่ภูมินทร์กำลังรอนายอยู่ ไม่ใช่บ้านของคนที่นายยังไม่รู้จักเขาดีพอ”

                “ยังไงเขาก็ไม่เลวร้ายเท่ามึงหรอก หึ!! กระเช้าผลไม้ กูล่ะอยากจะอ้วก จริงๆ”ส่งรอยยิ้มเหยียดให้อีกฝ่าย

                “นายจำไม่ได้รึไงว่าฉันเคยบอกว่านายไม่สามารถไว้ใจใครได้แม้แต่คนเดียว โลกข้างนอกยังมีสิ่งที่นายยังไม่รู้อีกเยอะ”ใบหน้าหล่อเหลาโน้มเข้ามาใกล้ขึ้น ขยับก้าวเข้ามาใกล้กว่าเดิม

                “อย่างน้อยคนที่อยู่ข้างนอกก็ไม่ได้ใส่หน้ากากตีสองหน้าเหมือนกับมึงก็แล้วกัน”ตอกกลับพร้อมกับถอยหนีเมื่อน่านนทีขยับเข้ามาใกล้

                ไม่ว่าจะพยายามสะบัดข้อมือเท่าไรก็ไม่หลุด ถอยหนีจนแผ่นหลังชิดติดกับรถ ไร้ซึ่งหนทางให้หนีอีกแล้ว ถูกบีบบังคับให้ต้องเงยหน้าขึ้นจ้องตอบด้วยดวงตาอันก้าวร้าวอย่างไม่เต็มใจ

                “ใส่หน้ากาก? เป็นคำเปรียบเปรยที่ดีนี่…แล้วเด็กไร้เดียงสาอย่างนายล่ะ รู้สึกยังไงกับจูบ เด็กที่อ่อนต่อโลกอย่างนายเคยจูบกับคนอื่นอย่างที่ถูกฉันจูบไหมล่ะ แล้วเคยรู้บ้างไหมว่าเวลามีอะไรกันจะต้องจัดการกับตัวเองยังไง ต้องป้องกันยังไง ติดโรคขึ้นมาจะทำยังไง”เสียงของน่านนทีในเวลานี้ก้องสะท้อนอยู่ในโสดประสาท

                ทุกถ้อยคำล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยการดูถูก ใบหน้าที่ยื่นเข้ามาใกล้ ลมหายใจที่เป่ารด ค่อยๆขีดเขียนคำว่าชิงชังเพิ่มขึ้นในพื้นที่หัวใจ ยิ่งใบหน้านั้นโน้มเข้ามาใกล้ กลิ่นของลมหายใจเจือไปด้วยยาฆ่าเชื้อยิ่งชัดเจนขึ้น ทุกวินาทีเต็มไปด้วยความอึดอัด ภูผากัดฟันเม้มปากแน่น กลั้นใจตอบกลับ

                “เรื่องแบบนั้นกูรู้อยู่แล้ว มึงไม่ต้องสะเออะมาบอกกูหรอก แล้วก็จูบของไอ้โรคจิตที่มาจูบผู้ชายอย่างมึงมันโคตรน่าขยะแขยง จูบกับคนอื่นยังดีกว่ามึงร้อยพันเท่า หึ!”สิ้นสุดคำตอบก็ออกแรงผลักอกร่างสูงใหญ่ตรงหน้าเต็มแรงจนเซถอยไป

                อาศัยจังหวะเผลอเตรียมจะหนี ทว่าไม่ทันตั้งตัวต้นแขนก็ถูกจับเอาไว้ ถูกผลักให้เซหน้าไปแนบกับรถ ตาคู่คมเบิกกว้างเมื่อแผ่นหลังกำลังถูกทาบทับ

                แนบชิดจนไม่มีช่องว่าง…ทั้งที่ใจห่างเหินกันราวกับอยู่คนละโลก

                “เคยจูบกับคนอื่นแล้วรึไง?”เสียงกระซิบถามดังขึ้นชิดใบหู ก่อนที่ลมหายใจร้อนผ่าวจะเป่ารดลงมาที่ต้นคอชวนให้รู้สึกคลื่นเหียน

                “ถ้าใช่แล้วจะมึงทำไม”เชิดหน้าตอบกลับ

                “แล้วเด็กผู้หญิงคนไหนล่ะที่นายจูบ”น่านนทีถามกลับมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก

                เป็นคำถามที่ทำให้นัยน์ตาของเด็กหนุ่มสั่นไหวเล็กน้อย แม้พยายามซ่อนอาการเอาไว้แต่ทุกอย่างก็อยู่ในสายตาของคนตรงหน้า

                เพราะว่าไม่ได้จูบกับผู้หญิงแต่จูบกับต้นสน…

                “ระ…เรื่องของกู ปล่อยกูสักทีสิวะไอ้เหี้ยนี่ มึงคิดว่าแรงเยอะกว่าแล้วจะมาใช้กำลังกับกูแบบคืนนั้นได้อีกรึไง ถ้ามึงทำอีกกูต่อยมึงหน้าแหกแน่”ออกปากขู่ทั้งที่ถูกต้อนให้จนมุม ตัวถูกดันให้ชิดติดกับตัวแขนข้างหนึ่งถูกจับไขว้หลัง

                “ผู้ชายสินะ”ดูเหมือนว่าน่านนทีจะอ่านออก ชายหนุ่มพูดขึ้นมาให้เด็กหนุ่มหน้าชาราวกับถูกตบ

                “อะ…ไรของมึง”

                “นายจูบกับผู้ชายมาใช่ไหม คนไหนล่ะ…เพื่อนหรือว่าผู้ชายคนนั้นที่นายไปอยู่ด้วย”ไม่เพียงแค่ยัดเยียดคำถามที่ไม่อยากจะตอบ แต่น่านนทีกลับเบียดตัวเข้ามาใกล้ กายสูงใหญ่แนบชิดแผ่นหลังของเด็กหนุ่มมากกว่าเก่า ส่งผ่านความร้อนของผิวกายได้อย่างชัดเจน

                “กับใครก็ไม่เกี่ยวกับมึง”

                “กับใครก็ได้สินะ แล้วถ้าเกิดถูกใครที่ว่าจู่โจมขึ้นมาล่ะ นายจะตั้งรับได้ไหม แค่กับฉันนายยังถูกต้อนจนจนมุมเลยนี่ แล้วอีกอย่าง…นายรู้รึเปล่าว่าผู้ชายเขาทำกันตรงไหน ถ้าหากอีกฝ่ายไม่มีตรงนั้นที่เหมือนกับผู้หญิง”เสียงกระซิบข้างหูบอกด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าให้อับอาย

                ฝ่ามือร้อนผ่าวข้างหนึ่งจงใจเลือนลงมาแตะที่บั้นเอวสอบก่อนจะเลื่อนต่ำลงไปลูบวนบนบั้นท้ายของเด็กหนุ่มผ่านกางเกงนักเรียนสีกากี ออกแรงขยุ้มก้อนเนื้อกลมเบาๆก่อนจะเพิ่มแรงบีบขยำเน้นหนัก

                “อะ ไอ้เหี้ย!! มึงจับตูดกู!!”

                ความตกใจทำให้ภูผาสบถออกมา ออกแรงฮึดสะบัดตัวจนน่านนทีผละออกไปเล็กน้อย ตั้งใจจะต่อยสวนกลับไปด้วยโทสะที่มีอยู่ล้นอก อยากจะแก้แค้นกับความอับอายที่ถูกยัดเยียดมาให้ ทว่าก็ต้องชะงักอยู่แค่นั้นเมื่อตาเหลือบไปเห็นครูที่ปรึกษาถือกระเช้าผลไม้เดินออกมาจากตึกและเดินมาหยุดที่รถคันที่จอดข้างกัน

                “ยังไม่กลับกันอีกเหรอคะ นึกว่าไปกันแล้ว”ครูมีนาส่งยิ้มถาม

                “กำลังตกลงอะไรกันนิดหน่อยน่ะครับ”เป็นน่านนทีที่เป็นฝ่ายตอบ

                ในตอนที่ครูที่ปรึกษาโพล่เข้ามาขัดจังหวะ ภูผาคิดว่าความเลวร้ายของน่านนทีจะหยุดลง แต่เปล่าเลย มือใหญ่กลับเอื้อมมาจับก้นของเขาอีกครั้ง คราวนี้มันค่อยๆลูบคลึงเบาๆก่อนปลายนิ้วจะจงใส่สอดต่ำลงใกล้กับช่องทางเบื้องล่าง

                สำหรับสายตาของครูมีนา ภาพที่เห็นมีแค่รอยยิ้มของน่านนทีกับความใกล้ชิดของนักเรียนกับผู้ปกครองที่ดูสนิทกันโดยมีรถคันหนึ่งคั่นกลางเอาไว้ แต่ภาพที่ภูผาเห็นกลับมีเพียงแต่ความดำมืด ริมฝีปากขบเม้นเข้าหากันแน่น เกร็งตัวเมื่อปลายนิ้วสอดและกดเน้นย้ำบริเวณ แม้จะมีกางเกงเป็นตัวคั่นระหว่างกลาง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทุกสัมผัสของน่านนทีทำให้เด็กหนุ่มแทบบ้า

                “งั้นก็ขับรถกลับกันดีๆนะคะ”ครูมีนากล่าวลา

                “เช่นกันครับ”น่านนทียิ้มส่ง

                ไม่นานรถของครูมีนาก็ขับออกไป ภูผาอาศัยจังหวะที่น่านนทีจ้องมองรถของครูมีนาขับออกไปออกแรงศอกเข้าที่ตัวอีกฝ่ายเต็มแรง น่านนทีงอตัวเล็กน้อยก่อนจะผละออก ภูผา ขบฟันกับริมฝีปากตัวเองแน่น ใบหน้าสีน้ำผึ้งเข้มขึ้นสีด้วยความอับอาย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงจ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาแข็งกร้าวเช่นเดิม ก่อนจะรีบเดินหนีออกมา

                อีกแล้วที่น่านนทีทำให้อับอาย…

                ทุกอย่างที่น่านนทีกระทำมันยากจะลบเลือน ทุกที่ๆมือสกปรกคู่นั้นแตะต้องมันร้อนผ่าว ราวกับถูกตีตราให้ไม่อาจลบเลือนความรู้สึกของสัมผัสออกไปจากความคิดได้เลย

                ขยะแขยง…

                น่ารังเกียจ…

                สกปรก…

                ภูผาก่นด่าน่านนทีในใจนับครั้งไม่ถ้วน เร่งฝีเท้าก้าวหนีออกห่างคนที่เป็นราวกับปีศาจแต่กลับสวมหน้ากากนักบุญ

                นึกเจ็บใจแทนพี่สาวเสียเหลือเกินที่แต่งงานกับน่านนที ผู้ชายที่น่ารังเกียจจนแทบไม่อยากจะมองหน้า วารีจะรู้บ้างไหมว่านิสัยของน่านนทีเป็นอย่างไร บางอย่างทำให้เด็กหนุ่มเริ่มคิด…ว่าบางทีเหตุผลที่วารีแยกห้องนอนกับน่านนทีอาจจะเป็นเพราะตัวตนของน่านนทีก็เป็นได้

                ------------------------------------------------------------

คิดถึง...


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}