หลินหลิน / แมวสีหม่น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 1-3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 326

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ย. 2561 14:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1-3
แบบอักษร

พัทธ์จมจ่อมอยู่กับความคิดของตนเองอยู่นาน กระทั่งขับมาใกล้ซอยเล็กที่ต้องเลี้ยว จึงกะพริบตาดึงสติกลับคืน ชายหนุ่มตบไฟเลี้ยวซ้าย หักพวงมาลัย ขับตรงไปจนเกือบสุดซอย จอดรถชิดริมฟุตปาธ หยิบสูทที่วางบนเบาะข้างๆขึ้นมาสวม ส่องกระจกครู่หนึ่งเพื่อสำรวจความเรียบร้อยของตนเอง จากนั้นจึงก้าวลงจากรถ ทอดสายตามองไปยังประตูใหญ่ที่เปิดกว้าง และสนามหญ้าขนาดใหญ่ทางด้านหน้าตัวบ้านสองชั้นที่บัดนี้มีโต๊ะคลุมด้วยผ้าสีขาววางเรียงรายกันเป็นระยะๆ ยืนมองอยู่อึดใจ ก่อนจะยกนาฬิกาขึ้นดูเวลา เมื่อพบว่าใกล้จะครบสิบนาทีอย่างที่สัญญาไว้กับคุณปู่แล้ว จึงเดินเข้าไปในงาน

            ทันทีที่พัทธ์เดินผ่านประตู เจ้าของบ้าน...ทั้งโยธินและรัชระวีก็ปรี่ออกมาต้อนรับ รอยยิ้มเป็นมิตรและแสนอ่อนหวานของทั้งสองทำให้เขาต้องกล้ำกลืนความอึดอัดไว้แล้วโปรยยิ้มกลับคืน ยกมือไหว้อย่างนอบน้อมไม่ขัดตา แม้ว่าเขาจะมีสายเลือดของชาวอังกฤษอยู่ครึ่งหนึ่งก็ตาม

“สวัสดีครับ คุณอา คุณน้า ขอโทษนะครับที่ผมมาช้า พอดีผมมีงานต้องสะสางนิดหน่อยน่ะครับ”

“ไม่เป็นไรหรอก...ไอ้พิมันบอกอาแล้วว่าพัทธ์ติดงาน” โยธินเอ่ยอย่างใจดี พลางชี้มือไปที่โต๊ะด้านหน้าสุดและอยู่ริมสุดสนาม “ปู่กับพ่อเรารออยู่ตรงนู้นแน่ะ”

เมื่อชายหนุ่มหันไปมอง ก็เห็นทั้งปู่ ทั้งบิดา และอาของตนเองกำลังจับจ้องมายังเขาเป็นตาเดียวกัน

“ท่าทางคงโมโหผมน่าดูนะครับ” เอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ แล้วส่งยิ้มให้ทั้งสองก่อนค้อมตัว เดินอ้อมไปทางด้านหลังเวทียกพื้นซึ่งตั้งอยู่ริมสนามหญ้า

พอโผล่หน้ามาให้เห็น ปู่อนันต์ก็รีบยกไม้ตะพดขึ้นมากวักเรียกหลานชายเพียงคนเดียวทันที ส่วนพิมุกข์นั้นนั่งตีหน้าเคร่งอยู่ไม่ห่าง ขณะที่ธรณ์กับมุกตาภาผู้เป็นภรรยานั่งเคียงกันอย่างไม่ใส่ใจความ ‘เกเร’ ของเขาสักเท่าไรนัก เพราะรู้ดีว่านิสัยของหลานชายเป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

“สวัสดีครับ คุณปู่ คุณพ่อ อาธรณ์ อามุก มางานพร้อมกันเลยหรือครับ” ถามพลางทรุดกายลงนั่งเคียงข้างผู้เป็นอาซึ่งวัยล่วงเลยไปถึงห้าสิบห้าปีแล้วแต่ก็ยังไม่มีโซ่ทองคล้องใจเลยสักคน พูดให้ถูกก็คือ ครอบครัวบุณยกรของเขานั้นมีเขาเพียงคนเดียวที่อายุน้อยที่สุด จึงไม่แปลกที่ใครๆมักจะเห็นเขาเป็นเด็กตัวเล็กๆอยู่เสมอ ทั้งที่อายุอานามก็ปาเข้าไปเกือบสามสิบสามอยู่รอมร่อแล้ว

“เปล่าหรอก อากับอามุกขับรถมาเอง พอเลิกงานแล้วจะขับไปพัทยาเลย ว่าจะไปพักร้อนสักอาทิตย์น่ะ”

พัทธ์พยักหน้ารับรู้ กำลังจะเอ่ยปากถามเพื่อหลบเลี่ยงคำเทศนา หากท่านก็รู้ทันรีบเอ่ยขัดขึ้นมาว่า

“แกมัวทำอะไรอยู่ฮะ ไอ้เจ้าพัทธ์! นี่ถ้าฉันไม่โทร.ไปตาม แกก็คงทำเนียนไม่มาเลยสินะ”

“โธ่ คุณปู่ ผมบอกแล้วว่าจะมา ผมก็ต้องมาสิครับ” เอ่ยพร้อมกับยักไหล่ “ก็แค่มาช้าไปนิดหน่อย คงไม่ได้ทำให้น้องหยาดเขาโกรธอะไรมากมายหรอกทั้งครับ”

เป็นถ้อยคำที่ช่างกวนประสาทจนทำให้ปู่อนันต์ถึงกับพ่นลมหายใจทางปากอย่างโมโห เบือนหน้าหนีเจ้าหลานชายตัวดี แล้วให้บุตรชายคนโตของตนเองเป็นฝ่ายพูดแทน

“ทำผิดแล้วยังไม่สำนึกอีกนะ”

เสียงเข้มๆกับแววตาจริงจังของบิดา...ผู้เลี้ยงเขามาเพียงคนเดียวเป็นระยะเวลาเกือบสามสิบปีนับจากวันที่มารดาประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกตอนบินกลับไปอังกฤษทำให้แววตาท้าทาย ดื้อรั้น และไม่ยอมใครของเขาอ่อนแสงลง พัทธ์ระบายลมหายใจยาว แล้วยกมือไหว้อย่างขอลุแก่โทษ

“ผมขอโทษจริงๆครับพ่อ ครั้งนี้ผมยอมรับผิด...ผมไม่อยากมาจริงๆ”

“ทำไมล่ะ แกไม่ได้เจอหนูหยาดเลยไม่ใช่หรือ ตั้งห้าปีเชียวนะ      ไม่คิดจะอยากเจอน้องรึไง”

คนที่ยังหวงความโสดยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เอนกายพิงพนัก ยกมือจับที่เนกไท ค่อยๆคลายมันออก แล้วปลดกระดุมเชิ้ตเม็ดแรกออกด้วย

“ไม่ใช่แค่ผมหรอกครับที่ไม่อยากเจอ หนูหยาดของคุณพ่อก็ไม่อยากเจอผมเหมือนกันแหละครับ”

“ไม่อยากเจอ? ทำไมแกคิดยังงั้นล่ะ” พัทธ์ยังไม่ได้ตอบ ผู้เป็นบิดาก็พยักหน้าหงึกหงัก ทำเสียงราวกับระลึกได้ในลำคอ “อ๋อ แกทะเลาะกับหนูหยาดนี่ ตั้งแต่วันนั้นยังไม่คืนดีกันอีกเรอะเจ้าพัทธ์”

“จะคืนดีกันได้ไงครับ คุยกันสักคำก็ยังไม่คุยเลย”

“อ้าว...ก็พ่อให้เบอร์หนูหยาดกับแกแล้วนี่ แกไม่ได้โทร.ไปเหรอ”

จะให้โทร.ไปหาคนที่มองจ้องเขาด้วยแววตาโกรธเกรี้ยว แถมทำตัวเย่อหยิ่งใส่เขาอีกน่ะเหรอ! สู้เอาเวลาที่มีไปเอาอกเอาใจคนที่ต้องการเขาไม่ดีกว่าหรือ!

ชายหนุ่มบอกตัวเองเพียงในใจ หากที่พูดไปคือ

“น้องหยาดเขาคงไม่อยากคุยกับผมหรอกครับ”

ไม่อยากให้ใครซักไซ้ไล่เลียงในสิ่งที่เขาไม่อยากตอบอีก จึงทำทีเป็นหันซ้ายหันขวามองหาคนที่กำลังเอ่ยถึง

“แล้วน้องหยาดอยู่ไหนล่ะครับ ผมไม่เห็นเห็นเลย” ยามกวาดตา เขาก็เห็นสาวๆวัยเดียวกับหยาดพิรุณ คาดว่าคงเป็นกลุ่มเพื่อนสนิทสมัยมัธยมปลายหรือไม่ก็เพื่อนที่เรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน กำลังจับกลุ่มคุยกันอย่างสนุกสนาน บางคนก็ชี้ไม้ชี้มือมาทางเขา จะชื่นชมหรือนินทาเขาก็ไม่รู้แน่

“อยู่ข้างในน่ะ เดี๋ยวจะออกมาแล้วละ”

พัทธ์พยักหน้าก่อนถามต่อว่า

“ตกลงงานวันนี้เป็นงานเลี้ยงต้อนรับหรือเลี้ยงฉลองที่เรียนจบเหรอครับ”

“ก็ทั้งสองอย่างนั่นแหละ เห็นว่าใกล้วันเกินหนูหยาดด้วย คงจัดงานควบกันไปเลยมั้ง” อาธรณ์เป็นฝ่ายตอบ ก่อนสาธยายสิ่งที่ได้ยินมาให้ฟังว่า “เห็นว่าจะเปิดงานด้วยเพลงนี่”

“เพลง?”

“อื้อ...หนูหยาดแกจะร้องเองด้วยนะ”

พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงดนตรีจากหลังเวทีก็ดังขึ้น ท่วงทำนองเนิบช้า อ่อนหวาน แต่ก็สะกดแขกที่มาร่วมงานให้นิ่งฟังได้อย่างน่าอัศจรรย์

พัทธ์ไม่ใช่ผู้ชายประเภทชื่นชอบเพลงหวานๆ ทำนองช้าๆชวนหลับเช่นนี้เลย เขาจึงไม่ค่อยใส่ใจจะฟังเท่าไรนัก เอาแต่หันมองทางนู้นทีทางนี้ที เมื่อบริกรนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ เขาก็มัวแต่เลือกว่าจะดื่มน้ำผลไม้ น้ำอัดลม หรือบรั่นดีดี กระทั่งเสียงอันไพเราะอ่อนหวานของใครคนหนึ่งดังคลอไปกับเสียงดนตรี มือที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบเครื่องดื่มบนถาดทรงรีนั้นจึงชะงักค้างอยู่กลางอากาศ

เสียงนั้นคลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นเสียงของคนรู้จัก...ที่ไม่ได้พบกันนานมากแล้ว

ใครหนอ? ใครกัน?

พัทธ์นั่งคิดนานจนบริกรต้องส่งเสียงเรียก เขารีบเลือกบรั่นดีมาแก้วหนึ่ง ยกจรดริมฝีปาก รับเอารสชาตินุ่มลิ้นลงสู่ลำคอ จึงหันไปมองบนเวที ภาพที่เห็นทำให้เขาแทบสำลัก

ชายหนุ่มรีบวางแก้วลงบนโต๊ะ ผุดลุกขึ้นยืน มองจ้องคนที่กำลังเดินมากลางเวทีพร้อมกับร้องเพลงคลอไปด้วยอย่างลืมตัว

How long will I be with you

As long as the sea is bound to

Wash up on the sand[1]

เดรสสีขาวครีมเรียบๆ คงดูธรรมดายามอยู่บนไม้แขวน แต่เมื่อมาอยู่บนเรือนร่างโปร่งบางของหญิงสาวผู้นั้นมันกลับดูดีขึ้นมาทันตาเห็น ทรวดทรงองค์เองของเจ้าหล่อนช่างเหมาะเจาะและชวนมองไปแทบทุกส่วน...แขนกลมกลึง เอวคอด สะโพกผาย ปลีน่องเรียวยาว และ...ลำคอระหงที่เจ้าตัวคงรู้ดีว่างดงามเพียงใดจึงเกล้าผมของตนเป็นมวยไว้กลางศีรษะ ปล่อยปอยผมที่ถูกดัดเป็นลอนน้อยๆลงมาให้พอดูเซ็กซี่นิดๆ

เดรสที่เธอสวมตรงส่วนบนเป็นคอวีค่อนข้างลึก แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยอะไรมากนัก ในสายตาของพัทธ์ เรียกว่า...งดงามอย่างพอเหมาะพอควร

ส่วนด้านหลังคว้านลึกต่ำจนเกือบถึงเอว เผยให้เห็นความขาวผ่องนวลเนียนไร้ที่ติ ส่วนกระโปรงนั้นยาวเหนือเข่าเล็กน้อย แต่ดูกรุยกรายเมื่อมีผ้าชีฟองต่อจากสะโพกด้านหลังยาวลงมากรอมเท้า ยามขยับกายเคลื่อนไหวไปมาบวกกับแรงลมพัด มันก็จะสะบัดพลิ้วน้อยๆ เหมาะกับ    บทเพลงที่เธอกำลังถ่ายทอดให้ฟัง เรียกได้ว่าชุดนี้มีทั้งความเรียบง่าย        สง่า และเซ็กซี่หน่อยๆ ผสมผสานกันอย่างลงตัว

พัทธ์เคยเห็นสาวๆคนอื่นสวมใส่ชุดแนวๆนี้มาแล้ว แต่ไม่เคยมีใครทำให้เขาต้องยืนจ้องนานขนาดนี้ อาจเพราะแสงสีที่สาดกระทบบนเวทีที่ทำให้ผู้หญิงคนนั้นดูงดงามราวนางฟ้านางสวรรค์ หรือไม่ก็เพราะเสียงที่เปล่งออกมาจากปากเธอนั้นเป็นกำลังร่ายมนตร์ให้ใครต่อใครหลงใหล

How long will I love you

As long as stars are above you

And longer if I may

Mmm,mmm,mmm

เสียงของเธอสดใส อ่อนหวาน จนสะกดคนฟังให้นั่งเหม่อมองเธอเป็นจุดเดียว รวมทั้งเขาด้วย

พัทธ์เกือบหลงลืมตัว ก้าวเท้าออกไปยืนอยู่หน้าเวทีแล้ว ถ้าเธอคนนั้นจะไม่หันมา โปรยยิ้มหวาน และยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

วินาทีที่เขาได้เห็นหน้าเธออย่างชัดเจน หัวใจเจ้ากรรมแทบหยุดเต้นไปชั่วขณะ

เสี้ยวขณะจิตนั้น...ภาพของเด็กสาวกะโปโลก็ลอยมาซ้อนทับกับภาพของเธอ ล่องลอยพร่ามัวในครั้งแรก ก่อนจะแนบสนิทในเวลาต่อมาเมื่อเธอคนนั้นประสานสายตากับเขาอย่างตั้งใจ

พัทธ์ถึงกับครางชื่อของเธอออกมาเบาๆ...ชื่ออันไพเราะอ่อนหวาน แต่ครั้งแรกที่ได้ยินเขากลับรู้สึกว่ามันเชยแสนเชย

“หยาดพิรุณ”

พลันที่สบตากันชั่วระยะเวลาหนึ่ง แววตาอันอ่อนหวาน เต็มไปด้วยความเคารพนบนอบของเธอก็แปรเปลี่ยนเป็นแววตาท้าทาย ดื้อดึง และเย่อหยิ่งแบบที่เธอใช้มองเขาที่สนามบินเมื่อห้าปีก่อนนั่นแหละ

ใช่แน่! เธอคือหยาดพิรุณ!

หยาดพิรุณที่ไม่ได้เป็นเด็กกะโปโลเหมือนก่อน แต่กลับทรงเสน่ห์จนเขาเชื่อหมดใจว่านับจากนี้ หัวกระไดบ้านชัชวาลย์กุลหลังนี้คงไม่มีวันแห้งอย่างแน่นอน!

[1]How long will I love you ขับร้องโดย Ellie Goulding

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น