OM.G

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 1 พลัดพราก

ชื่อตอน : บทที่ 1 พลัดพราก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 980

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ย. 2561 12:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 พลัดพราก
แบบอักษร

บทที่  1  พลัดพราก          

เด็กหนุ่มพยายามดิ้นรนจากเชือกที่ถูกพันคออยู่ พร้อมกับโดนกระชากร่างให้หลุดลอยลงมากระแทกกับพื้น  จนร่างกายปวดร้าวเจ็บแปล็บไปถึงข้างในกระดูก เด็กหนุ่มพยายามลุกสะบัดศีรษะไล่ความมึนงง   สายตาพร่ามัวพยายามเพ็งมอง ร่างสูงบิดเบี้ยวที่มือกุมเชือกนั้นกระตุกเชือลากร่างเด็กหนุ่ม ลอยวืดขึ้นไปในอากาศ  เด็กหนุ่มร่างกระตุกก่อนจะยกมือจับเชือกเพื่อจะดึงกลับ แต่เชือกยิ่งขมึงเกรียวแน่นขึ้นเพราะแรงกระชากและเสียงหัวเราะอย่างสะใจ  เด็กหนุ่มถูกเหวี่ยงไปตามแรง  สติพร่าเลือน  ก่อนจะได้สติเพราะเสียงกรีดร้องของเด็กหญิงสองคนที่ติดอยู่ในกองไฟตรงหน้าและถูกล้อมรอบด้วยพวกอสูรผิดรูปร่างน่าตาแปลกประหลาด เด็กหนุ่มกัดฟันกรอด สายตาเพ่งไปยังทางเสียงเล็กของน้องสาว

“พี่ชาย  พี่ชายช่วยด้วย” เสียงร้องของเด็กหญิงดังขึ้น

ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ปะทุ พวยพุ่งขึ้น โหมอย่างรุนแรง ล้อมรอบเด็กหญิงทั้งสองคนเอาไว้  ทำให้เด็กหนุ่มรวบรวมแรงฮึดอีกครั้ง  ใช้แรงทั้งหมดกระตุกเชือกและทุ่มคนที่กระชากตนเองลงไปนอนกลิ้งอยู่ที่พื้น  มันแสยะเขี้ยวใส่เด็กหนุ่มแต่เด็กหนุ่มกระโจนตัวไปขึ้นคร่อมร่างประหลาดนั้น  พร้อมกับกระแทกเข่าไปอย่างแรงที่หน้าอก  พร้อมเอื้อมหยิบมีดสั้นที่พกติดตัวแทงลงไปที่หน้าอกอย่างไม่ยั้งมือ เลือดของตัวประหลาดพุ่งขึ้นสาดใส่ใบหน้าของเด็กหนุ่ม แต่เขายังไม่หยุดมืด กระหน่ำแทงลงไปไม่ยั้งมือราวกับจะทำให้ร่างของตัวประหลาดหายวับไป    ร่างกายของเด็กหนุ่มสั่นสะท้าน พร้อมกับมีดที่ปักคาอก เสียงหอบหายใจอย่างรุนแรงสายตาที่พร่ามัว  มองไปรอบ ก่อนจะถูกกระชากข่วนเป็นริ้วรอยจากตัวประหลาดที่นอนอยู่ เด็กหนุ่มร้องโหยหวยออกมาด้วยความเจ็บปวด แต่ไม่มีใครสนใจ   อสูรตนอื่นมุ่งหน้ารื้อค้นข้าวของบนขบวนรถม้าอย่างบ้าคลั่ง  เด็กหนุ่มลุกขึ้นอย่างอ่อนระโหยทุกอย่างรอบๆมีแต่เปลวไฟลามเลียไปทั่วเขามองเห็นบิดาของตนถูกแขวนห้อยลงมาจากต้นไม้เป็นที่ประลองความแม่นของหอกที่เหล่าอสูรพุ่งมา  ราวกับหัวใจถูกกระชากออกจากร่างและถูกเหยียบซ้ำจนแหลกสลาย  เด็กหนุ่มยกมือกุมหน้าอกที่หัวใจยกคงเต้นอย่างบ้าคลั่ง  ราวกับจะเรียกร้องวันวานให้คืนกลับมา มันเจ็บปวดจนน้ำตาไหลก่อนจะพุ่งตัวเคลื่อนฝ่าเปลวไฟหวังจะนำศพของบิดาลงมา  แต่แล้วเสียงเรียกเล็กๆในวงล้อมของเปลวไฟ ก็ดึงสติที่เกือบจะขาดวิ่นของเขาให้กลับมา

  "พี่ชาย  พี่ชายจ๋า  ช่วยหนูด้วย  ช่วยหนูด้วย ฮือออ  พี่ชาย   ท่านพ่อ  ท่านแม่  ฮืออออ"

  เสียงเรียกขอความช่วยเหลือของน้องสาวพาให้ชายหนุ่มหมุนตัวย้อนกลับมา  เด็กหญิงยังกรีดร้อง  และพยายามวนหนีจากอาวุธที่ยื่นเข้ามาในกองไฟที่ล้อมรอบ   ความร้อนและบาดแผลทำให้เด็กหญิงเริ่มอ่อนแรงลงเด็กหนุ่มกระโจนพรวดเข้าไปดึงร่างของเด็กหญิงทั้งสองออกมา  เด็กหญิงตกใจก่อนหันมามองและเมื่อเห็นว่าเป็นใครก็กระโดดกอดคอจนแน่น  ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคาบน้ำตา เขม่าควัน  และดินโคลน  และรอยขีดข่วน  จากการที่ถูกหยอกล้อจากพวกอสูรที่ส่งอาวุธเข้ามาแหย่  ปากก็พร่ำเรียกชื่อ 

“พี่ชาย  พี่ชาย  มันจะฆ่าเรา  มันจะฆ่าเรา  พี่ชายช่วยด้วย ฮืออออ” 

เด็กหนุ่มกอดน้องสาวตอบ ลูบศีรษะแผ่วเบา  พร้อมกับเอ่ยคำปลอบโยนราวสายน้ำที่ข้างหูของน้องสาว  ด้วยน้ำเสียงแหบแห้งแต่กับอบอุ่นและชุ่มชื่นหัวใจ  ยิ่งทำให้เด็กหญิงตัวเล้กตรงหน้ากระชับอ้อมกอดพี่ชายแน่นมากยิ่งขึ้น และยิ่งดันหน้าซุกเข้ากับอกของพี่ชาย ราวกับจะหาที่พักพิงที่ปลอดภัยให้กับตนเอง

"อย่าร้องไห้  พี่ชายอยู่นี้แล้ว  ข้าสัญญาว่าจะไม่ให้เจ้าได้รับอันตราย  ไม่ว่ายังไง พี่ชายจะไปช่วยเจ้าเอง  จะไปช่วยเจ้าทุกครั้งที่เจ้าต้องเผิชญกับอันตราย  ดังนั้น  เจ้าจงเข้มแข็งอย่างร้องไห้"  

"ข้า  ข้า   สัญญา  ข้าจะเข้มแข็ง  ข้าจะไม่ไปไหนจะอยู่รอพี่ชายมาช่วย" เด็กหญิงกล่าวด้วยเสียงสะอื้นแต่ยังคงกระชับอ้อมกอดชายหนุ่มผู้เป็นพี่ชายแน่นขึ้นไปอีก  ราวกับกลัวว่าจะถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างเดียวดายอีกรอบ  

"ข้าอยู่นี้กับเจ้า"  ชายหนุ่มเอ่ยกระซิบปลอบประโลมน้องสาวด้วยเสียงแผ่วเบา  ก่อนจะหันมามองอีกร่างที่กอดอกสั่นสะท้าน  เด็กหญิงเงยหน้าสบตาก่อนจะก้มลง

“เจ้าไม่เป็นไรใช่มั้ย”

เด็กหนุ่มเอ่ยถามเด็กหญิงข้างๆที่หน้าตาผิวพรรณนั้นดีเกินกว่าที่จะเป็นหญิงรับใช้  เด็กหญิงสั่นหน้าน้อยๆตัวสั่น  เด็กหนุ่มจึงดึงเข้ามากอด  แต่ยังไม่ทันไรพวกอสูรที่ยืนล้อมวงต่างส่งเสียงกระโชกเข้าพร้อมกับกระโจนฝ่ากองไฟเข้ามา  เด็กหนุ่มไม่ทันตั้งตัวถึงกับดึงน้องสาวหลบการพุ่งตรงของเหล่าอสูรที่ค่อยกระโจนข้ามกองไฟเข้ามา  สายตาที่ดุดันนั้นทำให้เด็กหญิงทั้งสองที่ขนาบอยู่ข้างกยาเด็กหนุ่มถึงกับตัวสั่นสะท้าน  เด็กหญิงตัวเล็กกว่ากุมมือพี่ชายจนแน่น  แต่อีกมือหนึ่งกับเอือมไปกระชับกับมืออีกข้างของเด็กหญิงที่โตกว่า  เด็กหญิงที่โตกว่าร่างสั่นสะท้านไม่กล้าแม้แต่จะใช้มือเอื้อมไปจับแขนเด็กหนุ่มตรงหน้า  จนมือสัมผัสถึงมือเล็กที่กระชับตนเองเด็กหญิงจนหันมามองและค่อยๆกุมมือกระชับกันแน่น  เด็กหญิงตัวเล็กมองตาของเด็กหญิงที่โตกว่าก่อน เอ่ยออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาแต่มั่นใจ

"พี่ชายจะช่วยพวกเราไปจากตรงนี้  เชื่อข้า"

เด็กหญิงตัวโตพยักหน้าก่อนจะค่อยเขยิบร่างกายมาชิดกัน  โดยใช้แผ่นหลังของเด็กหนุ่มเป็นกำแพง  ซึ่งมันทำให้ทั้งสองคนปลอดภัย   แต่ยังไมทันไร  ร่างของเด็กหนุ่มก็ถูกพวกอสูรตรงเข้ามากระชากจนลอยกระเด็นไปกระแทกกับต้นไม้จนจุก  เด็กหญิงกรีดเสียงร้องอย่างตกใจ  เด็กหญิงตัวเล็กโผนกระโจนไปข้างหน้าที่ร่างของพี่ชายตนเองกระแทกนอนจุกอยู่  มือที่ยื่นไปราวกับจะไขว่คว้าแขนของพี่ชาย เสียงที่กรีดร้องออกมา  แทบทำให้เด็กหนุ่มหัวใจสลาย  

"พี่ชาย   พี่ชาย  รีบหนีไป  ท่านหายดีแล้วค่อยมาตามหาข้า  มาตามหาข้านะ  พี่ชาย ฮือ  ท่านสัญญาแล้ว ฮือ"

เด็กหนุ่มพยายามยกมือและดันตัวลุกขึ้นไปหาร่างเล็ก  ปากที่พยายามพูดกับไร้เสียง มองร่างของเด็กหญิงที่ถูกดึงตัวลอยไปอีกทางรวมกับเด็กหญิงที่โตกว่า 

สายตาของเด็กหนุ่มมองเด็กหญิงทั้งสองที่ถูกพวกอสูรรุมตี   แต่ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะได้ทำอะไรร่างของเด็กหนุ่มก็ต้องตัวลอยวืดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับที่พวกอสูรส่งภาษากันเขาฟังไม่รู้เรื่อง  เขาถูกโยนไปมาส่งตัวให้กับพวกอสูรตัวประหลาดทั้งหลายรับร่างแล้วโยนราวกับเขาเป็นเพียงลูกบอล  แรงกระแทกและแรงกระชากทำให้สติของเด็กหนุ่มพร่าเลือน  มือที่พยายามยื่นออกไปหาน้องสาว  และสายตาที่พยายามเพ่งมอง  ปากที่ได้แต่พร่ำบอก

"พี่สัญญา  พี่สัญญา  พี่จะมาช่วยเจ้า  พี่จะมาช่วยเจ้า" ก่อนจะสลบไป 

เด็กหญิงตัวเล็กรีบลุกขึ้นวิ่งเอาตัวบังเด็กหญิงที่โตอีกคนไว้ก่อนจะได้ยินเสียงพวกอสูรส่งภาษากันและค่อยๆทยอยหายไปจากตรงนั้น  เสียงไฟที่ลามเลียไปทั่ว  ส่งเสีียง  เปรียะๆ  และกลิ่นไหม้ของเนื้อสด  และไม้  ทำให้เด็กหญิงต้อง  พยายามพาตัวเองลุกขึ้น  และพยายามฉุดร่างของเด็กหญิงตัวโต  ให้ลุกตาม

"ลุกเร็ว  เราต้องรีบหนีแล้ว  เร็วเข้า"  และเมื่อเงยหน้าขึ้นท่อนไม้ที่ถูกไฟเผาก็หล่นลงมาเด็กหญิงตัวเล็กจึงผลักเด็กหญิงตัวโตอีกคนออกไปและตนเองก็โดนท่อนไม้กระแทกหมดสติ  เด็กหญิงตัวโตนั้นหลังถูกผลักออกมาร่างก็กระแทกกับหินสลบไปเช่นกัน  ท่ามกลางเปลวไฟปรากฏบุคคลกลุ่มหนึ่งนำร่างของเด็กหญิงทั้งสองออกจากกองเพลิง

ร่างหนึ่งผุดลุกขึ้นนั่งอย่างตกใจก่อนจะก้มลงมองตนเองและเมื่อเหลือบมองไปอีกเตียงก็พบร่างของเด็กหญิงตัวเล็กอีกคนหนึ่งนอนสลบอยู่แต่ตามร่างกายถูกห่อหุ้มไปด้วยผ้าพันแผล  เด็กหญิงพยายามลุกขึ้นแต่ก็ทำไม่ได้จึงล้มลงนอนมองร่างหนึ่งที่เริ่มขยับแต่ก็ต้องส่งเสียงครวญครางออกมาแต่เมื่อร่างนั้นลืมตาขึ้นเด็กหญิงตัวโตก็แกล้งหลับตาลง  พร้อมกับที่มีกลุ่มคนเดินคุยเข้ามาตามด้วยเสียงเปิดประตูคนกลุ่มนั้นเดินผ่านเด็กหญิงไปดูเด็กหญิงตัวเล็กอีกคนที่ลืมตาขึ้นมอง

ชายชรามีหนวดเคราสีขาวเอ่ยถามอย่างใจดี 

“แม่หนู  ฟื้นแล้วเหรอ  ไหนบอกซิว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า”

เด็กหญิงจ้องมองด้วยดวงตาเลื่อนลอย  ก่อนเอ่ยขึ้น 

“ลุงเป็นใคร  แล้วทำไมหนูมานอนตรงนี้”  ชายชรายังยิ้มก่อนเอ่ยถาม

“ก็นั้นนะซิ  หนูเป็นใครกันล่ะ”  เด็กหญิงส่ายหน้าก่อนเอ่ยขึ้น

“ไม่รู้  หนูเป็นใคร  ทำไมหนูมาอยู่นี้”  ชายชราเงยสบตากับหญิงกลางคนท่าทางสง่างามก่อนส่ายหน้า 

“ท่าทางแกคงจะความจำเสื่อม  เราคงตรงรอให้เด็กอีกคนฟื้นและเล่าให้ฟัง”  หญิงกลางคนพยักหน้าช้าๆ

“เอาล่ะเจ้าหลับตาซะแล้วพักผ่อน”  เด็กหญิงทำตามชายชราอย่างว่าง่ายราวกับโดนเวทมนต์  และผล็อยหลับไปในที่สุด 

'ความจำเสื่อม  ความจำเสื่อม'  เด็กหญิงตัวโตที่นอนฟังอยู่คิดในใจ  พร้อมกับหัวใจที่ลิงโลด  ความคิดที่โลดแล่นไปมาในสมองของเด็กหญิง  ความเจ็บปวดหัวใจที่ไม่เคยได้รับความใส่ใจและความเอ็นดู  แต่ตอนนี้ทุกๆอย่างสามารถพลิกมาอยู่ในการควบคุมของตนเองแล้ว  เด็กหญิงค่อยกำหมัดและคลายมันออก  ก่อนจะค่อยๆลืมตาขึ้น  ชายชราเห็นเด็กหญิงลืมตาขึ้นจึงเดินมาใกล้ 

“แม่หนูฟื้นแล้ว  หวังว่าจะเล่าเรื่องให้ข้าฟังได้นะ  เพราะดูเจ้าไม่ได้เป็นอะไรมาก”  เด็กหญิงมองคนนู้นคนนี้อย่างหวาดระแวงก่อนจะพยักหน้าช้าๆ  ดวงตาหล่อรื้นไปด้วยน้ำตาระหว่างที่เล่า  หญิงกลางคนถึงกับนั่งลงข้างๆและลูบผมเด็กหญิงอย่างปลอบใจ 

หญิงวัยกลางคนเดินนำหน้าชายชราออกมา 

“เราจะทำอย่างไรดีท่าน”  ชายชรามองหน้า 

“เราน่าจะส่งตัวกลับดินแดนของทั้งสอง  หญิงกลางคนส่ายหน้า

“ไม่ได้หรอกท่านก็รู้ว่าตอนนี้แดนปักษาปิดตัวลงเพราะมีสงครามภายในและไหนยังพวกอสูรที่หวังจะครอบครองดินแดนปักษาอีก  ตอนนี้ดินแดนนั้นก็เหมือนนรกดีๆเอง  เราสงสารเด็ก”

“งั้นเราก็ให้พักรักษาตัวไปก่อนจนกว่าจะมีทางออกที่ดีกว่านี้”  หญิงกลางคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย 

“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้น”

                         ##############################


สิ่งเดียวที่ทำให้เด็กหนุ่มต้องทนกับการกดขี่ก็คือการแก้แค้น  หลังจากที่เขาฟื้นขึ้นมาก็พบว่าตนเองถูกพวกอสูรเหล่านั้นล่ามโซ่เอาไว้ และใช้แรงงานของตนอย่างกับทาส  เด็กหนุ่มไม่เข้าใจว่าทำไม  พวกเผ่าอสูรถึงไม่ฆ่าตนเองไปเสีย  แต่กับยังปล่อยให้ตนเองมีชีวิต  และเมื่อเขามีชีวิต  เขาจะทำให้พวกมันเห็นว่าไม่ควรปล่อยให้เขามีลมหายใจ  เขาจะต้องแก้แค้น  เขาทนถูกพวกอสูรกดขี่รังแก  และใช้งานเหมือนทาสเพื่อรอที่วันหนึ่งพวกมันจะต้องได้รับในสิ่งที่พวกมันทำไว้กับครอบครัวของเขา  ในใจของเด็กหนุ่มเฝ้าคิดแต่แก้แค้น  และการตามหาน้องสาวที่ไม่รู้ว่าเป็นตายอย่างไร  วันนั้นพวกอสูรจับเขามาอย่างรีบร้อนแสดงว่าจะต้องมีพวกไหนมาช่วยแน่ๆ  เขามีความหวังที่ริบหรี่เหลือเกินว่าน้องสาวของเขาต้องรอด  และมันเป็นความหวังเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้เขาอบอุ่นทุกครั้ง  และพยายามที่จะมีลมหายใจต่อไป  เมื่อนึกว่าน้องสาวของเขายังมีชีวิตอยู่  สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิตของเด็กหนุ่ม  เด็กหนุ่มนั่งเหม่อลอย จนกระทั่งมีฝ่ามือตบเข้าที่ศีรษะอย่างรุนแรงจนเด็กหนุ่มคะมำไปข้างหน้า ด้วยความมึนงงยังคงทำให้เด็กหนุ่มมองภาพตรงหน้าเบลอๆ  ก่อนจะชัดขึ้นเขากัดฟันกรอด ก่อนก้มหน้าลง  เสียงหัวเราะในคอของคนที่ยืนค้ำอยู่เอ่ยขึ้นเป็นเสียงแหบต่ำ  ไม่น่าฟัง  “จอมอสูรเรียกให้แกไปพบ”  เด็กหนุ่มมองหน้าก่อนจะรีบลุกไปตามที่มันสั่ง 

คนที่ถูกเรียกว่าจอมอสูรนั่งอยู่ในกระโจม  ก่อนจะเอ่ยขึ้น  อสูรตนนี้มีเสียงแหบห้าวลึก  ดูมีอำนาจ  จนเด็กหนุ่มสะท้านไปทั่วขุมขน  จนเด็กหนุ่มต้องก้มหน้าลง 

“เจ้าชื่ออะไร”  เด็กหนุ่มขยับปากตอบอย่างฉะฉาน 

“เอส” 

“เป็นชนเผ่าปักษาใช่ไหม”  เด็กหนุ่มพยักหน้า  แต่กับทำให้ตัวเองลอยหวืดไปกระแทกกับขอบเสาอย่างแรง  พร้อมกับเสียงที่เกรี้ยวกราด 

“ไม่มีการพยักหน้า  มีแต่การตอบเท่านั้นเจ้าเด็กโอหัง”  เด็กหนุ่มเงยขึ้นสบตาแดงก่ำเหมือนเลือดคู่นั้นก่อนจะก้มลงอีกครั้ง  เสียงแห้บห้าวลึก เอ่ยอีกครั้ง

“ข้าถามเจ้าว่าเป็นคนของเผ่าปักษาใช้มั้ย”  เด็กหนุ่มจะพยักหน้าอีกครั้งแต่ยั้งทันจึงเอ่ยออกมา

“ใช่” 

“ดี  ข้าจะให้เจ้าช่วยอะไรอย่างหนึ่งแลกกับอิสรภาพ”  เด็กหนุ่มเงยขึ้นถ้าเขาได้อิสรภาพเขาจะไม่มีวันรู้เลยว่าพวกมันจะไปที่ไหนและจะหาพวกเผ่าอสูรเจอเมื่อไร  เด็กหนุ่มจ้องไปในดวงตาของอสูรตนนั้นก่อนเอ่ยขึ้น 

“ข้าจะทำงานให้แต่จะไม่แลกกับอิสรภาพ”  ใบหน้าของเจ้าอสูรก้มลงมามองเด็กหนุ่มก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรี้ยม  

“เจ้ากล้าต่อรองกับข้าทั้งที่ยังไม่รู้ว่าข้าจะให้เจ้าทำอะไรเลยนะ”  เด็กหนุ่มจ้องตอบไม่หลบสายตาก่อนเอ่ยขึ้น 

“ข้ารู้เจ้าจะให้ข้านำทางบุกดินแดนปักษา  ถ้างั้นมันก็ต้องมีขอแลกเปลี่ยนที่มากกว่าการเป็นอิสระ” 

“ยังมีอะไรที่ดีกว่าการเป็นอิสระ” 

“ข้าจะเป็นอสูรแบบท่านมีอำนาจแบบท่าน”  เจ้าอสูรขมวดคิ้วมองจ้องเข้าไปในดวงตาของเด็กหนุ่ม 

“เพื่ออะไรกัน” 

“ข้าจะบอกเหตุผลนั้นแน่แต่ไม่ใช่ตอนนี้” 

“แล้วถ้าข้าไม่ตกลงล่ะ” เจ้าอสูรเอ่ยถามก่อนจะลอบมองใบหน้าของเด็กหนุ่มที่มีแววเด็ดเดี่ยว  

“ข้าก็เป็นทาสต่อไป” 

“เจ้าเป็นแค่ทาสมีสิทธิ์ต่อรองด้วยหรือ  ว่าจะทำไม่ทำ” เด็กหนุ่มที่ก้มหน้าเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ

“ข้าไม่มีสิทธิ์ต่อรอง  เป็นท่านต่างหากที่ต้องต่อรองกับข้า  ข้าเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับแดนปักษา  ถ้าท่านไม่ต้องการข้าก็มิได้เดือดร้อน” เจ้าอสูรหันไปที่หน้าต่างก่อนเอ่ยขึ้น 

“ตกลงถ้างานสำเร็จ  เจ้าอยู่แบบเจ้านายอสูร  แต่ถ้าพลาดเจ้าจะตายแบบไม่มีที่ฝัง”  เด็กหนุ่มก้มหน้ารับคำ  แววตาคมกล้าจ้องมองมือตนเองที่กำหมัดแน่นเขม็ง ข่มอารมณ์  อดทน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}