หอหมื่นอักษร

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 45 สังหารบนถนน

ชื่อตอน : บทที่ 45 สังหารบนถนน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.5k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ย. 2561 15:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 45 สังหารบนถนน
แบบอักษร

“รัชทายาท!”

เสียงวิ่งของเกือกม้าดังขึ้นบนถนนจูเชวี่ยที่เงียบสงัด คบเพลิงที่ราวกับมังกรเพลิงพุ่งมาด้านนี้อย่างรวดเร็ว ฉู่หลียกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วดึงบังเหียนม้าไว้ ก่อนที่องครักษ์ประจำกายจะขึ้นมายืนบังด้านหน้าของม้าอีกที แล้วล้อมป้องกันฉู่หลีเอาไว้ตรงกลาง

ชิงเซี่ยค่อยๆ ขมวดคิ้วเข้าหากัน เนื่องจากการมาถึงของคนของซีชวนและตงฉี การป้องกันของหนานฉู่ในยามนี้จึงเข้มงวดเป็นพิเศษ แม้ว่าจะเป็นค่ายทหารใหญ่ ยามค่ำคืนก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปข้างนอกตามอำเภอใจได้ สังเกตจากทิศทางที่คนกลุ่มนี้ออกมา น่าจะเป็นทหารม้าจากค่ายทางทิศเหนือ คำนวณจากเวลาและระยะทางตั้งแต่ประตูเมืองทางทิศเหนือมาจนถึงที่นี่ คาดว่าคงเกิดเรื่องขึ้นเสียแล้ว

“ที่มาถึงคือผู้ใด?” สวีเฉวียนที่สวมชุดเกราะอ่อน เดินมาด้านหน้าฉู่หลี ก่อนยกดาบขึ้นเอ่ยถามเสียงดัง

“กระหม่อมหลี่ผิงทหารรักษาการจากค่ายทางทิศเหนือ มีเรื่องมารายงานพระองค์พ่ะย่ะค่ะ!”

เห็นได้ชัดว่าเป็นคนที่รู้จักกัน สวีเฉวียนขมวดคิ้วมุ่นทันทีหลังจากที่สังเกตเห็นว่าเสื้อผ้าของหลี่ผิงเต็มไปด้วยคราบเลือด มือก็กดไปที่ด้านซ้ายเห็นได้ชัดเจนว่าได้รับบาดเจ็บมา ดังนั้นจึงรีบเปิดทางให้ทันที ฉู่หลีใบหน้าขรึมลง ขยับม้าขึ้นมาด้านหน้า เอ่ยถามเสียงลึก “มีเรื่องอะไร?”

“ถวายบังคมรัชทายาท!” ต่อให้ได้รับบาดเจ็บ แต่หลี่ผิงก็ยังคงรีบร้อนพลิกตัวลงจากหลังม้า มาคุกเข่าอยู่บนพื้น กล่าวตอบด้วยเสียงดัง “เมื่อยามสอง มีคนลอบออกนอกประตูเมือง แต่ถูกทหารรักษาการพบเข้า ทหารยามที่เฝ้าประตูเมืองสองนายถูกสังหาร อีกสามนายได้รับบาดเจ็บ กระหม่อมได้นำกำลังคนตามออกไปนอกเมืองเพื่อจับกุม คิดไม่ถึงว่าด้านนอกจะมีคนแอบซ่อนอยู่ กระหม่อมลงมือผิดพลาดจนทำให้มีนายทหารบาดเจ็บเพิ่มอีกถึงยี่สิบแปดนาย ก่อนจะรามือล่าถอยกลับมาอย่างจนใจ อย่างไรก็ตามกระหม่อมได้ส่งนกอินทรีติดตามไปแล้ว จึงได้มาขอรัชทายาทประทานกองกำลังทหารเสริมให้กระหม่อมเพื่อตามไปจับกุมคนร้ายกลับมาพ่ะย่ะค่ะ”

“มีคนลอบออกทางประตูเมืองทิศเหนือ?” ฉู่หลีพึมพำเสียงเบา ก่อนกล่าวเสียงลึก “เห็นรูปลักษณ์เครื่องแต่งกายของคนผู้นั้นหรือไม่?”

“สวมชุดที่ใช้ปฏิบัติการยามค่ำคืน ปิดบังใบหน้า แต่ทว่ากระหม่อมมั่นใจว่าเป็นสตรีพ่ะย่ะค่ะ”

“สตรี?” สีหน้าของฉู่หลีชะงักไปครั้งหนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยเสียงที่ดังขึ้น ชิงเซี่ยที่อยู่ในกลุ่มคนค่อยๆ เงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวัง ลางสังหรณ์ที่ไม่ดีค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากส่วนลึก

“พ่ะย่ะค่ะ เป็นเพราะระหว่างที่ต่อสู้อยู่ กระหม่อมฉีกผ้าผืนหนึ่งออกมาได้ ของที่อยู่ด้านในจึงหล่นออกมา”

ผ้าแพรสีขาวหิมะถูกนำขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน ถึงแม้จะอยู่ค่อนข้างไกล แต่ชิงเซี่ยก็มองเห็นผ้าแพรสีขาวผืนนั้นได้ชัดเจนถนัดตานัก ทหารรักษาการหลี่ผู้นี้ ปากก็บอกว่าได้ฉีกผ้าด้านนอกจนของที่อยู่ด้านในหล่นลงมา แต่จากที่ดูผ้าผืนนี้ก็รู้แล้วว่าฝ่ายตรงข้ามถูกหลี่ผิงผู้นี้เข้าประชิดตัว ออกปฏิบัติการด้านนอกในยามค่ำคืนเช่นนี้ เสื้อผ้าแม้แต่ชั้นในก็ถูกกระฉีกชากออกมา ดูจากสภาพภายนอก ก็รู้ว่าเนื้อผ้าต้องเป็นผ้านุ่มเนื้อดี งานปักก็ประณีตงดงาม กล่าวได้ว่าเป็นของชั้นสูงทีเดียว แต่ว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ชิงเซี่ยให้ความสนใจ เพราะว่านางมองเห็นอย่างชัดเจนว่าบนผ้าผืนนั้นปักรูปดอกหลันฮวา*อยู่!

“กระหม่อมเห็นว่าผ้าชิ้นนี้เป็นงานที่ทำมาจากในวัง อีกทั้งรัชทายาทเพิ่งมีรับสั่งให้ค้นหาตามจับตัวหลันเฟยทั่วทั้งแคว้น กระหม่อมสงสัยว่า...” ประโยคต่อไปแม้ไม่ได้เอ่ยออกมา แต่ทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างก็เข้าใจสิ่งที่ชายผู้นี้ต้องการจะสื่อ กล่าวโดยเหตุผลแล้ว นักโทษสองคนแอบออกนอกเมือง เรื่องแค่นี้ไม่จำเป็นต้องมารายงานฉู่หลีด้วยซ้ำ ทว่าคำสั่งจับกุมจวงชิงเซี่ยต้องมาก่อน ด้วยเหตุนี้ คนเหล่านี้จึงไม่กล้าลงมือตามอำเภอใจ ได้แต่ตะบึงม้าตลอดทั้งคืนเพื่อกลับมารายงานต่อฉู่หลีเท่านั้น

“ฝ่ายตรงข้ามหนีออกไปทางทิศใด?” น้ำเสียงฉู่หลีเจือความสงบ ฟังไม่ออกถึงคลื่นอารมณ์ใดๆ แต่ทว่าชิงเซี่ยสามารถสังเกตได้อย่างชัดเจนว่า เงาของพายุฝนใกล้ก่อตัวจะพัดโหมขึ้นมาแล้ว

“จากทางทิศเหนือไปถึงเนินสิบลี้พ่ะย่ะค่ะ”

เสียงสูดหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นเกือบจะในเวลาเดียวกัน ครานั้นฉู่หลีได้ประทานนามใหม่ให้หลันเฟยเป็นตั้งเฟย เหตุผลหนึ่งก็เพราะเรื่องที่นางถูกใส่สีตีไข่เผยแพร่ไปทั่วทุกหนแห่ง และเวลานี้ตัวเอกชายของเรื่องจากแคว้นฉีก็อยู่ทางทิศเหนือของเมืองพอดี อันคำว่าเนินสิบลี้นี้ ในคำก็มีอักษรว่าเนินอยู่ ในความเป็นจริงมันก็คือท่าเรือข้ามฟาก เพียงแค่ต้านกระแสน้ำไปทางทิศตะวันออกเรื่อยๆ ก็จะเป็นเส้นทางที่ดีที่สุดที่จะใช้กลับไปยังแคว้นฉี

 “สวีเฉวียน กลับไปค่ายทหารใหญ่ รวบรวมกำลังคน ส่วนที่เหลือ ตามข้าออกนอกเมือง”

“รัชทายาท ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ!” สวีเฉวียนรีบห้ามด้วยความตกใจ “ระวังอาจเป็นกับดักของข้าศึก”

สายตาแหลมคมค่อยๆ เคลื่อนกลับมา ก่อนจะจ้องมองไปยังใบหน้าของสวีเฉวียน ประโยคที่กล่าวด้วยเสียงต่ำทำให้คนที่อยู่โดยรอบเหน็บหนาวไปตามๆ กัน

 “อย่าให้ข้าต้องกล่าวเป็นครั้งที่สอง”

เกือกม้ากระทบพื้นก่อนวิ่งออกไปข้างหน้าทันใด องครักษ์ชุดดำตามหลังไปติดๆ ชิงเซี่ยและหยางเฟิงหันมาสบตากันครั้งหนึ่ง เกิดเป็นประกายความหวาดระแวงและความเป็นห่วงวิ่งวาดผ่านดวงตาอย่างรวดเร็ว

เพราะพวกเขารู้ดีว่าคนที่อยู่ข้างนอกไม่ใช่จวงชิงเซี่ยอย่างแน่นอน ถ้าอย่างนั้นเป้าหมายของผู้มาคืออะไร แค่นี้ก็ชัดเจนแล้ว

  *

ในคืนที่มืดมิด คนกลุ่มหนึ่งวิ่งผ่านทางลาดออกไปด้านนอกเมือง ส่วนองครักษ์ชุดดำโอบล้อมป้องกันฉู่หลีไว้ด้านใน โชคดีที่ชิงเซี่ยถูกแยกออกไปทางด้านขวาของฉู่หลี จะว่าไป ตั้งแต่ออกจากวังหลวงมา นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้อยู่ใกล้ชิดกับเขาถึงเพียงนี้ นางจำต้องเรียกสติกลับเข้าร่างตนเอง แม้ภายนอกนางจะดูสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลับเต้นระรัวจนต้องระวังไม่ให้เผลอเผยพิรุธออกมา

เซลล์ทั้งหมดในร่างกายถูกเปิดใช้งานเพื่อระวังภัย ชิงเซี่ยรู้ดีว่าในคืนที่เงียบสงบและมืดมิดเช่นนี้ แอบซ่อนวิกฤตและอันตรายขนาดใหญ่เอาไว้ สัตว์ประหลาดจำนวนนับไม่ถ้วนที่แอบซ่อนอยู่ในเงาของความมืด ไม่รู้ว่ามีเป้าหมายใด ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่พวกมันจะกระโจมออกมากัดคน แต่ไหนแต่ไรมา นางมักจะระมัดระวังและแอบซ่อนตัวอยู่เสมอ  แต่หลังจากที่ติดตามฉู่หลีคนบ้าผู้นี้ นางก็ต้องตะบึงออกถนนตามคนผู้นี้ไปด้วย ตอนนี้นางมีความรู้สึกราวกับว่ากำลังแก้ผ้ายืนอยู่หน้าผู้คน

ความรู้สึกของการเป็นเป้าให้ผู้อื่นเป็นแบบนี้นี่เอง ช่างน่าอึดอัดยิ่งนัก

มุมปากเพิ่งจะถูกยกไป สัญชาติญาณการระวังภัยในร่างกายก็ส่งสัญญาณเตือนขึ้น ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังไม่เห็นการเคลื่อนไหวใดๆ เพราะฝ่ายตรงข้ามเองก็แอบซ่อนตัวเป็นอย่างดีแล้ว แต่ทว่าประสบการหลายปีที่ได้ไปเหยียบย่างความตายมา ก็ได้มอบสัมผัสที่หกให้แก่ชิงเซี่ยมาด้วย ความรู้สึกนี้แหละที่ชักนำนางกลับมาจากความตายได้ ดวงตาหงส์กวาดไปโดยรอบครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะไปสะดุดกับแสงเยียบเย็นที่สะท้อนออกมาจากความมืด แสงของดวงจันทร์เพียงเล็กน้อยที่กระทบผ่านเข้าลูกตาของมนุษย์สามารถสะท้อนเป็นประกายออกมาได้ สัญชาติญาณที่ดังในสมองของชิงเซี่ยระเบิดขึ้นทันที

“มีการซุ่มโจมตี!”

ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาศูนย์จุดศูนย์หนึ่งวินาที ชิงเซี่ยที่ทำหน้าที่เป็นองครักษ์อยู่ด้านขวาของฉู่หลี ตะโกนขึ้นในทันใด ก่อนที่จะพลิกกายแยกตัวออกมาจากม้าศึกแล้วพริ้วกายมาดึงฉู่หลีลงจากหลังม้า

บางคนก็ตะโกนขึ้น ทุกคนต่างก็ตกอยู่ในอาการตกใจ ทว่าายังไม่ทันให้พวกเขาได้ตอบสนองกลับมา ฝนลูกธนูห่าใหญ่ทั้งหมดก็พุ่งชี้ไปยังทิศทางที่ฉู่หลีอยู่ ม้าศึกไร้นายที่ไม่มีคนกุมบังเหียนร้องครวญครางครั้งหนึ่งก่อนที่จะล้มลงไปนอนอยู่กับพื้น ชิงเซี่ยลากฉู่หลีกลิ้งออกมาอีกด้าน ก่อนเข้าไปหลบอยู่หลังร่างใหญ่ของม้าศึก ลูกธนูจำนวนนับไม่ถ้วนฝังอยู่บนศพของม้า หัวของลูกธนูเป็นประกายแสงสีน้ำเงินเล็กน้อย มองดูก็รู้ว่าเคลือบยาพิษไว้อยู่

“คุ้มกันรัชทายาท!” ชี่หย่งรองหัวหน้าทหารขององครักษ์ชุดดำตะโกนขึ้นเสียงดัง ทว่าคำเพิ่งออกจากปากลูกธนูสองดอกก็ปักเข้าไปที่หน้าอกของเขาอย่างจัง ชี่หย่งส่งเสียงอึกอย่างทนทุกข์ครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะเอาตัวเข้าไปบังลูกธนูอีกหลายดอก จนกระทั่งท้ายที่สุดทนไม่ไหวจึงตกจากหลังม้า

เวลาเพียงชั่วพริบตา องครักษ์ชุดดำกว่าสองร้อยนายก็ตายและบาดเจ็บไปกว่าครึ่ง เพราะตอนนี้สวีเฉวียนไม่อยู่ ชี่หย่งก็เพิ่งตาย เมื่อไร้ผู้นำ ผู้ตามทั้งหลายจึงได้แต่สู้แบบตัวใครตัวมัน และพยายามหาที่ซ่อนตัวเองจากลูกธนูให้เร็วที่สุด

“อย่าได้ตกไจไป! ดับคบเพลิงเสีย แล้วยกศพม้ามากองทับกันไว้ใช้บังลูกธนู! หน่วยแรกไปทางทิศตะวันออก หน่วยสองหน่วยสามคุ้มกันปีกซ้าย หน่วยสี่ปีกขวา หน่วยห้าให้ฝ่าวงล้อมออกไป หน่วยหกคุ้มกันรัชทายาท คนที่เหลือตามข้าขึ้นข้างหน้าเข้าปะทะ!” ภายใต้ความโกลาหลวุ่นวาย หยางเฟิงลุกขึ้นยืนกล่าวแบ่งหน้าที่เสียงดังทันที จากนั้นลูกธนูหลายดอกก็ราวกับมีตาพุ่งตรงไปยังทิศที่หยางเฟิงยืนอยู่ไม่หยุด

หอกยาวในมือของหยางเฟิงยามนี้ราวกับมังกรที่มีชีวิต ปฏิกิริยานี้ทำให้กระแสในสนามปั่นป่วนไปมาก ด้วยเหตุนี้ฝนลูกธนูที่เต็มท้องฟ้าจึงถูกเขาดึงดูดไปเกือบครึ่ง ทว่าน่าเสียดายที่ไม่มีแม้แต่ลูกเดียวที่ยิงโดนเขา ทันใดนั้นเอง ลูกธนูสีเหลืองดอกหนึ่งก็พุ่งตรงมาอย่างฉับพลันและเต็มไปด้วยกำลังอย่างยากที่จะหาที่ใดเปรียบ หยาเฟิงผุดรอยยิ้มเย็นขึ้นทีหนึ่ง ก่อนหมุนกายยื่นมือออกไปจับลูกธนูดอกนั้นเอาไว้ในกำมือแน่น แล้วสวนกลับด้วยการปลดธนูยาวออกจากเอว ยกลูกธนูดอกนั้นขึ้นพลางง้างคันธนู ก่อนจะยิงสวนกลับไปยังเส้นทางเดิม ไม่นานเสียงร้องโหยหวนก็ดังขึ้นในความมืด เกรงว่าคงมีคนถูกสังเวยชีวิตเสียแล้ว

นี่เป็นครั้งแรกที่ตอบโต้กลับไปจนอีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บได้ ด้านหนึ่งก็ถือขวัญกำลังใจให้กับองครักษ์ชุดดำมากทีเดียว อันที่จริง อย่างไรเสียเดิมทีพวกเขาก็เป็นคนมีความสามารถซึ่งถูกคัดเลือกมาเป็นอย่างดี แต่ที่ก่อนหน้านี้ตกใจจนลนลาน ก็เป็นเพราะถูกซุ่มทำร้ายโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ยิ่งนายทหารที่เป็นหัวหน้าไม่อยู่ แล้วศัตรูยังใช้ลูกธนูแอบซ่อนตนในเงามืดจนไม่เห็นแม้แต่เงาจึงทำให้จับไม่ได้ ยามนี้หยางเฟิงแสดงความกล้า สามารถยิงตอบโต้สังหารฝ่ายตรงข้ามได้อย่างง่ายดาย ก็ทำให้พวกเขามีกำลังใจมากยิ่งขึ้น จึงรับฟังคำสั่งเขาและลงมือปฏิบัติตามอย่างรวดเร็ว

ขณะนี้คบเพลิงทั้งหมดถูกดับลงอย่างพร้อมเพรียงกัน ถนนทั้งสายถูกความมืดมิดเข้ากลืนกินในทันที เวลานี้หน่วยองครักษ์ชุดดำ็ไม่ได้ยืนอยู่ในที่สว่างเป็นเป้าให้กับฝ่ายตรงข้ามอีกแล้ว ยามนี้ทั้งสองฝั่งต่างก็ตกอยู่ในความมืด การยิงธนูในความมืดจะแม่นยำได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้้ ฝนลูกธนูที่เต็มท้องฟ้าจึงเป็นเหมือนกับแมลงวันไร้หัวที่บินว่อนมั่วไปหมด ทว่ากลับไร้ซึ่งเป้าหมาย ด้วยเหตุนี้แรงกดดันขององครักษ์ชุดดำจึงลดลงไปมากโข คันธนูและลูกธนูที่ห้อยอยู่ที่เอวจึงถึงเวลานำออกมาใช้งานตอบโต้กลับไปในทันที

ผู้อื่นยิงธนูในเวลานี้นับได้ว่ามั่วเอา แต่หยางเฟิงที่ราวกับมีดวงตาที่สามารถมองเห็นในความมืดได้ ได้ยินการเคลื่อนไหวครั้งหนึ่ง ลูกธนูหนึ่งดอกที่ปล่อยออกไปก็จะได้ยินเสียงร้องโหนหวนตอบหลับมา พริบตาเดียวก็ราวกับว่าเขาเป็นทูตสวรรค์ของดินแดน ศรทุกลูกที่ยิงออกไม่มีเสียเปล่าแม้เพียงนิด จนตอนนี้ได้ยินเสียง์โห่ร้องของฝั่งตนเองดังเข้าหูมาเป็นครั้งคราว

ชิงเซี่ยที่หลบอยู่หลังซากม้าสองตัว ชักดาบที่เป็นลักษณะเฉพาะของหน่วยองครักษ์ชุดดำที่อยู่ตรงบริเวณเอวออกมา ทางหนึ่งก็หลบฝนลูกธนู อีกทางก็สังเกตสถานการณ์รอบด้านของฝ่ายตรงข้าม แม้ว่าสถานการณ์เบื้องหน้าไม่เอื้ออำนวยต่อฝ่ายตนเองเท่าไร แต่ว่าขอแค่ยืดเวลารอจนกระทั่งสวีเฉวียนนำกำลังเสริมมาได้ก็เพียงพอแล้ว กลัวก็แต่ศัตรูจะรอให้ถึงตอนนั้นไม่ไหว แล้วเดินหน้าขึ้นมาเอาชีวิตเสียก่อน องครักษ์ชุดดำยามนี้ที่ตายก็ตาย ที่บาดเจ็บก็บาดเจ็บ คนที่พอจะสู้ได้เหลือไม่มากแล้ว ถ้าหากพวกนั้นตัดสินใจลงมือเข้าประชิด ผลลัพธ์ไม่อาจคาดเดาจริงๆ

อย่างไรก็ตามเสียงผิวปากเบาๆ ก็ดังมาจากป่าที่อยู่ด้านข้างในทันใด ราวกับว่าจะตอบสนองความคิดของชิงเซี่ย จากนั้นฝนลูกธนูที่วุ่นวายก็ล่าช้าลงไปอย่างเห็นได้ชัด กลายเป็นเสียงฝีเท้าดังประชิดเข้ามาเรื่อยๆ ดูเหมือนว่าฝ่ายตรงข้ามจะรับรู้ความเคลื่อนไหวขององครักษ์ชุดดำได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว รู้ว่าหากเอาแต่ยืดเวลาออกไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด พวกเขาจึงอดรนทนรอไม่ไหวพร้อมที่จะลงมือแล้ว

หยางเฟิงเองก็คิดได้ถึงจุดนี้เช่นเดียวกัน จึงไม่ได้ตื่นตระหนกมาก เขาแขวนคันธนูเข้าไปเก็บไว้ที่เอวตามเดิม แล้วถือหอกยาวเข้ามาในมือแทนที่ ก่อนจะพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเขาก็มาอยู่เบื้องหน้ากลุ่มคน กลิ่นอายเลือดแผ่กระจายคลุ้งไปทั่วอากาศภายใต้ความมืด หยางเฟิงยกหอกเปื้อนเลือดขึ้นชี้ ออกคำสั่ง “หน่วยห้าหน่วยหกคุ้มกันรัชทายาทกลับเมือง ที่เหลือตามข้ามา!”

ในเวลานี้ เขาได้กลายเป็นกระดูกสันหลังของหน่วยองครักษ์ชุดดำเสียแล้ว ผู้คนต่างก็ฟังคำสั่งเขา ทำตามอย่างไม่อิดออด ดังนั้นหน่วยห้ากับหน่วยหกจึงวิ่งมายังทิศทางของชิงเซี่ยและฉู่หลีในทันที

“เฮอะ! หากเราถูกเรื่องเล็กน้อยเพียงแค่นี้ทำให้ตกใจจนต้องหนีไป อีกหน่อยจะจัดการดูแลนายทหารนับล้านของแคว้นหนานฉู่ได้อย่างไร ทุกคนฟังคำสั่ง อุก...”

ฉู่หลียืดตัวยืนขึ้น ดวงตาประกายคมเฉียบฉายแววดุร้าย กล่าวอย่างองอาจกล้าหาญ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันที่จะได้กล่าวจบ บริเวณท้องน้อยก็โดนหมัดของบางคนต่อยเข้าอย่างแรง ฉู่หลีสบถออกมา พร้อมงอตัวลงอย่างช่วยไม่ได้

ชิงเซี่ยลากฉู่หลีออกไปนอนกองลงตรงด้านข้าง เป็นอย่างที่คิด ฉู่หลีกล่าวยังไม่ทันจบลูกธนูจำนวนมากก็บินมาเสียแล้ว ยังดีที่หลบเลี่ยงการโจมตีไปได้รอบหนึ่ง ชิงเซี่ยกล่าวเสียงดัง “หน่วยห้าหน่วยหกตามข้ามา ฝ่าวงล้อมออกไปจากทางด้านซ้าย!”

หญิงสาวยกปกคอเสื้อของฉู่หลีลากตามไปด้วย ก่อนที่จะกัดฟันออกแรงโยนฉู่หลีขึ้นไปบนหลังม้าศึกตัวหนึ่งที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ

“เจ้า! บังอาจ!” ฉู่หลีเอ่ยออกมาด้วยความกรุ่นโกรธ ทว่าชิงเซี่ยทำราวกับไม่ได้ยินสิ่งใด นางพลิกกายขึ้นไปบนหลังม้า แล้วขึ้นไปซ้อนอยู่ด้านหลังของฉู่หลี ไม่สนใจฉู่หลีที่อยู่ในสภาพถูกพาดไปบนหลังม้าอย่างเต่าตัวหนึ่งเลยสักนิด ก่อนออกแรงฟาดแส้ไปที่ม้า กล่าวเสียงดัง “ตามหลังข้ามา!”

ทุกคนต่างก็กลัวว่าว่าที่จักรพรรดิพระองค์นี้จะดื้อรั้นอยู่ที่นี่เพื่อออกไปต่อสู้พร้อมกับคนอื่น จึงไม่ได้ใส่ใจชิงเซี่ยที่มีท่าทีไม่เคารพ ห้อตะบึงม้าตามหลังชิงเซี่ยไปอย่างไม่ลดละ มุ่งฝ่าวงล้อมออกไปจากทางด้านซ้าย

“หยุดพวกมันเอาไว้!” ฝ่ายศัตรูกล่าวด้วยเสียงดัง หลายคนมุ่งหน้ามายังทิศทางที่ชิงเซี่ยอยู่ หยางเฟิงสะบัดหอกกระโดดออกไป หนึ่งหอกหนึ่งคนปิดทางไว้ราวกับมีกองทหารหนึ่งหน่วยเสียด้วยซ้ำ

รอจนกระทั่งพวกเขาฝ่าวงล้อมออกไปได้ พวกชิงเซี่ยและคนอื่นๆ ก็หายไปไม่เห็นแม้แต่เงานานแล้ว

บนถนนสายเก่าแก่ที่เงียบสงบ เสียงต่อสู้ฆ่าฟันดังก้องรวมเป็นเสียงเดียวกัน


* หลันฮวา(兰花)หมายถึง ดอกกล้วยไม้

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น