โซซอล
facebook-icon

ซูเปอร์อัลฟ่า ปะทะ ซูเปอร์อัลฟ่า(?) จะเป็นยังไงนะ...

02-3 การกระทำที่ไม่ดี

ชื่อตอน : 02-3 การกระทำที่ไม่ดี

คำค้น : กลลวงกลายรัก นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 25 เม.ย. 2562 12:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
02-3 การกระทำที่ไม่ดี
แบบอักษร

“คุณบอกว่าเป็นการปรึกษาแต่กลับพูดอะไรไร้สาระมากขึ้นเรื่อยๆ เอาแต่ถามอะไร...”

“มีเพื่อนไหมครับ ไม่มีใช่ไหม”


ฮันจูพูดแทรกยองจีอย่างเฉียบขาดและมั่นใจในคำตอบแล้วด้วย


“ในกรณีของคุณชาย... ต้องบอกว่าไม่มีครอบครัวด้วยหรือเปล่าครับ”


ไม่ใช่ครั้งแรกที่คำพูดของอีกฝ่ายแทงใจดำ ยองจีได้แต่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ การที่ฮันจูพูดถูกติดๆ กันแบบนี้มันก็มีบางส่วนที่ทำให้ยองจีเจ็บปวด สีหน้าของเขาตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและเกร็งคางจนไม่สามารถขยับได้ ตามที่ฮันจูพูด เขาไม่มีทั้งเพื่อนและอาจจะไม่มีทั้งครอบครัวด้วย

ยองจีไม่รู้ว่าความนิ่งเงียบอาจจะหมายถึงการยอมรับ เขาไม่มีคำตอบไปพักหนึ่งเพราะต้องการเวลาคิด เพื่อนเหรอ เคยมีอะไรแบบนั้นไหมนะ เขาจบการศึกษาพื้นฐานภายในคฤหาสน์ก่อนอายุยี่สิบ หลังจากนั้นก็เรียนต่อในมหาวิทยาลัย แต่มีการ์ดมากกว่าสามคนคอยดูแลและเดินตามรอบๆ ตัวตลอดเวลา การหวงแหนทายาทของตัวเองมากเกินไปกลายเป็นแค่เรื่องน่าขันที่ส่งผลให้เกิดความเลวร้ายขึ้น

จนถึงตรงนี้มันเป็นความจริงที่ฮันจูรู้อยู่แล้ว และเขาก็สงสัยมาตลอดว่า ‘ทำไมถึงเลี้ยงดูอัลฟ่าเหมือนโอเมก้ากันนะ’


“…ผมเห็นความไร้มารยาทของคุณเมื่อวานนี้แล้วก็คิดว่าตัวเองรู้ดีแล้ว แต่นี่มันเกินกว่าที่จินตนาการไว้อีกนะเนี่ยด็อกเตอร์”

“ก็เหมือนจะไม่ผิดนะครับ”

“หรือว่าคุณมีงานอดิเรกเป็นการเขียนนิยายไหม เป็นโรคชอบเพ้อฝันอะไรแบบนี้”

“มีทั้งคู่เลยครับ”


ปากกาที่เขียนอะไรอยู่แทบจะตลอดเวลาแม้จะโดนขัดบ้างเป็นบางครั้งสุดท้ายก็หยุดลง ฮันจูมองอีกฝ่ายตรงๆ แล้วตอบอย่างไม่ลังเล เป็นคำที่ยองจีพูดออกมาเพื่อจะเย้ยหยันเขาแต่น่าเสียดายที่มันไม่เกิดผลกระทบอะไร เพราะที่พูดมาเป็นความจริงทั้งคู่


“แต่คุณชายไม่ได้ทั้งเขียนนิยาย แล้วก็ไม่ได้เป็นโรคชอบเพ้อฝันใช่ไหมครับ”

“…”

“ถ้ามีเพื่อนก็จะรู้ว่ามันเป็นเรื่องผิดปกติขนาดไหน กับการที่คุณชายไม่เคยช่วยตัวเองเลยในชีวิต หรือไม่ก็อาจจะโดนล้อไปแล้วล่ะครับ”


ดูท่าว่าคงต้องบอกความจริงว่าต้องหนีจากชายชราสติไม่ดีที่อาศัยอยู่ด้วยกันให้เร็วที่สุดซะแล้ว


“แล้วก็ถ้ามีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครอบครัว... ผมคงสามารถพูดคุยกับท่านกรรมการบริษัทคังยองกุกที่เป็นคุณพ่อของคุณชายได้อย่างเป็นธรรมชาติมากกว่านี้ ไม่ใช่พูดคุยกับท่านประธานคัง อาจจะบอกว่าเป็นความตั้งใจอันแน่วแน่ของท่านประธานคัง แต่พอมาที่นี่แล้วอย่างน้อยก็ได้ต้องทักทายกันสักครั้งไม่ใช่เหรอครับ ตามที่ผมรู้มา งานเลี้ยงเมื่อวานท่านก็เหมือนจะไปอยู่นะ”


ยองจีไม่สามารถโต้ตอบคำพูดที่ไหลออกมาจากปากราวกับท่องจำมาล่วงหน้าได้เลย ที่พูดมาเรื่องแรกก็ถูก เรื่องหลังก็ถูก สำหรับเขา ถ้ามี ‘ครอบครัว’ ล่ะก็คงจะมีแต่ปู่อย่างคังยองโฮเท่านั้นแหละ คังยองกุกผู้เป็นพ่อทำเพียงรับผิดชอบพวกการบริหารงานระหว่างประเทศภายในบริษัทของตระกูลคัง จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงเลยว่าระหว่างคังยองกุกกับลูกชายอย่างยองจีไม่มีแม้แต่การไปมาหาสู่กัน

ถึงเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ผิดปกติ แต่สำหรับยองจีก็ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกอะไร มันเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่เขาเด็กๆ เขากับพ่อเป็นความสัมพันธ์ที่เจอหน้ากันแค่เดือนละครั้ง บางเดือนก็อาจจะไม่เจอด้วยซ้ำ จริงๆ แล้วยองจีใช้คำสุภาพกับปู่ของเขาคนเดียว นอกนั้นเขาก็ไม่ใช้คำสุภาพกับใครอีกเลย ถึงเป็นพ่อก็ไม่ได้รับการยกเว้น

นั่นก็เป็นเพราะคังยองโฮต้องการเช่นนั้น


“พอได้แล้ว คุณเรียกนี่ว่าการปรึกษางั้นเหรอ คุณคงไม่ได้ให้ผมมาถึงที่นี่เพราะจะพูดอะไรไร้สาระหรอกใช่ไหม”


ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอะไรและความจริงจะเป็นยังไง ยองจีก็ไม่ได้มีหน้าที่จะต้องเปิดเผยทุกอย่างแบบตรงไปตรงมากับแพทย์ประจำตัวที่เพิ่งจะเจอกันเป็นครั้งที่สอง ไม่ใช่การแสดงความดื้อดึง ยองจีเติบโตขึ้นมาโดยไม่เคยรับรู้เลยสักครั้งว่าตัวเอง ‘ผิด’

สิ่งที่รู้มีเพียงเขา ‘แตกต่าง’ จากคนอื่น เขาเป็นบรรทัดฐานของหลายๆ เรื่องและสักวันจะกลายเป็นบรรทัดฐานของทุกๆ อย่าง

เหมือนกับที่ปู่ของเขาเป็นเช่นนั้นตลอดมา


“ถ้าไม่พอใจผมก็ขอโทษด้วยครับ”


ฮันจูยอมรับความผิดของตัวเองอย่างง่ายดาย พอๆ กับที่ยองจีคลายกำปั้นที่กำแน่นมาจนถึงตอนนี้ออก การเอ่ยขอโทษก็คงทำให้รู้สึกดีขึ้นมาอยู่บ้าง เลยฝืนยิ้มพร้อมกับคลายคิ้วที่ขมวดอย่างตึงเครียดราวกับกำลังตำหนิอะไรอยู่ตลอดออก ก็รู้อยู่แล้วแหละว่าจะต้องเป็นแบบนั้น ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ยองจีบ่นงึมงำซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในใจ


“ดูท่าจะไม่สามารถตั้งคำถามที่ยากไปตั้งแต่แรกได้ ผมคงประเมินระดับของคุณชายไว้สูงเกินไปสินะครับ”

“…ว่าไงนะ”


วันนี้คำถามที่ยองจีถามกลับบ่อยๆ ก็คือ ‘ตอนนี้ ว่าไงนะ’


“ผมน่าจะบอกไปแล้วนะครับ ว่าผมรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับคุณชาย”

“…”

“บางทีถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวคุณชายผมอาจจะรู้มากกว่าด้วยซ้ำ”


มากกว่าเจ้าตัวอย่างคุณ หรือบางทีอาจจะมากกว่าคังยองโฮ รู้มากกว่าและเยอะกว่ามากด้วย

นัยน์ตาของฮันจูที่ไม่มีความคิดจะซ่อนความรู้สึกที่อยู่ในใจส่องเป็นประกายอยู่เหนือมือทั้งสองข้างที่วางซ้อนทับกันนิ่งๆ การมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่ไม่ธรรมดาก็เพียงพอจะเป็นสาเหตุให้เกิดอาการหงุดหงิดแล้ว

เป็นเขาเองนั่นแหละ ฮันจูเป็นคนที่รู้ความจริงข้อนั้นอย่างดีที่สุด ไม่ใช่คนอื่น เขารู้เป็นอย่างดีว่าสีหน้าของตัวเองที่รับมือกับทุกอย่างด้วยรอยยิ้มเสมอต้นเสมอปลายสามารถทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกเหมือนถูกเหยียดหยามและสร้างความลำบากใจมากมาย เพราะเขาไม่รู้ว่าจะซ่อนสีหน้ายังไงและไม่มีความคิดที่จะซ่อนมันตั้งแต่แรกด้วย

ถึงอีกฝ่ายจะบอกว่าไม่รู้สึกถึงมุมปากทั้งสองข้างที่ยกขึ้นเหยียดยิ้ม แม้จะเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าไม่ใช่คนโง่ก็แน่นอนว่าต้องรับรู้ถึงความนัยของมันบ้าง


อย่างเช่น


อยากจะกระชากเสื้อผ้าอันรุ่มร่ามรุงรังทิ้งและบีบเค้นผิวขาวๆ ตามอำเภอใจ ตอนนี้ในหัวของเขาเต็มไปด้วยจินตนาการแบบนั้น สายตาบ่งบอกถึงความต้องการบังคับสอดใส่ความเป็นชายเข้าไปในช่องทางคับแคบที่ปิดสนิทแล้วกระแทกกระทั้นอย่างคุ้มคลั่ง

ด้วยความที่อยู่ภายในพื้นที่เดียวกันจึงไม่สามารถทำอะไรตามสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในสมองได้ ทำได้มากสุดเพียงแค่แตะหลังมือเท่านั้น นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เส้นเลือดของเขาปูดโปนราวกับจะระเบิดออก

จิตใจของเขาต้องการเย้าแหย่ ล่วงล้ำยองจี แล้วก็บีบขยำอย่างรุนแรงจนร้อนรุ่มไปหมด

…เฮ้อ ฮันจูถอนหายใจอยู่ข้างใน ถึงตายไปตอนนี้ก็เหมือนจะไม่แปลกเลยสักนิด


“…ถ้าจะพูดเรื่องแบบนี้ต่อผมก็จะหยุดแค่นี้”


ในที่สุดความในใจของเขาก็ส่งไปถึงยองจีที่รู้สึกได้เองโดยไม่ทันตั้งตัว ถึงจะเป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้ แต่ก็รับรู้ด้วยความระมัดระวังของตนเอง ความจริงแล้วเป็นข้อจำกัดตั้งแต่เมื่อครู่นี้ แน่นอนว่ายูฮันจูเป็นคนน่าสนใจมาก แต่ขณะเดียวกันจนถึงตอนนี้ชายหนุ่มก็ยังเป็นคนที่ทำให้ยองจีเหนื่อยมากกว่าใครที่เคยเจอ ความตึงเครียดสลับกับความผ่อนคลายซ้ำไปซ้ำมาส่งผลให้ความเหนื่อยล้ามาเยือนอย่างรวดเร็ว


“จะอยู่แต่ในเงาของคุณปู่ไปถึงเมื่อไหร่ล่ะครับ”


ตอนนี้เขาไม่ต้องการได้รับคำถามที่ทิ่มแทงใจอีกแล้วเพราะไม่มีอะไรจะตอบ สายตาแบบที่ทำให้สับสนก็ให้มันจบแค่ตรงนี้พอ ยองจีเหนื่อยแล้ว ภายในหัวของเขาปวดตุบๆ ไปหมด หัวใจก็เต้นรัวอย่างรวดเร็ว

เงาของปู่ ถ้าเป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับเขา ฮันจู ไม่สิ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ห้ามถามคำถามนี้ ยองจีต้องการเป็นอิสระจากการถูกจำกัดทั้งหมดเท่าๆ กับการยืนอยู่เหนือทุกคน ซึ่งในความเป็นจริงอิสระเป็นอุปสรรคเพียงอย่างเดียวที่ไม่สามารถข้ามไปได้

ปู่พูดเหมือนติดคำติดปากว่า ‘สักวันทั้งหมดนี้ก็จะเป็นของหลาน’


“อีกสิบปี ไม่ก็อีกหนึ่งปี... หรืออาจจะอีกหนึ่งเดือน”


หนึ่งเดือนหลังจากนี้มีการนัดหมายสำคัญอยู่ ซึ่งก็คือการนัดพบกับตระกูลอื่น ผู้ให้การร่วมมือในการช่วยเหลือจนตระกูลคังสามารถวางอำนาจในภายภาคหน้าได้ ถ้าเป็นไปตามที่ตนรู้ก็จะเป็นการนัดดูตัวกับลูกสาวคนโตของตระกูลนั้น แน่นอนว่าอีกฝ่ายก็เป็นอัลฟ่า เพราะโอเมก้าไม่มีความหมายมาตั้งแต่แรก ในชีวิตของยองจีก็เช่นเดียวกัน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น