หอหมื่นอักษร

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 40 เรื่องราวพลิกผันบนสนามฝึก

ชื่อตอน : บทที่ 40 เรื่องราวพลิกผันบนสนามฝึก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.8k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 02 พ.ย. 2561 15:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 40 เรื่องราวพลิกผันบนสนามฝึก
แบบอักษร

ทรายสีเหลืองทองจากพื้นถูกพัดขึ้นตีตกกระทบกับเกราะเหล็กอันเย็นเยียบของเหล่านายทหาร แต่กับชิงเซี่ยที่ยืนอยู่ด้านหลังของหยางเฟิง ดูเหมือนว่าสายลมเย็นทั้งหมดที่พัดผ่านมายังร่างกายของเธอนั้นอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย

ฉู่หลียืนอยู่บนแท่น ดวงตาเยือกเย็นแหลมคมดุจหิมะมองไปยังนายทหารยศต่ำที่ยืนตระหง่านอยู่ด้านล่าง แล้วใช้มือข้างหนึ่งที่ถือแส้ม้าชี้เอียงไปยังหน้าของหยางเฟิง พลันกล่าวเสียงลึก “พูดต่อสิ”

แม้ต่ำศักดิ์ไม่กล้าลืมปัญหาบ้านเมือง* ถึงแม้ผู้น้อยเป็นเพียงนายทหารตำแหน่งเล็ก แต่ไม่มีวันใดเลยที่จะไม่เคยย้ำกับตนว่ายังมีภาระหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ เพื่อช่วยบ้านเมืองให้พ้นวิกฤติในปีนั้น พระองค์ยอมไปเป็นตัวประกันอยู่บ้านเมืองอื่นนับสิบปี วันนี้ผู้น้อยเองก็ยินยอมใช้เลือดเนื้อและร่างกาย รวมทั้งหัวของตัวเองมาช่วยแก้ปัญหาให้ต้าฉู่ของพวกเราผ่านพ้นวิกฤติไปได้ วันข้างหน้าหากต้าฉู่เป็นใหญ่ ก็เป็นวันที่ผู้น้อยตายได้อย่างตาหลับ กระหม่อมร้องขอรัชทายาท ให้ส่งกระหม่อมไปสอดแนมที่หนานเจียง แล้วเปิดทางให้กับแคว้นหนานฉู่ของพวกเรา!”

คำพูดดังกล่าวดังขึ้นเหนือพื้นทรายสีเหลืองของสนามฝึก หลากหลายสายตามองตรงไปที่ร่างของหยางเฟิง หนานเจียงเป็นสถานที่ประหลาดและเต็มไปด้วยอันตราย ไม่ว่าใครในแคว้นหนานฉู่นี้ต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจทั้งนั้น หนานเจียงมีพื้นที่กว้างใหญ่และเต็มไปด้วยหลายสิ่งหลายอย่าง ในหลายปีที่ผ่านมานี้ที่หนานฉู่ได้นำกำลังทหารออกรบอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถรวบรวมหนานเจียงมาเป็นส่วนหนึ่งของตนได้ สาเหตุไม่ได้อยู่ที่หนานเจียงมีกำลังทหารมากหรือมีการเตรียมความพร้อมไว้เป็นอย่างดี แต่เป็นเพราะหนานเจียงมีสภาพภูมิประเทศที่น่ากลัว และเอื้อต่อการเติบโตของพวกสัตว์และแมลงมีพิษทั้งหลาย หากไม่ระวังก็คงต้องเสียกำลังทั้งหมดไปอย่างแน่นอน

ทันใดนั้นเอง ชิงเซี่ยก็รับรู้ได้ทันทีถึงสิ่งที่ชายหนุ่มผู้นี้คิดจะทำ ความรู้สึกโศกเศร้าจึงโจมตีเข้ามาในหัวใจ แล้วฝุ่นทรายก็พัดขึ้นมาบดบังสายตาของชิงเซี่ย

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าได้ส่งทหารม้าสามสิบกว่าหน่วย รวมเก้าร้อยกว่านายไปสอดแนมก่อนหน้าแล้ว แต่ไม่มีแม้เพียงสักนายที่รอดกลับมา เช่นนี้แล้ว เจ้ายังคิดจะไปอยู่หรือ?” เสียงของฉู่หลีกดต่ำ แต่กลับกระจ่างดังสะท้อนไปทั่วทั้งสนามฝึกใหญ่ น้ำเสียงกดดันที่ลอดผ่านออกมาทำเอาเหล่าบรรดาผู้ที่ยืนอยู่ด้านล่างอึดอัดจนหายใจไม่ออก ได้แต่ยืนรอคำตอบของหัวหน้านายกองเล็กๆ ที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำผู้นี้

“กระหม่อมยินดีพ่ะย่ะค่ะ!” หยางเฟิงในชุดเกราะก้าวขึ้นมาด้านหน้า คุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้น พลางกล่าวด้วยเสียงดังชัดเจน “หน้าที่ช่วยแผ่นดินให้พ้นวิกฤติ มิอาจปฏิเสธได้พ่ะย่ะค่ะ!”

“โอ้?”  ฉู่หลีส่งเสียงฮึออกมาเบาๆ ก่อนกล่าวเสียงหนัก “เจ้ามีสิทธิอะไร ทำไมข้าถึงต้องเชื่อเจ้า ว่าเจ้ามีความสามารถมากกว่าเหล่าทหารกล้าเก้าร้อยกว่านายที่ข้าฝึกฝนเพื่อส่งไปสอดแนม หรือเชื่อว่าเจ้าจะสามารถกลับมาจากหนานเจียงได้อย่างปลอดภัย หรือเชื่อว่าเจ้าจะสามารถนำข่าวสารกลับมารายงานให้แก่ข้าได้อย่างนั้นหรือ?”

“เพราะบ้านเกิดกระหม่อมอยู่ในหนานเจียง” หยางเฟิงเงยหน้าขึ้นทันใด ดวงตาทั้งคู่ประกายถึงความหนักแน่นประดุจเหล็กกล้า มองสูงขึ้นไปยังด้านหน้าอย่างดื้อดึง “กระหม่อมหาได้ไปสอดแนม เพียงแต่กลับบ้านเกิดเท่านั้น”

“ฮ่าๆ! เพียงแต่กลับบ้านเกิดเท่านั้นหรือ กล่าวได้ดี!” เสียงหัวเราะดังขึ้นในทันที ชิงเซี่ยยืนอยู่ในกลุ่มทหารองครักษ์นับแสนนาย มองไปยังว่าที่กษัตริย์หนุ่มที่ทั้งมืดมนเจ้าเล่ห์ และเงียบขรึมพูดน้อย ไม่คิดว่าจะเห็นภาพที่เขาหัวเราะออกมาเสียงดังไม่รักษาภาพลักษณ์เช่นนี้ แล้วฉู่หลีก็กล่าวด้วยเสียงดังองอาจ “มีความกล้า มีหัวคิด ให้เจ้าเป็นเพียงแค่นายกองตำแหน่งเล็กๆ ช่างน่าเสียดายความสามารถของเจ้าจริงๆ”

กล่าวถึงเพียงเท่านี้ ฉู่หลีก็เปลี่ยนสีหน้าไป แล้วน้ำเสียงเองก็เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบในทันใด “เพียงแต่ ถึงแม้เจ้าจะมีความสามารถมากมายกว่าผู้อื่นเพียงใด แต่เจ้าเอาแต่คิดสร้างผลงานรวดเร็วมากจนเกินไป ทั้งยังไม่รู้จักกลั่นกรองเรื่องราวให้ดีเสียก่อน ทั้งยังไม่รู้จักรักษาร่างกายและความปลอดภัยของตน ไม่รู้จักตรรกะและกฎในค่ายทหาร ดังเช่นที่เจ้าทำอยู่นี้ คิดอยากเลื่อนตำแหน่งจนทำให้ผู้อื่นโกรธเกรี้ยวไปทั่ว ดูเหมือนว่าเจ้าจะยังอยู่ในค่ายทหารได้ไม่นานพอ เห็นทีต้องฝึกฝนกันอีกมาก เมื่อคืนก่อนมีคนกล่าวกับข้าว่าข้าไม่รู้จักแยกแยะดีชั่ว ไม่รู้จักการให้รางวัลและการลงโทษ วันนี้ข้าก็จะให้ทั้งรางวัลและบทลงโทษแก่เจ้า เจ้ามีความกล้าที่กล่าวความคิดเห็นของตนออกมา อีกทั้งทุกประโยคล้วนสำคัญสมควรไตร่ตรอง ด้วยเหตุนี้ข้าจะให้รางวัลเป็นทองคำหนึ่งร้อยชั่ง ม้าศึกชั้นดีสิบตัว และผ้าต่วนชั้นดีสามกล่อง แต่เนื่องด้วยเจ้ากล่าววาจาหยิ่งจองหอง และไม่ให้ความเคารพแก่เจ้านายของเจ้า กล่าวได้ว่าไม่เคารพเบื้องสูงแต่ก็ทำไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้นข้าจะลดตำแหน่งเจ้าลงมาหนึ่งขั้น โดยปลดออกจากตำแหน่งหัวหน้ากอง ไปทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าประจำการหน้าค่ายทหารหนึ่งเดือน เจ้ายอมรับหรือไม่?”

 “พระองค์ตรัสได้ถูกต้องแล้ว กระหม่อมยอมรับทั้งกายใจ” หยางเฟิงตอบกลับด้วยความหนักแน่น ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความลังเล

ฉู่หลีมองไปยังหยางเฟิงด้วยรอยยิ้มบาง พลางกล่าวว่า “เจ้าไม่เลวเลยทีเดียว หากครั้งหน้าเจ้ามีความสามารถมากพอให้ข้าสังเกตเห็นเจ้าได้ เช่นนั้นข้าก็จะให้โอกาสบอกชื่อของเจ้าแก่ข้า”

ทันทีที่ประโยคนี้กล่าวออกมา เสียงร้องโกลาหลของทุกคนก็ดังขึ้น หยางเฟิงที่คุกเข่าข้างหนึ่งอยู่บนพื้น กล่าวตอบด้วยเสียงดังฟังชัด “ ขอบพระทัยรัชทายาทที่ทรงเมตตา!”

 “เรื่องนี้ก็ให้สิ้นสุดลงที่ตรงนี้ แม่ทัพโหว เริ่มฝึกได้แล้ว!”

 “พ่ะย่ะค่ะ” โหวหย่งตะโกนขึ้นมาเสียงดัง ก่อนกระโดดไปข้างหน้า แล้วพลิกตัวขึ้นขี่ม้า พลางจับดาบขึ้นชี้ตรง ตะโกนกล่าว “จัดแถว!”

หยางเฟิงลุกขึ้นยืนในทันใด ก่อนยื่นมือจับไปดึงบังเหียนม้าของชิงเซี่ย และลากมันกลับเข้าไปในค่ายทหาร ดูเหมือนว่าความกังวลทั้งหมดของนางจะไม่จำเป็นสินะ พอชิงเซี่ยกลับมาถึงกระโจมที่พัก ท้องฟ้าด้านนอกก็มืดลงเสียแล้ว หยางเฟิงนั่งอยู่บนพรมสักหลาด เช็ดถูทำความสะอาดมีดสั้นในมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทันใดนั้นชิงเซี่ยก็เดินไปหยุดอยู่ด้านหน้าของเขา ก่อนคว้ามีดสั้นเล่มนั้นออกมา กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดิ่งลึก “เรื่องของข้า ข้าจัดการเองได้ เจ้ากับข้าไม่ได้เป็นญาติพี่น้องกัน เจ้าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเอาตนเองเข้าไปเสี่ยงเพื่อข้าเช่นนี้”

หยางเฟิงเงยหน้า แล้วยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พลางกล่าวเสียงเบา “ข้าก็แค่อยากได้โอกาสแสดงความสามารถต่อหน้าพระพักตร์องค์รัชทายาทก็เท่านั้น ไม่เกี่ยวอันใดกับเจ้า”

 “เจ้าอย่ามาหลอกข้า” ชิงเซี่ยส่งเสียงฮึออกมาด้วยความโมโห พลันกล่าวต่อว่า “ที่เจ้าคิดไปเป็นสายลับในหนานเจียง ไม่ใช่ว่าต้องการหาโอกาสให้ข้าได้หลบหนีระหว่างทางหรอกหรือ?”

หยางเฟิงนิ่งเงียบไม่กล่าวสิ่งใด ชิงเซี่ยจึงย่อกายนั่งลงยองๆ กล่าวด้วยความจริงจังและจริงใจ “หยางเฟิง เจ้าได้ช่วยข้ามามากพอแล้ว ข้ารู้สึกขอบคุณเจ้าจากใจจริง”

 “ไม่จำเป็น” หยางเฟิงส่ายหน้า น้ำเสียงดิ่งลึกลงเล็กน้อย “เห็นเจ้าปลอดภัย เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว” 

 “เจ้ากับข้าเพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงวัน” ชิงเซี่ยกล่าวเสียงลึก “แต่เจ้ากลับช่วยเหลือข้าหลายต่อหลายครั้ง วันนั้นที่ข้าช่วยเหลือเจ้าก็แค่เพราะบังเอิญเท่านั้น แต่ตอนนี้หากเจ้าไม่ระวังให้ดีอาจต้องโทษจนโดนฆ่าล้างทั้งครอบครัวก็เป็นได้”

“ข้าไม่มีครอบครัวให้ฆ่าล้างหรอก”

“เช่นนั้นเจ้าไม่อยากแก้แค้นแล้วหรือ? ไม่อยากช่วยผู้มีพระคุณของเจ้าแล้วหรือ?”

หยางเฟิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาทั้งคู่มองตรงเข้าไปในดวงตาของชิงเซี่ย แล้วคลื่นอารมร์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ก็เกิดขึ้นภายในใจอย่างช้าๆ

“ฟังข้านะ ข้ามีวิธีแก้ปัญหาของตัวเอง ข้าไม่อยากดึงให้เจ้าต้องมาตกกระไดพลอยโจนตามไปด้วย”

 “แม้ข้าจะมีตำแหน่งฐานะต่ำต้อย ไร้สิทธิ์ไร้อำนาจ คิดอยากช่วยแต่ก็ไม่อาจช่วยได้ ทว่าข้าก็รู้กำลังของตัวเองดี เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว” หยางเฟิงลุกขึ้นยืนในทันใด เสียงของเกราะกระทบเกิดเป็นเสียง แล้วเขาก็ก้าวเท้าเดินออกไป

 “นั่นเจ้ากำลังจะไปไหน?” ชิงเซี่ยตะโกนถาม

 “ข้าถูกลงโทษให้ไปเฝ้ายาม เจ้าลืมไปแล้วรึ?”

ร่างของชายหนุ่มค่อยๆ หายเข้าไปในเงาที่มืดมิดของยามค่ำคืน ชิงเซี่ยยังคงยืนอยู่ในตำแหน่งเดิม นางเงยหน้าขึ้น ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่ากำลังทำอะไรอยู่

  *

แสงของไฟที่ริบหรี่ราวเม็ดถั่ว ไม่อาจต่อสู้กับสายลมที่หนาวเหน็บของยามค่ำคืนได้ ม่านของกระโจมที่ถูกเลิกขึ้น ทำให้ชิงเซี่ยต้องปะทะกับความหนาวเย็นอย่างไร้ทางเลือก

กว่าหยางเฟิงจะกลับเข้ามาก็เป็นยามดึกสงัดแล้ว เกราะเหล็กบนร่างกายเขาขณะนี้เย็นเยียบไม่ต่างไปจากน้ำแข็ง เวลานี้ชิงเซี่ยกำลังนอนขดตัวอยู่ในพรมสักหลาด ขณะนี้เองที่เคราที่ติดไว้ของนางหลุดออก เผยให้เห็นคางมนขาว ร่างกายที่เล็กกะทัดรัดซุกซ่อนอยู่ภายใต้ชุดทหาร ดูแล้วช่างงดงามบริสุทธิ์ดุจดอกบัวที่อยู่กลางบึงน้ำ

พอเห็นภาพตรงหน้านี้ การเคลื่อนไหวของหยางเฟิงก็ดูละล้าละลังงกเงิ่นชอบกล เขาถอดชุดเกราะออกช้าๆ ด้วยความระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียงดังรบกวนหญิงสาว พอเห็นชิงเซี่ยไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ จึงวางใจเดินไปยังเตาไฟ ก่อนเติมถ่านเข้าไปเพื่อเพิ่มความร้อน และนั่งลงบริเวณใกล้ๆ

ยามค่ำคืนของค่ายมักเงียบสงบเช่นนี้เสมอ สายลมหนาวพาเอาเสียงร้องบรรเลงลากยาวจากน้ำเสียงแหบต่ำพัดสะท้อนไปทั่วทั้งค่าย ฟังไปก็คล้ายกับบทเพลงของพวกมองโกเลีย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเศร้าที่ไม่เหมือนใครของเหล่านายทหาร

หยางเฟิงหยิบเหยือกเหล้าที่ทำจากทองแดงซึ่งเหน็บอยู่บริเวณเอวขึ้นมา ก่อนเอนศีรษะเล็กน้อยแล้วดื่มมันลงไป เหล้าขาวเย็นไหลผ่านมุมปากของเขาลงมา แล้วค่อยๆ ไหลต่อลงไปยังลำคอ ผิวสีเหล็กของเขาที่สะท้อนอยู่ใต้แสงเงาไฟ ดูแล้วช่างแข็งแรงกำยำ ดวงตาเรียวหรี่แคบลงเรื่อยๆ คิ้วคมราวดาบของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ส่วนมือข้างหนึ่งจับหอกไว้แน่น หยางเฟิงกระดกเหล้าเข้าปากตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า และยื่นมือออกไปเขี่ยถ่านในกองไฟเป็นครั้งเป็นคราว

ถึงแม้ด้านนอกจะมีลมหนาวพัดผ่านไม่หยุด และมีเสียงร้องเพลงของเหล่าทหารดังมาไม่ขาดสาย แต่ภายในกระโจมนี้กลับอบอุ่นดุจฤดูใบไม้ผลิ

นี่เป็นเพลงของหนานฉู่ที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เนื้อเพลงดังกล่าวถูกขับร้องโดยภาษาท้องถิ่นของทางใต้ ถึงบทเพลงจะร้องผิดจังหวะไปบ้าง แต่หยางเฟิงก็ยังพอฟังออก บทเพลงนี้กล่าวถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่ขี่ม้าออกไปสู้รบ ไปครั้งหนึ่งก็กินเวลาเป็นสิบปี สิบปีมานี้เหล่าสหายที่ยืนหยัดต่อสู้ข้างกายต่างก็ล้มหายตายจากไปจนหมด แต่เขาเองกลับเอาชีวิตรอดมาได้และกลายเป็นแม่ทัพ ทว่าพอเขากลับไปยังบ้านเกิด ก็พบว่าภรรยาของตัวเองหนีไปกับชายอื่นแล้ว บิดากับบุตรชายต่างก็ล้มตายด้วยความหิวโหย เขายืนอยู่ในลานบ้านที่ถูกทิ้งร้างไม่เหลือใคร ฟังเสียงของความเงียบเหงาที่ดังมาจากเส้นขอบฟ้า จากนั้นน้ำตาลูกผู้ชายก็หยดไหลลงมาเป็นครั้งแรก

แม่ทัพสู้จนตาย นายทหารสิบปีกลับ** จะมีชาวบ้านธรรมดาที่ไหนเต็มใจเข้าสู่สนามรบ

หยางเฟิงเอียงศีรษะของตนก่อนกรอกเหล้าลงไปในปากอึกหนึ่ง เขาค่อยๆ ปิดตาของตนลงและเอนหลังพิงไปยังเสาของกระโจม มือข้างหนึ่งจับหอกไว้ มืออีกข้างปล่อยให้ตกลงไปข้างตัว ทำเอาเหล้าที่ยังไม่หมดดีในเหยือกเหล้า ไหลออกมาตามแรงตกของข้อมือเขา แล้วไหลเข้าไปกระทบกับถ่านไฟร้อนก่อนจะระเหยเป็นไอ ทำให้ทั้งกระโจมเต็มไปด้วยกลิ่นไอของเหล้าที่ระเหยออกมา

แต่ไหนแต่ไรมาเขาก็เป็นคนดื่มไม่เก่ง ดื่มได้เพียงนิดเดียวก็เมาแล้ว

บรรยากาศรอบด้านเงียบสงัด มีเพียงเสียงของถ่านร้อนที่เผาไหม้ส่งเสียงเปรี๊ยะดังออกมาเป็นครั้งคราว ขนตาของชิงเซี่ยขยับเล็กน้อย และค่อยๆ ปิดลงในที่สุด ความเหนื่อยล้าและความกดดันถูกกดทับลงในใจของนาง

ความมืดมิดของยามค่ำคืน ค่อยๆ ขยายตัวออกไป



* แม้ต่ำศักดิ์ไม่กล้าลืมปัญหาบ้านเมือง(位卑未敢忘忧国)เป็นสำนวน บ่งบอกถึงคนผู้หนึ่งให้ความช่วยเหลือต่อคนอีกผู้หนึ่งมากมาย แต่คนผู้นั้นกลับตอบแทนกลับเพียงเล็กน้อย

** แม่ทัพสู้จนตาย นายทหารสิบปีกลับ(将军百战死,壮士十年归)เป็นโครงหนึ่งในบทประพันธ์เรื่องฮัวมู่หลัน กล่าวถึง เหล่าทหารหาญกล้าที่จับทัพออกศึกครั้งแล้วครั้งเล่า มีบ้างที่สละชีวิตของตนเองตกตายในสนามรบ ส่วนคนที่เหลือรอดก็ต้องรอจนได้รับชัยชนะ ซึ่งก็เป็นเวลาถึงสิบปีจึงจะได้กลับไปยังบ้านเกิดของตนเองอีกครั้ง 


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น