Qiān sī xì

ยินดีที่ได้รู้จัก เชวียนซิซี ฝากเนื้อฝากตัวด้วย.. ขอบคุณที่เข้ามาชมงานเขียนของเรา เรามีการเขียนเป็นงานอดิเรก อาจมีผิดพลาดบางประการเรารับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์หรือตอบคำถามข้อสงสัยให้เท่าที่จะตอบได้เกี่ยวกับนิยายของเรานี้ เราจะพยายามนำสิ่งต่างๆมาขัดเกลาตัวเองให้ดีขึ้น ถ้าชอบก็ติดตามไว้ แต่งให้อ่านเรื่อยๆ ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาชมผลงาน (*/-/*)

ตอนที่ 18 พูดคุยด้วยเหตุและผล

ชื่อตอน : ตอนที่ 18 พูดคุยด้วยเหตุและผล

คำค้น : ผู้มาจากฟากฟ้า

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 374

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 02 พ.ย. 2561 00:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 18 พูดคุยด้วยเหตุและผล
แบบอักษร

ตอนที่ 18 พูดคุยด้วยเหตุและผล

                ระหว่างที่พวกเขาฟังเสี่ยวหยาเล่าเรื่อง ผมที่กำลังทำอาหารอยู่ในครัวก็สังเกตพวกเขาไปด้วย  เนื่องจากผมไม่รู้ว่าพวกเขาชอบกินอะไรบ้างจึงได้ ใช้วัตถุดิบส่วนใหญ่ที่หาได้จากที่นี่ โดยเนื้อสัตว์จะใช้เนื้อของหมูป่า หรือพวกไก่ป่าที่ล่าได้และก็ใช้พวกสมุนไพรป่าที่ผ่านการวิเคราะห์แล้วว่าไม่มีพิษมาทำการปรุง  จะว่าไปที่นี่ก็มีวัตถุดิบที่หน้าตาคล้ายๆกับเครื่องปรุงในชาติก่อนของผมอยู่เยอะพอควรนะ อย่างเม็ดพริกไทย หัวหอม ข่า ขิง ผักชี ต้นหอม แล้วก็ผักป่า2-3 อย่าง  ผมคิดว่าจะทำอะไรให้พวกเขากินดี?


                ถ้านับจากจำนวนคนที่อยู่ในห้องนี้ จำนวนเนื้อหมูป่าไก่ป่ากับปลาที่ตกได้คงไม่พอแน่  สงสัยคงต้องเอาถังเสบียงที่ผมตุนไว้มาใช้นิดหน่อย ถึงมันจะไม่ใช้เนื้อของสัตว์ที่หาได้จากดาวนี่ก็เถอะนะ แต่ผมจะหาอะไรที่คล้ายๆกันมาใช้ทำอาหารให้พวกเขาละกัน  ผมเดินไปหยิบเนื้อหมูป่าไก่ป่าในตู้เย็นที่หั่นเตรียมเอาไว้มา  เอาผักและสมุนไพรป่าที่หามาได้ออกจากตู้นำไปล้างให้สะอาดและตากไว้ให้เสด็จน้ำ ก่อนผมจะไปทำการตั้งเตากระทะ จากนั้นนำผักที่ล้างมาหั่น  แล้วนำเมล็ดพริกไทยใส่ลงเครื่องบดตามด้วยรากผักชี ต้นหอมซอย เกลือนิดหน่อย พริกสดหั่น หัวหอมที่หั่นเป็นลูกเต๋า ต้นหอมซอย เทใส่ลงไปในเครื่องบท


                ถ้าจะตำเองก็ได้ละนะมันอาจจะได้อรรถรสกว่าแต่ผมเป็นคนขี้เกียจใช้แรงนี่สิ  เพราะงั้นเทใส่เครื่องบทก็ถือว่าใช้ได้แถมยังเลือกได้ว่าจะให้บดจนละเอียดแค่ไหนด้วย  มีของให้ใช้ก็ควรใช้สิจะเสียเวลาทำไม? จากนั้นเมื่อเครื่องบดเสร็จจึงนำหมูที่หั่นเตรียมไว้แล้วมาใส่ในถ้วยใหญ่นำส่วนผสมที่ผมเทไปในเครื่องบดเมื่อครู่ออกมา ก็จะได้เครื่องปรุงอย่างหยาบๆแล้ว แค่นี่น่าจะพอใช้ได้  ผมจึงนำมันเทใส่ลงไปในชามหมูให้ทั่วหลังจากนั้นจึงลงมือหมักเนื้อหมูให้เข้ากับเครื่องเทศและปล่อยไว้สักพัก


                เนื่องจากสมุนไพรป่าและผักป่ามีไม่มากนัก ผมจึงนำเครื่องปรุงสำเร็จรูปที่ผมที่ผมวางไว้ในครัว  ไม่ว่าจะเป็นซอสให้ความเผ็ดหวานต่างๆ ซอสถั่ว ซอสพริก ซอสหอย ซอสซีฟู้ด หรือซอสอื่นๆ รวมถึงเครื่องปรุงเป็นของที่ถูกขนส่งและนำเข้ามาจากดาวทั้ง432แห่งไปยังXenious’Jeva เฮ้อ! นี่คือประโยชน์ของความเจริญก้าวหน้าอีกข้อนึงเลยก็ว่าได้ เมื่อมีการติดต่อ เครื่องมือหรือผลผลิตก็มีการติดต่อซื้อขายกันจากหลายๆที่ทำให้เราสามารถ เลือกใช้ทรัพยากรมากมายเหล่านี้ได้ไม่ได้จำเจแต่ผมก็รู้สึกเศร้านิดหน่อย เพราะที่นี่ยังไม่มีความรู้มากมายด้านอาหารเท่าไหร่ เครื่องปรุงส่วนใหญ่ของคนทั่วไปจึงใช้เกลือเสียส่วนใหญ่ ผักป่าสมุนไพรป่า


                ถ้ามีฐานะหน่อยก็จะมีน้ำตาลที่ให้ความหวาน หรือว่าซอสหมักที่พ่อครัวแต่ละคนทำขึ้นก็แล้วแต่สูตรของแต่ละคน ส่วนใหญ่จะเป็นบ้านพวกขุนนางหรือไม่ก็พ่อค้าวาณิชที่มีพ่อครัวหรือมีบ่าวไว้ใช้ในตระกูล  จากนั้นผมจึงนำเนื้อไก่ป่ามา นำไก่มาล้าง พักให้เสด็จน้ำเตรียมพริกไทยบด ข่า ขิงและผักชีหั่นก่อนจะใช้ซอสหอยและซีอิ๊วน้ำตาล3ช้อน เกลือ 1ช้อน น้ำเปล่านิดหน่อย ผสมเสร็จแล้วนำไปหมักไก่ที่พักไว้ จากนั้นจึงเลือกซอสสำเร็จรูปออกมา เทใส่ถ้วยเตรียมไว้ ใช้ซอส พริก มะเขือเทศ  บาบีคิว ซาวครีม ใส่ถ้วยขนาดเล็ก  เพราะไม่อยากเสียเวลาทำซอสเอง


                นำไก่ไปนึ่งในเครื่องนึ่ง  แล้วรอเวลาจากนั้นเมื่อเสร็จแล้วก็นำไก่ที่สุกแล้วมา จัดใส่จาน หั่นแตงกวา ขิงอ่อนแล้วก็ผักป่าอีกเล็กน้อยมาวางไว้เป็นเครื่องเคียง   จากนั้นนำปลาที่ตกได้มาล้างให้สะอาดเลาะเกร็ดออกผ่าเอาก้างและเครื่องในออกมาตามขั้นตอนเชฟคนครัวที่ดูจากรายการทำอาหารช่วงที่อยู่บนยานเวลาว่างมันเยอะศึกษาข้อมูลดูอะไรไปแก้เบื่อนอกจากช่วงที่ยุ่งกับงานอดิเรก ผมก็จะนั่งดูUI Padเกี่ยวอับอะไรพวกนี้  นำปลาที่ผ่าออกมาแล้วนำไปชุบแป้งสำเร็จรูปใช้ผงโรยอาหารรสต้มยำโรยใส่ในแป้ง


 จากนั้นนำปลาที่ชุบแป้งแล้วใส่ลงไปในกระทะน้ำมันเดือดที่ตั้งไว้ก่อนหน้านี้  ใช้ไฟไม่แรงเพราะต้องการให้ปลาสุกทั้งข้างนอกและข้างใน ทอดให้เหลืองกรอบจนมีกลิ่นหอมลอยออกมาแล้วจึงนำขึ้นจากกระทะพักไว้ให้เสด็จน้ำมัน  นำไปจัดแต่งไว้บนจานใหญ่หั่นพริกสดเป็นชินเล็กๆผสมกับขิง ตามด้วยพริกไทยนิดหน่อย นำขึ้นไปตั่งบนเตาย่างถ่านแล้วรมควันปลาที่ทอดเสร็จแล้ว จากนั้นจึงโรยส่วนผสมที่ใช้รมควันโรยลงไปบนปลาเล็กน้อยเพื่อให้กลิ่นหอมฟรุ้งกระจายออกมา


เมื่อเสร็จแล้วผมก็คิดว่าอาหารแค่นี้คงไม่พอให้พวกเขาอิ่มได้  ถึงมันจะเยอะแล้วแต่พวกเขามีกันยี่สิบกว่าคนผมจึงเดินไปที่ตู้แช่เนื้อ  เลือกเอาเนื้อวัวเกรดAออกมา  ที่ใช้คือเนื้อสะโพก ให้ความรู้สึกนุ่มชุ่มมันที่มีไขมันและชั้นเนื้อเหมาะสำหรับการนำมาย่างให้มีกลิ่นหอม เพื่อทำให้พวกเขาติดใจนี้ก็เป็นกลยุทธ์อีกวิธีที่จะซื้อใจพวกเขา  เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนที่จะได้ผลประโยชน์ในอนาคตสำหรับผม นำเนื้อสะโพกมา ซอยให้มีขนาดบางพอดีไม่มากไม่น้อยเกินไป  นำเตาถ่านออกมาโดยใช้ถ่านไม้คุณภาพดีจาก ดาวCoTron เป็นดาวที่ผลิตอุส่าหกรรมถ่านเผาไฟที่ใช้ทำอาหารและให้ความอบอุณที่ดีที่สุด


                นำเนื้อสะโพกวัวเกรดAที่หั่นมาย่างบนเตาถ่าน จากนั้น นำซอสบาบีคิว และซอสพริกไทยดำ มาทาลงบนเนื้อ เสียงอังจากการย่างเนื้อดังขึ้น “ช่า!!! หอมจัง!! ข้าไม่เคยได้กลิ่นหอมของอาหารแบบนี้มาก่อนเลย!!” ตามมาด้วยเสียงสูดกลิ่นและเสียงของทุกคนที่กำลังหันหน้ามามองผมที่กำลังทำอาหารอยู่ในครัว มันก็ต้องเป็นแบบนั้นสิ! พวกเขาจะเคยได้กลิ่นได้ยังไงในเมื่อของพวกนี้เป็นซอสที่พวกเขาไม่เคยได้ลองและไม่แน่ว่าในแผ่นดินที่พวกเขาอาศัยอยู่อาจจะไม่มีคนที่ผลิตมันขึ้นมาเลยก็ได้


                เมื่อย่างเสร็จจนเนื้อวัวสุกและหอมจนได้ที่ ผมก็นำผงปรุงรสสำเร็จรูปรสหมูมาต้มใส่น้ำและหั่นหัวไชเท้ากับโรยใบผักชีใส่ เพื่อทำเป็นน้ำซุป  ผมคิดว่าพวกเขาคงต้องการซดน้ำไปด้วยดูจากสภาพที่หิวโซของพวกเขาที่หลบหนีในป่าตลอด5วัน  คงต้องทำน้ำแกงบำรุงซะหน่อยจากนั้นเมื่อทำเสร็จจึงตักแบ่งใส่ถ้วยแล้วจัดอาหารทุกอย่างแบ่งใส่ถาดแล้วให้พอดีกับจำนวนคน ก่อนผมจะหันไปกล่าวกับพวกเขาว่า “ข้าขอความกรุณาจากพวกท่านช่วยยกอาหารเหล่านี้ไปว่างที่โต๊ะของพวกท่านหน่อยได้หรือไม่? ให้พวกท่านแบ่งกลุ่มกันกลุ่มละ4-6คนนั่งด้วยกัน”


                เมื่อผมกล่าวเช่นนั้นพวกเขาก็ตื่นจากภวังค์จากกลิ่นหอมของอาหาร “พวกเจ้ารอช้าอยู่ใย! รีบไปช่วยพี่หญิงหลงเอ๋อยกสำรับออกมาสิจะรอให้นางแบกมาประเคนให้พวกเจ้าหรืออย่างไร!” เสียงใสของเสี่ยวหยาออกคำสั่งกับพวกองครักษ์จากนั้นจึงมีเสียงขานตอบออกมาเสียงดังด้วยความตื่นเต้นว่า


                “มิกล้าๆ! ผู้น้อยจะไปยกสำรับมาเดี๋ยวนี้แล้ว! ไม่กล้าให้ท่านหญิงหลงเอ๋อยกมาให้พวกผู้น้อยเองหรอก ผู้น้อยมิบังอาจ! ไปสิพวกเจ้าไปช่วยข้ายกสำรับอาหาร!”เสียงของหัวหน้าองครักษ์หนุ่มดังขึ้น


ก่อนที่พวกองครักษ์จะทยอยเดินกันมายกสำหรับที่ถูกจัดไว้ออกไปตั้ง บนโต๊ะของพวกเขา พวกเขาแบ่งกลุ่มกันกลุ่มละ4บ้าง 5บ้าง 6บ้าง ยกเว้น เสี่ยวหยากับพี่ชายของเธอที่นั่งกันสองคน ก็คงงั้นแหละนะ พวกองครักษ์จะกล้านั่งร่วมโต๊ะอาหารกับเจ้านายตนเองได้อย่างไร  ผมบอกให้พวกเขายกออกไปก่อนส่วนนึงเพราะอาหารนั้นมันเยอะจนล้นโต๊ะแล้วถ้าพวกเขายังไม่อิ่มก็ให้มาเติมเพิ่มได้ยังมีเหลืออยู่อีกเยอะในครัว  หลังจากพวกองครักษ์ยกสำหรับไปจัดวางเรียบร้อยแล้วพวกเขาก็นั่งนิ่งไม่ขยับแล้วมองมาทางผมเหมือนรออะไรสักอย่าง


                ผมขมวดคิ้วแล้วกล่าวกับพวกเขาว่า “พวกท่านไม่หิวหรือไรมาจ้องมองข้าทำไมลงมือกินสิ! เดียวอาหารก็เย็นหมดหรอก! กินตอนร้อนๆนะกำลังอร่อยรู้ไหม!” ผมกล่าวกับพวกเขาให้พวกเขาลงมือกินได้ เห้อ! ถ้าผมไม่สั่งพวกเขาจะนั่งจ้องอาหารตลอดไปเลยรึยังไงกัน?  เป็นบ่าวนี่ก็ลำบากสุดๆเหมือนกันสินะ?

                เมื่อพวกเขาได้ฟังดังนั้นจึงลงมือหยิบตะเกียบแล้วคีบอาหารเข้าปาก หลังจากนั้นก็มีคำชมดังขึ้นมา  “อ่า!อร่อยมาก! กลิ่นหอมของผักป่ากับเนื้อป่าเข้ากันได้ดี ข้าคิดว่าข้าจะไม่มีโอกาสได้กินอาหารอีกแล้วซะอีก”


                “น้ำแกงก็รสชาติเข้มข้นมากหอมกรุ่มลื่นคอดีเหลือเกิน!  ปลาก็อร่อย  ไก่นึงสมุนไพร่นี้ก็หอมมาก เมื่อนำมาจิ้มกินกับซอสเหล่านี้ยิงให้รสชาติที่แตกต่างกัน! อร่อยไม่มีที่ติ!  อร่อยจนข้าเกือบกลืนลิ้นตัวเองลงคอไปแล้ว!” เสียงจากพวกองครักษ์กล่าวดังขึ้น


                “ถ้ารสชาติอาหารข้าถูกปากพวกท่านก็ดีแล้ว ข้านึกว่าพวกท่านจะไม่ชอบอาหารของข้าซะอีก”ผมกล่าวกับพวกเขาแบบที่ผมจำมาในนิยายเรื่องนึง ‘จอมยุทธอาหารคลั่ง’ที่เคยอ่านในโลกก่อน


                “เหตุใดจะไม่ชอบกันท่านหญิงหลงเอ๋อ! อาหารที่ท่านทำนั้นฝีมือล้ำเลิศนัก ข้ารับประกันได้ว่าฝีมือทำอาหารของท่านนั้นดียิ่งกว่าร้านอาหารและโรงเตี้ยมในเมืองหลวงเสียอีกนะขอรับ!”พอได้ฟังแบบนั้นจากพวกองครักษ์ผมก็ยิ้มมุมปากเล็กน้อย เหยื่อติดเบ็ดแล้ว ฮึฮึที่เหลื่อก็ลองโยนเหยื่อที่ใหญ่กว่านี้อีกหน่อยแล้วให้พวกเขายอมรับ


                ผมเดินมานั่งโต๊ะโซฟากับเสี่ยวหยาและพี่ชายของเธอ  สักพักก็มีเสียงดังขึ้นชมจากเสี่ยวหยาว่า “พี่หญิงหลงเอ๋อ อาหารที่ท่านทำอร่อยมากเจ้าค่ะ!ข้าไม่เคยกินอาหารอะไรที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย! อร่อยกว่าอาหารที่พ่อครัวหลวงทำอีก!”เสียงกล่าวชมจากเสี่ยวหยากล่าวชม


                “ถ้าเจ้าชอบก็กินเยอะๆหน่อย ยังมีอีกเยอะให้เจ้าเติม ฮะฮะ”ผมกล่าวและยิ้มออกมาอย่างเป็นธรรมชาติพลางก็หัวเราะเบาๆแบบจอมยุทธเจ้าสำราญ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นคนที่สงบเงียบที่สุดคงหนีไม่พ้นพี่ชายของเธอเขาเอาแต่จ้องมองผมเหมือนพยายามจะมองผมให้ทะลุ พร้อมกับสีหน้าที่กังวลและคิ้วรูปกระบี่ที่ขมวดผูกกันจนเป็นปม!


                เมื่อผมเห็นแบบนั้นก็รู้สึกว่า ‘อ่า! แบบนี้แย่แล้วแย่แน่ เขาไม่ติดกับผม ดูเหมือนว่าผู้ชายคนนี้จะเป็นเนื้อที่เคี้ยวยากเอาเรื่อง!’ ผมจึงกล่าวกับเขาว่า “ท่านกินเถอะข้ารู้ว่าท่านมีอะไรสงสัยจะถามข้า พวกเรากินไปคุยไปก็ได้ ข้าก็มีอะไรที่สงสัยอยากจะถามท่านเช่นกัน ท่านว่าดีหรือไม่?” ผมกล่าวกับเขาเพื่อเป็นการหยั่งเชิงและเป็นการทำให้เขาหายระแวงในตัวผม ผมพยายามยิ้มออกมาให้ดูดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลางก็กล่าวในใจว่า ‘เอาละพ่อหนุ่มหน้ามน เลิกจ้องข้าแล้วทานอาหารซะที! ข้าฝืนยิ้มจนหน้าจะเป็นสันนิบาตอยู่แล้ว!’


                เมื่อเห็นเช่นนั้นเขาจึงยอมหยิบตะเกียบคีบอาหารเข้าปากแล้วเขาก็อุทานออกมาว่า “อ่า! อร่อยจริงด้วย! อร่อยมาก!”


                หัวใจผมสั่นไปหมดแล้วในที่สุดก็ยอมลดความระแวงลง ตอนนี้ผมจึงกล่าวเพื่อสร้างบรรยากาศและกล่าวถามเขาออกไปว่า “ท่านคงจะเหนื่อยมิใช้น้อยตลอดระยะเวลา5วันนี้ ท่านอาจจะรู้ชื่อข้าแล้ว แต่ข้าจะขอแนะนำตัวอีกที ข้ามีชื่อว่า หลันหลงเอ๋อ ท่านจะเรียกข้าว่าหลงเอ๋อก็ได้ แล้วท่านละ?”ผมกล่าวถามเขา โดยอ้างอิงจากหนังสือสอนการเป็นเพื่อนของนักเขียนคนนึง ขั้นแรกก็ต้องแนะนำตัวและถามชื่อกันเพื่อสร้างมิตรภาพขึ้น


                “ข้ามีชื่อว่า จูตงลู่ เป็นพี่ชายของหยาเอ๋อ ขอบคุณท่านที่ช่วยพวกเราไว้ บุญคุณนี้ข้าจะไม่ลืม”เข้ากล่าวออกมาสั้นๆ เมื่อผมได้ยินก็ถึงกับไปไม่ถูก แค่เนี่ย? พูดแค่เนี่ย!หน้าตาถึงจะไม่ขมวดคิ้วแล้วแต่ก็ยังจ้องผมอย่างระวังอยู่อืม!


                “จากที่ข้ามองดูท่านและเสี่ยวหยา แล้วท่านจูพวกท่านมีองครักษ์ติดตาม เสื้อผ้าอาภรนั้นก็สวยสดงดงาม ให้ข้าเดาท่านคงจะเป็น ขุนนาง ไม่ก็ราชนิกุลเชื่อพระวงศ์ใช่หรือไม่?” ในเมื่อตอบแค่นั้นผมก็คงต้องถามแบบเปิดอกคุยเลยละกันจะตีพุ่มไปรอบๆคงใช้ไม่ได้กับเขา


                “คงไม่มีอะไรที่รอดพ้นสายตาท่านไปได้เลยสินะ แม่นางหลงเอ๋อ สายตาของท่านชั่งเฉียบแหลมนัก ข้าไม่ขอปิดบังท่านอีก พวกข้าเป็นเชื้อพระวงศ์ ข้าคือองค์ชายสี่แห่งอาณาจักรจูเชวี่ย และหยาเอ๋อคือองค์หญิงเล็ก จูหลิงหยาในเมื่อท่านรู้ว่าพวกเราเป็นเชื้อพระวงศ์ท่านจะทำอย่างไรละ? แม่นางหลงเอ๋อท่านมีแผนว่าอย่างไรต่อจากนี้? คนเรานั้นถ้าให้ข้ากล่าวไม่มีใครทำดีแล้วไม่หวังสิ่งตอบแทนหรอก กล่าวให้ไม่น่าฟังหน่อยก็คือ ท่านหวังอะไรกันแน่!?”องค์ชายสี่ จูตงลู่ กล่าวออกมาด้วยสีหน้าเข้มขึ้น


                เมื่อผมได้ฟังแบบนั้นอ่า!อีกแล้วหน้าตาไม่รับแขกนี่อีกแล้ว มันจะได้ยังไงละ เขาบอกว่าผมสายตาเฉียบแหลม! แหลมกับผีนะสิ! แค่ดูการแต่ตัวเขาแค่คนธรรดามองดูก็รู้แล้วว่าเป็นพวกชั้นสูง!เด็กสามขวบมันยังรู้เลย! ทำไมผมจะไม่รู้!ผมไม่ได้ตาบอดซะหน่อย! มันก็จริงอย่างที่เขาบอกไม่มีใครไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่มีของฟรีในโลก เมื่อได้มาก็ต้องมีค่าตอบแทนที่เท่ากัน ยิ่งของที่ได้มีราคาสูง ค่าตอบแทนที่จ่ายไปก็สูงตามไปด้วย ดูเหมือนเขาจะฉลาดใช่ได้เลยแฮะการที่เป็นองค์ชายคงจะทำให้เขามีไหวพริบที่ดีไม่ได้ดูดีแค่ภาพนอกสินะ


                “ท่านกล่าวมาก็ไม่ผิด คนเรานั้นทำดีก็หวังสิ่งตอบแทนกันทั้งนั้น แต่ข้ารับรองว่าท่านจะไม่เสียเปรียบแน่นอน


ข้าจะกล่าวกับท่านตรงๆ ข้ามีอะไรที่อยากถามท่านนิดหน่อย และก็มีเรื่องอยากจะไหว้วานท่านสักเล็กน้อย เอาละท่านอยากฟังสิ่งไหนก่อนดี?”ผมกล่าวกับเขาแล้วมองสำรวจปฏิกิริยา เขาจ้องเขม่งมาที่ผมอย่างจริงจัง ในขณะที่เสี่ยวหยา ก็เอาแต่ก้มหน้าเงียบคีบอาหารไม่กล่าวอะไร เขาจ้องผมสักพักก่อนจะถอนหายใจออกมาและกล่าวว่า


                “เห้อ! แม่นางหลงเอ๋อ กล่าวตามตรงข้าไม่รู้ว่าท่านต้องการสิ่งใดจากพวกเรากันแน่? ถึงเราจะเป็นเชื้อพระวงศ์และร่ำรวยก็จริงแต่ดูจากเสื้อผ้าอาภรเครื่องมือเครื่องใช้ของท่านแล้ว ท่านน่าจะร่ำรวยมากกว่าพวกข้าอีก ข้าคิดว่าท่านอาจจะเป็นเชื้อพระวงศ์หรือขุนนาง ของอาณาจักรสักแห่ง แต่ข้าก็ไม่ทราบว่าท่านมาจากที่ใดเพราะงั้นข้าคงจะรับปากท่านไม่ได้หากไม่ได้ฟังเรื่องที่ท่านจะกล่าวก่อน ข้าขอฟังเรื่องที่ท่านอยากให้ช่วยก่อนก็แล้วกัน” เมื่อองค์ชายสี่จูตงลู่ กล่าวออกมาแบบนั้นผมก็ยิ้มอย่างสบายใจและกล่าวว่า


                “อืมเรื่องที่ข้าจะให้ช่วยนั้นไม่อยาก  ข้าแค่อยากให้ท่านเป็นคนกลางในการติดต่อกับผู้คนในอาณาจักรของท่าน ข้าไม่ได้มีแผนร้ายอะไรต่ออาณาจักรข้าแค่อยากเข้าไปท่องเที่ยวและชมการดำเนินชีวิตของผู้คน ถ้าเป็นไปได้ข้าอย่างจะเจราจาทำธุรกิจค้าขายสินค้า แต่ข้าทำเช่นนั้นไม่ได้เมื่อข้าไม่มีคนกลาง แน่นอนถ้าท่านตกลงเป็นคนกลาง ข้าจะไม่ให้ท่านเหนื่อยเปล่าและตอบแทนท่านอย่างดีแน่นอน ท่านว่าแบบนี้เป็นไง คนเรานั้นต้องยืนหมูยืนแมวกันจริงไหม?”ผมกล่าวออกมาให้เขาฟังและรอดูว่าเขาจะตัดสินใจยังไง?


                “ท่านพี่ ข้าว่าเรื่องนี้ก็ไม่เห็นเสียหายอะไรมากมาย ท่านพี่หญิงหลงเอ๋อช่วยเราไว้ตั้งมากมาย เราช่วยนางแค่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเสียหน่อย! ช่วยนางเถอะนะท่านพี่!”เสียงใสของเสี่ยวหยาที่นั่งเงียบมานานกล่าวขึ้น


                เมื่อผมได้ฟังแบบนั้น ก็รู้สึกดีใจแล้วยิ้มให้เธอ ‘ต้องแบบนี้สิสาวน้อยเสี่ยวหยาทำได้ดีมาก เป็นเด็กที่น่ารักอะไรอย่างนี่! อยากจะจับมากอดให้หายดีใจจริงๆ’ หลังจากได้ยินดังนั้นองค์ชายสี่จูตงลู่จึงกล่าวว่า “ก็ได้เรื่องนี้ไม่มีปัญหาข้าเห็นว่ามันไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เสื่อมเสียอะไรข้าจะช่วยท่านก็ได้! ถ้างั้นข้าขอฟังเรื่องที่ท่านสงสัยท่านสงสัยอะไร?” หลังจากผมได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกใจชื่นขึ้นมาในที่สุดเรื่องก็มาถูกทางแล้วสิการเจราเป็นไปด้วยดี คร่าวนี้ผมจึงกล่าวถามเขาถึงเรื่องที่ผมสงสัยมานานแล้วและผมก็รู้สึกตื่นเต้นกับเรื่องนี้มาก


                “ท่านช่วยบอกข้าได้หรือไม่ว่าผู้คนที่นี่มีวิชาการต่อสู้ วรยุทธกำลังภายใน หรืออะไรอย่างเช่นวิชาตัวเบาหรือไม่?ข้านั้นสงสัยเหลือเกิน หรือจะเป็นเพลงกระบี่ การฝึกฝนพลังปราณก็ได้ ท่านอธิบายให้ข้าฟังหน่อยสิข้าอยากรู้!”ผมกล่าวด้วยความตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็นมันเป็นอะไรที่น่าสนใจมากเหมือนในนิยายกำลังภายในที่ผมชอบอ่านผมอดไม่ได้ที่จะถามความรู้เหล่านี่ เมื่อองค์ชายสี่ได้ฟังสีหน้าของเขาก็กลายเป็นโง่งมและกล่าวถามกลับมาว่า “ท่านไม่รู้เรื่องพวกนี้หรือ มันเป็นพื้นฐานที่ทุกคนรู้จักกันดีไม่ว่าจะผู้คนจากที่ไหนอาณาจักรหรือแคว้นใดก็รู้แม้แต่เด็กสามขวบก็รู้ แต่ท่านไม่รู้หรือ?”


                “กล่าวมาเถอะน่า! ก็ข้าไม่รู้จึงถามท่านเช่นไรเล่า! ท่านรู้ก็อธิบายมาเร็วๆเข้า!”ผมกล่าวเร่งเขาให้อธิบายเร็วๆ หลังจากนั้นเขาก็กล่าวว่า


                “อ่านี่!ท่านแปลกคนนัก! ข้านึกว่าท่านจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ซะอีกเพราะว่าท่านสามารถอยู่ในป่าที่มีสัตว์วิญาณและสัตว์อสูรแห่งนี้ได้อย่างสบายโดยไม่เป็นอะไร อ่า!ก็ได้ข้าจะอธิบายให้ท่านฟัง ทุกคนบนแผ่นดินนี้มีผู้ฝึกพลังและยกย่องผู้ฝึกฝนและยอดฝีมือต่างๆ คนที่ไม่มีพลังยุทธนั้นจะเป็นบุคคลธรรมดาและถือว่าไร้พลังไม่มีสิทธิ์มีเสียงเท่าผู้ฝึกยุทธ วิชาต่อสู้และเพลงกระบี่ ต่างๆมีมากมายหลากหลาย  มีสำนักและนิกายต่างๆมากมาย  คนเราทุกคนเริ่มต้นจากเป็นผู้ไร้พลังกันหมด การเพิ่มขึ้นของพลังและการฝึกฝนจะช่วยทำให้การเป็นผู้ฝึกยุทธหลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์และประสบการณ์ ของแต่ละคนว่าจะก้าวขึ้นไปในแต่ละระดับได้มากน้อยหรือรวดเร็วแค่ไหน


ระดับขั้นพลังปราณแบ่งออกได้เป็นขั้นดังนี้ ผู้ไร้พลัง,ปราณขั้นต้น,ปราณผู้ฝึกฝนขั้นบ่มเพาะ, ปราณผู้ฝึกฝนยุทธ์,ปราณนักพรต,ปราณองครักษ์,ปราณราชันย์,ปราณจักรพรรดิ,ปราณปรมาจารย์ยุทธ์,ปราณวีรชน,ปราณวิถียุทธ์,ปราณเซียนก่อกำเนิด,ปราณเซียน,ปราณเทพเซียน,ปราณเทพพิภพ  เรียงจากระดับต่ำไปหาสูง


                นอกจากนี้แต่ละระดับแบ่งออกเป็น3ช่วง คือ ช่วงขั้นแรกพลังปราณ  ช่วงพลังปราณขั้นกลาง ช่วงพลังปราณขั้นสูง ชาวบ้านส่วนใหญ่จะเป็นผู้ไร้พลัง หรือปราณขั้นต้น  คนที่มีความสามารถขึ้นมาหน่อยคือผู้ฝึกฝนขั้นบ่มเพาะช่วงแรกของพลังปราณส่วนใหญ่จะเป็นเด็กและบุตรหลานของขุนนางเจ้าสำนักหรือชนชั้นสูงบุตรของพ่อค้าที่มีฐานะพวกทหารหรือองครักษ์ส่วนใหญ่จะอยู่ในปราณผู้ฝึกยุทธ์ช่วงแรก พวกแม่ทัพนายกองก็จะสูงขึ้นไปตามระดับขั้นของฝีมือ


จากนั้นก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในขั้นนักพรต คนพวกนี้จะเป็นศิษย์ในนิกายและสำนักต่างๆไม่ก็พวกคนที่มีอำนาจ หรือเชื้อพระวงศ์แบบเรา นี่ไม่รวมพวกที่เป็นอัจฉริยะและหัวกะทิที่มีความเร็วและก้าวหน้าในการฝึกพลังนะ คนเหล่านี้จะเหนือกว่าเล็กน้อยอาจอยู่ในนักพรตช่วงกลาง สูงหรือถ้าเก่งหน่อยก็อยู่ในขั้นปราณองครักษ์ช่วงแรก ที่เหนือกว่านั้นก็คงเป็นคนเช่นผู้มีชื่อเสียงในยุทธภพหรือผู้นำต่างๆ จะอยู่ที่ปราณขั้นองครักษ์ ช่วงกลางและสูง เหนือกว่านั้นก็จะเป็นตัวตนในตำนานต่างๆและพลังที่สูงกว่านั้นจะอยู่ขั้นพลังปราณราชันย์ ในอาณาจักรทั้ง4นั้นมีอยู่4คนเป็นสุดยอดผู้ที่ทุกคนของแต่ละอาณาจักรให้ความเคารพรวมถึงเป็นอาจารย์ของเหล่าเชื่อพระวงศ์และศิษย์สำนักต่างๆด้วย


ส่วนระดับขั้นปราณจักรพรรดิ หรือสูงกว่านั้นไม่เคยมีคนพบเห็นมาก่อนส่วนใจจะเป็นเรื่องเล่าจะโบราณสถานไม่ก็ตำนานหรือกวีต่างๆและเหมือนจะมีอีก3คนที่มีปราณขั้นราชันย์ที่อาณาจักรของอีกฟากทะเล  อาณาจักรดาราจันทรา แบ่งออกเป็น7แคว้นได้แก่ แคว้นหูหลาง(จิ้งจอก)  ต้าเซี่ยง(ช้าง)  เป้าจื่อ(เสือดาว)  เหย่หนิว(กระทิง)  เสอ(งู)  อู๋เหว่ย(หมี)  ลู่(กวาง)  ผู้คนที่เกิดมาจะมีพลังต่างกันและความสามารถต่างกันทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับสายเลือดด้วย  แบ่งเป็น4สายเลือดได้แก่ จิน เผ่ามนุษย์ปกติทั่วไปอย่างพวกเรา  ลินเผ่าที่ได้รับสายเลือดของสัตว์วิญญานสัตว์อสูรและสัตว์เทพพวกเขาจะมีพลังแฝงในตัวและพละกำลังมหาศาลหรือความเร็วตามแต่สายเลือดของสัตว์วิญญานที่พวกเขาสืบทอดแลกมาด้วยภาระที่หนักหนาหลังจากใช้พลังของสายเลือดของลินพวกเขาจะอ่อนแอและจำเป็นต้องพักฟื้น


                ยุนเป็นเผ่าที่มีความรู้ความสามารถที่สืบทอดมาแต่โบราณว่ากันว่าเผ่ายุนเป็นผู้ที่ถูกสาปจากเหล่าทวยเทพในอดีตทำให้เผ่ายุนมีแต่สตรี  ความพิเศษในเผ่ายุนคือ สตรีจะมีความงามจนไม่อาจนิยามได้ พลังจิตและสมาธิรวมถึงสติปัญญาอยู่ในระดับสูงเชี่ยวชาญวิชาค่ายกล กลศึกต่างๆ แต่ร่างกายนั้นออกจ่ะอ่อนแอไปบ้างเมื่อเทียบกับเผ่าอื่นๆ


สุดท้ายคือกอน พวกเขามีความรู้ความสามารถด้านการสร้างอาวุธและชุดเกราะการหล่อหลอมและเทคนิคสร้าง มีร่างกายที่ใหญ่โตและพละกำลังที่มากตามมาด้วย สามารถทนในสภาพอากาศหนาวได้  ทั้ง4เผ่าต่างเป็นมนุษย์ พวกเราส่วนใหญ่เป็นจินกันแต่ทั้งหมดนั้นก็จะมีสีผมและนัยน์ตาสีดำกันทั้งนั้น เผ่าลินอาจจะมีลอยสัญลักษณ์บ่งบอกสายเลือดในตัวคล้ายลอยหาง ลอยกงเล็บตามตัวบ้างแต่พวกเขาก็จะมีผมและนัยน์ตาสีดำ  แต่ข้านั้นใคร่สงสัยเหลือเกิน  แม่นางหลงเอ๋อ  ท่านเป็นคนของเผ่าใดกัน?”


เมื่อผมได้ฟังสิ่งที่องค์ชายสี่จูตงลู่เล่ามานั้นผมรู้สึกตื่นเต้นมาก นอกจากนี่ยังมีพลังตามสายเลือดของแต่ละเผ่าพันธ์พวกเขาทั้ง4เผ่าต่างเป็นมนุษย์นี่เป็นสิ่งที่น่าตื่นตาและแปลกใจมาก  ในXenious’Jevaนั้นก็มีเผ่าพันธ์ที่แตกต่างไปบ้างเหมือนกันแต่รูปลักษณ์ส่วนใหญ่ของพวกเขาก็คล้ายมนุษย์มาก นี่ถือเป็นข้อมูลที่ดีและยังไม่มีในรายงานที่ผมได้ดูตอนอยู่บนยาน มันถือว่าเป็นข้อมูลที่มีค่ามากสำหรับผมแต่ผมก็ดีใจได้แค่แปปเดียวเพราะหลังจากฟังเสร็จ มันคือคำถามขององค์ชายสี่จูตงลู่ที่ถามผม


                มันเป็นคำถามที่ยากที่จะตอบ  ผมรู้สึกใจเต้นนิดหน่อย ‘นั้นสิจะตอบเขาอย่างไงดีละ? ผมจะอธิบายให้เขาฟังแบบไหนดี? แล้วถ้าอธิบายไปเขาจะเข้าใจหรือเปล่า? หรืออธิบายไปเขาอาจจะไม่เชื่อก็ได้ ทำไงดี!ทีนี่คิดสิหลงเอ๋อคิด! ปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือต้องทำให้เขายอมรับในข้อตกลงของผม เพราะฉะนั้นฐานะของผมก็มีผลต่อจิตใจไม่ใช่แค่พวกเจ้าชายองหญิงเชื้อพระวงศ์ต่างๆ แต่ยังต้องมีอำนาจที่ทำให้เขาจะไม่กล้าปฏิเสธผมด้วย มีแต่ต้องโกหกไปเท่านั้นแต่ยังไงละจะทำให้พวกเขาเชื่อยังไง?’


*อาณาจักรดาราจันทราอยู่ฟากของทะเลมี7แคว้น

**คนที่อยู่บนดาวดวงนี้ในอาณาจักรต่างๆ แบ่งได้เป็น4เผ่าคือ จิน ลิน ยุน กอนเป็นสายพันธุ์ของมนุษย์บนดาวดวงนี้ ไม่นับรวมหลงเอ๋อกับพวกคนที่แฝงตัวมาสำรวจบนดาว

***เผ่าจิน คล้ายมนุษย์ปกติทั่วไปมีความสามารถกลางๆเหมือนคนเรา

เผ่าลิน เผ่าที่ได้รับสายเลือดของสัตว์วิญญานสัตว์อสูรและสัตว์เทพพวกเขาจะมีพลังแฝงในตัวและพละกำลังมหาศาลหรือความเร็วตามแต่สายเลือดของสัตว์วิญญานที่พวกเขาสืบทอดแลกมาด้วยภาระที่หนักหนาหลังจากใช้พลังของสายเลือดของลินพวกเขาจะอ่อนแอและจำเป็นต้องพักฟื้น ใช้พลังมากกว่าการเจรจาในการตัดสินเสียส่วนใหญ่

เผ่ายุน****เป็นเผ่าที่มีความรู้ความสามารถที่สืบทอดมาแต่โบราณว่ากันว่าเผ่ายุนเป็นผู้ที่ถูกสาปจากเหล่าทวยเทพในอดีตทำให้เผ่ายุนมีแต่สตรี  ความพิเศษในเผ่ายุนคือ สตรีจะมีความงาม สวยจนผู้คนหลงไหลจนไม่อาจนิยามความงามได้ พลังจิตและสมาธิรวมถึงสติปัญญาอยู่ในระดับสูงเชี่ยวชาญวิชาค่ายกล กลศึกต่างๆ แต่ร่างกายนั้นออกจ่ะอ่อนแอไปบ้างเมื่อเทียบกับเผ่าอื่นๆ

เผ่ากอน****ร่างกายแข็งแรงใหญ่โตมีความรู้เรื่องการหลอมสร้างสิ่งต่างๆและเทคนิคการสร้าง ทนความหนาวได้

****หลงเอ๋อไม่ได้กล่าวขัดหรือแก้ไขความเข้าใจผิด แต่ก็ยังแอบเคื่องที่คนอื่นมักเข้าใจผิดเรื่องรูปลักษณ์ของเขา แต่ก็เพราะคำว่าขี้เกียจมันจึงทำให้เขาไม่สนใจและปล่อยผ่านโดยไม่อธิบายอะไรให้มากความ อารมณ์แบบประมาณ ‘ไม่พูดเยอะเจ็บคอ’

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น