หลินหลิน / แมวสีหม่น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 1-2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 420

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 พ.ย. 2561 10:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1-2
แบบอักษร

คนแอบฟังอย่างไม่ได้ตั้งใจรีบหลบวูบซ่อนอยู่หลังม่าน ใจหล่นไปอยู่ที่ต่อตุ่ม กระนั้นก็ยังยืนนิ่ง เงี่ยหูฟังทั้งสองคุยกันต่อด้วยความอยากรู้อยากเห็น

‘เรื่องอายุไม่ใช่ปัญหา พ่อก็เห็นว่าแกกับหนูหยาดเข้ากันได้ดีนี่’

‘แต่เธอไม่ใช่สเป็คผม’

‘แล้วสเป็คของแกเป็นยังไง ไหนบอกมาซิ’

‘ก็ต้อง...’ เธอได้ยินเสียงผิวปากหวือ ตามมาด้วยถ้อยคำคึกคะนอง สนุกสนานแบบที่คนในวัยเขาจะเอ่ยถึงผู้หญิงเซ็กซี่สักคน ‘หุ่นสะบึม หน้าอกหน้าใจแบบ...บะลึ่มฮึ่ม สะโพกผายเต็มไม้เต็มมือ หน้าตาจิ้มลิ้ม ขาเรียว มือเล็ก ผมยาว...’ ลูกชายคงจะสาธยายนานกว่านี้ หากบิดาไม่ยกมือขึ้นห้ามเสียก่อน

‘เดี๋ยวนะ...ไอ้ที่แกอธิบายนี่มัน...เพอร์เฟ็คมากเกินไปไหม ฮะ?!’

‘โธ่! ไม่หรอกครับพ่อ ผมเคยเจอมาเยอะแยะแล้ว แฟนเก่าของผมกี่คนต่อกี่คนก็ยังงี้ทั้งนั้น’

‘หนูหยาดแกก็ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้น พ่อก็เห็นว่าเธอน่ารักดี’

‘ก็...น่ารัก แต่...’ เขาทิ้งช่วงไปอึดใจทีเดียว กว่าจะโพล่งออกมาว่า ‘ตัวเตี้ยไปหน่อย หน้าตาก็ธรรมดา ผมก็กระเซอะกระเซิงไปนิด ฟันก็เหยิน ปากห้อย...’

‘ไอ้พัทธ์!’ ผู้เป็นบิดาตวาดเสียงดัง พลางปรามโดยเร็วว่า ‘เบาๆหน่อยสิวะ เดี๋ยวหนูหยาดเข้าก็ได้ยินหรอก’

‘ได้ยินก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ครับ’  แว่วเสียงถอนหายใจหนักๆ ก่อนผู้เป็นบุตรชายจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น

‘การแต่งงานที่เกิดจากการคลุมถุงชนมันอยู่ไม่ยืดหรอกครับพ่อ คนไม่รักกันจะมาแต่งงานกันได้ยังไงกันครับ ถ้าอยู่ๆกันไป เกิดเบื่อหรือรับกันไม่ได้ขึ้นมาจะทำไง หาทางออกไม่ได้ก็ต้องหย่า แล้วถ้ามีลูกด้วยกัน เด็กมันจะอยู่ยังไงล่ะครับ เดี๋ยวก็กลายเป็นเด็กมีปัญหาอีก...สมัยนี้มันไม่เหมือนสมัยคุณปู่คุณย่าแล้วนะครับ ไม่มีใครเขาคลุมถุงชนกันแล้ว จะมีก็แต่ครอบครัวเรานี่แหละ!’

‘อย่าพูดให้คุณปู่ได้ยินเชียว แกได้โดนไม้ตะพดตีหัวแน่ไอ้พัทธ์’

ทั้งสองพูดคุยกันอีกครู่ ลดระดับเสียงลงจนเธอไม่อาจได้ยิน กระทั่งประโยคสุดท้ายก่อนมารดาของเธอจะปรากฏตัวนั่นละ เธอจึงได้ยินชาย     ผู้เป็นคู่หมั้นคู่หมายของเธอ เอ่ยว่า

‘ก็ได้ครับ ผมจะรอให้น้องโตก่อน เรียนจบมหาวิทยาลัยเมื่อไหร่ค่อยว่ากันอีกทีแล้วกันครับ’

นี่ไง...วันนี้นี่แหละที่เธอจบมหาวิทยาลัยจากต่างแดน หลังจากไปหลบเลียแผลใจที่นู่นอยู่หลายปี เธอก็กลับคืนถิ่นฐานบ้านเกิด และพกเอาหัวใจอันเข้มแข็งกลับมาด้วย

หยาดพิรุณตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะไม่แต่งงาน ไม่ว่าผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจะเห็นดีด้วยแค่ไหน ไม่ว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นรักแรกที่เธอจำฝังใจ      ไม่ว่าการแต่งงานครั้งนี้จะเป็นการรวมสองบริษัทยักษ์ใหญ่เข้าด้วยกัน หรือเพื่อความมั่นคงทางการเงินของทั้งสองครอบครัว เธอก็ไม่สน!

ยังไงเธอก็ไม่แต่งแน่ ร้อยไม่แต่ง พันไม่แต่ง!

เธอจะเป็นฝ่ายปฏิเสธตัดหน้าเขา ทำให้เขาได้รู้ซึ้งถึงความ       เสียหน้าดูบ้าง

ดูซิ! ชายหนุ่มผู้เพียงพร้อมอย่างพัทธ์ บุณยกรจะทำสีหน้าเช่นไร เมื่อมีผู้หญิงมาประกาศต่อหน้าว่าจะไม่ขอแต่งงานกับเขา!

จะเจ็บช้ำน้ำใจ อดสู และขายหน้าอย่างที่เธอรู้สึกรึเปล่า?!

ดวงตาคู่สวยวาวจ้าด้วยความมาดหมายและวาดหวังอย่างแรงกล้า

ต่อเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู สายตาเกรี้ยวกราดจึงอ่อนแสงลง กลับมาอ่อนโยน และเต็มไปด้วยความปรานีเช่นเดิม

“ใครคะ?”

หญิงสาวส่งเสียงออกไปก่อนตัว ขณะสาวเท้าตรงไปยังประตู    แว่วเสียงตอบกลับมาว่า

“มาลีเองค่ะคุณหนู”

ประตูเปิดออกพร้อมกับรอยยิ้มของเจ้าของห้อง

“ว่าไงคะแม่มาลี”

            หญิงสูงวัยตรงหน้านับว่าเป็นคนรับใช้เก่าแก่ของครอบครัวชัชวาลย์กุล นางทำงานมาตั้งแต่รุ่นสาว จนวัยล่วงเลยเข้าสู่เลขห้าแล้วก็ยังไม่คิดจะย้ายไปทำที่อื่น เหตุผลส่วนหนึ่งก็คงเพราะรักและเป็นห่วงคุณหนูเพียงคนเดียวของบ้านนี้ เพราะเป็นผู้เลี้ยงดูมาแต่อ้อนแต่ออก

“คุณผู้หญิงให้ป้ามาช่วยคุณหนูแต่งตัวค่ะ”

หยาดพิรุณหัวเราะร่วนก่อนสั่นศีรษะ

“ไม่ต้องหรอกค่ะ หยาดแต่งตัวเองได้ อยู่ที่นู่น เวลาออกงานหยาดก็แต่งตัวเองประจำแหละค่ะ แม่มาลีไปดูแลเรื่องอาหารเถอะค่ะ ไม่ต้องห่วงหยาด” เธอจับแม่มาลีให้หันหลังแล้วผลักเบาๆ อีกฝ่ายเหลือบมามองเล็กน้อยก่อนรับคำแล้วเดินตัวปลิวจากไป

หยาดพิรุณยกมือกอดอกมองตามอีกฝ่ายจนลับตา รอยยิ้มหมายมาดจึงผุดขึ้นมาบนริมฝีปาก ดวงตาพราวระยับและเปี่ยมด้วยคงความหวัง...ว่าคืนนี้เธอจะประกาศให้ทุกคนรู้ว่าจะไม่แต่งงานกับเขา...กับผู้ชายเจ้าชู้ และแสนเจ้าเล่ห์อย่างพัทธ์ แพทรริก บุณยกรเป็นอันขาด!

ณ อาคารบริษัทบุณยกรกรุ๊ป

พัทธ์นั่งอยู่บนเก้าอี้บุหนังสีดำ กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านรายงานผลประกอบการไตรมาสที่สองของปีอย่างตั้งอกตั้งใจ ครอบครัวบุณยกรนั้นมีธุรกิจหลายอย่าง ทั้งอสังหาริมทรัพย์จำพวกบ้านจัดสรรค์ อาคารให้เช่า โรงแรม และรีสอร์ต รวมถึงสวนยางพาราจำนวนหลายไร่แถวปราณบุรี พื้นที่แถบนั้นเขากว้านซื้อและยื้อแย่งจากนักธุรกิจท้องถิ่นผู้หนึ่งมาได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปสำหรับเขา นอกจากนี้บุณยกรกรุ๊ปยังมีธุรกิจวิสกี้และเบียร์ซึ่งธรณ์...อาของเขาเป็นผู้ดูแลอยู่

พัทธ์นั้นเข้ามารับผิดชอบในส่วนของอสังหาริมทรัพย์และสวนยางพาราเมื่อสามปีที่แล้ว และขึ้นเป็นประธานบริษัทแทนที่บิดา เอกสารฉบับที่เขากำลังอ่านอยู่นี้คือปริมาณการส่งออกไม้ยางพาราแปรรูปในไตรมาสที่สองของปี ดวงตาสีน้ำตาลเข้มยามกวาดอ่านรายงานเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและคาดหวังเต็มเปี่ยม ด้วยบริษัทบุณยกรกรุ๊ปนั้นเพิ่งเปิดตลาดการส่งออกที่อินเดียและตะวันออกกลางในปีนี้ หลังจากการส่งออกที่จีนเริ่มชะลอตัวลงเนื่องเพราะภาวะเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในภาวะไม่คงที่     การส่งออกเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้ยางพาราสู่ตลาดสหภาพยุโรปและส่ง   สหรัฐอเมริกาจึงลดลงพลอยให้การนำเข้าไม้ยางพาราจากไทยลดลงด้วย ทางบริษัทจึงคิดจะเปิดตลาดใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่อินเดียและประเทศแถบตะวันออกกลาง ซึ่งมีความต้องการค่อนข้างสูง เนื่องด้วยมีการก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างมาก

การเปิดตลาดใหม่นับเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเลวร้ายขนาดไหนเขาก็ต้องเตรียมใจยอมรับให้ได้ ทว่าเมื่อกวาดสายตาเลื่อนลงมาเรื่อยๆ รอยยิ้มของเขาก็ค่อยๆจุดขึ้นมาตรงมุมปาก กระทั่งอ่านจบ แววตาเครียดขรึมจึงเปลี่ยนเป็นวาววะวับอย่างสมใจ วางเอกสารในมือลงและเอื้อมหยิบเอกสารฉบับสุดท้ายขึ้นมาอ่าน เป็นรายงานโครงการรีสอร์ตที่กำลังจะสร้าง โดยพื้นที่ที่จะสร้างนั้น เขาเพิ่งยื้อแย่งได้มาเมื่อไม่กี่เดือนก่อนนี้เอง นับว่าเป็นทำเลที่เหมาะสม คาดการณ์เอาไว้ว่าหากสร้างรีสอร์ตสำเร็จ ลูกค้าทั้งไทยและชาวต่างชาติน่าจะหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย

ใช้เวลาอีกเกือบครึ่งชั่วโมงจึงอ่านจบ เขาวางมันไว้อีกกองหนึ่งเพื่อนำเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้นอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ พัทธ์ผ่อนลมหายใจยาว เอนกายพิงพนัก กำลังคิดว่ามีงานอื่นใดที่คั่งค้างอยู่หรือไม่ เสียงโทรศัพท์ก็กรีดร้องขึ้นมาเสียก่อน เขาเหลือบมองอย่างไม่ใส่ใจ แล้วปล่อยให้มันดังเช่นนั้นจนดับไปเอง

หากเพียงอึดใจ เสียงอันน่ารำคาญนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่คิดหลบเลี่ยงอีก ฉวยโทรศัพท์ที่วางอยู่ใกล้มือ กดรับแล้วกรอกเสียงลงไป

“ครับ”

ยังไม่ทันพูดจบด้วยซ้ำกระมังเมื่อเสียงของปู่อนันต์ดังมาตามสาย

“แกทำอะไรอยู่วะ ไอ้พัทธ์ ทำไมยังไม่มาอีก!”

ปู่ของเขาซึ่งอายุก็ปาเข้าไปแปดสิบกว่าๆแล้ว หากยังแข็งแรงพอสมควร ไม่เจ็บไม่ไข้ เพียงแค่เดินเหินลำบากเล็กน้อยต้องใช้ไม้เท้าค้ำยันอยู่เสมอเท่านั้นเอง น้ำเสียงของท่านยามเอ่ยกับเขาหรือใครยังทรงอำนาจไม่ผิดเพี้ยนไปจากเมื่อก่อนเลยแม้แต่น้อย

“มัวแต่โอ้เอ้ทำอะไรอยู่ นี่มันทุ่มนึงแล้วนะโว้ย! ฉันนัดแกไว้แล้วว่าให้มาหกโมงไม่ใช่รึไง ให้ผู้ใหญ่รอไม่ดีเลยนะไอ้พัทธ์”

“โธ่ คุณปู่ครับ ก็ผมทำงานอยู่ งานมันเร่ง...”

“ไม่ต้องเอางานมาอ้าง! แกไม่อยากเจอหนูหยาดใช่ไหมล่ะ!”

“แหม...ทำไมผมจะไม่อยากเจอล่ะครับ” เอ่ยพลางเปิดลิ้นชักโต๊ะ นำเอกสารวางลงไปในนั้น ล็อกแน่นหนา จึงลุกขึ้นยืน ฉวยสูทสีดำตัดเย็บอย่างประณีตซึ่งพาดอยู่บนพนักขึ้นมาถือ ส่วนมืออีกข้างยังคงจับโทรศัพท์ไว้มั่น

“คู่หมั้นคู่หมายของผมทั้งคน ผมอยากเจอจะแย่อยู่แล้ว”

เขาพูดด้วยน้ำเสียงขบขัน กึ่งประชดประชัน ก่อนจะรีบตัดบทเมื่อเห็นว่าผู้เป็นปู่กำลังจะเทศนา

“ผมกำลังจะออกไปครับ รับรองไม่เกินสิบนาที ผมไปถึงแน่”

ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะจึงกดวาง หย่อนโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋ากางเกง ผลักประตูห้องทำงานออกไป ล็อกกุญแจเรียบร้อยจึงเดินดุ่มตรงไปยังด้านหลังสำนักงาน

โรงจอดรถขนาดใหญ่ยามนี้มีเพียงรถสปอร์ตสีขาวของเขาจอดอยู่ ชายหนุ่มปลดล็อก ก้าวขึ้นไปนั่ง เพียงไม่นานก็พารถคู่ใจออกสู่ถนนใหญ่ มุ่งหน้าสู่บ้านหลังกะทัดรัดของครอบครัวชัชวาลย์กุล...ครอบครัวที่สนิทสนมกับครอบครัวของเขามานานตั้งแต่รุ่นคุณปู่ เลยทำให้เขาต้องผูกติดกับยายหน้ากลม ฟันเหยินนั่นด้วย

เขายังจำได้ดี วันแรกที่ได้รู้จักกัน วันนั้นเจ้าหล่อนยังเป็นเด็กตัวเล็ก ร่างกลมๆอวบๆ จ้ำม่ำน่ารักดีอยู่หรอก แต่พอโตขึ้นความน่ารักเริ่มหดหาย กลายเป็นเด็กกะโปโล แบบที่เรียกว่าดูแทบไม่ได้ก็ว่าได้

‘น้องเพิ่งสิบสี่สิบห้าเอง กำลังจะเป็นสาว รอหน่อยน่าไอ้พัทธ์’

บิดาของเขามักจะใช้ประโยคนี้มาปลุกปลอบ ให้กำลังใจ และโน้มน้าวให้เขาอดทนรอให้เด็กคนนั้นเติบโต แต่รอแล้วรอเล่า ผ่านมาสามปี เด็กคนนั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนไปกี่มากน้อย ผิวพรรณผุดผ่องสมวัยก็จริง แต่หน้าตาผมเผ้า ดูยังไงก็ยังเป็นเด็กกะโปโลอยู่นั่นเอง

เขาเห็นหยาดพิรุณครั้งสุดท้ายก็ตอนไปส่งเธอที่สนามบิน วันนั้นเธอจบมัธยมศึกษาปีที่หกแล้ว กำลังจะไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย เขาอุตส่าห์หอบหิ้วกุหลาบช่อใหญ่ไปให้เพื่ออวยพรให้เดินทางปลอดภัย และให้ประสบความสำเร็จด้านการเรียน หากสิ่งที่ได้รับกลับมาคือ แววตาวาวจ้าราวกับโกรธกันมาสักร้อยชาติก็ไม่ปาน ตามมาด้วยความเย่อหยิ่งจองหองที่ทำให้เขาอดหมั่นไส้ไม่ได้

‘ขอบคุณสำหรับกุหลาบค่ะ แต่หยาดขอไม่รับนะคะ พี่พัทธ์เอาไปให้สาวๆคนอื่นๆของพี่พัทธ์เถอะค่ะ’ เอ่ยด้วยเสียงเฉยเมย ห่างเหิน และทำให้เขาหมดอารมณ์เอาใจเพียงแค่นั้น พัทธ์ยักไหล่ มองตอบด้วยแววตาที่บอกว่า ‘ก็ตามใจ’

จากนั้นก็หิ้วกุหลาบเดินดุ่มออกจากสนามบินทันทีโดยไม่สนใจเสียงเรียกของปู่อนันต์กับบิดาเลยแม้แต่น้อย

นับจากวันนั้น...ผ่านมาห้าปี เขาไม่คิดว่าเด็กกะโปโลคนนั้นจะเปลี่ยนไปสักเท่าไร อาจจะ...ผมยาวขึ้น ผิวขาวขึ้น ตัวสูงขึ้น หุ่นดีขึ้น แต่ก็แค่นั้น...ไม่น่ามีอะไรสะดุดตา สะดุดใจเขาได้หรอก ความหวังของคุณปู่   คุณพ่อ คงไม่มีวันเป็นจริงขึ้นมาได้ ไม่ว่าอย่างไรเด็กกะโปโลก็ยังเป็นเด็กกะโปโล แถมเย่อหยิ่งออกปานนั้น เขามีแต่จะหลีกลี้หนีไปให้ไกล ไม่มีวันสนใจเลยแม้แต่ปลายหางตา!

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น