หอหมื่นอักษร

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 38 หลบหนีเอาชีวิตรอด

ชื่อตอน : บทที่ 38 หลบหนีเอาชีวิตรอด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.9k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 01 พ.ย. 2561 15:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 38 หลบหนีเอาชีวิตรอด
แบบอักษร

ในค่ำคืนที่มืดสนิท ชิงเซี่ยเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับแมวเสือดาวตัวหนึ่ง นางเอื้อมไปแตะยังประตูหย่งเล่ออย่างเงียบๆ ก่อนที่จะหยิบหินขึ้นมา แล้วขว้างไปยังพงหญ้าด้านข้างอย่างแรง เกิดเป็นเสียงดังตุบ

“นั่นใครน่ะ?” ทหารยามสองนายที่เฝ้าประตูอยู่ตื่นตระหนกขึ้นมาอย่างฉับพลัน ทั้งคู่มองตากันครู่หนึ่ง ก่อนหยิบหอกยาวขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ทหารยามนายหนึ่งก้าวไปสำรวจทางพงหญ้าอย่างรอบคอบ ส่วนอีกนายหนึ่งยังคงยืนประจำการอยู่ตำแหน่งเดิม

เมื่อมองเห็นเงานายทหารผู้นั้นหายเข้าไปในพงหญ้า ชิงเซี่ยก็หย่อนกายลงมาจากด้านบนเตรียมกระโจมเข้าใส่นายทหารที่เหลืออีกนายหนึ่ง ทหารยามเห็นเพียงเงาดำสายหนึ่งเท่านั้น ยังไม่ทันที่จะได้สังเกตให้แน่ชัดว่าอะไรเป็นอะไร ชิงเซี่ยก็เกร็งนิ้วมือทั้งห้า ก่อนที่จะยื่นออกไปกดไว้บนบนลำคอของทหารยามผู้นั้นอย่างแม่นยำ ชั่วระยะหนึ่ง ทหารยามผู้นั้นก็หมดสติล้มลงไปเพราะขาดอากาศหายใจ

หญิงสาวยกร่างของทหารยามนายนั้นขึ้นไปพิงยังขอบประตูทันที แต่ยังไม่ทันที่จะซ่อนตัวเขา ทหารยามอีกนายก็เดินกลับมา

หญิงสาวจึงคว้าร่างของทหารยามที่สลบอยู่บนพื้นขึ้น ก่อนก้าวเข้าไปหลบอยู่หลังร่างเขาอย่างรวดเร็ว ภายใต้เงามืดยามค่ำคืน สถานที่แห่งนี้จุดไฟไม่สว่างมาก อย่างไรเสียที่แห่งนี้ก็เป็นเพียงแค่ประตูวังเล็กๆ เท่านั้นไม่สำคัญมาก เพราะไม่ติดกับนอกวัง และก็ไม่ติดกับวังหลัง จะติดก็แค่กับตำหนักของพวกทหารและขุนนางพลเรือนของกษัตริย์ราชวงศ์ก่อนเท่านั้น หากนับถอยหลังขึ้นไปก็พอกล่าวได้ว่าเป็นสถานที่ที่สำคัญอยู่ ทว่านับตั้งแต่กษัตริย์องค์ก่อนขึ้นครองราชย์ เวลาที่เหล่าขุนนางทั้งหลายเข้าท้องพระโรงในยามเช้านับรวมกันแล้วไม่ถึงสิบวันด้วยซ้ำ สถานที่แห่งนี้จึงค่อยๆ ถูกปล่อยให้รกร้างลง ตรงกันข้ามกับวังบูรพาที่ทุกเช้าจะมีเสียงดังจอแจ และเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ที่นั่นจึงกลายเป็นทิศทางใหม่ของแคว้นหนานฉู่

 “ไม่เห็นมีอะไรเลย ข้าว่าเจ้าระแวงเกินเหตุไปแล้ว”

ทหารยามเดินบ่นเข้ามา ก่อนกลับไปประจำยังตำแหน่งเดิมของตน เขาเอนกายพิงไปยังขอบประตู พลันถอนหายใจอย่างเกียจคร้าน กดเสียงกล่าว “ให้ตายสิคืนนี้ช่างหนาวเหลือเกิน จริงสิ พรุ่งนี้ไม่ต้องเข้างาน พวกเราสองพี่น้องไปสนุกกันที่หอหม่านถังชุนกันเถอะ” เขาพูดขึ้นมา แต่ไม่มีการตอบรับจากอีกฝ่าย ทหารยามนายนั้นจึงเริ่มสงสัย เขาเอี้ยวคอหันไปมอง ก่อนที่จะด่าขึ้นมาเสียงดัง “เฮ้ย ไอ้เจ้านี่ เจ้าจะนอนเร็วเกินไปแล้ว พอๆ ไม่ต้องนอนแล้ว ไม่ใช่ว่าเจ้าเพิ่งตื่นหรอกเหรอ ตาข้านอนบ้างแล้ว” กล่าวจบก็ยื่นมืออกไปผลักไหล่นายทหารอีกคน

‘ตุบ!’ ออกแรงเพียงนิด ร่างของทหารยามอีกคนก็ล้มลงไปบนพื้นเสียงดังตุบ นายทหารหนุ่มเบิกตากว้าง เขาไร้ปฏิกิริยาตอบสนองไปชั่วขณะ เวลานั้นเองท่ามกลางแสงกระพริบของคบไฟ เขาก็มองเห็นร่างของชิงเซี่ยที่ซ่อนตัวอยู่หลังทหารยามผู้นั้นรางๆ

“โอ้... โทษทีละกัน” ชิงเซี่ยลงมืออย่างรวดเร็วและดุดัน วินาทีถัดมา ทหารหนุ่มโชคร้ายผู้นี้ก็หมดสติล้มลงกับพื้น มีสภาพไม่ต่างจากสหายของเขาเท่าไรนัก ชิงเซี่ยหยิบเข็มเงินสามเล่มที่นำติดตัวมาจากตำหนักหลันถิงขึ้น โชคดีที่นางเตรียมมันพร้อมไว้เสมอ ในเวลาแบบนี้จึงนำมาใช้ประโยชน์ได้ หญิงสาวตรวจจับตำแหน่งของจุดชีพจร ก่อนที่จะลงมือนำเข็มเงินทั้งสามเล่มปักลงไปยังท้ายทอยของนายทหาร

ทักษะนี้ชิงเซี่ยเรียนรู้มาจากเภสัชกรนายหนึ่งขณะที่ประจำการอยู่ในหน่วยจารชนที่สิบเอ็ดในยุคปัจจุบัน ปีนั้นกว่าที่หน่วยสืบราชการจะอัญเชิญให้ท่านหมอยากจนผู้นี้ออกจากพื้นที่ภูเขานั่นได้ก็ใช้ความพยามไปไม่น้อย กล่าวตามจริงทักษะทางการแพทย์ของหมอคนนี้ก็ไม่เท่าไร แต่ทักษะในด้านการฝังเข็มและการสะกดจิตของเขามีความชำนาญสูงมากจนต้องยอมรับ ขอเพียงแค่ลงเข็มเงินทั้งสามเล่มไปบนร่างกาย รับรองได้ว่าคนผู้นั้นจะลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในสิบห้านาทีไปได้อย่างหมดสิ้น หลังจากเพื่อนร่วมงานจากหน่วยสืบราชการนายหนึ่งต้องสละตัวยอมเสียความทรงจำไปมากกว่าสิบครั้ง สุดท้ายจึงได้อาศัยแป้งขาวกระสอบหนึ่งติดสินบนภรรยาของหมอแก่นั่น ถึงจะสามารถอัญเชิญเทพผู้นั้นออกมาจากภูเขาได้

แต่ไหนแต่ไรมาชิงเซี่ยก็ไม่ได้มีพรสวรรค์ด้านการแพทย์ ที่เรียนรู้มาก็มีเพียงแค่ทักษะเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการกดจุดเท่านั้น ทว่ามันกลับเคยช่วยชีวิตของนางเอาไว้ไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง แม้ว่าชิงเซี่ยจะเป็นสายลับ แต่นางไม่ใช่นักฆ่า ดังนั้นหากไม่จำเป็นนางก็จะไม่ลงมือฆ่าอย่างเด็ดขาด หลังจากจัดการกับทหารยามสองนายนั่นแล้ว ชิงเซี่ยก็ลากตัวพวกเขาไปพิงยังขอบประตู ก่อนที่จะจัดท่าให้ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังหลับไปเท่านั้น

นางวางแผนไว้รัดกุมมาก หญิงสาววิ่งผ่านประตูพระราชวังไปยังตำหนักทหารและขุนนางพลเรือน พอไปถึง นางก็ขโมยชุดขุนนางขั้นสามออกมาชุดหนึ่ง ก่อนจะสวมใส่และเข้าไปแฝงตัวกับกลุ่มของนายทหารด้านนอก รอจนกระทั่งถึงเช้า จึงตามองครักษ์ของฉู่หลีออกนอกเมือง ชิงเซี่ยตั้งใจหลบซ่อนตัวอยู่ในค่ายทหารก่อนสักหลายวัน ก่อนจะค่อยหาวิธีหลบหนีออกจากแคว้นหนานฉู่

แม้ว่านี่จะเป็นวิธีที่อันตรายที่สุด แต่ก็เป็นวิธีที่ประหยัดแรงที่สุดเช่นกัน ต่อให้ฉู่หลีได้ข่าวว่าจวงชิงเซี่ยหลบหนีออกไป แต่อย่างไรเสียเขาก็คงส่งคนออกค้นหาไล่ล่านางจากทั่วทั้งเมือง หรือไม่ก็ไปค้นหาตามทิศทางของแคว้นฉีมากกว่า เขาคงไม่คิดว่านางจะมาหลบซ่อนตัวอยู่ในค่ายทหารของตนเองหรอก รออีกสักพักจนเมื่อเรื่องทุกอย่างเงียบลง ชิงเซี่ยก็คงหลบหนีออกไปไกลแสนไกลแล้ว ต่อให้ฉู่หลีมีสามหัวหกแขน ชาตินี้ก็อย่าหวังว่าจะหานางเจออีก

การขโมยชุดองครักษ์จากห้องนอนของตำหนักทหารและขุนนางพลเรือน สำหรับนางเป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่ง การเป็นสายลับ กฎสำคัญข้อหนึ่งของการเอาตัวรอด ก็คือต้องมีทักษะในการแต่งหน้าและการแปลงโฉมที่สูงมาก เป้าหมายก็เพื่อให้ง่ายต่อการหลบหนีในสถานการณ์ต่างๆ  ต่อให้ไม่มีเครื่องมือหรือเครื่องสำอางในยุคปัจจุบันที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพคอยช่วยเหลือ แต่ชิงเซี่ยยังคงอาศัยวิธีนี้ในการหลบหนีและลบหน้าเดิมออกไปได้อย่างรวดเร็ว

หญิงสาวดึงผิวหนังบริเวณศีรษะให้ยกกระชับขึ้น ก่อนดึงคิ้วให้ยกสูงขึ้นตาม จากนั้นก็ลงสีวาดเปลี่ยนรูปร่างของดวงตานิดหน่อย เติมเคราเข้าไปบดบังริมฝีปากเล็ก แล้วค่อยปัดผงสีเงินไปบนใบหน้าเพื่อให้โหนกแก้มดูสูงขึ้น จากนั้นก็เสริมแผ่นรองไหล่เพิ่มเข้าไปในชุดทหารองครักษ์ เสริมความหนาของรอบเอวลงไปอย่างจงใจ แล้วเสริมความสูงเข้าไปข้างใต้รองเท้า และสุดท้ายค่อยใช้มีดตัดผมที่ยาวถึงหัวเข่าให้สั้น จากนั้นก็ม้วนผมส่วนหนึ่งขึ้นอีกส่วนที่เหลือปล่อยกระจายถึงปลายไหล่ แล้วจัดทรงแบบเปิดหน้าผาก ชิงเซี่ยมองสำรวจภาพของตนผ่านกริชที่สะท้อนให้เห็น ก็เห็นเพียงชายหยาบกร้านผู้หนึ่งเท่านั้น ไม่มีแม้เพียงเศษเสี้ยวของความเป็นอิสตรีเหลืออยู่เลย

“จัดขบวน รัชทายาทจะออกนอกวัง” เสียงตะโกนจากด้านนอกที่ดังขึ้นอย่างฉับพลัน ทำเอานายทหารที่กำลังนอนหลับฝันดีอยู่สะดุ้งตกใจตื่นขึ้นมากันเป็นแถว ชิงเซี่ยที่แอบซ่อนตัวอยู่ภายใต้เงาของแสงไฟ มองดูภาพชายหนุ่มมากมายที่กำลังงัวเงียตื่นนอน มีไม่น้อยที่ท่อนบนเปลือยเปล่า ภาพที่เกิดขึ้นเบื้องหน้านี้ช่างน่าประทับใจยิ่ง

ใช้เวลาไม่ถึงก้านธูป ทุกคนก็จัดขบวนเสร็จ ชิงเซี่ยเองก็วิ่งเข้าไปในสนามแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มอย่างรวดเร็ว  ยืนรอฉู่หลีว่าที่กษัตริย์องค์ต่อไปเดินทางมาถึง

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้พิสูจน์แล้วว่า คนที่เพิ่งตื่นนอนขึ้นมาใหม่ ความสามารถในการป้องกันตัวจะแย่มากที่สุด กลุ่มคนด้านหน้าเหล่านี้เองก็เพิ่งลืมตาตื่นขึ้นอย่างงัวเงีย จึงไม่ได้สังเกตเลยว่าในขบวนของตนเองมีนายทหารตัวเล็กแต่กลับแข็งแรงผู้หนึ่งเพิ่มเข้ามา ผ่านไปไม่นาน อาจด้วยยืนนานจนเริ่มรู้สึกเบื่อ สายตาของพวกเขาบางส่วนจึงเริ่มสังเกตมาทางนี้

 “เอ๋? เจ้าไม่ได้อยู่กลุ่มนี้นี่ เป็นคนจากกลุ่มสองหรือเปล่า เจ้ายืนผิดที่แล้ว” ทหารนายหนึ่งที่ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราเอ่ยปากถามขึ้น

นายทหารผอมบางที่ยืนอยู่ด้านข้างยังช่วยนางชี้ไปยังทิศที่อยู่ด้านหน้าราวร้อยกว่าเมตรอย่างมีน้ำใจ “กลุ่มสองอยู่ทางด้านนั้น”

 “โอ้ ขอบคุณพี่ชายท่านนี้มาก” การเปลี่ยนเสียงสำหรับชิงเซี่ยก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย นางกล่าวด้วยน้ำเสียงแตกหยาบ “ข้าเป็นทหารกองธงเขียวที่มาจากนอกเมือง เพิ่งถูกย้ายมาประจำการที่กองทหารรักษาพระองค์เมื่อคืนวานนี้เอง เห็นพวกพี่ชายกำลังนอนกันอยู่ เลยไม่อยากส่งเสียงดังรบกวนพวกท่าน”

“กองธงเขียวจากนอกเมืองนี่เอง!” ทหารหน้าหนวดกล่าวเสียงดังครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะตะโกนออกไป “หยางเฟิง คนจากกองธงเขียวของพวกเจ้ามีคนย้ายเข้ามาอีกแล้ว”

ชายหนุ่มผิวคล้ำหันหน้ากลับมาทันทีหลังจากที่ได้ยิน เขามีคิ้วคมหนา ดวงตาคมเข้ม ทั่วร่างประกายความกระตือรือร้น แสดงออกถึงคนมีความสามารถ ดวงตาราวเสือร้ายยังแฝงไว้ด้วยรอยยิ้ม เขายิ้มให้กับชายหน้าหนวดและคณะทีหนึ่ง ก่อนที่จะเดินเข้ามาทางนี้

ตรงกันข้ามกับชิงเซี่ยที่ขณะนี้มือเท้าเย็นเฉียบ เหงื่อกาฬไหลลงมาไม่หยุด หากหยางเฟิงผู้นี้คิดเลื่อนตำแหน่งทางลัด ไม่ต้องคิดเลยว่าเขาจะต้องอาศัยเรื่องที่ว่าความจริงนางไม่ใช่คนจากกองธงเขียวไปประจบบรรดาเหล่าผู้ใหญ่นายกองพวกนั้นเป็นแน่  แต่หากเหล่าคนกลุ่มนี้คิดว่านางเป็นเพียงแค่นายทหารที่คิดอยากเข้าร่วมกองทหารรักษาพระองค์จนเสียสติไปแล้วก็ยังนับว่าดี หรือจะคิดว่านางเป็นสายลับที่แฝงตัวมาก็ยังพอรับได้ กลัวก็เพียงแต่ชายผู้นี้จะจับผิดนางได้ แล้วเรื่องไปถึงหูของฉู่หลีเข้า พอถึงตอนนั้น ต่อให้นางอยากหลบหนีออกจากวังเหมันต์อีก ก็คงยากเสียยิ่งกว่ายากแล้ว

พอคิดคำนวณเป็นร้อยทบพันเท่า นางก็คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะมีคนที่โยกย้ายจากกองธงเขียวที่ทุรกันดารมายังกองทหารรักษาพระองค์นี้ ไม่รู้ว่าเป็นโชคอะไรของเจ้าหนุ่มนี่ ถึงได้มีโอกาสเลื่อนขั้นไวเช่นนี้

คิ้วของทหารหนุ่มย่นขึ้นเล็กน้อย ประกายคมเย็นเยียบวาดผ่านดวงตาคู่นั้นของเขา ชายหนุ่มเดินเข้ามาหยุดอยู่หน้าชิงเซี่ยราวๆ หนึ่งเมตร ก่อนกระตุกยิ้มที่มุมปาก และเอียงศีรษะเล็กน้อยมองไปยังชิงเซี่ยด้วยสายตาสงสัย ส่วนมือที่กุมมีดเอาไว้ก็กำเข้าหากันจนแน่น ถึงคนอื่นจะมองปฏิกิริยาตอบสนองที่ผิดแปลกไปของหยางเฟิงไม่ออก แต่ชิงเซี่ยที่จับจ้องเขาตาไม่กระพริบย่อมมองเห็นคลื่นอารมณ์ที่แปลกไปอย่างเห็นได้ชัดของเขา

หญิงสาวงอเข่าลงเล็กน้อย ดวงตาค่อยๆ มองไปรอบๆ บริเวณของกองทหารรักษาพระองค์ ก่อนจะจับไปที่กริชอย่างรวดเร็ว ถ้าหากฐานะนางถูกเปิดเผย เพียงแค่สังหารนายทหารที่ตำแหน่งสูงที่สุดของกองทหารรักษาพระองค์ที่อยู่ด้านหน้า แล้วสร้างสถานการณ์วุ่นวายขึ้น นางก็จะสามารถอาศัยเวลานั้นหาวิธีหลบหนีออกไปได้

ทันใดนั้น ก่อนที่เขาจะได้เปิดปากพูด กลิ่นพิเศษเฉพาะตัวก็วิ่งกระทบเข้ากับจมูกของหยางเฟิง ปฏิกิริยาของเขาเปลี่ยนไปในทันใด คิ้วของเขาขมวดมุ่น ก่อนใช้สายตามองสำรวจไปยังชิงเซี่ยตั้งแต่หัวจรดเท้า

“หยางเฟิง เจ้ามองอะไรของเจ้า? ทำไม หรือว่าที่เจ้าเลื่อนตำแหน่งเป็นใหญ่เป็นโตในกองทหารรักษาพระองค์นี่ได้ แต่คนบ้านเดียวกันกับเจ้าจะมีโชคแบบเดียวกันไม่ได้อย่างนั้นหรือ?” นายทหารหน้าหนวดตบมือไปบนไหลของชิงเซี่ย ต่อให้ชิงเซี่ยแข็งแรงมีความสามารถมากเพียงใด ก็เกือบโดนเขาตบจนช้ำในเหมือนกัน

หยางเฟิงหัวเราะเสียงดังอย่างมีความสุข พลันยื่นมือออกไปดึงชิงเซี่ยให้เข้ามาใกล้กายตน แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “พี่ใหญ่หงพูดอะไรกัน คนจากกองธงเขียวของพวกเราโดดเด่น ข้าดีใจยังไม่ทันด้วยซ้ำ เพียงแต่เห็นเจ้าเด็กนี่รูปร่างผอมบาง คิดไม่ถึงว่าจะผ่านด่านฝึกฝนของกองทหารรักษาพระองค์เข้ามาได้ น้องชาย เจ้าคงลำบากมากทีเดียวกระมัง”

“เดี๋ยวนะ? นี่พวกเจ้ารู้จักกันหรอกหรือ?” นายทหารหน้าหนวดกล่าว

 “แน่นอนสิ” หยางเฟิงยืนบังอยู่ด้านหน้าของชิงเซี่ย ยิ้มพลางกล่าว “พวกเราเป็นพี่น้องที่เคยร่วมต่อสู้บนถนนสายเดียวกัน ท่านอย่ามองว่าเจ้าเด็กนี่ตัวเล็ก ความคิดพิเรนทร์ของมันเยอะเป็นที่สุด ทีนี้ดีเลย เจ้ามาก็ดี อีกหน่อยเจ้าก็นอนร่วมห้องเดียวกันกับข้านี่แหละ”

ชิงเซี่ยรู้ได้ทันทีว่าฐานะของตนถูกมองออกแล้ว แต่กลับไม่ถูกเปิดเผยเพราะหยางเฟิงดูเหมือนจะรู้จักนาง ในใจของชิงเซี่ยรู้สึกขอบคุณขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ถึงแม้จะสงสัยว่าเขามองการปลอมตัวที่ไร้ที่ติของนางออกได้อย่างไรก็เถอะ

“จริงสิ น้องชายตัวเล็ก ข้าชื่อหงต้าหยวน อยู่ในกองทหารรักษาพระองค์มาได้สิบปีแล้ว คนที่นี่ต่างเรียกข้าว่าพี่ใหญ่หง เจ้าล่ะชื่ออะไร อีกหน่อยพวกเราจะได้เรียกหาได้ถูก”

“ข้า**ซิ่ง*** เซี่ย” ชิงเซี่ยตอบด้วยเสียงหยาบ ยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยมองไปยังชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหน้าของตัวเอง ในเมื่อเขาทราบความจริงแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องปิดบังอีก “ชื่อคำเดียวว่าชิง”

“เช่นนั้นข้าเรียกเจ้าว่าเสี่ยวเซี่ยก็แล้วกัน” หงต้าหยวนส่งเสียงหัวเราะคำรามขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี

ในเวลานี้เอง หัวหน้ากลุ่มที่หนึ่งของกองทหารรักษาพระองค์ก็ขี่ม้าขึ้นมาด้านหน้า แล้วตะโกนใส่กลุ่มนายทหารราวสี่ร้อยกว่านายที่ยืนตั้งแถวอยู่ “รัชทายาทใกล้เสด็จถึงแล้ว หุบปากแล้วจัดแถวเสีย”

ขบวนทหารถูกจัดให้เรียบร้อยในทันใด หยางเฟิงดึงชิงเซี่ยเข้ามาใกล้ ก่อนที่จะค่อยๆ เดินไปยังทิศทางที่ไม่สะดุดตา ในเวลานี้เสียงกลองดังขึ้นสามครั้ง จากนั้นราชรถมังกรทองคำงดงามก็ค่อยๆ เข้ามา

ม่านถูกเลิกขึ้น ฉู่หลีสวมชุดเกราะสีเงินนั่งอยู่ด้านใน ใบหน้าของเขานิ่งลึกดุจสายน้ำ บริเวณเอวเหน็บดาบยาวเล่มหนึ่ง ก่อนก้าวออกมาจากราชรถอย่างช้าๆ องครักษ์นายหนึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ในมือถือเชือกที่จูงม้าดีขนเรียบเกลี้ยงสีดำสนิทงดงาม ฉู่หลียื่นมือจับไปที่บังเหียนม้า ก่อนพลิกตัวขึ้นไปอย่างสง่างามคล่องแคล่ว

“ถวายบังคมรัชทายาท!” เหล่าทหารจากกองทหารรักษาพระองค์คุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้น เสียงตะโกนของพวกเขาดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง เสียงของทหารจากกองที่หนึ่งและกองที่สองรวมกันนับแปดร้อยนายดังสะท้อนและเต็มไปด้วยความฮึกเหิม

ดวงตาแข็งกร้าวราวน้ำแข็งของฉู่หลี พาดผ่านไปยังทิศทางของกองทหารรักษาพระองค์โดยไม่ได้ตั้งใจ แม้นชิงเซี่ยจะรู้ว่าอย่างไรเสียเขาก็ไม่สามารถมองเห็นตัวเองได้ แต่นางก็ยังรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่บริเวณแผ่นหลัง เหงื่อกาฬจึงไหลย้อยลงมาด้วยความอึดอัด หยางเฟิงเลื่อนสายตามาทางด้านข้างเล็กน้อย ก่อนค่อยๆ ขยับกายมาบังอยู่ด้านหน้า เพื่อบดบังชิงเซี่ยให้อยู่ด้านหลังกายของตน

ฉู่หลีสะบัดมือครั้งหนึ่ง พลางกล่าวเสียงหนัก “ออกนอกวัง!”

ทหารกว่าแปดร้อยนายลุกขึ้นอย่างพร้อมเพรียง แล้วพลิกตัวขึ้นบนหลังม้า ตามหลังฉู่หลีออกไป มุ่งหน้าไปยังทิศทางของประตูหลักประตูตงหวาในทันใด

ชิงเซี่ยที่ถูกทั้งเหล่าทหารองครักษ์และองครักษ์เงาจำนวนนับไม่ถ้วนคุ้มกัน นางในฐานะชายาที่ถูกทอดทิ้งในวังเหมันต์และสายลับ ก็กระโดดปีนขึ้นบนหลังม้า เชิดหน้าผายไหล่ ออกเดินทางไปยังประตูใหญ่ของพระราชวังฉู่ด้วยความภาคภูมิใจ ตามหลังเหล่านายทหารที่เคยกักบริเวณนางเอาไว้อย่างง่ายดาย


* ซิ่ง(姓)หมายถึง สกุล

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น