ลมหนาว l เคียงจันทร์ l ัYoshisuki

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความทรงจำอันเลวร้าย 100%

ชื่อตอน : ความทรงจำอันเลวร้าย 100%

คำค้น : วิวาห์ / เเค้น / ร้าย /รัก / โหด / ทรมาน / ดราม่า

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 31.8k

ความคิดเห็น : 23

ปรับปรุงล่าสุด : 13 เม.ย. 2562 15:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความทรงจำอันเลวร้าย 100%
แบบอักษร

“ขอความกรุณาพูดถึงดิฉันใหม่ด้วยนะคะ ฉันไม่เคยปากเก่งใส่ใคร” เธอไม่เคยที่จะปากเก่งใส่ใครหากว่าบุคคลคนนั้นไม่ต้องทำให้เธอต้องทำในสิ่งที่มันถูกที่ถูกทาง

 “แต่สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่มันกำลังสวนทางกับคำพูดของตัวเองหรือเปล่าครับ” มือหนาไม่วายที่จะยุ่งยามกับใบหน้าของสาวเจ้า พิพัฒน์โน้มหน้าลงไปใกล้รดลมหายใจร้อนใส่ลำคอสาวจนเขมมิกาขนลุกชันเพราะความกลัวที่มันกำลังตื่นตัว

 “ดิฉันว่าเราจบการทำสัญญาเพียงเท่านี้เถอะค่ะ” เขมมิกาเอ่ยบอกขณะที่ใบหน้าหนุ่มกำลังเริ่มหันไปรุกรานปานธิดาบ้างจนหญิงสาวต้องคอยขยับตัวถอยหนี

 “คุณแน่ใจแล้วใช่มั้ยครับ” ที่มุมปากยกยิ้ม

 “ค่ะ ฉันขอตัวนะคะ” เขมมิกากับปานธิดาลุกขึ้นยืนพร้อมเอกสารที่ถูกเก็บเข้าซองสีน้ำตาลที่ใส่มา แต่ทว่าเมื่อเท้าบางกำลังจะก้าวออกไปกับมีร่างของสองชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าหญิงสาวทั้งสองคน

 อัศวินและอัครินที่เฝ้ารออยู่ในอีกห้องหนึ่งที่เชื่อมต่อกัน พวกเขาได้ยินทุกบทสนทนาหรือแม้แต่กระทั่งการกระทำที่จาบจ้วงต่อเขมมิกาและปานธิดาพวกเขาก็บอกเห็นมันทั้งหมดผ่านกล้องวงจรปิดตัวน้อยๆที่ติดอยู่ที่มุมห้อง

 “คุณวิน/คุณอัคริน” ทั้งเขมมิกาและปานธิดาที่เห็นชายทั้งสองปรากฏตัวขึ้นก็พากันเอ่ยชื่อของเจ้าชีวิตของตัวเอง

 “ฉันสั่งให้เธอมาทำสัญญาไม่ใช่หรอเขมมิกาแล้วเธอจะเดินออกจากห้องนี้ไปทั้งๆที่ไม่ได้ให้นายพิพัฒน์เซ็นอะไรเลยอย่างนั้นหรือ” สายหน้าเรียบตึงจ้องมองไปที่เขมมิกาที่ตอนนี้เธอกำลังกอดแนบเอกสารนั้นไว้ในอกแน่น ดวงตาที่จ้องมองมาที่เขาก็ฉายแววสงสัยอย่างชัดเจน

 “คะ...คุณมาที่นี่ได้ยังไงค่ะ?” คำถามที่แสนสงสัยถูกส่งไปให้กับอัศวินที่ยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูพร้อมทั้งข้างกายยังมีอัครินเคียงใกล้

 “ฉันจะไปมายังไงมันต้องบอกให้เธอฟังด้วยหรือยังไง!” ไม่วายที่จะพูดกระแทกเสียงใส่สาวเจ้า จนเขมมิกาเองก็น้ำตาแทบคลอหน่วงไม่มีครั้งไหนที่จะได้รับคำพูดดีๆจากผู้ชายคนนี้เลย

 “เอ่อคือว่าเราไปกันเถอะนะเขม” ปานธิดาที่ไม่อยากจะให้สถานการณ์ระหว่างเพื่อนสาวกับสามีเพื่อนสาวต้องตึงเครียดไปมากกว่านี้จึงเอ่ยหาบอกให้รีบออกไปจากที่นี่เถิด

 “เธอมานี่ปานธิดา!” อัครินเดินเข้าไปกระชากมือของปานธิดาอย่างแรงจนสาวเจ้าต้องไถลไปตามทิศทางที่อัครินกระชาก

 “ปล่อยฉันนะคะ!”ปานธิดาพยายามจะขัดขืนแต่ทว่าแรงของเขามันมีมากกว่าจึงทำอะไรไม่ได้มากนอกจากรั้งตัวไม่ไปตามทางของเขา

 “อย่าพูดมากปานธิดา มานี่!” อัครินดึงกระชากให้หญิงสาวออกมาจากห้องนั้น จนเธอต้องชนเข้ากับขอบประตูจนร้องเสียงหลงแต่ทว่าเขาก็ไม่สนใจ

 “โอ๊ย!”

 ภายในห้องกว้างที่ตอนนี้เหลืออยู่เพียงบุคคลแค่สองสามคนไม่รวมลูกน้องของพิพัฒน์ที่ย้ายตัวเองออกไปยืนด้านนอกเรียบร้อยแล้ว เขมมิกายังคงยืนนิ่งอยู่กับที่จ้องมองไปที่อัศวินไม่วางตา เธอกำลังกำเอกสารที่อยู่แนบอกแน่นกว่าครั้งแรกมันแสนจะอึดอัดเมื่อต้องทนอยู่กับสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจเช่นนี้ ผู้ชายอีกคนก็เป็นสามีที่ทำให้ต้องเจ็บช้ำหัวใจอยู่บ่อยครั้งส่วนอีกคนก็เป็นบุคคลที่เพิ่งจะรุกรานกับร่างกายของเธอมา อยากเลือกเดินหนีออกไปมันก็คงจะยากนัก

 “หึ บ้านแกนี่ทั้งพี่ทั้งน้องอารมณ์มันเกรี้ยวกราดพอๆกันเลยวะ” มือหนาของพิพัฒน์ตบเข้าที่บ่าแกร่งของอัศวินเบาๆอย่างสนิทสนม จนบุคคลอีกคนต้องยืนงงซ้ำสอง

 “แกก็รู้ไม่ใช่หรอวะว่าฉันกับไอรินเป็นคนยังไง”

 “ครับๆเพื่อนครับ ผมทราบแล้วครับ คนบ้านนี้มันโหดฉิบหาย” พิพัฒน์พูดกล่าวกับอัศวินอย่างสนิทสนมไม่เหมือนคู่สัญญาที่ไม่ลงรอยกันเลยสักนิด

 “แต่ฉันก็ขอบใจแกมากที่ตัดสินใจร่วมลงทุนกับฉัน” อัศวินหันไปขอบใจเพื่อนหนุ่มที่ตัดสินใจลงทันตั้งแรกที่เขายื่นข้อเสนอไป

 “ไม่เป็นไร ใครๆก็อยากลงทุนกับแกทั้งนั้น” อัศวินเป็นนักจัดการงานได้อย่างดีเยี่ยมจึงไม่มีใครที่ไม่อยากจะร่วมลงทุนกับชายคนนี้ไม่เว้นแม้แต่เขาเองที่ตัดสินใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ชายหนุ่มยื่นข้อเสนอไป

 “ถ้าอย่างนั้นฉันไปก่อนนะ มีงานต้องไปทำอีก” พิพัฒน์ขอตัวกลับโดยทิ้งให้เขมมิกาที่ยืนงงกับบทสนทนาของอัศวินและพิพัฒน์ 

‘เรื่องราวทั้งหมดมันเป็นยังไงกันแน่ ทำไมเขาทั้งสองดูสนิทสนมกันราวกับว่ารู้จักกันมานาน มันไม่ใช่ลักษณะนิสัยของคนที่ไม่ลงรอยกันสักนิด’ เขมมิกาคิดหนักในหัว

 “มันหมายความว่ายังไงค่ะ” เมื่อเหลือแค่เธอและเขาสาวเจ้าก็พ่นคำถามที่มันค้างคาอยู่ในใจออกไปทันที

 “แล้วเธอเห็นว่ามันเป็นยังไงล่ะ” สายตาคมไม่แสดงความรู้สึกอะไรออกมา

 “คุณกับคุณพิพัฒน์เป็นเพื่อนกันหรือคะ?” หากว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆก็เท่ากับว่าสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ในเวลานี้กำลังโดนคนที่ขึ้นชื่อว่าสามีหลอกอยู่อย่างนั้นหรือ ทำไมกัน ทำไมเขาต้องทำกับเธอเช่นนี้?

 “แล้วถ้าฉันบอกว่าใช่ล่ะ” น้ำเสียงราบเรียบไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งที่ตัวเองกำลังกระทำอยู่ตอนนี้เลยว่าสาวเจ้าตรงหน้าจะรู้สึกเช่นไรบ้าง

 “เพลี๊ยะ!!!”

มือบางตวัดลงที่แก้มสากของอัศวินไม่หยั้งมือ แค่นี้มันยังเจ็บไม่มากพอหรือยังไงทำไมเขาต้องเอาเพื่อนของตัวเองมาหลอกเธอ แถมยังให้ชายหนุ่มคนนั้นทำรุมรามกับทั้งเธอและปานธิดา 

จิตใจของเขามันยังความเป็นคนอยู่บ้างมั้ย เคยรู้สึกเห็นใจเธอสักครั้งมั้ยหรือว่าในหัวของเขามันไม่มีสิ่งนี้วิ่งวนอยู่เลย มันคงจะรูสึกดีมากนักใช่มั้ยหากเธอรู้สึกเจ็บปวดและอับอายเช่นนี้

 สายตาคมเข้มจ้องมองไปที่เขมมิกาอย่างเดือดดาลขบสันกรามแน่น หน้าของเขาหันไปตามแรงที่มันกระทบลงหน้าอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว สาวเจ้ากล้าตบใบหน้านี้อีกแล้วแล้วครั้งนี้มันคล้ายว่าเธอจะใส่แรงลงไปพอสมควร!

 “เขมมิกา!!”

  เขมมิกาไม่รอให้เขาได้ทำอะไรเธอ สาวเจ้าก็รีบพาตัวเองออกมาจากตรงนั้นทันที แม้ว่าในขณะนี้เรือลำนี้มันกำลังแล่นล่องอยู่กลางทะเลกว้างอาจจะมีโครงเครงไปบ้างแต่เธอก็หาได้กลัว 

จากเพียงแค่ก้าวเดินก็พลันเปลี่ยนเป็นวิ่งหนีชายคนนี้ไป ออกก้าววิ่งด้วยดวงใจที่มันแสนช้ำเหมือนเดิมไม่มีครั้งๆที่หัวใจดวงนี้มันจะได้พักบ้างเลยมันแบกรับความเจ็บปวดนี้นานจนเกินไปแล้ว...

 อัศวินไม่เลือกที่จะตามผู้หญิงคนนั้นไปแค่นั้นมันยังเทียบเท่าไม่ได้ครึ่งของเขาสักนิด เจ็บแค่นั้นทำเป็นอ่อนแอแล้วอย่างเขาเล่าที่ต้องเสียคนที่รักไปทั้งชีวิต 

ความทุกข์ทรมานของใครกันที่มันมากกว่า ไม่ใช่เขาเองหรือทั้งต้องจากคนที่รักสุดดวงใจไปอย่างไม่ได้ล่ำลาอีกทั้งยังต้องมาทนแต่งงานกับคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าฆาตกรที่ฆ่าเมียตัวเองแม้ว่าการแต่งงานครั้งนี้มันจะเกิดจากบ่อแห่งความแค้นอย่างเต็มอกที่อยากจะเอาคืนผู้หญิงคนนั้น!

 เขมมิกาที่วิ่งออกมาไกลดวงหน้าเคอะเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่มันรินไหลเพราะความอดสู เขาทำได้ยังไงกันให้คนอื่นกล้าที่จะมารุกล้ำภรรยาของตัวเอง มันไม่มีใครเขาทำกันหรอกนะนอกเสียจากเขาคนเดียว 

หัวใจมันถูกสร้างด้วยหินผาหรืออย่างไรความรักความดีที่เธอมีมันไม่เคยแทรกแซงเข้าไปในหัวใจของเขาเลยหรือแม้แต่เศษเสี้ยวน้อยมันไม่สามารถะข้ามผ่านความแค้นร้ายของเขาได้เลยใช่มั้ย?

 “โอ๊ะ!” เขมมิกาวิ่งมาอย่างไม่ได้เหลียวมองทางได้อย่างชัดเจนเพราะน้ำตาที่มันทำให้สายตาของเธอพร่ามัวลงจึงชนเข้ากับร่างของใครสักคนจนเธอก็ล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปที่พื้นข้างๆเรือที่ทอดมองออกไปยังทะเลกว้างก็จะมองเห็นแต่ความห่างไกลและดวงดาวที่ทั้งอยู่รวมกลุ่มและโดดเดี่ยวเดียวดายอยู่ท่ามกลางท้องนภากว้าง

 “ขอโทษนะคะ ฉันไม่ได้มองทางขอโทษจริงๆค่ะ” ลุกขึ้นยืนมาได้ก็รีบกล่าวคำขอโทษคนเบื้องหน้าที่เธอวิ่งชนอย่างไม่ได้ตั้งใจทันที แสดงความรู้สึกอย่างหนักว่าเธอนั้นผิดจริงๆ

 “เขม เขมใช่มั้ย” เสียงของผู้ชายที่เขมมิกาวิ่งเข้าชนเอ่ยทั้งทายสาวเจ้าขึ้นมาจนเขมมิกาต้องเงยหน้าขึ้นมองพินิจใบหน้าของชายคนนี้

 “พงษ์! พงษ์หรอ” เธอแสนจะคุ้นกับใบหน้านี้ แล้วก็คิดว่าเขาน่าจะเป็นพงศกรไม่ผิดแน่ สายตาดวงนี้และสมองของเธอจำทุกคนในที่นั้นได้อย่างแม่นยำ

 “ใช่เราเอง ไม่เจอกันนานเลยนะ” พงศกรที่อยู่ในชุดของบริกรเสิร์ฟอาหารเครื่องดื่มบนเรือทักทายผู้หญิงตรงหน้าที่ไม่เคยได้เจอกันนานหลายปี จะเห็นเธอครั้งสุดท้ายก็เมื่อเกือบๆสิบปีที่แล้วในที่แห่งนั้น

 “เราสบายดีแล้วพงษ์ล่ะ เป็นยังไงบ้าง”

 “ช่วงนี้ก็ต้องหางานทำเรื่อยเปื่อยน่ะ มีอะไรเข้ามาพอจะทำได้ก็ทำ”

 “แล้วคนที่นั้นเป็นไงบ้าง เขมไม่ได้เข้าไปจะสิบปีได้แล้วขอโทษจริงๆนะ”

 “ไม่เป็นไรหรอกแต่แม่คุณก็บ่นหาอยู่นะ เด็กๆที่นั้นก็โตขึ้นกันมากแล้ว บางคนก็ออกมาหางานทำได้แล้วล่ะ” เวลาผันผ่านคนในที่นั้นก็เริ่มทยอยพากันเติบโตขึ้นมามากไม่เว้นกับหญิงสาวคนนี้ที่ก็ดูต่างไปจากเดิมแต่ที่มันไม่เคยจะผันเปลี่ยนไปเลยก็คงจะเป็นแววตาที่มันยังคงหม่นหมองอยู่เหมือนเดิม

 “ขอโทษจริงๆนะ เขมอยากไปที่นั้นอีกจัง” เธออยากจะเข้าไปที่นั้นทุกครั้งยามที่รู้สึกเหนื่อยล้าหรือท้อใจเพราะคนที่นั้นเป็นบุคคลที่ทำให้เธอมีชีวิตดำรงอยู่ได้ในทุกวันนี้

 “ที่นั้นพร้อมต้อนรับเขมทุกเมื่อนะ ยามไหนที่รู้สึกไม่สบายใจก็อย่าลืมล่ะว่ายังมีที่นั้นอยู่อีกที่หนึ่ง” แม้ว่าเขมมิกาจะไม่ได้พาตัวเองไปที่นั้นแต่หญิงสาวก็คอยช่วยเหลือมูลนิธิบ้านเพียงรักอยู่ตลอดจนคนที่นั้นรักสาวเจ้ากันจนเต็มหัวใจแม้จะไม่ค่อยได้เห็นหน้าคาตากันก็ตาม

 “ได้จ๊ะ เขมจะเข้าไปนะคิดถึงทุกคนแทบจะแย่” แววตาแห่งความเป็นมิตรของเขมมิกาถูกส่งลอดผ่านไปยังอีกคนที่ยืนอยู่ เธออยากจะไปที่นั้นอีกครั้งมันมีทั้งความทรงจำหลายอย่างของเธอฝังอยู่ที่นั้นแม้ว่าจะจากมันมานานมากๆแต่เธอก็เชื่อว่าทุกสิ่งอย่างมันยังคงตราตรึงอยู่ทั่วพื้นที่แห่งนั้น

 “ว่าแต่พงษ์ได้อยู่ที่นั้นหรือเปล่า”

 “อืม ยังอยู่ที่นั้นเหมือนเดิม”

 “ดีเลย เวลาที่เขมจะไปที่นั้นจะได้มีพงษ์คอยอยู่เป็นเพื่อนด้วย”

 “ได้สิ” เสียงทุ้มของพงศกรเอ่ยพูดกับเขมมิกาที่ทำหน้าดีใจเมื่อนึกถึงวันที่สาวเจ้าจะก้าวเข้าไปที่นั้นอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นทั้งเขมมิกาและพงศกรก็พากันคุยสัพเพเหระไปเรื่อยเปื่อยตามภาษาของคนที่ไม่ได้เจอกันนาน 

ใบหน้าที่เศร้าเมื่อครู่ก็ดูสดใสขึ้นบ้างเมื่อได้ฟังมุขแป้กๆหรือเรื่องราวของคนในบ้านเพียงรักจากพงศกร โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าในขณะนี้มันกำลังมีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมาที่หญิงสาวที่กำลังหัวเราะร่าอยู่กับผู้ชาย


 “ปล่อยฉัน!!!” ปานธิดาพยายามสลัดแขนของเธอให้หลุดออกจากการจับกุมของอัคริน เขาลากเธอออกมาจากห้องนั้นทิ้งให้เพื่อนสาวของเธอไว้ ไม่รู้ว่าป่านนี้สาวเจ้าจะเป็นเช่นไรบ้าง

 “โอ๊ย!” คิดจะปล่อยก็ไม่บอกไม่กล่าวปล่อยให้ก้นเธอต้องจ้ำเบ้าลงที่พื้นจนหน้านิ่วเพราความเจ็บที่แผ่ซ่านเข้าไป

 “คุณลากฉันออกมาทำไม!” ตั้งหลักตัวเองยืนขึ้นได้ก็พ่นคำถามใส่ชายร่างหนาตรงหน้าที่ยืนหน้าเกรี้ยวกราดส่งมาให้เธอ

 “แล้วเธอจะยืนให้พี่พัฒน์มันลวนลามตัวเองอยู่หรือไง!” ครั้งที่มองสาวเจ้าผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ในอีกห้อง เห็นได้ชัดเจนว่าหญิงสาวไม่มีท่าทีว่าจะหลบหลีกยามที่พิพัฒน์ต้องกายสักนิด

 “หมายความว่าไง? ทำไมคุณเรียกคุณพิพัฒน์ว่าพี่” เธอไม่สนใจต่อคำถามที่เขาถามเลยสักนิดกลับดันสงสัยว่าเช่นไรกันอัครินถึงเรียกพิพัฒน์ว่าพี่!

 “ฉันให้เธอตอบ ไม่ใช่ให้มาตั้งคำถามกับฉัน” ในคราแรกเขาเองก็ไม่คิดว่าไอพี่ชายตัวแสบมันจะทำแบบนี้ คิดว่าทุกอย่างเป็นการเป็นงานจริงๆแต่ที่ไหนได้เขาเองก็โดนอัศวินต้มเหมือนกันจะมารู้ความจริงได้ก็ตอนที่ได้เห็นหน้าของพิพัฒน์เพื่อนของพี่ชายตัวเอง

 “พวกคุณรู้จักกับคุณพิพัฒน์ใช่มั้ย” ปานธิดายิงคำถามไปโดยไม่คิดว่าคำตอบที่ได้มันจะตรงกับสิ่งที่เป็นตั้งใจคิด

 “ใช่” อัคิรนตอบเสียงเรียบ แล้วสายตาคมก็จ้องมองไปที่หญิงสาวที่ยืนหน้านิ่วคิ้วขมัวเป็นปมอยู่ตรงหน้า

 “เพลี๊ยะ!!!”

 มือสาวเจ้าไม่ลังเลที่จะฟาดลงไปที่ใบหน้าหล่อของผู้ชายคนนี้เลย เขาทำได้ยังไงกันทั้งพี่ทั้งน้องไม่มีใครเลวไปน้อยกว่ากัน คนพี่ก็ทำร้ายจิตใจของเขมมิกาได้อย่างไม่สะทกสะท้านทำให้เจ็บช้ำน้ำใจก็หลายครั้ง 

ส่วนคนน้องก็เชื้อไม่ทิ้งแถวถอดแบบความเลวออกมาเลยหรืออย่างไร ถ้าบุคคลที่เธอเข้าไปทำสัญญาด้วยวันนี้เป็นบุคคลที่พวกเขารู้จักเป็นอย่างดีถ้าอย่างนั้นทั้งเธอและเขมมิกาก็โดนพี่น้องสองคนนี้หลอกหรือ! คิดแล้วมันก็น่าโมโหจิตใจของชายพวกนี้มันสร้างมาจากอะไรทำไมถึงใจไม้ใจระกำกันได้ขนาดนี้

 “พวกคุณนี้ไม่มีใครเลวเกินกว่าแล้วจริงๆ ฉันขอลาออกค่ะ!” ตัดสินใจแล้วเธอไม่อาจจะทนอยู่คุณจำพวกนี้ได้ คนที่ไม่เคยนึกถึงความรู้สึกของใครทนอยู่ไปมันก็จะหนักเสียเปล่าๆ สู้ถอยออกมามันคงจะดีกว่า สิ่งที่เคยเสียไปให้กับเขามันก็ถือว่าทำทานก็แล้วกัน!!!

 “เธอลืมสัญญาไปแล้วหรอปานธิดา” อัครินพูดขึ้นอย่างผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า

 “ไม่ลืม แต่เดี๋ยวฉันจะหามาใช้ให้คุณจนได้!”

 “อย่างเธอเนี่ยหรอจะมีปัญญา”

 “ก็คนอย่างฉันเนี่ยแหละที่จะหามาให้คุณทุกบาททุกสตางค์” ในคราแรกที่จรดปากกาลงที่กระดาษแผ่นเอสี่สีขาวก็ไม่คิดว่าเมื่อเวลามันผันผ่านบุคคลที่เคยดีต่อเธอจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปราวกับว่าเป็นคนละคน แล้วในครั้งนั้นก็ไม่คิดว่าระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งปีมันจะทรมานใจเธอได้ขนาดนี้

 “แต่ถ้าฉันให้ระยะเวลาเธอแค่หนึ่งเดือนหาเงินมาให้ฉันให้ได้ล่ะ เธอยังจะแน่ใจอยู่มั้ยว่าคนอย่างเธอมันจะหาได้”

 “จะบ้าหรอ!”

 “มันไม่มีในข้อตกลง” เธอจำได้ชัดเจนว่าในใบสัญญานั้นมันไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องนี้สักนิด แล้วทำไมกันเขาถึงเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดได้อย่างหน้าตาเฉย

 “แต่ฉันเป็นนายจ้าง เป็นคนร่างสัญญาไม่จำเป็นต้องบอกว่าฉันเเก้ไขข้อตกลงระหว่างเราตรงไหนบ้างเพรามันเป็นสิทธิ์ของฉัน” สีหน้าอย่างผู้กุมชัย เขารู้ว่าระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนไม่มีทางที่ปานธิดาจะหาเม็ดเงินจำนวนมากนี้มาให้เขาได้

 “คุณทำบ้าอะไรของคุณ สัญญาบ้าบออะไร ในวันนั้นฉันเฝ้าหลงคิดว่าคุณจะเป็นคนดีแต่ที่ไหนได้พอเวลามันผ่านไปเรื่อยๆสันดานแย่ๆมันก็เริ่มจะโผล่!” ปานธิดาตะคอกใส่หน้าของอัครินอย่างไม่เกรงกลัวเลยสักนิด มันมีอย่างที่ไหนใช้ความดีหลอกให้เธอเซ็นสัญญานั้นแถมเขายังแก้ข้อตกลงในสัญญาอย่างไม่บอกไม่กล่าว ใช้สิทธิ์อย่างว่าตัวเองเป็นนายจ้างทำอะไรไม่ต้องบอก!!!

 “ก็เธอมันโง่เองไม่ใช่หรอ! มันจะมีใครที่จะรับคนที่เพิ่งจะเจอหน้ากันครั้งแรกเข้าทำงานทั้งๆที่ประวัติการทำงานก็ไม่เคยรู้มาก่อน แถมยังให้เงินเดือนสู้ลิบลิ่วมันคงไม่มีใครทำหรอกนะถ้ามันไม่จุดประสงค์อื่น!” เขาก็อยากจะรู้ว่าใครมันจะบ้าดีเดือดเสี่ยงแบบนี้เช่นเขาบ้าง มันคงจะไม่มีใครเขาทำเรื่องประเภทนี้กันหรอก เรียนก็จบมาสูงแต่สมองคิดเรื่องพวกนี้ไม่ได้เนี่ยนะ!

 สายตาแข็งกร้าวของปานธิดาจ้องมองเขม้นไปที่อัคริน ก่อนเธอจะหยุดห้ามความไวของมือตัวเองไม่ได้อีกต่อไป ตบเข้าไปที่ใบหน้าผู้ชายเลวตรงหน้าจนหันขวับ เมื่อลงแรงไปที่ใบหน้าหนุ่มมันยังไม่เพียงพอมันต้องสาดคำด่าเผื่อว่าผู้ชายคนนี้มันจะสำนึกได้บ้างว่าสิ่งที่กำลังกระทำอยู่มันแสนเลวแค่ไหน!

“เพลียะ!”

 “เลว!”

 จากนั้นปานธิดาก็ก้าวเท้าหนักๆเดินหนีออกจากอัครินทันที ไม่หยุดฟังเสียงเรียกกร้าวของเขาแม้แต่น้อย “ปานธิดา!”

 ปานธิดาเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเรื่อยๆเดินห่างออกมาจากจุดที่ทะเลาะกับอัครินพอสมควรแต่ทว่าในตอนนี้เธอกลับเดินหลงเข้ามาในดงของผู้คนมากหน้าหลายตาจะมองไปทางไหนมันก็ดูแน่นขนัดตาไปหมด แต่จักทำเช่นไรได้หากเธอเดินย้อนออกไปมันก็คงจะเจอหน้าคนเลวๆ เมื่อเดินเข้ามาได้ไม่นานปานธิดากับชนเข้ากับบุคคลอื่นอย่างไม่ตั้งใจ

 “ขอโทษค่ะ”

 รีบบอกกล่าวขอโทษขอโพยคนที่เธอเดินชนยกใหญ่

 ส่วนอีกคนที่โดนผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้ชนเข้าก็นึกอารมณ์เสียที่ยืนนิ่งๆอยู่ดีๆก็มีคนเขามาชน เธอหันกลับมามองใบหน้าของคนที่วิ่งชนด้วยใบหน้าที่ไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากนัก

  ปานธิดาเมื่อเห็นคนที่เธอชนนั้นหันหน้ากลับมามองก็ตกใจกับความสวยสาวของสาวเจ้าที่ดูโดดเด่นจนสะดุดตาแต่ทว่าในยามนี้ใบหน้าของสาวเจ้าคนนั้นดูไม่พิสมัยเสียเลย ไม่ต้องถามก็รู้อย่างแจ่มแจ้งว่าการกระทำของเธอมันทำให้ผู้หญิงคนนี้อารมณ์ไม่ดีแค่ไหน

 “เดินยังไงของเธอเนี่ย ทำไมไม่รู้จักดูทาง!” เสียงหวานของหญิงสาวตวาดลั่นใส่หน้าของปานธิดา

 “ปานธิดา!” อัครินที่ตามมาข้างหลังตะโกนเรียกชื่อของหญิงสาวที่เดินหนีเขามาเสียงเข้มบอกให้หยุดเท่าไรก็ไม่ยอมหยุด

  เสียงเรียกนั้นของอัครินมันทำให้ทั้งปานธิดาและผู้หญิงอีกคนตรงหน้าของหญิงสาวหันไปมองเป็นตาเดียวกัน

  “ปานธิดาหรอ?” เสียงคำถามแผ่วเบานี้แสดงความสงสัยที่มีอยู่อย่างชัดเจนกับสาวสวยในชุดราตรียาวตรงหน้า เธอคุ้นกับชื่อนี้?

 “ระ...ริน?” เมื่อคนที่เรียกชื่อของผู้หญิงคนที่ชื่อว่าปานธิดามาถึงตรงหน้า เธอก็แทบที่จะไม่อยากจะเชื่อในสายตาของตัวเอง คนคนนี้คือบุคคลที่เธอรักตลอดเวลาที่จากมาเธอก็ยังเฝ้าถวิลหาเขาอยู่

 “กานต์!” อัครินเองก็ตะลึงที่ผู้หญิงที่เขาเห็นยืนอยู่ประจันหน้าปานธิดาในตอนนี้มันคือคนที่เขาเคยเฝ้าโหยหามาตอกเวลา ผู้หญิงที่ทิ้งความบอบช้ำไว้ให้กับหัวใจดวงหนาดวงนี้

 ส่วนคนกลางอย่างปานิดาเธอแทบจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย สงสัยเพียงแค่ว่าทำไมสองคนนี้รู้จักกันแล้วชื่อที่เขาพร่ำเรียกว่า ‘กานต์’ นั้นมันคือชื่อของผู้หญิงคนนี้หรือคนที่ต้องทำให้เธอต้องเจอเรื่องบ้าๆแบบนี้หรือ แต่ทว่าถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริงแสดงว่าเธอคนนี้ก็คือ...ดวงตาของปานธิดาเบิกกว้าง! 

ตกใจอย่างหนัก หากว่าคนที่อัครินกำลังเอ่ยชื่อออกมาในตอนนี้คือผู้หญิงที่ชื่อว่ากานต์ที่ทำให้เธอต้องเจ็บช้ำ คนนี้ก็คือพี่สาวต่างมารดาของเธอหรือ?

 “ริน...” เสียงกานต์นิภายังเอ่ยเรียกอัครินซ้ำอีกรอบ คล้ายว่าอย่างจะให้เขาได้ยินและรับรู้ว่าเธอนั้นยังจำผู้ชายคนนี้ได้ไม่มีลืม

 “ปานธิดา มานี่!” เขาไม่สนใจเสียงที่มันพร่ำร้องของกานต์นิภาแม้เพียงน้อยนิด แม้ว่าดวงใจของเขามันจะกระตุกแรงนักแต่ก็พยายามด้านทุกสิ่งอย่างเอาไว้เก็บมันไว้ที่ก้นบึ้งของหัวใจที่บอบช้ำ

 “โอ๊ย!” เขาดึงฉุดกระชากเธอไปโดนไม่ให้เธอได้ตั้งตัวอะไรเลย แถมที่มือแกร่งยังออกแรงบีบรัดให้ข้อมือของเธอต้องเจ็บปวดอีก

 “รินค่ะ อย่าเพิ่ง” แม้เสียงนี้จะเรียกร้องให้เขาอยู่อีกสักพักแต่ทว่าสำหรับอัครินแล้วการที่เขาบังเอิญมาเจอกับกานต์นิภาแม้ว่าเสียงที่เรียกนั้นมันจะหวานน่าฟังเพียงใดก็ไม่อาจจะหยุดความคิดที่ต้องไปให้ไกลจากเธอคนนี้ไม่ได้

 “คุณริน!” ปานธิดาเรียกอัครินให้หันไปเผชิญหน้ากับกานต์นิภาที่กำลังยืนนิ่งเรียกเขาด้วยหัวใจที่สั่นระริก

 “อย่าพูดอะไรทั้งนั้น!” หันไปสั่งเสียงเข้มกับปานธิดาและลากเอออกไปจากจุดที่มีใครอีกคนยืนอยู่ทันที

 สายตาของกานต์นิภาที่มองตามร่างของคนทั้งสองที่เดินออกไปจากที่อ่อนโยนเมื่อครู่เริ่มเปลี่ยนแปลงเป็นอยากจะเอาชนะ ยิ่งอัครินเมื่อเห็นเธอเขายิ่งตกใจมากเท่าไร เธอก็ยิ่งอยากจะได้กลับมาครอบครองเช่นเดิมเท่านั้น ผู้หญิงคนนั้นทั้งชื่อและสร้อยที่ห้อยอยู่คอของเธอ มันทำให้เธอนึกสงสัยว่า ปานธิดาคนคนนี้ใช่คนเดียวกับลูกเมียน้อยของพ่อเธอหรือไม่ มือบางยกโทรศัพท์เครื่องแพงขึ้นมาแนบที่ใบหูสวยแล้วกรอกเสียงลงไปในนั้นทันที

 “สืบประวัติผู้หญิงที่ชื่อ ปานธิดา เพียงนารา ให้ฉันหน่อย” ชื่อและนามสกุลนี้เธอยังจำมันได้แม่นไม่เว้นแม้แต่สร้อยจี้ไข่มุกที่มันห้อยอยู่คอของหญิงสาว


“เขมมิกา!”

เสียงเข้มกร้าวของอัศวินตะโกนเรียกเขมมิกาที่ยืนชมวิวแห่งท้องทะเลในยามค่ำคืนจ้องมองออกไปไกลสายตาทอดมองโน่นนี่ตามภาษาของคนที่ดวงใจล่องลอย 

ภาพที่มองเห็นอยู่เบื้องหน้ามันแสนจะสวยงามดวงดาวต่างพากันเฉิดฉายแสงของตัวเอง แต่หากเปรียบเธอเป็นจำพวกดาวเหล่านั้นแล้วเธอมันก็คงจะเป็นได้แค่ดาวดวงน้อยๆที่หลบมุมอยู่ส่วนไหนของฟากฟ้าก็ไม่รู้อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายอยู่เพียงลำพังท่ามกลางท้องฟ้าที่มันแสนจะกว้างใหญ่

 เขมมิกาเหลียวมองตามเสียงเรียกที่มันแข็งกร้าว เสียงนี้มันก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากสามีไร้รักของเธอ ใบหน้าของเขามันถมึงทึงเดินมุ่งตรงมาที่เธอ เขมมิกาหมายที่จะเดินหนีเขาออกไปแต่ทว่ามือหนากลับมาคว้าเข้าที่มือของเธอไว้เสียก่อน อัศวินรู้สึกโกรธเกลียดผู้หญิงตรงหน้านี้นัก 

หนีเขาออกจากที่นั้นก็มายืนหัวเราะร่ากับชายอื่น หากว่าวาริสาไม่ส่งข้อความมาบอกเขา ป่านนี้ก็คงจะเป็นควายให้ผู้หญิงเลวคนนี้หลอกแล้ว!!!

        สิบนาทีก่อนหน้า

       *“ติ๊ง!* ติ๊ง*!”*

เสียงข้อความของแอพพลิเคชั่นข้อความชื่อดังดังขึ้นเรียกสติของอัศิวนที่มันเริ่มจะสงบลงได้หลังจากที่ตัดสินใจว่าจะไม่ตามเขมมิกาออกไป มือหนาเปิดและเลื่อนดูสิ่งที่มีคนส่งมาให้ สายตาคมเพ็งเล็งไปที่รูปภาพของผู้ชายกับผู้หญิงคู่หนึ่งที่กำลังยืนคุยกันอย่างใกล้ชิดสนิทสนม

      สาไม่คิดเลยนะคะว่าคุณเขมจะสนิทกับชายอื่นได้ขนาดนี้

ข้อความที่ถูกส่งโดยมือของวาริสา เธอจงใจที่จะจุดไฟที่มันกำลังปะทุของอัศวินขึ้นอีกครั้ง ไม่ว่าใครหน้าไหนมันก็ต้องพ่ายแพ้ต่อเธอผู้หญิงคนนี้มันเป็นก้างขว้างคอเธอมากเกินไปแล้ว

    สามาที่นี่ได้ยังไง

อัศวินตอบกลับข้อความถามสาวเจ้าน้องสาวของวิชุดากลับไป วาริสามาที่นี่ได้อย่างไร

     *“พี่วินไม่ต้องสนใจสาหรอกค่ะ สนใจภรรยาของพี่วินดีกว่ามั้ยค่ะตอนนี้คงจะไปถึงไหนต่อไหนแล้ว”* ดวงหน้ามารร้ายฉายชัดในขณะที่กำลังลงมือพิมข้อความในโทรศัพท์ เธอรู้สึกเหมือนเป็นผู้กุมชัยในตอนนี้ เขมมิกาจะต้องได้รับความเกลียดชังจากอัศวินมากขึ้นไปอีก*!*

      สาหมายความว่ายังไง

      พี่วินไปดูเองเถอะค่ะ สาก็พูดอะไรไม่ได้มากนัก

     มันคืออะไรกันแน่

     พี่วินไปเห็นให้เห็นกับตาเถอะค่ะ คุณเขมสาเห็นเงียบๆแบบนั้นแต่ว่า...

     *“เอาเป็นว่าสาไม่อยากให้พี่วินโดนสวมเขานะคะ ขอให้พี่โชคดีค่ะ”* สิ่งที่พิมมามันคือความเสแสร้งทั้งสิ้น ยิ่งเธอมองเห็นความเจ็บร้าวของเขมมิกามากเท่าไรพร้อมทั้งความเกลียดชังที่อัศวินมีให้กับเขมมิกามันก็ยิ่งจะทำให้เธอดูเป็นผู้ชนะมากขึ้นเท่านั้น

    *“พี่ขอบใจสามาก”* เรียวสันกรามขบกันแน่นเป็นสันนูน แค้นเคืองที่รู้ว่าเขมมิกากำลังจะสวมเขาให้เขา ผู้หญิงคนนี้มันร้ายกว่าที่คิดไว้*!*

 “ไปไหนแล้วล่ะ ผัวอีกคนของเธอน่ะ!”

 “คุณกำลังพูดถึงอะไร” อยู่ก็มาถามเรื่องอะไรของเขา เธอจะมีสามีอีกคนได้เยี่ยงไรในเมื่อคนนั้นมันก็ยืนอยู่ตรงหน้าเธอนี่ไง

 “อย่ามาทำเป็นไม่รู้เรื่อง คงจะสมสู่กันเสร็จแล้วสินะถึงได้อยู่คนเดียว!!!”

 “กำลังพูดเรื่องอะไรของคุณ ใครสมสู่ใคร?”

 “ยังจะตีหน้าซื่อไปอีกนานแค่ไหน อย่ามาทำเป็นไขสือไม่รู้เรื่อง”

 “ฉันไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น กรุณาอย่ามากล่าวหากับแบบผิดๆ”

 “ก็คงจะเสร็จสมกันแล้วสินะ ถึงมายืนหน้าระเริงอยู่ตรงนี้ได้!”

  “ถ้าจะพูดกันไม่รู้เรื่องแบบนี้ก็อย่าคุยกันเลยดีกว่าค่ะ” เขมมิกาหมายจะเดินหนีออกไปจากเขาเมื่อพูดจบแต่ทว่ามือหนากลับฉุดดึงเธอไว้เสียก่อน

 “เธอยังจะกล้าพูดอยู่อีกมั้ยว่าไม่รู้เรื่อง”

 มือหนายื่นรูปภาพที่มันปรากฏเด่นชัดอยู่ในโทรศัพท์เครื่องแพง เขมมิกาที่เห็นแบบนั้นก็ตกใจ มันเป็นรูปของเธอและพงศกรใครกันที่ถ่ายรูปนี้ออกมา ทั้งมุมกล้องและลักษณะท่าทางของเธอและพงศกรมันชวนให้เข้าใจผิดกันไปหมด

 “เขาเป็นแค่เพื่อนของฉัน ไม่มีอะไรไปมากกว่านั้น”

 “คิดว่าฉันจะเชื่อคนอย่างเธอได้แค่ไหนห๊ะ!” มือแกร่งจับบีบเข้าที่ไหล่มนทั้งสองข้างของสาวเจ้าด้วยแรงแทบทั้งหมดที่มี อย่าเอาคำพูดหลอกลวงพวกนี้มาคิดหลงให้เขาเชื่อ ผู้หญิงอย่างเขมมิกามันก็ร้ายมากกว่าที่เขาคิดเอาไว้มาก พอหนีหายหน้าออกมาจากเขาตัวเองก็มาระเริงตัวอยู่กับผู้ชายอื่น!!!

 “อ๊ะ!...”

 “ถ้าคุณจะไม่เชื่อก็เชิญค่ะ ฉันเองก็ไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้ว”

หากเธอจะพูดแก้ตัวอะไรออกไปมันก็คงจะไม่มีวันเลยที่อัศวินจะเชื่อใจเธอได้มันก็คงจะเป็นเพราะความเกลียดชังที่มีให้กันทั้งนั้น ทำให้เขาไม่ยอมรับในคำพูดของเธอเลยสักคำ ไม่เคยที่จะไถ่ถามถึงเหตุผลว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นมาเช่นไร ไม่เคยจะคิดถึงหัวใจดวงนี้สักครั้งว่าสิ่งที่เขาปักใจเชื่อนั้นมันทำร้ายเธอมากเพียงไหน...

 “อย่ามาทำเป็นเก่ง!”

 “ฉันไม่เคยคิดที่จะอวดเก่งกับใคร” เสียงเรียบของเขมมิกาบ่งบอกออกไปว่าเธอไม่เคยคิดที่จะทำตัวอวดเก่งใส่ใครเลยเพราะต่อให้ทำเช่นนั้นอย่างไรมันก็ไม่ได้ทำให้เธอดูเป็นผู้กุมชัยได้เลยสักนิดจะเป็นได้ก็เพียงแค่คนที่พ่ายแพ้อยู่ร่ำไปเท่านั้นแล...

 “รู้ตัวก็ดี”

 “เตรียมเรือให้ฉัน” เสียงทุ้มเข้มกดโทรศัพท์ที่อยู่ในมือก่อนที่เขาจะกรอกเสียงลงไปสั่งลูกน้องให้เตรียมในสิ่งที่ต้องการ

 “คะ...คุณวิน”

 “.......” อัศวินไม่พูดหรือขานรับเสียงเรียกของเขมมิกาที่มันดังอยู่ แต่สิ่งที่เขาทำคือลากผู้หญิงคนนี้ให้เดินตามเขามา ต่อให้จะขัดขืนมากแค่ไหนแรงของอัศวินก็ดึงกระชากให้สาวเจ้าตามเขามาจนได้

 เขมมิกากำลังไม่เข้าใจในสิ่งที่มันกำลังจะเกิดขึ้น อัศวินจะทำอะไรของเขาอีก เพียงแค่นี้มันก็น่าจะจบไปได้แล้วในเมื่อเธอปฏิเสธแล้วอย่างชัดเจนแต่เขากลับเลือกที่จะไม่เชื่อใจเธอเอง

 เรือที่อัศวินสั่งให้ลูกน้องเอามาให้ยามนี้มันได้จอดเทียบอยู่ที่ข้างเรือสำราญลำใหญ่ อัศวินเดินมาถึงก็สั่งให้ลูกน้องกลับไปทันทีเหลือไว้เพียงแค่เขาและเขมมิกาที่ยืนตัวสั่นทิ่มยาม

เมื่อสายตาคู่นี้จ้องมองลงไปข้างล่างที่มีเรือลำหนึ่งจอดอยู่ หัวใจของเธอเริ่มจะสั่นไหวมากขึ้นในตอนนี้มันไม่อาจจะรู้อะไรได้เลยว่าเขาจะทำอะไร จะพาเธอไปที่ไหน ในพื้นที่ที่มันแสนกว้างขวางเช่นนี้

 “ลงไป!” อัศวินผลักให้เขมมิการ่วงลงไปที่บนพื้นเรือที่จอดอยู่บนผืนท้องทะเล

 “ว๊าย!”

 “ปึก!”

 “โอ๊ย!”


เขมมิการ่วงลงมาหัวของเธอกระแทกเข้ากับขอบเรืออย่างจัง จนเกิดรอยแผลแตกที่บริเวณศีรษะข้างซ้าย เลือดสีแดงมันกำลังไหลซึมออกมาแต่ทว่ามันกลับโดนลูกผมสีดำขลับปกปิดไว้ แต่สุดท้ายมันก็ไม่อาจจะห้ามไม่ให้น้ำสีแดงนั้นไหลออกมา เขมมิการู้สึกเจ็บที่หัวของตัวเอง มือยกขึ้นแตะมันดู และสิ่งที่เธอพบก็คือเลือดสีแดงฉานที่เปื้อนเปรอะเกาะติดมือเธอกลับมา หัวทุยเริ่มรู้สึกมึนอย่างเป็นที่สุด สายตาที่มองเห็นเด่นชัดเริ่มจะพร่าพรางลงอย่างลางๆ หากแต่ทว่า...

 “ลุกขึ้นเขมมิกา” อัศวินกระโดดตามลงมาแล้วก็ตรงมากระชากร่างของเขมมิกาให้ลุกขึ้นทันที ตอนนี้ปีศาจร้ายมันกำลังจะเข้าครอบงำร่างสูง แม้ว่าจะมองเห็นเลือดที่มันไหลอาบอยู่ที่ขมับศีรษะของหญิงสาวแต่เขาก็เลือกที่จะไม่สนใจ!

 จากนั้นอัศวินก็ลากเขมมิกาไปนั่งอยู่ที่ด้านหน้าของเรือใกล้พื้นที่บังคับเรือ อัศวินเดินไปทำหน้าที่บังคับเรือ แต่ทว่าเขากลับอยู่ที่ด้านในมีพื้นที่ที่ปิดกำบังลมที่มันพัดกระทบเข้าเรือ 

ส่วนเขมมิกาก็นั่งมึนศีรษะอยู่ที่หน้าเรือตากลมทะเล เลือดที่มันไหลออกมาในคราแรกก็ซึมออกมาเรื่อยๆ แม้ว่าจะพยายามไล่ความมึนงงออกจากหัวมากเท่าใด มันก็ไม่มีทีท่าว่าจะหลุดออกไปสักนิดแถมมันยังเพิ่มความรวดร้าวเพิ่มให้เธออีก แต่เขมมิกาก็ทำอะไรไม่ได้เลยมองไปข้างหน้าก็เป็นทะเลไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่รู้ว่าเขากำลังจะมุ่งหน้าไปที่ไหนกันแน่

 เวลาผ่านไปนับเกือบชั่วโมงเรือมันก็ยังคงแล่นอยู่บนท้องทะเลกว้างมองไปทางไหนก็ไม่รู้ว่าเขากำลังจะมุ่งไปที่ไหน สายตาของเธอเหลียวมองไปที่อัศวินครั้งแล้วครั้งเล่า 

แต่ทว่าสิ่งที่ได้คืนกลับมากลับเป็นเพียงแววตาที่แสนว่างเปล่าไร้ความรู้สึก เลือดที่ไหลซึมในคราแรกตอนนี้คราบเลือดที่มันไหลย้อยลงมาเริ่มจะแห้งกร้านติดไปกับใบหน้าของเธอ แต่ที่ปากแผลมันไม่มีทีท่าเลยว่าจะมีเกล็ดเลือดมาปิดลงให้เลือดมันหยุดไหลเลยสักนิด

 ‘ครื้น ครื้น ครื้น’

 เสียงฟ้าบนท้องนภาเริ่มคำรามส่งเสียงประท้วงว่าฝนตกหนักกำลังจะมาเยือน แต่เรือนี้มันยังคงแล่นอยู่บนทะเลกว้างอยู่เลย ดวงใจของเขมมิกาเริ่มหวาดหวั่นกลัวว่าจะมีพายุเข้าหากมันเป็นเช่นนั้นคงจะไม่เป็นสิ่งที่ดีแน่ เธอจึงตัดสินใจเดินไปบอกแก่อีกคนที่กำลังบังคับเรือลำนี้อยู่ แต่ทว่าเมื่อเธอพยายามพยุงตังเองมาถึงเขา สายตามก็หันมามองอย่างไม่ชอบใจ

 “คะ...คุณวิน”

 “มีอะไร!” ร่างหนาหันมาตอบเสียงห้วนเข้มใส่เขมมิกาที่เดินมาด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดแห้งกร้าน ริมฝีปากแห้งผากเนื่องจากเสียเลือดออกมาไม่น้อย

 “คุณกำลังจะไปไหน ฉันว่าเรารีบเข้าฝั่งเถอะค่ะ พายุน่าจะเข้า” เธอมาเตือนเขาเกรงว่าหากมันจะเป็นดั่งที่เธอพูดจริงๆมันคงจะไม่ใช่การดีแน่ๆ ยิ่งหากเรือที่นั่งมานี้มันควบคุมทิศทางเรือไม่ได้ด้วยแล้วคงจะยิ่งอันตรายกันเข้าไปใหญ่

 “ไม่ต้องมาสั่ง ฉันรู้ดีว่ามันกำลังจะเกิดอะไรขึ้น” เหลียวสายตามามองเขมมิกาที่กำลังยืนจับขอบประตูทางเข้ามาในพื้นที่บังคับเรือแน่น

 “กลับไปที่ของเธอซะ”

 “ฉะ...ฉันกลัว” นัยน์ตาของเขมมิกาฉายชัดด้วยความรู้สึกกลัวจับใจ กลัวว่าถ้าเขายังดันทุรุงต่อไปมันจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นได้ แต่ทว่าคำพูดของเธอยังไงมันก็คงไม่อาจจะหยุดห้ามความคิดของเขาได้เลย อัศวินยังคงมุ่งหน้าต่อไป ไม่เคยหันมาเหลียวและมองคนที่เริ่มจะหมดแรงจากความเจ็บร้าวที่มันประทั้งเข้าที่หัวข้างซ้ายเลยสักนิด

 “กลับไปเขมมิกา ไม่งั้นฉันจะหยุดเรือแล้วปล่อยเธอลงกลางทะเลซะ!” เขาไม่มีทางที่จะยอมโอนอ่อนให้กับผู้หญิงคนนี้ แม้ว่าปากของสาวเจ้าจะพร่ำบอกอยู่ร่ำไรไปว่า ‘เธอกลัว’ แต่สำหรับคนอย่างเขายิ่งเห็นความหวาดกลัวของเขมมิกามากขึ้นเท่าไรมันก็เปรียบเสมือนของหวานที่ได้กินหลังอาหารคาว

 “แต่พายุกำลังจะเข้า ตรงนั้นมันไม่มีอะไรกันฝนได้แม้เพียงเล็กน้อย”

 “แต่เธอก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามานั่งอยู่ในนี้ เพราะมันไม่ใช่พื้นที่ของเธอ!” ภาพแห่งความทรงจำปะทะประทั่งเข้ามาภายในสมองหยักหนา ภาพของวิชุดาปรากฏเด่นชัด เธอกำลังนั่งอยู่เคียงข้างเขาใกล้ๆ ในขณะที่เขาเองก็กำลังประจำตำแหน่งเป็นคนบังคับเรือพาสาวเจ้าไปในดินแดนที่แสนสุข 

ดินแดนที่ในยามนี้เหลือไว้ให้เพียงแค่ความทรงยิ้ม รอยยิ้มหวานๆของวิชุดามันยังคงตราตรึงไม่จางหายสายตาที่แสนอ่อนโยนยามที่ได้มองหาก็สุขใจจนล้นที่จะเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้

 “ดะ...ได้โปรดเห็นใจฉันสักครั้ง” หากว่าในตอนนี้เรือลำนี้มันไม่แล่นอยู่กลางทะเลกว้างเธอจะไม่อ้อนวอนร้องขอให้เธอได้นั่งหลบฝนอยู่ที่นี่เลย ขอร้องล่ะ ให้เธอได้เข้าพักพิงร่างกายนี้เถิด ใจมันกลัวแสนกลัว อีกทั้งยังหนาวสะท้านไปทั้งอก เรี่ยวแรงที่จะพยุงตัวเองไว้มันก็แทบจะไม่มีเลย ขอให้เธอได้นั่งอยู่ในนี้ก็ยังดี ไม่อยากจะออกไปเผชิญหน้ากับคลื่นทะเลที่มันซัดกระทบเข้าเรือพร้อมด้วยพายุที่กำลังจะก่อตัวขึ้น

 “มันไม่มีที่ว่างสำหรับเธอ”

 ทั้งๆพื้นที่ที่มองเห็นอยู่มันก็ปรากฏอย่างเด่นชัดเต็มๆทั้งสองตาว่ามันเพียงพอที่จะให้เขมมิกาเข้าไปนั่งอยู่ได้ แต่ทว่าดวงใจที่มันแข็งกระด้างจนเกินไปจึงเอ่ยปฏิเสธออกมาโดยไม่ได้คิดไตร่ตรองอะไรเพียงนิด ส่วนเขมมิกาหากว่าเขาไม่ยินยอม เธอจะไปพร่ำยืนร้องขออีกต่อทำไม ในเมื่อวิงวอนไปมันก็เท่านั้น ในเมื่อจิตใจหยาบกระด้างของเขาไม่เคยมีคำว่าเมตตาต่อเธอเลย

 เขมมิกาตัดสินใจพาตัวเองเดินออกไปไกลคนใจร้ายที่เพียงแค่ที่นั่งเล็กๆเพียงที่หนึ่งให้ได้หลบฝนในยามนี้ก็ให้กันไม่ได้ เธอย้ายตัวเองมานั่งขดตัวหลบมุมอยู่ที่ข้างๆเรือเผื่อว่ามันอาจจะช่วยบรรเทาหยาดฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาได้

 แต่ทว่าผ่านไปได้ไม่เกินสิบนาทีสายฝนที่โปรยปรายในคราแรกตอนนี้มันเริ่มเปลี่ยนแปลงเป็นเทกระหน่ำหนักขึ้น หนักขึ้น ราวกับว่าฟ้ารั่วอย่างไงอย่างนั้น สายตาของเขมมิกาเริ่มล่อกแล่กหวาดกลัวต่อสิ่งที่เกิดขึ้น หากทว่าในยามนี้ทั้งสองอย่างมันเกิดขึ้นคนละเวลาและคนละสถานที่หัวใจดวงน้อยนี้จะไม่หวั่นไหวคร่ำครวญอยู่เช่นนี้เลย เนื้อตัวของเธอเริ่มสั่นเทามากยิ่งขึ้นพลันสมองก็นึกถึงเรื่องราวครั้งที่มันผ่านมาเมื่อนานมาแล้ว

เมื่อเจ็ดปีที่ผ่านมา

      ครื้น ครื้น ครื้น

เสียงของฟ้าที่มันร้องประท้วงก้องไปทั่วผืนฟ้า เรียกความสนใจกับกลุ่มนักศึกษาที่กำลังทำกิจกรรมรับน้อง สายตาทุกคนต่างพากันแหงนมองขึ้นมองท้องฟ้าในยามนี้ กิจกรรมที่จัดขึ้นมันกำลังสนุกเข้าด้ายเข้าเข็มแต่ทว่าดันมีมารเริ่มจะมาล่มงานนี้เสียแล้วสิ

      *“น้องๆครับ เดี๋ยวเราจะเอาเรือเข้าฝั่งกันนะเพราะดูเหมือนว่าพายุจะเข้า”* เสียงแห่งความผิดหวังดังระงมเมื่อต้องยุติกิจกรรมทั้งหมดลงอย่าน่าเสียดาย แต่จะให้ทำเช่นไรได้ในเมื่อตอนนี้เมฆครึ้มกำลังก่อตัวลอยเด่นอยู่ทั่วเต็มไปหมด

      *“ดาๆเห็นโทรศัพท์เขมมั้ย”* เขมมิกาหน้าตาที่เปรอะเปื้อนไปด้วยสีของการรับน้องของรุ่นพี่ ถามหาโทรศัพท์ของตัวเองมันหายไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ จะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่จะหยิบขึ้นมาปิดเครื่องเพราะท้องฟ้าในตอนนี้มันดังสนั่น หากจะเปิดทิ้งไว้มันก็คงจะไม่ดี ยิ่งตอนนี้อยู่เกือบกลางทะเลเสียด้วย

       *“ไม่เห็นนะ เขมลองไปเดินดูทั่วเรือแล้วหรือยัง”* ปานธิดาที่สภาพของเธอก็ไม่ได้ต่างกันไปจากเพื่อนสาวหันไปตอบเพื่อน

       ยังเลย

       งั้นเดี๋ยวดาไปช่วยหาเป็นเพื่อน แล้วจำได้มั้ยว่าลืมทิ้งไว้ที่ไหน

       *“ไม่อ่ะ”* เขมมิกาปฏิเสธพร้อมกับพยักหน้าตอบ

       โอเค งั้นเดี๋ยวดาช่วยหา เดี่ยวเขมไปดูที่หน้าเรือนะ เดี๋ยวดาจะไปดูที่ท้ายเรือให้

       *“จ๊ะ”* ว่าแล้วทั้งสองก็เดินแยกกันไป คนบนเรือนั้นแสนจะเริ่มชุลมุนขึ้นเมื่อสายฝนมันเริ่มทิ้งตัวลงมาจากฝากฟ้า ข้าวของทุกอย่างถูกเคลื่อนย้ายเข้าพื้นที่หลบฝน ต่างช่วยกันคนละไม้คนละมือไม่เว้นแม้แต่คนที่กำลังกระวนกระวายที่โทรศัพท์นั้นหายไป พอช่วยยกได้จนเกือบเสร็จก็ละตัวออกมาตามหาสิ่งที่สูญหายต่อมันคงจะไม่อยู่ใกล้ไกลเนี่ยแหละ

        ไปอยู่ไหนเนี่ย

เขมมิกาเดินดูทั่วหน้าเรือ ค้นแทบทุกซอกทุกมุมเท่าไรก็หาไม่เจอเสียที ไม่รู้ว่ามันไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหนกัน*?* ออกมาเถิดหนา ให้สายตาคู่นี้ได้มองเห็นมันเสียเถิด

       เขมนะเขม ลืมทิ้งไว้ตรงไหนเนี่ย

ทางด้านของปานธิดาก็เช่นกันหลังจากที่ช่วยขนของหลบฝนเธอก็มุ่งหน้ามาหาของให้กับเขมมิกา สายตาคู่ใสกวาดมองไปทั่วท้ายเรือ มือนั้นก็คว้าควานหาไปทั่วสะเปะสะปะ จนสุดท้ายแล้วสายตามันก็กระทบเข้ากับแสงวาวๆคล้ายหน้าจอที่มันกระทบเข้ากับแสงไฟของเรือ ปานิดาไม่รีรอที่จะหยิบมันขึ้นมาทัน

        *“เจอแล้วๆ”* น้ำเสียงดีใจที่หาอยู่นานกว่าจะเจอ สุดท้ายก็มานอนแอ่งแม้งอยู่ตรงนี้นี่เองทำเอาเหงื่อแทบตกกันเลยนะ จากนั้นเธอก็เดินไปหาเขมมิกาที่ตอนนี้ก็คงจะกระวนกระวายตามหาโทรศัพท์เครื่องนี้เหมือนกัน

       *“ปัง!”*     

เสียงของกระทบกันเข้าอย่างแรงจนเกิดเสียงดังลั่น สนั่นทั่วทั้งพื้นที่ ทุกคนบนเรือต่างตกใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่*?*

       *“ว๊าย!”* เสียงของปานธิดาเสียหลักที่อยู่ดีๆเรือที่แล่นอยู่ก็เกิดการโครงเครงอย่างแรง

 *“เมื่อกี้เรือชนโขดหิน ไม่มีความเสียหายอะไร สบายใจได้นะครับทุกคน”* รุ่นพี่กล่าวบอกทุกคนที่กระวนกระวายว่ามันเกิดอะไรขึ้น

จากนั้นแล้วปานธิดาก็เดินไปหาเขมมิกาที่อยู่ด้านหน้าของเรือลำนี้ สาวเท้าเร็วๆเพื่อจะไปบอกว่าเจอในสิ่งที่กำลังค้นหาแล้ว เขม

เขมมิกาหันมามองตามเสียงเรียกของปานธิดาที่ตะโกนเรียกมาแต่ไกลพร้อมทั้งในมือของสาวเจ้านั้นกำลังชูโทรศัพท์ของเธอไว้ในมือ ใบหน้าของเขมมิกายิ้มออกทันทีเมื่อรู้ว่าสิ่งที่หาได้พบแล้ว แต่ทว่าระหว่างนั้นลมพายุมันเริ่มพัดเข้ามารุนแรงขึ้น

        ปัง!”

คลื่นทะเลซัดเข้ากระทบเรืออีกครั้ง แถมครั้งนี้มันยังรุนแรงกว่าครั้งแรกที่พาถึงขนาดให้เรือลำนี้ควบคุมทิศทางไปอยู่แล้วกระทบเข้ากับโขดหิน ลมที่พัดพาให้ข้าวของในเรือเริ่มเคลื่อนย้ายโดยไม่ต้องพึ่งพาเรี่ยวแรงของมนุษย์ หลายๆคนเริ่มจะยืนได้ไม่ตรงทางควบคุมตัวเองไม่ได้

        ทุกคนรีบเข้าไปข้างในก่อนครับ ลมเริ่มพัดแรงขึ้นแล้ว

        *“เขมเข้าข้างในเถอะ ตรงนั้นอันตราย”* ปานธิดาเรียกเขมมิกาให้เข้าไปข้างในเพราะในส่วนที่เขมมิกายืนอยู่นั้นมันเป็นส่วนที่มันตารายเพราอยู่ด้านหน้าสุดของเรือ

     จ้า

แต่ทว่าพูดยังไม่ทันขาดคำ เรือลำนี้มันเริ่มโครงเครงควบคุมทิศทางของเรือไม่ได้อีกครั้ง คลื่นใหญ่ก็ซัดกระทบเข้ากับเรือจนร่างของเขมมิกาเริ่มจะทรงตัวไม่อยู่ มือของเธอพยายามควานหาที่ยึดเกาะไว้เป็นหลัก แต่ทว่าสิ่งที่คว้าได้ มันกลับเป็นเพียงแค่อากาศที่ล่องลอยอยู่ เขมมิกาไร้การยึดกับสิ่งยึดแน่น ดวงหน้าเผยความตกใจที่ร่างนี้ไม่อาจจะควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป...

       ว๊าย!!!”

      ตู้ม!!!”

ร่างของเขมมิการ่วงลงสู้ผืนน้ำเค็มที่กำลังมีคลื่นสาดซัดเข้ามากระทบเข้าที่เรืออย่างรุนแรง*!*

       เขม!!!”

ภาพทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเห็นอย่างเต็มทั้งสองตาของปานธิดา เธอเห็นในขณะที่เขมมิการ่วงลงสู่ท้องทะเลด้านล่าง ดวงใจของปานิดาเต้นไม่เป็นส่ำ เธอทั้งตกใจและหวาดกลัวว่าเขมมิกาจะเป็นอะไร เร็วกว่าความคิดปากสาวก็รีบตะโกนบอกคนบนเรือทันที ใจนั้นวิงวอนขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ได้โปรดเถิด อย่าให้เพื่อนของเธอเป็นอะไรไปเลย ผู้หญิงคนนั้นเป็นดั่งดวงใจอีกดวงของเธอ เขมมิกาเป็นคนดีได้โปรดฟ้าอย่ามาฟากเธอคนนี้ไปจากพวกเราเลย *‘ฉันขอร้อง’* น้ำตาใสทั้งสองข้างร่วงรินออกมาจากดวงตา...

       *“ช่วยด้วยค่ะ!* ช่วยด้วย*!* มีคนตกน้ำ ช่วยด้วย*!!!!”* เสียงคล้ายเป็นเสียงกรี๊ดร้องก็ไม่ปาน

ด้านร่างของคนที่กำลังตะเกียดตะกายอยู่ในทะเลกว้าง พยายามผลักดันตัวเองเพื่อให้มีชีวิตรอดน้ำทะเลที่มันแสนน่ากลัวมันยังรุนแรงอยู่เป็นระลอกๆ คลื่นสูงพัดพานให้ร่างของเธอยากลำบากต่อการช่วยเหลือตัวเองมากนัก แต่ทว่าตะเกียดตะกายอยู่ได้ไม่นานเรี่ยวแรงที่มีอยู่มันคล้ายว่าเริ่มจะหมดลงไปเรื่อยๆแล้ว เธอเริ่มจะอ่อนแรงลง...อ่อนแรงลง...

คล้ายกับว่ากำลังมีใครมาฉุดรั้งให้เธอดำดิ่งลงสู้ก้นบึ้งของทะเลลึก สายตาเศร้านี้กำลังวิงวอนร้องขอปาฏิหาริย์ ได้โปรด... เธอยังไม่ได้อาจจะทดแทนบุญคุณบุคคลที่เลี้ยงดูอุ้มชูเธอมาเลยสักนิด อย่างเพิ่งมาทวงเอาชีวิตนี้กลับคืนเลย ขอให้เธอได้อยู่ต่อทดแทนสิ่งที่มันจำเป็นก่อนเสียเถิดแล้วในยามนั้น เธอจะไม่ฉุดรั้งร่างนี้ไว้เลย...ขอร้อง...

      *“อึก!* ชะ...ช่วยด้วย*!* ช่วยด้วย*!”* เสียงที่มันโผล่พ้นน้ำมาเพียงแค่ศีรษะกับช่วงไหล่อีกเล็กน้อยตะโกนเรียกขอความช่วยเหลือจากคนบนเรือ

      ตู้ม!”

ดั่งเป็นเสียงแห่งความหวังเมื่อมีคนใจดีเริ่มวิ่งลงมาช่วยเธอให้พ่นจากทะเลนี้เสีย ใบหน้านั้นฝืนยิ้มน้อยๆ ยังไงแล้วฟ้าก็ยังไม่ใจร้ายมาทวงเอาชีวิตของเธอคืนไป...ดั่งคำที่วิงวอนและร้องขอ

  “เปรี้ยง!”

  “กรี๊ด!”

  มือของเขมมิกายกขึ้นมาปิดแนบสนิทที่หูทั้งสองข้างไว้อย่างแนบแน่น เหตุการณ์ในวันนั้นมันค่อยตอกย้ำความอ่อนแอนี้อยู่ร่ำไป หัวใจเธอหวั่นไหว เต้นแรงจนแทบจะผิดปกติ ดวงหน้าล่อกแล่กหันซ้ายทีขวาทีราวกับคนกำลังจะเสียสติ หนทางเดียวที่เธอมีในตอนนี้คือ...ผู้ชายใจร้ายคนนั้น...


  เขมมิกาพาร่างของตัวเองมาร้องขอต่อเขาอีกครั้ง เธอยันกายให้ลุกขึ้นเดินไปข้างหลังพยายามพยุงไม่ให้ซวนเซมากที่สุด เพราะในตอนนี้ทะเลมันกำลังโหมกระหน่ำซัดเข้าเรืออย่างบ้าคลั่ง อัศวินก็พยายามบังคับเรือให้ไปตามทิศทางที่กำหนดมากที่สุด เขานึกหัวเสียที่สุด 


เมื่ออยู่ดีๆ ลมทะเลมันก็เริ่มแรงขึ้น จนควบคุมเรือลำนี้ได้ยากยิ่ง คลื่นกระหน่ำซัดเข้ากระทบเรือ สายตาคมจ้องมองร่างของเขมมิกาที่เปียกปอนกำลังจะเดินมุ่งหน้ามาทางนี้ ครั้งนี้เขาจะไม่ปฏิเสธให้สาวเจ้าได้มาหาที่หลบภัยเพราะจากสภาพข้างนอกแล้วมันไม่น่าทนอยู่ด้านนอกได้


  “ครื้น ครื้น ครื้น”


 “เปรี้ยง!”


  แต่ทว่าคนที่กำลังจะเดินไปหาอัศวินอย่างเขมมิกาเริ่มที่จะทรงตัวไม่อยู่เสียแล้ว ลมมันพัดแรงจนเกินไปบวกกับเสียงสายฟ้าน่ากลัวมันดังสนั่น ภาพของเส้นฟ้าที่ผ่ากลางลงมาที่ผืนทะเลกว้างที่ไกลออกมา เธอเห็นมันชัดๆทั้งสองตา มือนั้นหาที่ยึดแน่นให้กับตัวเองไว้เพราะกลัวจนสุดใจหากเธอร่วงลงไป มันจะเป็นเช่นไรเพียงแค่นี้ฝันร้ายนั้นมันก็เข้ามาย้ำเตือนอยู่ตลอด


 “คุณวิน” เสียงนี้พร่ำเรียกหาเขา ใจนึกถึงเขาอย่างจับใจ อยากจะขอความเมตตาดูสักครั้ง


  เขมมิกาเนื้อตัวเริ่มสั่นทิ่มเพราะอากาศและอุณหภูมิในร่างกายที่มันเปลี่ยนไป เธอยังเดินไปหาเขาอย่างหวาดหวั่น แต่ทว่า!


  “ปัง!”


  “ว๊าย!!!”


  มันเสมือนเป็นประวัติซ้ำรอย เรือลำนี้มันแล่นชนเข้ากันโขดหินขรุขระเพราะลมที่คล้ายจะพัดอย่างรุนแรงขึ้นจนเรือเกิดเสียการควบคุม ซ้ำเขมมิกายังไม่อาจที่จะพาตัวเองไปถึงเขาได้ก็กระเด็นกระดอนไปชนเข้ากับข้างเรือจนจุกเจ็บไปทั้งตัว เพียงแค่จะยืนหยัดตัวเองขึ้นหัวใจดวงนี้มันยังไม่กล้าพอเลย


 แล้วนับภาษาอะไรที่จะให้เธอเดินไปถึงเขาได้ แม้ว่าจะหวั่นเกรงแค่ไหนแต่เธอก็ไม่ปล่อยให้น้ำตามันรินไหลออกมาเพราะเพียงแค่ตอนนี้ใบหน้าของเธอมันก็เปียกชุ่มไปทุกอณูแล้วคงจะไม่มีพื้นที่ให้สายน้ำจากดวงตาไหลออกมาเพิ่มหรอก


  สายตาคมที่เหลียวมองเขมมิกาเป็นระยะนึกเป็นห่วงสาวเจ้าขึ้นมาฉับพลัน เขามองเห็นทุกอย่างที่เธอกำลังเผชิญทั้งตอนที่นั่งหลบมุมกลัวอยู่ข้างเรือหรือแม้แต่ตอนที่คลื่นมันซัดลมมันแรงจนร่างนั้นกระเด็นกระดอนชนเรือจนจุก


 “ลุกขึ้นมาเขมมิกา!” เสียงเข้มที่มันดังกร้าวขึ้นท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ เสียงร้องของฟ้าร้องก้องลั่นไปทั่วทุกอณู รวมทั้งแสงไฟวาบแล่บบนท้องฟ้าที่ผ่าแสกลงมายังผืนปฐพี


   เสียงนั้นคล้ายกับเสียงสวรรค์ก็ไม่ปาน อัศวินตั้งหมวดให้เรือควบคุมทิศทางเองอัตโนมัติเพียงครู่ ก่อนที่เขาจะรีบพาตัวเองฝ่าลมฝนเดินมาหาเขมมิกา ทางด้านสาวเจ้าพอเห็นว่าเป็นเขาแล้วความหวังของเธอมันก็ค่อยผุดๆขึ้นมาทีละน้อย ทีละน้อย ดวงหน้าที่เศร้ากลับรอบแอบยิ้มด้วยความดีใจ 


ดังนั้นเธอจึงพยายามพาตัวเองให้ลุกขึ้นให้ได้ อัศวินคอยมองการกระทำของสาวเจ้าที่มันทั้งหวาดหวั่นและคล้ายว่าจะมีแรงกล้าหาญในตัว


     “ยื่นมือมา” มืออีกข้างกำลังยึดจับไว้กับเสาของเรือที่มันแข็งแรงที่พอจะให้มือยาวๆของเขาจับสัมผัสมันไว้ได้


  เขมมิกาทำตามที่เขาสั่งทันที เธอยื่นมือออกไปหมายจะสัมผัสฝ่ามือหนาที่ยื่นออกมา แต่ทว่า!...


  “ปัง!”


 “ตู้ม!!!” เพราะสาวเจ้าหาได้มีสิ่งใดที่ยึดให้มั่นคงไว้บวกกับการที่เธอยืนอยุ่ีท่สีข้างของเรือทำให้ร่างนั้นพลันตกลงไปในเบื้องเเห่งน้ำทะเลสีฟ้าที่สาดกระเซ้นซัดเข้าเรือ


 “เขมมิกา!!!”


 เขมมิการ่วงลงสู่น้ำทะเลลงไปต่อหน้าต่อตาของอัศวิน หัวใจหนามันสั่นระริก ดวงตาเบิกกว้างตกใจกับสิ่งที่เห็นอยู่เต็มๆตา เขาเกือบจะคว้ามือนั้นไว้ได้แล้วมันเพียงแปลายนิ้วชี้เท่านั้น


 แต่ทว่าเรือที่ควบคุมเองอัตโนมัติมันกลับเสียการควบคุมชนเข้ากับโขดหินอีกครั้งจนร่างนั้นร่วงหล่นลงไป! หัวใจของเขามันหล่นวูบลงไปที่ตาตุ่ม อัศิวนแทบจะทำอะไรไม่ยามเมื่อเห็นคนที่ปากบอกว่าเกลียดนักหนากำลังจะจมดิ่งลงก้นทะเลลึก


  “ชะ...ช่วยด้วย!” เสียงนั้นมันตะโกนออกมาจนสุดเสียง


  เขมมิกาที่ร่วงลงมาที่ทะเลโดยที่เธอไม่อาจได้ตั้งตัว คิดว่าเรื่องราวเดิมๆเช่นนี้มันจะไม่เกิดขึ้นอีกเสียแล้ว แต่ทำไมกัน? สีหน้าสาวเจ้าตกตื่น เธอรีบตะเกียดตะกายให้ชีวิตนี้มันรอดออกไปจากทะเลคลั่งนี้เสียที ใจนั้นเฝ้าภวังค์คิดถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ทุกสิ่งอย่างมันแวบเข้ามาในหัวราวกับว่ามีใครกำลังกดชัตเตอร์ให้มันชัดเจนมากยิ่งขึ้น หรือมันถึงเวลาที่ฟ้าจะมาทวงขอคืนชีวิตนี้ไปจากเธอแล้วหรือ...?


 ร่างที่เริ่มไร้เรี่ยวแรงคอยๆจมดิ่งลงเรื่อยๆ แม้ว่าเธอจะพยายามมากแค่ไหนมันก็เหมือนว่าจะไม่เป็นผลเสียที ดวงตาที่เริ่มจะพร่ามัวอยู่ท่ามกลางสายน้ำในทะเลกว้างเริ่มจะปิดลงเสียเต็มทนแล้ว ร่างนี้มันคล้ายว่ากำลังจะล่องลอยอยู่ในห้วงอากาศกว้าง...


 “ตู้ม!!!”


 เสียงน้ำสาดกระเซ็นดัง อัศวินทิ้งทิฐิที่มีไว้ข้างหลังมุ่งหน้าทิ้งตัวลงไปที่ทะเลกว้าง ดำผุดดำว่าย พยายามใช้สายตากวาดหาร่างของเขมมิกาที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าสาวเจ้าหายไปไหนแล้ว อัศวินตัดสินใจดำลงไปที่ใต้น้ำอีกครั้ง สมองหนาเริ่มประมวลผลพร้อมทั้งสายตาก็ควานหาไปทั่วเพราะว่ามันเป็นในยามค่ำคืนบวกกับทั้งฝนก็ยังตกลงมาไม่ขาดสายจึงทำให้เขาหาเธอได้ยากนัก


 “เขมมิกา!” โผล่พ้นขึ้นเหนือน้ำตะโกนเรียกชื่อของหญิงสาวกร้าว แล้วก็ดำดิ่งลงไปอีกครั้งแต่ทว่าครั้งนี้เขาดำลงไปนานกว่าครั้งไหนๆ หัวใจที่มันหวาดหวั่นกลัวว่าสาวเจ้าจะเป็นเช่นไรไป หัวใจมันเต้นหน่วงไม่เป็นจังหวะ เขาน่าจะเชื่อในคำพูดของเขมมิกาในยามนั้น แต่เพราะว่าความทะนงตัวมันมีมากกว่าจึงไม่คิดยอมรับฟัง


 อัศวินดำน้ำเค็มอยู่นาน แต่แล้วในที่สุดสายตาคมก็มองเห็นร่างที่มันกำลังไร้สติของเขมมิกาที่กำลังร่วงลงสู่พื้นล่างเรื่อยๆ อัศวินมุ่งตรงรีบว่ายน้ำเข้าไปใกล้ร่างนั้นแล้วเอามือหนารวบกอดเธอไว้ในลำแขนแกร่งแน่นราวกับว่ากลัวว่าร่างนี้จะหลุดลอยหายไป 


ใจเขาก็เริ่มเบาลงมาได้เพียงแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้นเพราะเขาดูไม่ออกเลยว่าเขมมิกาตอนนี้มีสภาพร่างกายจะเป็นอย่างไรบ้าง ได้โปรด! อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปเลย!...


 “เขม! เขม!” 


อัศวินพาร่างของเขมมิกาย้ายขึ้นมาบนเรืออย่างเหนื่อยหอบเนื่องจากมีแรงรั้งของน้ำที่มันชุ่มช่ำเต็มไปทั้งตัวของเขาและเธอ อัศวินตะโกนเรียกชื่อของเขมมิกาก้อง เเต่ไม่มีทีท่าเลยว่าสาวเจ้าจะตอบรับกลับมา ซึ่งหนทางสุดท้ายของเขาก็คือการยื้อชีวิตของผู้หญิงคนนี้ไว้!


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น