หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

สวัสดีค่ะ ช่วงนี้ขออนุญาตปรับลดตอนเรื่อง ลิขิตรักข้ามภพ เป็นวันละ 1 ตอน เมื่อเพิ่มตอนแล้วจะแจ้งให้ทราบทันที ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

บทที่ 36 โต้กลับอย่างไร้ซึ่งทางเลือก

ชื่อตอน : บทที่ 36 โต้กลับอย่างไร้ซึ่งทางเลือก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.7k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ต.ค. 2561 15:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 36 โต้กลับอย่างไร้ซึ่งทางเลือก
แบบอักษร

พอตื่นขึ้นมาในยามเช้าก็พบว่ารู้สึกสดชื่นขึ้นมาก นางออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้ออยู่หลายครั้งภายในห้อง ก่อนที่จะก้าวออกจากประตูไป

หลายวันมานี้เคราะห์ร้ายทั้งหลายได้ถูกปัดออกไปจนหมดสิ้น ชิงเซี่ยก้าวออกไปลงสลักกลอนประตูจากด้านใน ก่อนจะหันกลับมาจับกระดาษและพู่กัน เริ่มต้นทำงาน

หญิงสาวปีนขึ้นกำแพงอย่างระมัดระวัง ดีก็ตรงที่อากาศของทางตอนใต้นั้นอบอุ่น แม้ว่าจะอยู่ในช่วงของฤดูหนาว แต่ก็ยังมีป่าไม้เขียวชอุ่มให้เห็น หลังจากที่ชิงเซี่ยเตรียมความพร้อมสำหรับการซ่อนตัวของตนแล้ว จึงได้เริ่มสังเกตสถานที่ที่ตนอยู่อย่างตั้งใจ

ทิศตะวันตกเป็นทิศทางของประตูทางเข้าใหญ่ เทียบกับทิศอื่นแล้ว มีองครักษ์ประจำการอยู่มากกว่าที่อื่นเป็นจำนวนมาก จากที่ดูแล้วมีราวๆ ยี่สิบกว่านาย ทุกนายมีอาวุธพร้อมมือ ยืนประจำการอยู่ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ทว่าพอหันไปมองทางด้านเก้านาฬิกา จากร่องรอยการกดทับบนใบหญ้า ก็พอสรุปได้ว่าด้านนั้นมีองครักษ์เงาแฝงตัวประจำการกันอยู่

ทางทิศเหนือติดกับทะเลสาบขนาดใหญ่ แต่ก่อนด้านบนทะเลสาบมีสะพานแขวนที่เป็นเอกลักษณ์อยู่ ทว่านับตั้งแต่ที่ชิงเซี่ยเข้ามาอาศัยที่นี่ มันก็ถูกรื้อถอนทิ้งจนหมดสิ้นแล้ว ในฤดูกาลนี้การลงไปว่ายน้ำในทะเลสาบที่หนาวจนเข้ากระดูกโดยที่ไม่มีอุปกรณ์ดำน้ำคอยช่วย ก็ไม่ต่างอะไรกับการลงไปหาที่ตาย ทางนี้จึงตัดทิ้งไปได้เลย

ทิศใต้ดูไปแล้วเหมือนกับไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เป็นส่วนของตำหนักที่พักอาศัย มีคนเข้าออกอยู่ตลอดเวลา เทียบกันกับที่นี่แล้วทางนั้นดูมีชีวิตชีวากว่ากันมาก หากแต่ชิงเซี่ยได้เฝ้าสังเกตอย่างระมัดระวังแล้ว ก็พบว่ามีองครักษ์เงาประจำการอยู่นับสิบกว่านายทีเดียว ส่วนตึกทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ที่มองไปคล้ายเป็นเพียงหอคอยที่ถูกประดับตกแต่ง แท้จริงแล้วนั้นก็ซุกซ่อนความลับเอาไว้เหมือนกัน กล่าวถึงเรื่องของการแฝงตัว ทางที่ดีคือต้องรวดเร็วและไม่ให้อีกฝ่ายได้ทันตั้งตัว แต่จากที่มองดูแล้ว ตอนนี้มีคนมากมายกำลังตั้งตารอให้นางออกไป ในสถานการณ์ที่มีองครักษ์แอบซ่อนอยู่เช่นนี้ ต่อให้นางมีทักษะดีแค่ไหน ก็ไม่กล้าออกไปอวดอ้างแม้เพียงนิด

สุดท้ายก็เหลือเพียงกำแพงทางด้านทิศตะวันออกเท่านั้น ด้านหลังของกำแพงเป็นป่าลึก พระราชวังฉู่ต่างกับพระราชวังต้องห้ามที่ชิงเซี่ยเคยเห็นในยุคปัจจุบันค่อนข้างมาก ที่นี่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมชาติ ไม่เพียงมีพื้นที่ที่กว้างใหญ่ไพศาล ส่วนของตัวสวนเองก็มีบรรยากาศตามแบบฉบับของสวนจีนโบราณแบบเจียงหนาน น้อยนักที่จะเห็นประติมากรรมที่มาจากฝีมือมนุษย์ ที่แปลกก็คือ ด้านนี้เองก็มีองครักษ์เงาซุ่มอยู่ไม่น้อย มิหนำซ้ำยังมีหน่วยทหารลาดตระเวนเดินอยู่บริเวณรอบๆ ด้านล่างของกำแพงอีก ด้านล่างของกำแพงถูกขุดเป็นร่องลึก เนื่องจากมันเชื่อมติดกับทะเลสาบทางทิศเหนือจึงเจิ่งนองไปด้วยน้ำ มองมาถึงตรงนี้ ชิงเซี่ยก็อดไม่ได้ที่จะชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่ใช่ว่าเมื่อวานเหอซุ่นส่งยาให้นางทั้งที่ยังยืนอยู่ในน้ำหรอกหรือ จริงอยู่ที่สภาพอากาศของหนานฉู่ค่อนข้างอบอุ่น แต่อย่างไรเสียนี่ก็ยังเป็นช่วงฤดูหนาว อุณหภูมิทั่วไปก็อยู่ที่ประมาณศูนย์องศา ในน้ำยิ่งต้องเยียบเย็นจนเข้ากระดูก คิดถึงจุดนี้นางก็อดรู้สึกดีๆ กับทหารที่จงรักภักดีอย่างหน้ามืดตามัวผู้นั้นไม่ได้

หลังจากสังเกตบริเวณโดยรอบไปแล้วรอบหนึ่ง ชิงเซี่ยจึงค่อยๆ หย่อนกายนั่งลงบนแผ่นหินในลานเรือน แล้วหยิบกระดาษกับพู่กันขึ้นมา เพียงครู่เดียวแผนผังของบรรดาตำหนักที่พักอาศัยจากทางทิศใต้ก็ถูกวาดขึ้น ภายในภาพยังเต็มไปด้วยสัญลักษณ์รูปวงกลมที่แทนตำแหน่งขององครักษ์ทั้งที่ยืนประจำการอยู่และองครักษ์เงาที่แฝงกายอยู่ จนดูเหมือนเป็นรูปของรังมดที่แสนแออัด ชิงเซี่ยขมวดคิ้วครุ่นคิดอีกชั่วครู่ อาศัยความสามารถในการจดจำที่ยอดเยี่ยมของนาง ไม่นานแผนผังของพระราชวังฉู่และรูปโครงสร้างของเมืองก็สำเร็จเรียบร้อย

บางทีนี่อาจเป็นความเคยชินของคนที่เป็นมืออาชีพก็ได้ เพราะทุกครั้งที่ไปเยือนเมืองๆ หนึ่ง ชิงเซี่ยก็มักจะหาเส้นทางหลบหนีที่ดีที่สุดเผื่อเอาไว้เสมอ หลังจากทำทุกอย่างเสร็จ ดวงอาทิตย์ก็เบนไปทางทิศตะวันตกเสียแล้ว ชิงเซี่ยเดินเลียบไปยังกำแพงทางด้านทิศตะวันออก อย่างที่คิด ตรงตำแหน่งเดียวกันกับครั้งก่อน มีห่อกระดาษน้ำมันวางอยู่ และบนเชือกเส้นบางก็ยังมีขวดสีแดงเลือดหมูถูกแขวนไว้อยู่เงียบๆ

ชิงเซี่ยใช้เวลาถึงสามวันเต็มในการจดบันทึกเวลาการเปลี่ยนเวรของพวกทหารยาม นางพบว่าเหล่าทหารยามกลุ่มนี้ใช้วิธีหมุนเวียนแบบสามกะ โดยเปลี่ยนกะทุกสี่ชั่วโมง จริงอยู่วิธีที่ฉู่หลีกำหนดขึ้นเรียกได้ว่าไร้ซึ่งช่องโหว่ แต่พอตกไปถึงมือของทหารยามเหล่านี้ ย่อมมีบ้างที่จะหย่อนยานลง เพราะอย่างไรเสีย ขบวนเฝ้ายามที่ใหญ่โตมโหฬารนี้ ก็เพียงเพื่อเฝ้าหญิงสาวที่ป่วยออดๆ แอดๆ ผู้หนึ่งเท่านั้น ทุกคนจึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก อีกทั้งฉู่หลีไม่สามารถบอกพวกเขาได้ว่าเขากำลังรอรัชทายาทฉีอันมาตกหลุมกับดักอีกครั้ง นี่จึงเป็นการเปิดโอกาสให้กับชิงเซี่ยโดยไม่รู้ตัว

นางใช้เชือกเส้นบางๆ ผูกขากางเกงกับรองเท้าปักผ้าไหมเข้าด้วยกัน จากนั้นก็มัดรวบผมยาวขึ้น แล้วนำกริชที่ทุกทีถูกซ่อนไว้บนร่างกายมาเสียบไว้ระหว่างขากางเกง สุดท้ายก็ผูกเชือกยาวติดเข้ากับต้นขา จากนั้นจึงปล่อยกระโปรงตัวใหญ่คลุมลงไป เพียงเท่านี้ทุกอย่างก็ถูกซ่อนเอาไว้อย่างแนบเนียน หลังจากจัดเตรียมทุกอย่างเสร็จก็เป็นเวลาที่ดวงจันทร์ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าพอดี หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทีหนึ่ง ก่อนเปิดประตูออกมา

เวลาเที่ยงคืน ดวงจันทร์กลมโตกระจ่างที่แผ่รัศมีความสว่างอ่อนๆ กำลังล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า ชายหนุ่มในชุดคลุมยาวลายมังกรยืนนิ่งอยู่ถัดจากลานเรือนไป ดวงตาทั้งคู่ที่พราวระยับดุจดั่งดวงดาวมองตรงไปยังชิงเซี่ยซึ่งยืนอยู่บริเวณปากประตู

“ดึกขนาดนี้แล้ว เจ้ากำลังจะไปที่ใดกัน?”

ชิงเซี่ยหัวใจกระตุกไปทีหนึ่ง นางรู้สึกตกใจยิ่ง แต่ถึงกระนั้นใบหน้ากลับไม่เปลี่ยนสี พลางกล่าวอย่างเย็นชาว่า “มาถึงตรงนี้แล้ว ท่านคิดว่าข้าจะยังไปที่ใดได้อีก?” ร่างกายที่ส่วนหนึ่งยังคงอยู่ในตัวเรือน เอียงตัวหยิบถ้วยใบหนึ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โชคดีนักที่บานประตูซึ่งเปิดอยู่ได้บดบังสายตาของอีกฝ่ายเอาไว้ ชิงเซี่ยถือถ้วยมองตรงไปข้างหน้าก่อนจะเดินออกมาจากเรือน พอถึงมุมเลี้ยวของเรือน นางก็เปิดฝาถังน้ำขึ้น ก่อนที่จะตักน้ำและเงยศีรษะดื่มมันลงไป

เห็นอย่างนั้น คิ้วหนาก็ขมวดแน่นขึ้นทันใด พลางเอายด้วยน้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความรู้สึกโกรธกรุ่นที่พยายามระงับเอาไว้ “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าป่วย”

“ฉู่หลี” ชิงเซี่ยเปิดปากช้าๆ แล้วค่อยๆ หันกลับมากล่าวด้วยรอยยิ้มเย็น “ท่านไม่ควรมาที่นี่”

ฉู่หลีใบหน้าอึมครึ้ม บรรยากาศดำมืดจากดวงตานานเข้ายิ่งล้ำลึก เขากล่าวเสียงหนัก “ควรหรือไม่ควรมา ใจข้าชัดเจนที่สุด"

ชิงเซี่ยส่ายหน้าช้าๆ พลางเอ่ยเบาๆ “เต๋าแตกต่างมิอาจร่วมทาง* จวงชิงเซี่ยกับท่านไม่ใช่คนบนเส้นทางเดียวกัน ท่านกักขังนางไว้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน หากแต่ในใจท่านมีนาง ไม่ช้าก็เร็วคงได้รับหายนะตามมา"

“จวงชิงเซี่ย เจ้าสำคัญตนมากเกินไปหรือไม่” ฉู่หลีส่งเสียงฮึเย็นชาออกมาทีหนึ่ง พลางกล่าวอย่างฉุนเฉียว “ที่ข้ามาที่นี่ ก็แค่อยากให้แน่ใจว่าเจ้ายังไม่ตาย สิ่งที่ฉีอันเคยทำไว้กับข้าในปีนั้น ไม่ช้าก็เร็วข้าจะเอามันคืนกลับไปเป็นร้อยเท่าพันเท่า!”

ชิงเซี่ยมองดูเขาอย่างนิ่งงัน ความรู้สึกเศร้าเอ่อล้นขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ จากมุมมองของคนนอก จวงชิงเซี่ยทรยศต่อฉู่หลีก็เพื่อรัชทายาทฉี หากฉู่หลีจะกักขังนางก็นับว่าสมควรด้วยเหตุผล ยิ่งในสังคมศักดินาเช่นนี้ ในช่วงแรกที่ฉู่หลีสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของนาง เขาสามารถป่นกระดูกของนางให้กลายเป็นผุยผงได้ด้วยซ้ำ ทว่าฉู่หลีกลับไม่ได้ทำเช่นนั้น เขาตั้งใจอย่างยิ่งที่จะพิสูจน์เรื่องนี้ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เพื่อให้จวงชิงเซี่ยได้มีโอกาสรอดชีวิต

บางทีเมื่อเทียบกับรัชทายาทฉีที่หลอกใช้งานผู้หญิงโง่คนนี้ ฉู่หลีต่างหากที่รักนางอย่างแท้จริง เพียงแต่เขาจะไม่เลือกทางที่ถูกต้อง ทว่าทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับนาง สิ่งที่นางให้ความสนใจก็คือ ฉู่หลีกำลังยืนอยู่ที่นี่ และนางไม่สามารถที่จะหลบหนีไปได้ในคืนนี้

“ท่านคิดจริงๆ หรือว่าฉีอันจะโง่เขลาถึงขนาดมาติดกับดักตื้นๆ เช่นนี้?” ชิงเซี่ยยกคิ้วขึ้น กล่าวเสียงดัง “หรือท่านคิดจริงๆ ว่าข้ามีคุณค่าถึงขนาดที่จะให้ชายผู้หนึ่งละทิ้งประเทศเพียงเพื่อมาช่วยเหลือข้า? เพียงแค่ท่านลองพิจารณาตัวท่านเองดู ท่านก็ควรจะรู้ว่านี่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้”

“เป็นไปได้หรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าหรือว่าข้า” มุมปากของฉู่หลีโค้งขึ้นอย่างมีเสน่ห์และชั่วร้าย พลางกล่าวเสียงเย็น “รู้หรือไม่ว่างานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งนี้ แคว้นฉีส่งใครมา? คนรักเก่าของเจ้า กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้แล้ว”

ชิงเซี่ยชะงักไปในทันใด ความประหลาดใจฉายผ่านใบหน้า พอฉู่หลีเห็นเช่นนั้นความโกรธของเขาก็พุ่งพล่านขึ้นทันที เขาหันกายกลับไปอย่างฉับพลัน พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ความต้องการที่จะหลบหนีของเจ้ามีความหวังแล้ว ดังนั้นอย่าทำให้ตนเองตกอยู่ในสภาพครึ่งเป็นครึ่งตายอีก อีกอย่างหากข้าเห็นเจ้าดื่มน้ำเย็นหาเรื่องตายอีก เจ้าก็รอจัดงานศพของตัวเองได้เลย!”

ชายหนุ่มกระแทกเท้าหันกลับไป ชิงเซี่ยมองดูฉู่หลีที่จากไปราวกับพายุ ก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ทันใดนั้นเองจู่ๆ ประกายความคิดก็แล่นผ่านหัวของนาง ก่อนตะโกนเสียงดัง “ช้าก่อน”

ชายหนุ่มที่มีประกายความสงสัยบนใบหน้าได้ชะงักฝีเท้าเอาไว้ จากนั้นชิงเซี่ยก็วิ่งกลับเข้าไปในห้องอย่างรีบเร่ง ผ่านไปไม่นาน ก่อนที่จะก้าวออกมาจากห้องอย่างช้าๆ พลางกล่าว “ไม่มีอะไรแล้ว ท่านไปเถอะ”

“นี่เจ้าล้อข้าเล่นหรือ!” ฉู่หลีส่งเสียงฮึดังๆ ออกมาทีหนึ่ง ทว่าชิงเซี่ยกลับยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ฉู่หลีจึงเดินออกไปอย่างโมโห

ทันทีที่ปิดประตู ชิงเซี่ยก็ถอดชุดกระโปรงยาวออกด้วยความรวดเร็ว เผยให้เห็นเสื้อคลุมสั้นที่เพิ่งสวมใส่ไปเมื่อสักครู่หลังจากวิ่งเข้ามาในห้อง ถึงแม้นี่จะเป็นชุดชั้นในที่ผู้หญิงในยุคนี้สวมใส่ แต่มันเบาและใส่สบายกว่าชุดแบบจีนทั่วไปมากมายนัก ประกอบกับความมืดในยามค่ำคืน ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมองเห็น

ชิงเซี่ยปีนขึ้นไปบนกำแพงทางด้านทิศตะวันออกอย่างปราดเปรียว เป็นเพราะการมาถึงของฉู่หลี ทำให้เหล่าทหารองครักษ์ทั้งหมดมารวมตัวกันอยู่ที่หน้าประตูใหญ่เพื่อคารวะฉู่หลี จะมีก็เพียงแต่องครักษ์เงาเท่านั้นที่ยังแฝงกายอยู่ที่ตำแหน่งเดิม ชิงเซี่ยกระโดดพลิกกายออกไปยังด้านนอกของกำแพงอย่างง่ายดาย ก่อนที่จะบิดเอวเดินอ้อมไปยังประตูหลักอย่างระมัดระวัง รองเท้าบูทของฉู่หลีขยับอยู่ในกลุ่มฝูงชน ในขณะที่ชิงเซี่ยคำนวณเวลา สายลมเย็นก็พัดขึ้น พัดเอากิ่งไม้ขยับตาม ทันใดนั้นหญิงสาวก็พลิกตัวไปข้างหน้า แล้วกระโดดหายเข้าไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว เวลานี้กลุ่มคนคุกเข่าอยู่บนพื้น กำลังจ้องมองไปที่พื้น ผู้ใดจะกล้าเงยหน้ามองฉู่หลีตรงๆ กัน? ชิงเซี่ยอาศัยจังหวะนี้ลอบเข้าไปใต้ราชรถมังกรของฉู่หลีอย่างที่ไม่มีผู้ใดรู้ตัว มือเท้าทั้งคู่เกาะใต้รถอย่างเหนียวแน่น ร่างกายนางแนบชิดติดไปกับตัวรถราวกับเป็นตุ๊กแก

การเคลื่อนไหวนี้เงียบเชียบไหลลื่นราวกับสายน้ำไหล ไม่มีแม้เพียงสักคนที่สังเกตเห็น พอราชรถมังกรออกตัว กลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังจึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกและลุกขึ้นยืน

นี่ช่วยลดปัญหาให้นางได้มากทีเดียว ถ้าหากใช้วิธีอื่น คงต้องคิดหาวิธีฝ่ากลุ่มทหารองครักษ์เหล่านั้นให้ได้ก่อน จึงจะสามารถหลบหนีออกจากพระราชวังได้ ไม่เพียงเท่านั้น ด้านนอกของพระราชวังเองก็ยังมีเหล่าทหารยามเฝ้าประตูวังหลวงและประตูเมืองที่สูงลิ่วอยู่

นางรู้ว่าเมื่อเร็วๆ นี้ฉู่หลีได้ทำการฝึกทหารอยู่ที่ค่ายนอกเมืองเสมอ นอกจากนั้นราชรถของรัชทายาทองค์ปัจจุบันจะมีผู้ใดกล้าขึ้นมาตรวจสอบกัน ขณะนี้ชิงเซี่ยกำลังเกาะอยู่ใต้ราชรถอย่างสุขใจและสบายใจยิ่ง รอให้ถึงถิ่นทุรกันดารนอกเมืองก่อน ตอนนั้นยังจะมีผู้ใดมาเป็นคู่มือของสุดยอดสายลับยุคปัจจุบันอย่างนางได้?

ในขณะที่นางกำลังมีความสุข ก็รู้สึกได้ว่าราชรถมังกรหยุดลงอย่างกะทันหัน ชิงเซี่ยตกใจจนใบหน้าถอดสี แย่แล้ว หรือว่าคืนนี้เจ้าโง่ฉู่หลีจะไม่ออกนอกพระราชวังกัน คืนนี้เขาจะค้างอยู่ในวังหรือ?

ระหว่างที่นางกำลังคิดอย่างฟุ้งซ่านนั่นเอง โทนเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นทันใด ก่อนที่จะมองเห็นรองเท้าบูตสีเขียวคู่หนึ่งของบุรุษเดินมาหยุดอยู่ด้านหน้าของราชรถมังกร คนที่มาถึงคุกเข่าลงกับพื้น กล่าวเสียงสูง “ถวายพระพรองค์รัชทายาท!”


* เต๋าแตกต่างมิอาจร่วมทาง(道不同不相为谋)เป็นสำนวนจีน ความหมายก็คือ ในเมื่อเส้นทางที่เลือกเดินมันไม่เหมือนกัน ก็ไม่สามารถที่จะร่วมงานกันได้

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น