หอหมื่นอักษร

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 35 แสงอาทิตย์ที่อบอุ่นท่ามกลางฤดูหนาว

ชื่อตอน : บทที่ 35 แสงอาทิตย์ที่อบอุ่นท่ามกลางฤดูหนาว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.4k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ต.ค. 2561 15:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 35 แสงอาทิตย์ที่อบอุ่นท่ามกลางฤดูหนาว
แบบอักษร

“เหนียงเหนียงได้โปรดอย่ากริ้วไปเลย!”

บุรุษผู้สวมเครื่องแบบสีเขียวเข้มของทหารองครักษ์ขั้นสามกระแทกเข่าลงกับพื้น บนใบหน้าไร้ซึ่งความเจียมเนื้อเจียมตัวและประจบสอพลอเฉกเช่นที่มีในวันวาน เขาในเวลานี้เผยให้เห็นถึงจิตวิญญาณดั่งผู้ที่เคยผ่านสมรภูมิรบและความเป็นความตายมาแล้วเท่านั้นจึงจะมีได้

ชิงเซี่ยรู้จักชายผู้นี้ เขาเป็นลูกน้องของสวีเฉวียนหัวหน้าองครักษ์ประจำด่านเป่ยอัน ปกติมักจะเห็นเขาปั้นยิ้มอย่างประจบสอพลอเดินตามก้นสวีเฉวียน หรือไม่ก็กล่าววาจายกยอเลียแข้งเลียขา เห็นแล้วชวนให้รู้สึกรังเกียจเป็นอย่างยิ่ง

แม้ว่าจะอ่อนแอจนถึงขีดสุดแล้วก็ตาม แต่ถึงกระนั้นชิงเซี่ยก็บังคับตนให้มีสติพอที่จะจ่อกริชไปบนลำคอของชายหนุ่มได้ สายตาเย็นเยียบของนางมองไปยังแขกที่ไม่ได้รับเชิญ พลางเอ่ยถามด้วยเสียงเข้ม “ผู้ใดเป็นคนส่งเจ้ามา? มีเป้าหมายอันใด?”

“เหนียงเหนียงได้โปรดอย่ากริ้วไปเลย ข้าน้อยมีนามว่าเหอซุ่น แท้จริงแล้วเป็นคนแคว้นฉี”

ชายหนุ่มกล่าวอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ก่อนที่จะมองสบเข้าไปยังดวงตาของชิงเซี่ยอย่างตรงไปตรงมา ประกายคมกริบที่กวาดผ่านดวงตาทั้งคู่ของเขา มองดูก็รู้ว่าเป็นบุคคลที่ฉลาดหลักแหลมและแข็งแรงเหมาะที่จะใช้งาน เหอซุ่นกดเสียงของตนให้ต่ำลง แล้วกล่าวด้วยเสียงเบาว่า “เหนียงเหนียงไม่รู้จักข้าน้อย แต่ต้องรู้จักนางรำชื่อฝูหลันแห่งหอโหรวสี่แน่นอน นางเป็นน้องสาวของข้าน้อยเอง เมื่อหนึ่งปีก่อนนางเคยส่งจดหมายมาให้เหนียงเหนียง”

ปลายคิ้วของชิงเซี่ยยกขึ้น ประกายความหลักแหลมฉายผ่านดวงตา หรือว่านี่คือสายลับที่ฉีอันส่งมาอย่างนั้นหรือ?

หากกล่าวเช่นนั้น ฝูหลันก็คือตัวกลางที่จวงชิงเซี่ยและฉีอันใช้ติดต่อกันเมื่อครั้งอดีต คิดถึงจุดนี้ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าในช่วงครึ่งเดือนมานี้ หอโหรวสี่ได้ร้องขอเพื่อมาร่ายรำที่ตำหนักหลันถิงอยู่บ่อยครั้ง แต่กลับถูกชิงเซี่ยมองว่าเป็นพวกขุนนางธรรมดาที่ตั้งใจมาประจบส่งของกำนัลถึงหน้าประตูจึงไม่ได้ต้อนรับ ดูเหมือนว่าจวงชิงเซี่ยคือสายลับที่ถูกส่งมาโดยฉีอันจริงอย่างไม่ต้องสงสัย

“เหนียงเหนียง ข้าน้อยได้รับสารรายงานว่า องค์รัชทายาทได้เดินทางกลับถึงแคว้นอย่างปลอดภัยแล้ว เหนียงเหนียงทรงวางพระทัยได้ อีกทั้งองค์รัชทายาททรงกำชับข้าน้อยให้มาบอกเหนียงเหนียงว่า ให้ทรงอดใจเก็บความโกรธเอาไว้ก่อน แล้วรักษาร่างกายให้ดี ครั้งนี้ที่รัชทายาทฉู่จะเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แคว้นเราจะส่งคนเข้าร่วมด้วย ถึงตอนนั้นต้องพยายามหาวิธีช่วยเหนียงเหนียงได้อย่างแน่นอน”

ชิงเซี่ยค่อยๆ เก็บกริชของตนกลับคืน ขณะที่เหอซุ่นยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้น กล่าวต่อ “สำหรับสารที่เขียนด้วยลายมือขององค์รัชทายาท ได้โปรดอภัยที่ข้าน้อยไม่สามารถนำเข้ามาได้อย่างปลอดภัย จึงทำได้เพียงแค่บอกกล่าวต่อ พระองค์ทรงกล่าวว่า เรื่องราวครั้งก่อนพระองค์ทรงรับทราบถึงเหตุและผลทั้งหมดแล้ว ความรู้สึกเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ พระองค์มิเคยลืมเลือน ส่วนวันที่จะได้พบกันอีกครั้ง คงรออีกไม่นานเท่านั้น ขอเหนียงเหนียงได้โปรดรักษาตัวให้ดีด้วย”

“เอาเถอะ ข้ารู้แล้ว” ชิงเซี่ยพยักหน้าเบาๆ แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกอย่างช้าๆ ดวงตาคมกวาดมองรอบๆ ก่อนจะกลับมามองเหอซุ่นอย่างเย็นชา พลางกล่าวเสียงเข้มครึม “ฝากเจ้าบอกฉีอันด้วยแล้วกัน ว่าให้ถือเสียว่าจวงชิงเซี่ยนั้นได้ตายจากไปแล้ว เรื่องราวครั้งก่อนที่ทำไปก็เพื่อคืนหนี้น้ำใจให้แก่เขาเท่านั้น นับแต่นี้เป็นต้นไป ให้ถือเสียทั้งคู่ว่าไม่ได้ติดค้างกันอีก ส่วนเจ้า ต่อไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามแต่ ไม่จำเป็นต้องมาหาข้าอีก มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่ไว้หน้า อย่างไรเสียข้าก็ยังเป็นชายาแห่งแคว้นหนานฉู่ ส่วนเจ้าเองก็ยังมีญาติอยู่ในพระราชวังแคว้นฉู่เช่นกัน ที่ข้าจะกล่าวก็มีเพียงเท่านี้ เจ้าดูแลตนเองให้ดี ออกไปได้แล้ว”

เหอซุ่นชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ทว่าก็เข้าใจได้ในทันที ในฐานะของสายลับ มีเรื่องอีกมากมายที่ไม่ควรเข้าไปยุ่ง เขาพยักหน้าให้นางอย่างจริงจังครั้งหนึ่งก่อนกล่าว “ข้าน้อยทราบแล้ว ประโยคนี้ของเหนียงเหนียงจะถูกส่งต่อไปยังรัชทายาทอย่างไม่ตกหล่นแม้เพียงครึ่งคำ ส่วนเรื่องจะกลับมาหาเหนียงเหนียงอีกหรือไม่นั้น หาใช่ข้าน้อยเป็นผู้ตัดสินใจ ครอบครัวของข้าน้อยถูกคนแคว้นฉู่ทำร้าย องค์รัชทายาทเป็นผู้มีพระคุณของข้าน้อย เป็นหรือตายข้าน้อยไม่ได้สนใจมาตั้งนานแล้ว ข้าน้อยขอลา”

ภายในห้องเงียบสงัดลงในทันใด ชิงเซี่ยมองตรงไปยังด้านหน้า แล้วยกถ้วยยาขึ้น ก่อนเงยศีรษะเล็กน้อยและดื่มมันลงไปในครั้งเดียว

ภายใต้แสงจากโคมไฟที่เปลี่ยวเหงา เงาของชิงเซี่ยทอดยาวลงไปบนพื้นที่ว่างเปล่า ลมเย็นจากภายนอก ถูกพัดพาเข้ามาภายในห้องที่หนาวเหน็บเป็นครั้งคราว

รุ่งขึ้นตลอดจนถึงช่วงเที่ยงของวันนางถึงตื่นขึ้นมา ชิงเซี่ยรับรู้ได้ว่าเรี่ยวแรงของตนเองกำลังถูกสูบออกไปอย่างบ้าคลั่ง ทว่าถึงอย่างนั้นกลับไม่มีวิธีไหนเลยที่จะพลิกสถานการณ์นี้ สถานการณ์ปัจจุบันของนางนั้นไม่ต่างอะไรกับช่องทางที่ปิดตายและสิ้นหวัง หากหาช่องโหว่ไม่เจอ ก็ไม่มีแม้แต่ทางที่จะเอาชีวิตรอดได้

ตรงลานที่ยุ่งเหยิงเมื่อวาน ไม่รู้ว่ามีคนมาทำความสะอาดไปตั้งแต่ตอนไหน ถังน้ำที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ก็ถูกเติมจนเต็มแล้วเช่นกัน

ชิงเซี่ยรู้ว่าต้องเป็นฝีมือของเหอซุ่นอย่างแน่นอน จึงไม่ได้คิดอะไรมากอีก นางหย่อนตัวลงนั่งอยู่ในลานของตำหนัก พลางสูดลมหายใจเข้าลึก

เวลานี้เข้าสู่ช่วงเหมันตฤดูแล้ว อากาศทางตอนใต้หนาวเย็นและเปียกชื้น แต่แสงอาทิตย์ก็ยังคงอบอุ่นดังเดิม  ชิงเซี่ยบิดตัวคลายความเมื่อยล้า ก่อนเอนกายพิงไปกับชานเรือน ศีรษะของนางเอียงเล็กน้อย แสงอาทิตย์ส่องผ่านช่องระหว่างนิ้วมือกระทบเข้ากับใบหน้าของนางทำให้เห็นเป็นแสงสลัวๆ

ขณะนั้นเอง เสียงที่เกิดจากแรงเสียดสีเบาๆ ก็ดังขึ้นมาจากทางด้านทิศตะวันออก ภายในลานที่เงียบสงัดนั้น ไม่ต่างอะไรกับการโยนก้อนหินลงในทะเลสาบที่เงียบสงบ ชิงเซี่ยหันหน้ากลับมาอย่างตื่นตัว แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาคน ทว่าพอมองไปอย่างละเอียดแล้ว กลับเห็นแสงสีเงินของคมมีดปรากฏขึ้นบนกำแพง คมของปลายกริชเสียบเข้าไปยังขอบของอิฐกำแพงอย่างช้าๆ ทันใดนั้น อิฐก้อนหนึ่งก็ร่วงลงสู่พื้นเสียงดังปัง ภายในร่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ปรากฏให้เห็นป่าสีเขียวอ่อนอันแสนลึกลับ

‘ตึกๆ’ เสียงดังสองครั้งดังขึ้นทันใด!

ชิงเซี่ยกลั้นลมหายใจ จากนั้นนางก็มองเห็นฝ่ามือเรียวยาวยื่นใกล้เข้ามาอย่างช้าๆ ผ่านทางร่องขนาดเล็ก ก่อนที่มือนั้นจะเคาะเบาๆ ลงไปบริเวณรอบๆ ของกำแพง

ฝ่ามือนี้ใหญ่มาก แถมหยาบกร้านเล็กน้อย มองดูก็รู้ว่าเป็นมือของผู้ชาย มือข้างนั้นกำลังลูบสำรวจไปทั่ว คล้ายกับว่าไม่ใส่ใจหากจะถูกชิงเซี่ยพบเข้า แถมยังทำท่าโบกไปมาอีก ก่อนจะกลับไปเคาะเบาๆ ที่กำแพงอีกครั้ง

มิตรหรือศัตรูนั้นยากที่จะแยกแยะ นี่เป็นการกระทำก็แปลกพิลึก ชิงเซี่ยจึงยืดตัวขึ้นยืน แล้วถกกระโปรงขึ้น พลางสาวเท้าก้าวออกไปอย่างระมัดระวัง นางพยายามขยับเข้าไปอย่างไร้ซุ่มเสียงที่สุด ก่อนเอาร่างแนบชิดติดไปกับกำแพง พลางขยับเข้าไปใกล้มือข้างนั้นอย่างช้าๆ

ทว่าทันใดนั้นเอง เสียงของกิ่งไม้แห้งกรอบแตกก็ดังขึ้นในทันใด ครั้นก้มมองลงไปยังรองเท้าปักที่ฐานทำจากผ้าไหม ก็เห็นว่าตนเองเหยียบอยู่ด้านบนกิ่งไม้ที่หักเป็นสองส่วน

ด้วยเหตุนี้มือที่ยื่นออกมาจึงหดกลับไปทันที ทุกอย่างราวกับเป็นภาพหลอน ที่เหลือทิ้งไว้ก็คงจะมีเพียงช่องขนาดเท่าฝ่ามือใหญ่ ที่ด้านในเผยให้เห็นป่าไม้สีเขียวอ่อนนิดหน่อยเท่านั้น

ชิงเซี่ยขยับเข้าไปพิงชิดกับกำแพงมากยิ่งขึ้น แล้วประมาณการอยู่ภายในใจ ไม่รู้ว่าคนที่มามีเป้าหมายอะไรกันแน่ ในระหว่างที่คาดเดาอยู่นั้นเอง ทันใดนั้นมือข้างนั้นก็ยื่นออกมาอีกครั้ง เพียงแต่ในครั้งนี้ กลับถือขวดสีแดงเลือดหมูอยู่ด้วย

คนผู้นั้นดูเหมือนจะรู้แล้วว่าชิงเซี่ยอยู่ตรงนี้ มือที่กำขวดแน่นยื่นมายังทิศทางที่ชิงเซี่ยอยู่อย่างนุ่มนวล ไม่มีแม้เพียงร่องรอยของความเป็นปรปักษ์ ชิงเซี่ยเองก็ยื่นมือออกไปรับอย่างไม่รู้ตัว

ขณะที่รับรู้ได้ถึงแรงจับของมือ มือข้างนั้นก็ค่อยๆ คลายออก แล้วกำลังจะชักมือกลับไป

ทว่าในเวลานั้นเอง ชิงเซี่ยก็ได้ยื่นมืออีกข้างออกไปคว้าจับมือของคนผู้นั้นด้วยความเร็วราวสายฟ้าแลบ ฝ่ามือเล็กขาวเนียนอาศัยจังหวะที่ฝ่ายตรงผงะยื่นมือออกไป แล้วออกแรงอีกเล็กน้อย ก็สามารถจับมือของฝ่ายตรงข้ามเอาไว้ในฝ่ามือของตนได้อย่างแน่นหนา

มือที่อยู่ในฝ่ามือเล็กชะงักไปชั่วครู่อย่างเห็นได้ชัด ชิงเซี่ยสัมผัสได้ว่ามีเหงื่อซึมออกมาจากกลางฝ่ามือนั้นช้าๆ

เวลานี้ภายในช่องมืดของกำแพง มือทั้งสองข้างกำลังจับกันแน่น

“เจ้าเป็นใคร?” ชิงเซี่ยขยับเข้าใกล้ช่องนั้น จากนั้นก็กวาดตามองออกไปด้านนอกอย่างระวัง แล้วกดเสียงของตนเองลง พลางถามด้วยเสียงเบา

ทว่าคนที่อยู่อีกด้านกลับไม่กล่าวอะไรออกมาสักคำ มือที่ถูกชิงเซี่ยจับเอาไว้แข็งกระด้าง ระหว่างนิ้วมือที่เรียวยาวมีเนินเนื้อหนาๆ อยู่ เหมือนคนที่ทำงานหยาบจนชิน แต่ก็เหมือนคนที่จับดาบจนชำนาญด้วยเช่นกัน

ชิงเซี่ยยกมืออีกข้างขึ้น แล้วนำขวดสีเลือดหมูขยับเข้าใกล้ปลายจมูก จากนั้นกลิ่นยาจีนที่คุ้นเคยก็กระจายออกมา เหมือนกับยาที่นางดื่มไปเมื่อคืนยิ่งนัก

“เจ้าคือเหอซุ่นหรือ?” นางถามด้วยเสียงเบาประโยคหนึ่ง ทว่าฝ่ายตรงข้ามยังคงไม่ตอบกลับแม้เพียงครึ่งคำ เวลานั้นเองเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากทางด้านประตูใหญ่ ชิงเซี่ยรับรู้ได้ทันทีว่าเป็นคนที่มาส่งอาหารของวันนี้

คนที่อยู่ตรงข้ามดูเหมือนได้ยินว่ามีการเคลื่อนไหวเช่นเดียวกัน รู้สึกได้ว่าคนผู้นั้นค่อนข้างกังวลและรีบร้อนเล็กน้อย มือนั้นจึงดึงกลับไปเบาๆ

เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ คนผู้นั้นกลับไม่ใช้แรงฉุดกระชาก เพียงแค่สำรวจอย่างรอบคอบนิดหน่อยเท่านั้น มือของเขายังคงปล่อยให้ชิงเซี่ยจับเอาไว้ดังเดิม

เหล่าคนของห้องเครื่องค่อยๆ เคาะประตู แล้วเรียกด้วยเสียงอันดังอย่างค่อนข้างไร้มารยาท “เหนียงเหนียง บ่าวจะเข้าไปแล้วนะเจ้าคะ!”

เสียงเปิดประตูที่ดังมา ทำให้ทุกอย่างราวกับชะลอตัวลง

ชิงเซี่ยรู้ว่า ขอเพียงแค่สาวใช้ของห้องเครื่องเดินเข้ามา ด้วยความสามารถในการรักษาการของยามราวสองร้อยกว่านายด้านนอก ต่อให้คนที่อยู่อีกด้านหนึ่งของกำแพงมีปีกก็คงยากที่จะบินหนี อีกทั้งคนผู้นี้เองก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะต่อสู้ดิ้นรนเพื่อหนีอีกด้วย ราวกับเอาชะตากรรมทั้งหมดของตนฝากไว้ในมือของชิงเซี่ย

เสียงหวีดร้องของแมลงดังออกมาจากพงหญ้าที่เหี่ยวแห้ง แสงของดวงอาทิตย์ยามเที่ยงตรงของวันภายใต้ลมเย็นค่อนข้างส่องประกายความอบอุ่นทีเดียว ชิงเซี่ยพิงไปกับกำแพง แล้วกำมือใหญ่ที่หยาบเอาไว้ ก่อนที่จะค่อยๆ คลายมือออกในที่สุด

“เหนียงเหนียง ท่านไปทำอะไรอยู่ตรงนั้นกัน?” นางกำนัลถามเสียงดังอย่างไม่ลังเล ไม่มีความหวาดกลัวต่อสตรีสูงศักดิ์ผู้นี้เลยแม้แต่น้อย ใครต่างก็รู้ว่าเหนียงเหนียงผู้นี้ไปขัดใจตันเฟยเข้า มิหนำซ้ำยังไปทำให้องค์รัชทายาทโกรธเกรี้ยวเข้าอีก โอกาสให้นางได้พลิกฐานะกลับคืนช่างริบหรี่เสียเหลือเกิน

ชิงเซี่ยยกปลายคิ้วขึ้นโต้ตอบ แล้วมือขวาก็หดกลับเข้าไว้ในแขนเสื้อใหญ่อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็พิงกายไปกับกำแพง และใช้ร่างตนบดบังช่องจากทางด้านหลัง พลางกล่าวตอบสาวใช้กลับไปอย่างเย็นชา ”วางของลง แล้วออกไปเดี๋ยวนี้”

“เข้ามาอยู่ในสถานที่เช่นนี้แล้ว ยังจะมาทำตัววางอำนาจอะไรอีก” นางกำนัลพึมพำเสียงเบาครั้งหนึ่ง แต่เสียงนั้นกลับดังเข้าหูของชิงเซี่ยอย่างชัดเจน นางไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแต่มองไปยังสาวใช้ที่เพิ่งจะมีอายุเพียงสิบห้าสิบหกปีที่ออกจะหัวสูงคนนี้อย่างเย็นชา

นางกำนัลนำกล่องอาหารวางลงบนแผ่นหินในลานอย่างหยาบคาย ไม่แม้แต่จะนำมันเข้าไปวางข้างใน จากนั้นก็หมุนตัวเดินออกจากประตูใหญ่ ซ้ำยังออกแรงกระแทกปิดประตูใหญ่เสียงดัง

หลังจากได้ยินเสียงล็อกของประตู ชิงเซี่ยถึงค่อยๆ หันหน้ากลับมา เพียงแต่ช่องโหว่นั้นไม่มีอยู่แล้ว อิฐที่เดิมถูกรื้อออกถูกอุดเข้าไปใหม่อีกครั้ง หากไม่มองอย่างละเอียดไม่มีทางมองออกถึงร่องรอยของการขยับเขยื้อนแน่ ทันใดนั้นนางก็เห็นเส้นบางๆ ที่ลอดออกมาจากช่องของกำแพง ด้านล่างของมันยังแขวนของที่ถูกกระดาษน้ำมันห่อไว้อยู่ หากหอนี้ไม่ตกอยู่ในส่วนลึกของวัชพืช หรือไม่เดินเข้ามาใกล้ ก็ไม่มีทางมองเห็นอย่างแน่นอน

ชิงเซี่ยจับกำแพงพยุงตัวเอง ก่อนค่อยๆ ย่อตัวลง นางหยิบห่อกระดาษน้ำมันขึ้นมา แล้วเปิดออกอย่างช้าๆ ทีละชั้น

ห่อนั้นอัดไปด้วยยาจีนที่ยังไม่ได้ต้ม ชื่อและคุณสมบัติของสมุนไพรมีการทำเครื่องหมายโดยใช้อักษรเสี่ยวข่าย***** ขนาดเล็กไว้บนสมุนไพรแต่ละต้น เป็นลายมือมีพลังยิ่ง มันยากที่จะจินตนาการว่าผู้ชายที่เคยชินกับการเขียนเช่นนี้ ทำอย่างไรถึงจะเขียนอักษรที่มีขนาดเล็กเช่นนี้ได้ ชิงเซี่ยหยิบห่อยานั้นขึ้นมาตรงปลายจมูก แล้วดมเล็กน้อย กลิ่นของมันเหมือนกันกับสมุนไพรในขวดทุกกระเบียดนิ้ว

นางรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้คาดหวังให้ชิงเซี่ยต้มยาด้วยตัวเอง แต่วัตถุประสงค์ของการทำเช่นนี้ ก็เพื่อให้เธอวางใจ ไม่ต้องกังวลว่าในยาจะมีพิษ

ชิงเซี่ยอิงไปกับพุ่มไม้ที่เหี่ยวแห้งจนเป็นสีเหลืองด้านซ้าย พลางเล่นกับขวดสีเลือดหมูในมือ แสงอาทิตย์ยามเที่ยงช่างอบอุ่น ไม่เหมือนฤดูหนาวเลยสักนิด อาจเพราะไม่ได้กินอะไรมาเป็นเวลานาน กลิ่นเย้ายวนใจที่จู่ๆ ก็พุ่งเข้ามาในจมูกของชิงเซี่ย ทำเอาคิ้วของชิงเซี่ยขมวดเข้าหากัน นางมองไปยังด้านล่าง จึงเห็นว่าข้างใต้ห่อกระดาษน้ำมันนั้นยังมีถุงเล็กๆ อยู่ พอเปิดออกดู ถึงได้เห็นว่าเป็นเนื้อวัวที่ยังร้อนและมีกลิ่นหอม

ความอบอุ่นจากบนฝ่ามือพรั่งพรูไปตามนิ้วมือตรงเข้าสู่หัวใจของชิงเซี่ย ตรงขอบฟ้า ปรากฏปุยเมฆสีขาวดุจหิมะ


* อักษรเสี่ยวข่าย(小楷) ตามชื่อแล้วหมายถึง อักษรพิมพ์เล็กของอักษรข่ายซู(楷书)มีต้นกำเนิดจากจงเหยาในยุคราชวงศ์เว่ย (สามก๊ก) อักษรข่ายซูเป็นอักษรจีนรูปแบบมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น