หลินหลิน / แมวสีหม่น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 1-1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 420

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ต.ค. 2561 06:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1-1
แบบอักษร

‘โตขึ้น หยาดจะเป็นเจ้าสาวของพี่พัทธ์’

ข้อความขนาดใหญ่ ตัวอักษรโย้ไปเย้มาไม่เป็นระเบียบแต่อ่านสบายตา คือสิ่งที่สะดุดตาเป็นอันดับแรกเมื่อพลิกเปิดสมุดบันทึกปกหนังสีชมพูกะดำกะด่างนั้น รอยดินสอกดลึกลงไปจนก่อให้เกิดเส้นอันคมชัด บ่งชี้ว่าผู้เขียนมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และปรารถนาให้สิ่งที่ตนเองเขียนนั้นเป็นจริงมากเพียงใด

ในวันวาน เด็กหญิงผู้นั้น ยังมีหัวใจอันบริสุทธิ์ และมองโลกกลมๆใบนี้เป็นสีชมพูทั้งใบ ทั้งๆที่ในความเป็นจริง โลกใบนี้ออกจะบิดเบี้ยว และมีสีต่างๆ ปะปน แฝงเร้น หรือซุกซ่อนอยู่ไม่มากก็น้อย อยู่ที่ว่าคนคนนั้นจะมองผ่านภาพลวงตาทั้งหลาย แล้วล้วงลึกให้เห็นความเป็นจริงได้รึเปล่า

เธอยังจำได้ดี...วันนั้น วันที่ได้พบกับเขาเป็นครั้งแรก

ซุ้มประตูซึ่งมีกุหลาบเลื้อยสีแดงเกี่ยวกระหวัดร้อยรัดตั้งแต่เสาด้านหนึ่งเลื้อยพันโค้งไปตามหลังคาด้านบนก่อนย้อยลงมาพันเสาอีกต้น ทำให้ร่างเล็กป้อมในชุดกระโปรงบานพลิ้วสีชมพูต้องแหงนเงยหน้ามองอย่างสนอกสนใจ ลมพัดโชยหอบเอากลิ่นกุหลาบมาแตะปลายจมูก เจ้าตัวคงชอบ จึงสูดเข้าไปจนชุ่มปอด แถมทำท่าว่าจะหยุดยืนตรงประตู หากเสียงเรียกและแรงดึงทำให้เธอไม่อาจทำตามใจคิดได้

‘อ้าว...หยุดดูอะไรอีกล่ะลูก มาๆ ตามแม่มา’

เด็กหญิงจำใจละสายตาจากพวงกุหลาบที่ห้อยย้อยตรงเสาด้านขวา ใกล้เพียงเอื้อมมือถึงอย่างแสนเสียดาย พลางก้าวฉับๆตามมารดาที่ตรงรี่ไปหาผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่ง

ในกลุ่มคนเหล่านั้น หยาดพิรุณคิดว่าเคยเห็นหน้าและรู้จักเพียงคนสองคนเท่านั้น

คนหนึ่งนั้นสวมชุดสีขาวสะอาดตา กระโปรงยาวลากไปกับพื้น พองๆบานๆแปลกตา ส่วนด้านบนคลุมอยู่แค่อก เปิดเปลือยไหล่อวดความขาวผ่อง ที่สะดุดตาและทำให้เธอมองจ้องตาแป๋วคือ ผ้าคลุมสีขาวลายลูกไม้ซึ่งคลุมทับผมสีน้ำตาลเข้ม ยาวลงมาจนถึงพื้น เด็กหญิงเอี้ยวตัว เขย่งปลายเท้า เพื่อชะแง้แลมองให้เห็นว่าปลายผ้าไปสิ้นสุดตรงที่ใด เมื่อพบว่ามันยาวไปไกลสุดเอื้อม ประมาณห้าหกช่วงแขนของตนทำให้เธอถึงกับอุทานออกมาเบาๆ

‘ยาวจัง’                                                                              

ผู้เป็นมารดาดูเหมือนจะไม่รับรู้ในสิ่งที่บุตรสาวตื่นตาตื่นใจ เมื่อเอ่ยทักทายกับคนตรงหน้าอย่างสนิทสนม

‘ขอโทษด้วยนะคะคุณมุก พอดีคุณโยติดงานน่ะค่ะ เลยมาไม่ได้’

คุณโย หรือโยธินคือชื่อของบิดา ทำให้หยาดพิรุณหันมามองมารดาเล็กน้อย กระนั้นก็ไม่อาจดึงดูดความสนใจของเจ้าตัวได้ เด็กหญิงเบือนสายตากลับไปมองชุดสีขาวบริสุทธิ์นั้นอีกครั้ง กระทั่งมารดาโน้มตัวลงมากระซิบเตือนว่า

‘ไหว้น้ามุกก่อนสิลูก’ เด็กหญิงจึงละสายตาจากมาอย่างจำใจ ก่อนจะยกมือไหว้ชดช้อยงดงาม

อีกฝ่ายรับไหว้ ส่งยิ้มเป็นมิตรให้กับเธอ พลางเอื้อมมือมาลูบศีรษะ แล้วเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน

‘หนูหยาดจำน้ามุกได้ไหมเอ่ย’

หยาดพิรุณยิ้มจนตายิบหยี พยักหน้าหงึกหงัก ตอบด้วยเสียงฉะฉาน ชัดเจน แจ่มแจ๋วว่า

‘จำได้ค่ะ หยาดจำน้ามุกได้ น้ามุกเคยไปหาคุณแม่ที่บ้านสองสามครั้งแล้วค่ะ’

ผู้ใหญ่ทั้งสอง หันมามองสบตากันแล้วหัวเราะอย่างเอ็นดู

‘ความจำดีจริง!’

คนถูกชมยังยิ้มกว้าง ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะแหลมเล็กออกมาด้วย

เสียงของเธอเรียกให้ชายหนุ่มสองคนซึ่งยืนรวมกลุ่มกับเพื่อนๆต้องหันมามอง คนหนึ่งนั้นท่าทางใจดี ส่วนอีกคนนั้นหน้าดุตาดุแต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ทำให้เธอกลัวแต่อย่างใด หนึ่งในสองเดินไปหาชายวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งนั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้เหล็กดัดใต้ต้นไม้ใหญ่ กระซิบกระซาบเบาๆก่อนพากันเดินตรงมาหา

เด็กหญิงหันไปมองอย่างสนอกสนใจ เมื่อมารดากระซิบให้เธอยกมือไหว้ เจ้าตัวก็ทำตามอย่างว่าง่ายเช่นเคย

‘นี่เหรอ หนูหยาด...หน้าตาน่ารักน่าชังจริงเชียว’

ชายสูงวัยเอ่ยชม และหยาดพิรุณก็รู้จึงย่อตัวยกมือไหว้เพื่อขอบคุณ การกระทำเช่นนั้นยิ่งเรียกความเอ็นดูจากใครต่อใครได้เป็นอย่างดี

‘เหมาะกับตาพัทธ์นะครับคุณพ่อ’

สิ้นเสียงนั้น ใครคนหนึ่งก็โผล่พรวดพราดเข้ามา หน้าตาหงุดหงิดไม่สบอารมณ์ สองตาก็คอยแต่กวาดมองทางซ้ายทีทางขวาทีอย่างระแวง

‘อ้าว ตาพัทธ์ จู่ๆก็พรวดพราดเข้ามา มีอะไรรึเปล่า’

‘เปล่าฮะคุณปู่’ คนพูดคือเด็กหนุ่มร่างผอมสูง ผมดำขลับ ใบหน้าค่อนข้างคมสัน ‘ผมแค่หนียายเจนนี่น่ะฮะ ไม่ไหว! เกาะติดผมแจตั้งแต่เช้าแล้ว’

เสียงของเขาค่อนข้างแหบห้าว ไม่เหมือนใคร จนจุดความสนใจ   ในดวงตากลมโตของเด็กตัวป้อมได้เป็นอย่างดี หยาดพิรุณถึงกับจ้องตา   ไม่กะพริบ

‘ก็แกดันไปหว่านเสน่ห์น้องทำไมล่ะ’ ชายที่ยืนเคียงข้างหญิงสาวในชุดขาวเป็นคนเอ่ยขึ้นมา สุ้มเสียงออกจะหมั่นไส้เล็กน้อยหากก็รู้สึกขันในคราวเดียวกัน ‘ตอนแรกก็ทำเป็นเอาอกเอาใจ พอตอนนี้...กลับอยากสลัดทิ้ง! ไม่เป็นลูกผู้ชายเลย ไอ้พัทธ์เอ๊ย!!’

‘โธ่ อาธรณ์! ก็ผมไม่รู้นี่ฮะว่าจะเป็นหนักขนาดนี้!’ เจ้าตัวคงจะพร่ำบ่นแกมเอือมระอาไปอีกนาน หากสายตาไม่สะดุดเข้ากับดวงตากลมโตใสแจ๋วของหยาดพิรุณเข้าเสียก่อน

‘เอ้า! รู้จักกันไว้สิ’ ผู้สูงวัยที่สุด ณ ที่นั้นเป็นฝ่ายเอ่ยแนะนำตัวให้ทั้งสองได้รู้จักกัน ‘นี่หนูหยาด หยาดพิรุณ ลูกสาวคุณน้าระวี’

ตอนนั้นเด็กหนุ่มถึงได้รู้ว่าคนที่เอ่ยถึงยืนอยู่ใกล้ๆ รีบยกมือไหว้ แล้วเอ่ยขอโทษขอโพยที่ไม่ทันมองเห็นทันที

‘พัทธ์โตขึ้นเยอะเลยนะ คราวก่อนที่น้าเจอยังตัวเท่าเอวน้าอยู่เลย เดี๋ยวนี้สูงจนน้าต้องเงยหน้ามองแล้ว’

ที่พัทธ์สูงก็ไม่น่าแปลกด้วยเขามีเชื้อสายอังกฤษอยู่ในตัว รูปร่างของเขาจึงสูงใหญ่เกินมาตรฐานชายไทยหลายเท่า

‘ผมเล่นบาสน่ะครับ เลยสูงเร็ว’ เจ้าตัวอธิบาย ก่อนเบือนสายตากลับไปมองเด็กหญิงตัวอ้วน หน้ากลม จมูกแบน ปากย้อย ยิ่งยามทำหน้าเหรอหรา ตาโตๆล่องลอยเช่นนี้แล้ว เขาก็เกือบหลุดขำออกมาอย่างเสียมารยาท

พัทธ์พยายามข่มเสียงหัวเราะของตนเองด้วยการไอกลบเกลื่อน ก่อนเอ่ยว่า

‘น้อง...เอ่อ...’ เด็กหนุ่มอึกๆอักๆเพราะยังจำชื่อเด็กตรงหน้าไม่ได้ กระทั่งปู่ของตนกระซิบบอกเขาจึงโพล่งชื่อเธอออกมาอย่างชัดเจน

‘น้องหยาดพิรุณน่ารักดีนะครับ ท่าทางจะเป็นเด็กดี ว่าง่าย’

‘ว่าง่ายจริงๆจ้ะ แต่บางครั้งก็ซนตามประสาเด็ก’

พัทธ์พยักหน้า ก่อนจะทรุดลงนั่งยองๆ แล้ววางมือลงบนศีรษะทุยสวย

‘พี่ชื่อพัทธ์นะน้องหยาด อ้อ...มีอีกชื่อ แพทริก ชอบชื่อไหนล่ะ’

คนถูกถามเอียงคอมองเขา ทำมากขมุบขมิบไปมา คิ้วโค้งสวยขมวดเข้าหากันราวกับกำลังครุ่นคิดอย่างเป็นจริงเป็นจัง

‘แพทริกเรียกยากค่ะ หยาดชอบพัทธ์มากกว่า’

คำตอบใสซื่อตรงไปตรงมาเรียกรอยยิ้มจากคนฟังได้เป็นอย่างดี ความหงุดหงิดที่ได้รับจากสาวที่ชื่อเจนนี่พลอยหายเป็นปลิดทิ้งไปอย่างน่าอัศจรรย์

‘งั้นก็เรียกพี่ว่าพี่พัทธ์แล้วกัน...ไหนลองเรียกซิ”

เด็กหญิงกะพริบตาปริบๆ มองใบหน้าที่มีไรหนวดขึ้นเขียวครึ้มตรงปลายคางนิ่งนาน กว่าจะเผยอริมฝีปากออกมา กระซิบเรียกชื่อที่ไม่เคยคุ้นนั้นอย่างแผ่วเบา

‘พี่พัทธ์’

หยาดพิรุณสูดลมหายใจลึก ดึงความคิดกลับคืนพร้อมกับปิดสมุดบันทึกเล่มนั้นอย่างแรง จากนั้นก็สอดมันเก็บไว้ด้านล่างสุดภายในลิ้นชักตู้ข้างเตียง

เก็บ...ทั้งๆที่ไม่อยากเก็บ

แต่จะให้ทิ้ง...เธอก็ไม่อาจทิ้งได้ ราวกับหวงแหน หรือไม่ก็เสียดายความทรงจำในทุกๆหน้าของสมุดบันทึกเล่มนั้น!

คิดแล้วก็ต้องเม้มปากจนเป็นเส้นตรง ดันลิ้นชักปิดอย่างแรง พร้อมกับเสียงกรีดร้องในอก

ความทรงจำห่วยๆนั่น มีค่าอะไรให้จดจำ!

หยาดพิรุณส่ายหน้ากับตัวเอง หมุนลูกกุญแจล็อกมันอย่าง      แน่นหนา ก่อนหย่อนมันลงในกล่องดีบุกขนาดเล็กซึ่งวางอยู่บนเตียงข้างลำตัว เก็บเสร็จก็นำไปวางไว้ในลิ้นชักโต๊ะซึ่งตั้งชิดผนังข้างหน้าต่างบานที่ปิดสนิทและมีม่านสีขาวหนาหนักคลี่คลุมอยู่

และเป็นเช่นทุกครั้ง เมื่อภาพในวันวานผุดโผล่ขึ้นมาโดยที่ผู้เป็นเจ้าของไม่ต้องการ

ภาพนั้นคือภาพของชายคนหนึ่ง บึกบึนล่ำสันด้วย ตัวสูงใหญ่เกินมาตรฐานชายไทย ผมของเขาเป็นสีน้ำตาลเข้มยาวระต้นคอ ด้านหน้าตกลงมาปรกปลายคิ้วทั้งซ้ายขวา ยามเขายกมือเสยผม เสื้อเชิ้ตสีขาวพอดีตัวก็จะรัดช่วงต้นแขน เผยให้เห็นมัดกล้ามอันงดงามไม่ต่างอะไรจากนายแบบนางแบบตามหน้านิตยสารเลยแม้แต่น้อย

ใบหน้าคมสัน เรียกได้ว่าเหล่อเหลาสะดุดตา ด้วยคิ้วเข้มหนา     แพขนตายาว ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคมกริบทรงเสน่ห์ จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหยักได้รูป และแนวกรามแข็งแกร่งที่ทำให้เสน่ห์แห่งบุรุษเพศของชายผู้นั้นโชนฉายออกมาอย่างเต็มเปี่ยม ไรหนวดเขียวครึ้มแนวแนวแก้มและคางนั่นอีก ยิ่งทำให้เขาดูดี จนสาวน้อยสาวใหญ่ต่างพากันลุ่มหลงเป็นทิวแถว

ชายหนุ่มยืนอยู่เบื้องล่าง สองมือไพล่ไว้ทางด้านหลัง ขณะแหงนเงยขึ้นมามองเพียงชั่วเสี้ยววินาที ตรงหน้าต่างบานนี้แหละที่เธอเท้าแขนอยู่ และทอดสายตามองลงไป เธอสานสบกับดวงตาพราวระยับที่เต็มไปด้วยความขบขันของเขา เพียงเท่านั้นใจของเธอเต้นแรง ระรัวอยู่ในอกอย่างไม่เคยเป็น กระทั่งได้ยินเขาเอ่ยด้วยเสียงกลั้วหัวเราะว่า

‘พ่อครับ!...เรื่องนี้ผมขอค้านนะ” เขาเลียริมฝีปากทีหนึ่ง และเอ่ยต่อว่า “ผมเชื่อฟังพ่อมาตลอด แต่เรื่องแต่งงานนี่ผมขอเถอะครับ ผมกับน้องหยาดไม่มีทางไปด้วยกันได้หรอก เธออ่อนกว่าผมตั้งสิบปี!’

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น