greenmeat

ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ ขอให้สนุกค่ะ รักทุกคน

ตอนที่ 25 : คำแนะนำจากพี่ชาย

ชื่อตอน : ตอนที่ 25 : คำแนะนำจากพี่ชาย

คำค้น : y yaoi ภรรยาที่ดีไม่ได้มีแค่คุณธรรม เฮียเหวิน น้องหลิว ภรรยาที่ดี

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 22.7k

ความคิดเห็น : 123

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ต.ค. 2561 03:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 25 : คำแนะนำจากพี่ชาย
แบบอักษร

ตอนที่ 25 :  คำแนะนำจากพี่ชาย




ภายในผับระดับกลางที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนในช่วงวันหยุด ที่โซนด้านในติดกับฝูงชนซึ่งกำลังขยับเท้าเต้นเบียดเสียดกันอยู่นั้นช่างดูน่าสนุกสนานแตกต่างกับคนสองคนที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะอย่างสิ้นเชิง 

วันนี้เป็นวันที่เฮยอวิ๋นแต่งตัวสะอาดสะอ้านผิดกับตอนที่เป็นแค่คนเฝ้าแผงขายของ ตั้งแต่เข้ามาในร้าน ชายหนุ่มก็เล็งเห็นผู้หญิงที่หมายตาเอาไว้สองสามคน เขารีบสะกิดไหล่พยักพเยิดชี้ชวนให้เสี่ยวหลิวดูอย่างกระตือรือร้น แม่สาวอกใหญ่แต่งตัวเปรี้ยวเข็ดฟันตรงนั้นสุดยอดไปเลยน้า  เสี่ยวหลิวถูกโยกจนตัวเอียงทว่าก็ไม่ได้สนใจ สาวสวยอะไรไม่อยู่ในสายตาสักนิด เขาเพียงตอบรับกลับไปว่า “ครับ” สั้น ๆ 

ใบหน้าเป็นกังวลเกือบตลอดเวลาของคนที่เป็นฝ่ายชวนมาเองแท้ ๆ  ทำให้บรรยากาศแถบนี้กร่อยลงโดยไม่รู้ตัว จนสาวหลายคนไม่ยอมเดินเฉียดเข้ามาใกล้แม้มีทีท่าว่าอยากจะทำความรู้จักกับหนุ่มน้อยหน้าตาดีและพี่ชายผู้ดูสะอาดสะอ้าน  คนที่โดนตัดโอกาสเห็นแบบนั้นก็รู้สึกเสียอารมณ์  

“ไม่สนุกเหรอ” ชายหนุ่มถอนหายใจ มองเสี่ยวหลิวที่นั่งประคองแก้วเหล้าอยู่เป็นนาน จะดื่มก็ไม่ดื่มสักที 

“เปล่าครับ” 

“มีอะไรอยากปรึกษาผมไหม” คุณดูเครียดนะ

เสี่ยวหลิวส่ายหน้า

“คุณอยากมาที่นี่จริง ๆ หรือเปล่าเนี่ย” 

“...อยากมาครับ” 

ไม่เชื่อหรอก !  “นี่ ถ้าไม่ดื่มสักทีก็วางลงเถอะ” เสียของชะมัด เขาล่ะทนเห็นเหล้าที่ถูกเจือจางด้วยก้อนน้ำแข็งไปแบบน่าเสียดายไม่ได้จริง ๆ  

แก้วเหล้าถูกวางลงอย่างว่าง่าย แต่ที่ยากเย็นกว่าคงเป็นอาการเหม่อลอยของเจ้าตัว จนคราวนี้      เฮยอวิ๋นที่ชั่งใจอยู่เกือบนาทีต้องตัดสินใจพูดออกไป 

“เสี่ยวหลิว คือว่าผมเองก็มีสาวที่อยากคุยด้วย เอาแต่นั่งเป็นเพื่อนคุณแบบนี้ไม่ไหวหรอกนะ”

ได้ยินคำพูดที่เหมือนตัวเองทำผิด เสี่ยวหลิวรีบกล่าวว่า “อา ขอโทษนะครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ...”  

“คุณชวนผมมา แต่กลับใจลอยไปถึงไหนต่อไหน ถ้าต้องการเพื่อนมาด้วยสักคน จะเป็นคนไหนก็ได้แท้ ๆ  อย่างนี้ทำไมถึงไม่ชวนรูมเมทมาล่ะ” เรื่องนี้คือสิ่งที่เฮยอวิ๋นสงสัย ไม่ใช่ว่าสนิทกันเหรอ 

เสี่ยวหลิวเม้มปาก “รูมเมทคนนั้นเขาย้ายออกไปแล้วครับ” ก่อนหน้านี้โกหกไปว่าชายคนนั้นเป็นรูมเมทที่หามาจากอินเตอร์เน็ต ถ้าให้บอกไปตรง ๆ  ว่าหวังหย่งเหวินสามีของเขาป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล ก็คงต้องตอบคำถามอีกหลายข้อ มันยุ่งยากเกินไป 

“อาว ไหงเป็นงั้น” 

นั่นสิ...

“เขาคงไม่สบายใจที่จะอยู่กับผม” 

แต่เดิมก็ไม่ได้อยากอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว ที่มาก็เพราะอยากกลั่นแกล้งให้ช้ำใจกว่าเดิมเท่านั้น ถึงคราวนี้คงทนไม่ไหวที่เสี่ยวหลิวเอาคืนจนต้องเข้าโรงพยาบาล ก็เลยหายไปไม่ติดต่อกลับมาเป็นอาทิตย์

ทั้งที่อยากรู้มากเหมือนกันว่าอาการหนักไหมแล้วหายรึยัง สรุปว่าเลิกมาวอแวเขาแล้วใช่ไหม แต่ปากของเสี่ยวหลิวมันก็หนักเกินกว่าที่จะเอ่ยถามกับเทียนฉี มันถึงได้ข้างคาใจอยู่แบบนี้ สลัดออกจากหัวเท่าไหร่ก็ไม่หลุดออกไป 

“เขาก็ดูชอบนายดีนี่” 

เอ๋ เสี่ยวหลิวเลิกคิ้ว 

เฮยอวิ๋นทำท่านึก “ก่อนหน้านี้ที่ร้านข้าวต้มป้าเกอ... ผมไปเปิดร้านตอนรุ่งสางก็เจอเขากำลังต่อแถวซื้ออยู่ ชวนคุยว่าชอบร้านนี้ เหรอ เขาก็บอกว่าเปล่า ไม่ได้ทานเองด้วยแต่ว่าซื้อไปให้คุณ”

เสี่ยวหลิวเม้มปากกับสิ่งที่ได้ยิน 

เรื่องนั้น สรุปว่าเป็นความจริงสินะ…

แล้วทำไมถึงไม่แก้ตัวอะไรหน่อยเล่า

“ฝนก็ตกอีกด้วย เขายืนกางร่มตั้งชั่วโมงถึงได้สั่งสักที  อืม ดูแลดีแบบนี้คงไม่ใช่ไม่สบายใจหรอกมั้ง หายากนะคนแบบเขา น่าเสียดายเนอะที่ย้ายออกไป” แม้จะดูเป็นคนน่ากลัวไปหน่อยแต่ว่าจิตใจดีเหลือเกิน เรียกว่าคนดีที่นึกถึงผู้อื่นมากกว่าตัวเองเลยล่ะ เฮยอวิ๋นเกือบคิดไปว่าพฤติกรรมชวนให้เข้าใจผิดของทั้งสองคนเป็นสัญญาณของสถานะบางอย่างที่มากกว่าที่เห็น เหมือนกับตอนที่เขาดันเปิดประตูเข้าไปเจอครั้งแรก อุหวา น่าสงสัยจริง ๆ 

พอได้รับการยืนยันจากบุคคลที่สามจะคิดในแง่ร้ายได้อย่างไร เสี่ยวหลิวขมวดคิ้วเข้าหากัน กำแพงน้ำแข็งที่บางกว่าแต่ก่อน เพียงแค่มีอะไรมากระทบก็คงต้องแตกสลายพังลงมาในอีกไม่ช้า

อันตรายแล้วจริง ๆ 

ตลอดเวลาที่หวังหย่งเหวินหายไป เสี่ยวหลิวงัดทุกวิธีที่จะเบี่ยงเบนความสนใจตนเหมือนเมื่อหลายเดือนก่อน โดยหวังว่าจะสามารถกลับไปเข้มแข็งได้ ทว่าเวลานี้มันกลับใช้ไม่ได้ผล เสี่ยวหลิวลองออกไปเที่ยวมากขึ้น ไม่ว่าจะห้างสรรพสินค้า ตลาด หรือสวนสาธารณะ เขาเจอเพื่อนใหม่เยอะแยะมากมาย และน่าประหลาดใจที่ WeChat ของเขามีคนทักเข้ามาในรอบหลายเดือนไม่หยุดหย่อน ทุกคนไม่ได้หนีหายไปไหน ถึงตอนหลังจะเริ่มทำตัวน่ากลัวจนต้องกดบล็อคไปกว่าครึ่งก็ตาม

มีเพื่อนใหม่ ได้รู้จักคนมากขึ้น แต่ใจกลับหาความรื่นเริงไม่ได้สักนิด และเพราะแบบนี้ถึงได้อยากทำอะไรที่แตกต่างในคืนนี้

วิธีบ้า ๆ ที่คิดขึ้นได้เมื่อวาน เสี่ยวหลิวพยายามฝืนใจ บอกกับตัวเองว่าไม่รู้สึกอะไรแล้ว แต่ที่ทำแบบนั้นก็ยังเป็นกังวลอยู่เนื่องจากไม่มีอะไรมาการันตี 

เสี่ยวหลิวต้องการพิสูจน์มัน ถ้าในหัวใจไม่มีพื้นที่ให้สามีคนนี้แล้ว

คืนนี้เขาจะกอดจะจูบใคร ก็คงต้องมีแค่ความรู้สึกดีเกิดขึ้นเท่านั้นจริงไหม

เสี่ยวหลิวรีบเอ่ยปากให้คนที่อายุมากกว่าไปคุยกับสาวที่หมายตา “ผมไม่เป็นไรหรอก จะนั่งอยู่ตรงนี้ล่ะ” ประโยคหลังกระซิบเสียงเบา “...แต่ถ้าอยากไปต่อกันที่ไหน ก็เมสเสจมาบอกกันหน่อยนะครับ” 

ต้องอย่างนี้สิ !  จะให้เขานั่งเป็นเพื่อนทั้งคืนมันไม่ได้หรอกนะ เฮยอวิ๋นยิ้มก่อนจะลุกไปอย่างมีชีวิตชีวา  

เหมือนว่าจะมีคนที่รอจังหวะอยู่ก่อนแล้ว พอเห็นชายที่ไม่สามารถระบุสถานะได้จากไป เด็กหนุ่มเจ้าของดวงตาเรียวหวานแสนเศร้าสร้อยคล้ายหวังให้ใครสักคนเดินเข้ามาปลอบก็เริ่มดึงดูดผู้คนในผับให้ข่มขู่ทางสายตาฟาดฟันกันเพื่อโอกาสแสนล้ำค่านี้

โธ่ แมวน้อยผู้น่าสงสาร พี่ชายคนนี้จะปลอบนายเอง มีชายคนหนึ่งทำท่าจะเดินเข้ามา แต่ก็ถูกชายอีกคนรั้งเอาไว้

เฮ้ นั่นของฉัน ฉันเห็นก่อน ! 

อะไรของแกวะ !  ปล่อยนะโว้ย

ดี ทะเลาะกันแบบนี้สิทางสะดวก

เดี๋ยว ขอฉันลองก่อน ฉันเล็งตั้งแต่เดินเข้ามาแล้วนะ !

สงครามขนาดย่อมเป็นพื้นหลังดังขึ้นอยู่หลายนาที ถึงกับขนาดต้องหาผู้ชนะด้วยวิธีสันติอย่างการเป่ายิ้งฉุบ ทุกคนวาดแขนออก

อาวุธอย่างมุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง ค้อน ! กระดาษ !  กรรไกร !

จนเมื่อได้ผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวแล้วนั้น... 

“ขอผมนั่งด้วยคนนะครับ” 

เสียงทุ้มเอ่ยอย่างสุภาพด้วยสำเนียงที่แปลกหู ทำให้เสี่ยวหลิวที่กำลังคิดอะไรอยู่เงยหน้าขึ้นมอง พอเห็นว่าเป็นคนแปลกหน้าก็ยิ้มทักทายเป็นมารยาทอัตโนมัติ โดยที่ไม่รู้เลยว่าท่าทางแบบนั้นเป็นการเชื้อเชิญกันชัด ๆ

“ครับ”

ชาร์ลี ผู้ชนะในค่ำคืนนี้เป็นหนุ่มไต้หวันที่มาทำงานที่ตงเฉิง เขาค่อนข้างมั่นใจในเสน่ห์ตนเอง พอเห็นเสี่ยวหลิวตอบรับก็นึกในใจว่าคงง่ายกว่าที่คิด  

เสี่ยวหลิวเหลือบมองชายร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้าง ๆ  ในใจ นึกไม่ถึงเลยว่าระหว่างที่กำลังคิดจะหาใครมาช่วยพิสูจน์ดี ก็มีคนมาทักทายถึงที่

ทั้งสองต่างนั่งเงียบอย่างไว้เชิงกันสักพัก แต่คงจะมีเสี่ยวหลิวเพียงคนเดียวที่มีอาการประหม่า ชาร์ลีเป็นฝ่ายชวนคุยก่อนและแนะนำตัวด้วยประโยคเบสิกตามฉบับผู้ชายขี้หลี ไม่ว่าจะมีช่องว่างของบทสนทนาตรงไหน ก็สามารถต่อได้อย่างลื่นไหลราวกับปลาที่ว่ายไปตามกระแสน้ำ

“ผมอยู่ที่นี่มาสามปีแล้ว ค่อนข้างชอบบรรยากาศและการเดินทางเลยล่ะ”

“ผมเพิ่งมาอยู่ได้ไม่นาน แต่ว่าเห็นด้วยกับคุณจริง ๆ ”

“ผับนี่ก็เป็นส่วนที่ผมชอบด้วย”

“แสดงว่าคุณมาบ่อยสินะครับ”

“บ่อยจนรู้ว่าคุณเพิ่งจะมาที่นี่เป็นครั้งแรกก็แล้วกัน”

เสี่ยวหลิวหัวเราะน้อย ๆ ที่อีกฝ่ายรู้ จิบเหล้าที่หวานกว่ารสขมไปพลางจนเริ่มรู้สึกผ่อนคลายกว่าเมื่อครู่ เขารู้ว่าตัวเองคอไม่แข็ง จึงเลือกดื่มอะไรที่ไม่แรงมาก ชาร์ลีผสมเหล้าให้เขาไม่ขาด ได้จังหวะทีเผลอก็วางแขนพาดพนักเก้าอี้โอบไหล่เล็กไว้หลวม ๆ

เสี่ยวหลิวตัวแข็งเพราะตกใจ แต่แล้วก็คลายไหล่ที่เกร็งอยู่ เขาพยายามจับความรู้สึกตัวเองในทุกขณะที่แนบชิดกับชาร์ลี แต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่ารู้สึกอย่างไร เด็กหนุ่มจึงเอนตัวไปทางอีกฝ่ายเล็กน้อย และคล้ายว่าจะทิ้งน้ำหนักลงไปยังต้นแขนกำยำนั้นมากยิ่งขึ้น

ความรู้สึกค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมา เสี่ยวหลิวพบว่าตัวเองกำลังรู้สึก...อึดอัด ?  ใช่รึเปล่าก็ไม่แน่ใจ เพราะว่าบางทีอาจจะเป็นเพราะอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นรึเปล่า ? 

ที่มุมหนึ่งแถวบาร์เครื่องดื่มคือเฮยอวิ๋นที่กำลังเกี้ยวสาวอยู่ ความพยายามอย่างไม่ลดละของเขาทำให้ในที่สุดก็ได้ไอดีของเธอมา น่าเสียดายเจ้าตัวไม่สนใจไปกับเขาคืนนี้

ชายหนุ่มเดินกลับมาที่โต๊ะหงอย ๆ 

“นี่ใครน่ะ”

“ชาร์ลีครับ เขาเป็นไต้หวัน เราเป็นเพื่อนกันแล้ว” เสี่ยวหลิวที่เริ่มมีสีแต่งแต้มบนใบหน้ายิ้ม กวักมือเรียกเฮยอวิ๋นให้มานั่งด้วยกัน

เฮยอวิ๋นกอดอกมองไอ้หนุ่มท่าทางดูสุภาพ แต่สายตาที่ใช้มองน้องชายของเขาทำเอารู้สึกไม่ดี 

“จะให้ผมนั่งตรงไหน” ที่นั่งมีแค่สองที มีคนยึดของเขาไปแล้ว

ชาร์ลีที่รู้จังหวะแสร้งทำหน้าเสียดาย ซึ่งจริง ๆ  ก็เสียดายที่ต้องปล่อยไปจริง ๆ นั่นแหละ ชายหนุ่มลดมือลงแล้วลุกขึ้น ทิ้งไว้แค่รอยยิ้มผิดหวัง “เพื่อนคุณกลับมาพอดี ผมคงต้องไป”

เสี่ยวหลิวซึ่งยังพิสูจน์ไปได้ไม่ถึงไหนก็คิดที่จะยื้อเอาไว้ ด้านเฮยอวิ๋นรู้สึกพอใจกำลังจะนั่งลงที่เดิม ทว่าเด็กหนุ่มดันลุกขึ้นมาเสียก่อน พูดเร็ว ๆ ว่า “ผม...ผมขอไปเข้าห้องน้ำ” จากนั้นก็พรวดพราดออกไปเลย

“รีบกลับมาล่ะ ! ” เฮยอวิ๋นตะโกนไล่หลังไป ไม่ลืมที่จะมองตามจนแน่ใจว่าเสี่ยวหลิวไปถูกทาง

เสี่ยวหลิวเดินเร็วตามแผ่นหลังของเพื่อนใหม่ซึ่งกลืนหายไปกับฝูงชน ในใจร้อนรนว่าอาจจะหากันไม่เจออีก ถ้าคืนนี้ผ่านพ้นไป ความกล้าที่อยากพิสูจน์ใจตัวเองอาจจะถูกทำลายจนหมดสิ้นก็ได้ 

“ผมรู้อยู่แล้ว”

“อ๊ะ”

พอพ้นตรงหัวมุม ร่างเล็กก็ถูกมือใหญ่ดึงเข้ามาที่ข้างลังใส่ขวดเบียร์ซึ่งถูกซ้อนกันไว้สูงเกือบสองเมตร แผ่นหลังถูกดันแนบชิดกับกำแพง ชาร์ลีกำลังมองเขาอยู่ด้วยสายตาแพรวพราว

“คุณ รู้อะไร” เสี่ยวหลิวกระพริบตา 

“รู้ว่าคุณต้องตามมา”

ใบหน้าเล็กเบือนหนีซ่อนความอายเอาไว้ กัดริมฝีปากตัวเองอย่างน่ารักน่าชังที่ถูกจับได้

เขาแกล้งลุกเดินออกมาเพราะรู้ว่ายังไงเด็กหนุ่มที่แสดงท่าทางเชื้อเชิญเมื่อกี้จะต้องตามมาแน่ ๆ  แล้วก็ไม่ผิดจากที่คาดเอาไว้ ชาร์ลีนึกขำ เหยื่อติดกับแล้ว

“ผมขอไอดีคุณได้ไหม” 

พอข่มความอายได้ เสี่ยวหลิวก็พยายามคิดบทสนทนาเพื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาอยากทำความรู้จักมากกว่านี้

“หืม คุณจะเอาไปทำอะไร”

“ติดต่อกัน” อาการประหม่าทำให้คนมองรู้สึกอยากแกล้งมากกว่าเดิม 

“คุณอยากติดต่อผมไปทำไม”

“สานสัมพันธ์”

“คุณอยากสานสัมพันธ์กับผมไปทำไมล่ะครับ”

โดนถามจี้อีก เสี่ยวหลิวรู้สึกอยากเดินกลับไปที่โต๊ะจริง ๆ  

แต่ถ้ากลับไปแล้วเอาแต่คิดเรื่องหวังหย่งเหวินอีก แบบนั้นก็ไม่อยาก 

เสี่ยวหลิวยิ้ม “ชาร์ลี มันอาจจะฟังดูแปลก ๆ  เพราะเราเพิ่งเจอกัน แต่ว่าผมกำลังสนใจคุณ”

คำพูดของเขาทำให้แววตาของอีกฝ่ายเป็นประกาย “คุณสนใจผม ? ”

“ใช่”  

“งั้นเหรอ” 

รอยยิ้มคาดเดาไม่ได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหนุ่มไต้หวัน เสี่ยวหลิวไม่แน่ใจว่าชาร์ลีจะปฏิเสธเขารึเปล่า

“ผมเองก็สนใจคุณเหมือนกัน”

แต่คำตอบที่ได้รับก็ทำเขายิ้มกว้างอย่างใสซื่อ

ชาร์ลีโอบเอวของเสี่ยวหลิวเข้ามาใกล้ มืออีกข้างเท้าผนังไว้ เขาโน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากชนกัน

เดี๋ยวก่อน มือเล็กยันแผ่นอกกว้าง “ค-คุณจะจูบผมเหรอ” 

“หรือคุณไม่อยาก”

เวลานี้มาถึงเร็วจนไม่ทันได้ตั้งตัว  เด็กหนุ่มรีบตอบราวกับว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ

“ก็อยาก แต่ว่า”

“หืม”

“คุณช่วยกอดผมด้วยได้ไหม” 

น้ำเสียงขอร้องอยู่ในทีเรียกอารมณ์คนตัวใหญ่กว่าให้แตกกระเจิง ชาร์ลีพยักหน้าโดยที่ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคนตัวเล็กกำลังคิดอะไรอยู่ ไม่รู้ว่านี่เป็นเพียงแค่การทดสอบของเสี่ยวหลิว เขาโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้กว่าเดิม 

เอาล่ะ เปลือกตาของเสี่ยวหลิวค่อย ๆ ปิดลง รอรับบทพิสูจน์จากชายตรงหน้าด้วยใจที่ปิติยินดี

มันจะต้องรู้สึกวิเศษ 

สัมผัสนุ่มประทับลงมาในคราแรก เพียงเสี้ยววิกลับเปลี่ยนเป็นรุนแรงจนน่าตกใจ ร่างเล็กที่ถูกกังขังไว้ถูกวงแขนแข็งแรงกอดรัดเข้าหาตัว 



ไม่- 

นี่มันไม่ได้รู้สึกดีเลยสักนิด



ในตอนที่สัมผัสจากชาร์ลีถูกสมองประมวลออกมา ตัวของเสี่ยวหลิวก็สั่นสะท้าน เปลือกตาเปิดขึ้นและเบิกกว้าง นั่นไม่ใช่เพราะความตื่นเต้นหรือเขินอาย แต่เป็นเพราะสัมผัสที่ได้รับจากชายตรงหน้ามันช่างแตกต่างจากสิ่งที่คาดการณ์ไว้

“อื้อ ! ” เสี่ยวหลิวส่งเสียงประท้วงเมื่อกลีบปากถูกลิ้นร้อนไล้เลีย พยายามเบือนหน้าหนีแต่ไม่เป็นผล มือใหญ่ตรึงคางของเขาแน่นให้อยู่กับที

เสี่ยวหลิวเผลออ้าปากร้องด้วยความเจ็บปวด 

พอก่อน !  เขาพยายามหยุดการกระทำของชาร์ลีด้วยการดิ้น ตอนนั้นเองที่ริมฝีปากซึ่งไม่เคยถูกล่วงล้ำถูกความอุ่นร้อนสอดแทรกเข้ามา

ไม่เอาแล้ว เสี่ยวหลิวไม่ชอบมัน ร่างกายขนลุกตั้งชัน ทั้งตื่นกลัวและขยะแขยง ทั้งที่เป็นฝ่ายยินยอมและเรียกร้องในตอนแรก เพียงวินาทีถัดมากลับต้องใช้มือปัดป้องออกไปให้พ้นตัว

ชาร์ลีที่กำลังหลงใหลในรสจูบซึ่งเกิดจากการไล่ล่าภายในโพรงปากไม่สนใจการปฏิเสธ หน้ากากของชายท่าทางสุภาพถูกฉีกกระชากออกด้วยความหื่นกระหาย เขามองท่าทางดิ้นรนของเสี่ยวหลิวเป็นเพียงการเสแสร้งเพื่อเพิ่มความเร้าใจ

ผิวเนื้อขาวละเอียดโดนมือหยาบกร้านลูบไล้ เสี่ยวหลิวเพิ่งรับรู้ว่าชายเสื้อตัวเองถูกเลิกขึ้นมากองไว้บนแผ่นอกที่บดเบียดกันแนบชิด

‘เฮียเหวิน’

ไม่รู้ว่าอะไรถึงดลใจให้เสี่ยวหลิวคิดถึงผู้เป็นสามี ความกลัวกระตุ้นเร้าจิตใต้สำนึกให้เปิดเผยสิ่งที่ปกปิดไว้ออกมา

ในสถานการณ์เช่นนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนหวังหย่งเหวินอาจจะไม่สนใจ

แต่ว่าถ้าเป็นเมื่อไม่นาน ความห่วงใยที่ร่างสูงแสดงออกมาให้ได้รับรู้ แม้จะน่าสงสัยแต่สี่ยวหลิวก็เชื่อว่าเฮียเหวินจะต้องเข้ามาปกป้องเขา

ถ้าหากว่าเฮียยังอยู่ตรงนี้-

น้ำตาแห่งความตื่นตระหนกเริ่มคลอหน่วย ความคิดที่เคยอยากจะโอบกอดผู้ชายคนอื่นก่อนหน้านี้สลายหายไปในพริบตา 

แบบนี้ไม่เอานะ !  ไม่อยากแล้ว ปล่อยผมสักที ! ใครก็ได้ช่วยด้วย

เฮียเหวินช่วยหลิวด้วย



ภายในห้องพักชั้นหกของคอนโด แสงแดดยามเช้าที่สดใสกำลังเชื้อเชิญให้เจ้าของห้องลุกขึ้นมาออกกำลังกายหน้าระเบียง ทว่าเวลานี้เด็กหนุ่มไม่ได้มีความรู้สึกอยากขยับตัวแม้แต่ปลายนิ้ว เขานอนแผ่หงายอยู่บนเตียง ดวงตาจ้องมองไปยังเพดานอย่างไร้จุดหมาย ราวกับว่ามวลสารด้านในกำลังล่องลอยไปยังที่อันแสนไกล 

ร่างกายของเสี่ยวหลิวยังปกติเหมือนเดิม ส่วนที่สึกหรอคงมีแค่ริมฝีปากที่ถูกบ้วนด้วยน้ำยาบ้วนปากจนซีดชา ผลของการพิสูจน์ด้วยวิธีบ้า ๆ นั้นนำมาซึ่งเหตุการณ์ที่ไม่อาจข่มตาลงได้ 

“นี่เราทำบ้าอะไรลงไป” 

เขาพึมพำแล้วตีหน้าผากตัวเอง โง่เง่าสิ้นดี

ถ้าเมื่อคืนนี้ไม่ได้เฮยอวิ๋นที่ตัดสินใจตามมาช่วยเอาไว้ เกือบจะต้องได้เสียใจทีหลังแล้วไหมล่ะ


‘ปล่อยเขา ! ’

เสียงที่จำได้ว่าเป็นของเพื่อนข้างห้องดังขึ้น ถัดมาเป็นร่างที่กำลังทาบทับเขาอย่างอุกอาจถูกถีบกระเด็นกระแทกผนัง  เสี่ยวหลิวกอบโกยอากาศเข้าสู่ปอด พอตระหนักได้ว่าตัวเองรอดแล้วก็ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

‘ฮึก-’

‘คุณโอเคไหม’ เฮยอวิ๋นจับใบหน้าของเขาเพื่อสำรวจ

แข้งขาทั้งสองข้างของเสี่ยวหลิวอ่อนแรงจนยืนแทบไม่ไหว อาการสั่นของร่างกายลามไปถึงมือทั้งสองข้างซึ่งพยายามดึงเสื้อยับยู่ลงมาที่เดิม 

ชาร์ลีที่ตั้งสติได้เงยหน้าขึ้นจากพื้น มองหาตัวการแล้วโผกระโจนเข้าหาด้วยกำปั้น ชายหนุ่มร้องคำรามด้วยความโมโห

เหตุการณ์ชุลมุนเกิดขึ้นจนดังไปถึงจุดที่คนจะสังเกตเห็น ตอนแรกเสี่ยวหลิวพยายามแยกทั้งสองที่กำลังพัวพันออกจากกัน แต่ทว่าความโกรธที่เขาเองก็โดนกระทำไปไกล มองไปเห็นลังขวดเบียร์ซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนถึงยกขึ้นทุ่มใส่แผ่นหลังน่ารังเกียจนั้นได้ 

*โครม !*  เฮยอวิ๋นเบิกตากว้างมองเสี่ยวหลิวที่กำลังหอบหายใจหนัก ส่วนชาร์ลีสลบเหมือดหมดสภาพไปอย่างน่าเวทนา การ์ดของผับตามเข้ามาด้วยใบหน้าดุดัน

ด้วยอิทธิพลของเฮยอวิ๋นซึ่งดูภายนอกแล้วไม่สามารถบอกได้จริง ๆ ว่ารู้จักคนที่ช่วยให้พวกเขาพ้นจากการสอบสวนของตำรวจได้อย่างไร ใช้เวลาเคลียร์เรื่องทั้งหมดและส่งคนเจ็บไปโรงพยาบาลรวมแล้วจบสิ้นภายในระยะเวลาหนึ่งชั่วโมง 

โชคดีสำหรับคนโง่แบบเขา

สติถูกกลืนหายไปด้วยน้ำตาที่ไหลรินออกมา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองถูกพากลับมาที่คอนโดเมื่อไหร่ และเฮยอวิ๋นซึ่งนั่งปลอบโยนเขาอยู่นานสองนานกลับไปตอนไหน จำได้แค่ว่าตัวเองพุ่งเข้าไปในห้องน้ำ รีบชำระล้างร่างกายบ้วนน้ำยาบ้วนปากจนปากเปื่อย        

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นถ่วงรั้งความคิดให้กลับเข้าที่เดิม เสี่ยวหลิวเอื้อมไปหยิบมันขึ้นมาดูอย่างเชื่องช้า แล้วก็ต้องประหลาดใจที่คนโทรมาคือลู่เสียน

นิ้วเล็กลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็กดรับ 

“ครับเฮีย” 

“เสี่ยวหลิว !  ดีใจจัง นึกว่าเราจะตัดสายแล้ว” 

“ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะครับ”

“ก็โทรไปไม่เคยรับเลยนี่นา ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” ลู่เสียนตัดพ้อ

ผ่านไปอาทิตย์แรกตั้งแต่งานเลี้ยงที่โรงแรม นึกว่าจะถูกเกลียดแล้ว คิดว่าพอก่อนดีกว่าไหม รอระยะเวลาที่จะช่วยทำให้เสี่ยวหลิวรู้สึกดีขึ้นแล้วค่อยติดต่อไปอีกที

เสี่ยวหลิวกุมหน้าผาก อา ตั้งแต่ตอนงานเลี้ยงก็ไม่ได้คุยกันเลย เพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับคนที่อยู่รอบตัวหวังหย่งเหวิน เขาจึงแทบลืมไปแล้วว่าที่ปักกิ่งยังมีพี่ชายคนนี้อยู่

ความรู้สึกผิดทำให้ต้องเอ่ยตอบไปว่า “ขอโทษนะครับ เรื่อนั้น-” 

“เราสบายดีใช่ไหม” ทว่าอีกฝ่ายกลับถามแทรกขึ้นมาอย่างร่าเริง “ช่วงนี้เฮียงานยุ่งมากเลย อยากเจอหลิวหลิวจัง”

เสี่ยวหลิวรับรู้ได้ว่าลู่เสียนไม่อยากทำให้เขาลำบากใจจึงเลือกที่จะไม่ถามถึงสาเหตุ

หรือบางทีชายหนุ่มอาจจะรู้อยู่แล้ว 

“หลิวสบายดีครับ อยากเจอเฮียเหมือนกัน” 

ได้ฟังแบบนี้ชายหนุ่มก็ชื่นใจ อยากจะย้ายร่างไปหาเจ้าตัวเสียเดี๋ยวนี้ เสี่ยวหลิวหลิวของลู่เสียนน่ารักจริง ๆ เราบอกว่าอยากเจอเฮียใช่ไหม ?  งั้นขอกอดให้หายเหนื่อยได้รึเปล่า 

การโทรมาของลู่เสียนไม่ใช่ว่าไม่มีจุดมุ่งหมาย และแล้วก็หมดช่วงเวลาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ 

“หย่งเหวินมันอยู่ข้าง ๆ เรารึเปล่า”

เสี่ยวหลิวชะงักกับคำถามถัดมา รู้สึกได้ว่าลำคอหดเกร็งจนเสียงไม่สามารถดันผ่านขึ้นมาได้ 

จู่ ๆ ก็ถามถึง เขาควรจะตอบอย่างไร ?  

เสี่ยวหลิวตั้งสติ จริง ๆ แล้วคิดไปคิดมายังไงก็ไม่น่าจะปิดเรื่องนี้จนครบหนึ่งปีอยู่แล้ว บอกให้รู้ไปคงไม่เป็นอะไร เฮียเสียนก็เป็นคนสนิทระหว่างพวกเขา

“เฮีย คือ หลิวไม่ได้อยู่ที่โรงแรมกับเขาแล้ว”  

“เรื่องนั้นเฮียรู้”

เสี่ยวหลิวเผลอทำหน้างุนงง  

“เราทะเลาะกับมัน ตอนนี้ย้ายมาอยู่ที่ตงเฉิง ย้ายไปแบบนั้นนอกจากมันที่ทรมาน… เฮียก็ทรมานเหมือนกันนะ”

“เขาเล่าให้เฮียฟังเหรอ”

“ใช่”

เสี่ยวหลิวทำเสียงขึ้นจมูกอย่างพอจะเดาได้ “เขาว่าอะไรหลิวให้ฟังล่ะ” คงไม่พ้นเสี่ยวหลิวช่างเอาแต่ใจ เสี่ยวหลิวทำให้ม๊าตบหน้าฉัน !

“ไม่เลย”

“เอ๋”

“มันเอาแต่ว่าตัวเองต่างหาก ด่าตัวเองด้วยว่าทำไมถึงรู้ตัวช้า ก่อนหน้านี้ทำเลวอะไรกับภรรยาไปมากจนกลัวว่าจะต้องหย่าจริง ๆ ” นี่มาจากมุมมองของลู่เสียนที่พยายามข่มความหมั่นไส้ของตัวเองลง “ตอนแรกหย่งเหวินก็ไม่ได้อยากเล่าให้เฮียฟังหรอก แต่มันเครียดมากที่เราขอแยกกันอยู่ ใช้วิธีตัวเองไม่ได้ผล เฮียเป็นเพื่อนมันเลยต้องเป็นที่ปรึกษา”

เสี่ยวหลิวตั้งใจฟัง กระนั้นก็ต้องหารคำพูดของลู่เสียนห้าส่วน บางทีหวังหย่งเหวินอาจจะให้เฮียเสียนโทรมาเล่าอะไรแบบนี้ให้ฟังก็ได้

แต่ทำไมเขากลับรู้สึกว่าความคิดนี้มันงี่เง่าชะมัด

เหนื่อยที่ต้องคอยเอาแต่คิดในแง่ร้ายแบบนี้ 

หรือบางทีเขาควรเลือกที่จะเชื่อไปเลยดี

เสี่ยวหลิวเม้มปาก เรื่องอะไรที่เป็นความลับ สุดท้ายทุกคนก็รู้จนได้สินะ “ก็อย่างที่เฮียรู้ เพราะฉะนั้นเขาถึงไม่ได้อยู่ข้าง ๆ หลิวตอนนี้”

“หลิวหลิวไม่ได้กำลังเฝ้าหย่งเหวินอยู่เหรอ ตอนนี้เราอยู่ที่โรงพยาบาลรึเปล่า”

ไม่น่าแปลกใจที่ลู่เสียนจะรู้ว่าหวังหย่งเหวินไม่สบาย แต่ว่า- 

“เขา...ยังไม่ออกจากโรงพยาบาลเหรอครับ”

“ยังเลย นี่เฮียเพิ่งจะให้เลขาส่งกระเช้าไปให้” งานของเขาเยอะจนไม่มีเวลานั่งรถไปเมืองอื่น

“อาการหนักมากเหรอครับ”

“อื้อ ช่วงสองสามวันแรก เฮียนึกว่าเรารู้อยู่แล้วเสียอีก”

เขาไม่รู้อะไรทั้งนั้นแหละ

“งั้นเหรอครับ”

“เราเพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาลใช่ไหม”

“เปล่าครับ หลิวไม่ได้ไปเยี่ยมเขา”

“หลิวหลิว” 

“หลิวไม่สนใจเขาหรอก”

ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างหวังหย่งเหวินและเสี่ยวหลิวจะย่ำแย่กว่าที่คิด ถึงขนาดที่เพื่อนของเขาล้มป่วยเข้าโรงพยาบาลก็ยังไม่ได้รับความห่วงใย

เวรกรรมของคนเลวอย่างมันที่แท้

แม้จะดีใจที่น้องชายใจแข็งเพื่อดัดนิสัยสามีแบบนี้ แต่ว่าเขาก็ล่วงรู้อะไรได้บางอย่างจากน้ำเสียงที่คุยกัน

“ไม่สนใจจริง ๆ เหรอ”

“ครับ”

“แล้วเมื่อกี้ถามเฮียทำไมว่าเขายังอยู่ที่โรงพยาบาล”

คนตัวเล็กเงียบ เผลอกำผ้าปูที่นอนแน่น “หลิวแค่-” แค่อะไร เสี่ยวหลิวคิดไม่ออก

ปากแข็งจริง ๆ  ลู่เสียนถอนหายใจ ในฐานะคนกลาง เขาเองก็อึดอัดใจไม่น้อย

“หลิวหลิว... เฮียรู้ว่าหย่งเหวินมันทำอะไรกับเราไว้บ้าง มันใจร้ายกับเราขนาดไหน เฮียเองก็ไม่ได้เข้าข้างเพราะเห็นว่ามันเป็นเพื่อนหรอกนะ แต่เฮียเป็นห่วงเราจริง ๆ ” 

เขาปวดใจที่ต้องเห็นแมวน้อยฝืนตัวเองอยู่แบบนี้ เขาที่เข้าใจความรู้สึกของเสี่ยวหลิวมากกว่าหวังหย่งเหวินมาตลอด คุยกันไม่กี่ประโยคก็ย่อมรู้อยู่แล้วว่าคนตัวเล็กยังมีใจให้เพื่อนตนหรือไม่

“ถ้าที่ทำอยู่มันฝืนความเป็นตัวเองเกินไปก็เลิกเถอะนะ เราไม่ได้มีความสุขใช่ไหมที่ทำแบบนี้”

“เฮีย”

“หวังหย่งเหวิน รักมันมาตลอดไม่ใช่เหรอ ถึงปากจะบอกว่าไม่สนใจ แต่ใจเราปฏิเสธมันไม่ได้หรอก  แม้แต่ตอนนี้เรายังคิดถึงมันอยู่เลย” 

 อึก... เสี่ยวหลิวแย้งอะไรไม่ได้ เมื่อได้คิดตามคำพูดของรุ่นพี่ ก็เข้าใจสิ่งที่อยู่ในใจตัวเองมากขึ้น

รักมาตลอด

ใช่ ที่ทำอยู่ตอนนี้มันฝืนจนเจ็บปวดไปหมดแล้ว

“แต่หลิวไม่อยากเจ็บอีก”

“ไม่หรอก เราจะไม่เป็นแบบนั้นอีก เฮียรู้ว่าคราวนี้มันรักเราแล้วจริง ๆ  และมันจะไม่ยอมเสียเราไป ไม่ว่ายังไงก็ตาม”

พูดอะไรน่ะ เสี่ยวหลิวเบิกตากว้าง

“เฮียรู้ได้ยังไง” รู้ได้ยังไงว่าเฮียเหวินรักเขา

ลู่เสียนหัวเราะในลำคอ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“เพราะเฮียไม่ได้ตั้งกำแพงในใจ เฮียถึงสัมผัสได้ถึงมันยังไงล่ะ”



“ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอไงว่าไม่ให้ตามไป ! ”

หวังหย่งเหวินที่เสียงยังแหบแห้งอยู่ตะโกนดังลั่นห้องพักผู้ป่วยพิเศษ นอกจากปวดหัวเพราะอาการที่ไม่ยอมหายแล้วยังต้องมาหัวเสียกับลูกน้องที่ขัดคำสั่งอีก

“ขอโทษครับบอส ...แต่ว่าแบบนี้จะดีแล้วจริง ๆ เหรอครับ เมื่อคืนคุณเสี่ยวหลิวก็เกือบถูกทำมิดีมิร้ายด้วยแล้ว ผมเห็นว่าคำสั่งของบอสมัน-”

ซิ่นเฉิงประสานมือก้มหน้า เขายอมรับผิดซึ่งเกิดจากความหวังดีของตัวเอง

ก่อนหน้านี้บอสหวังที่แปลกไปสั่งห้ามไม่ให้เขาส่งลูกน้องไปแอบเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของภรรยาตัวเอง ไหนจะไม่ให้ขัดขวางหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่เข้ามาทำความรู้จักอีก เรียกได้ว่าให้อิสระหวังเสี่ยวหลิวเต็มที่ แต่ว่าซิ่นเฉิงที่มีหวังไป๋ลี่ควบคุมอีกชั้นหนึ่งไม่สามารถปฏิบัติตามได้ทั้งหมด 

จู่ ๆ  ก็สั่งให้ถอนกำลังแบบนี้ แสดงว่าจะยอมแพ้จริง ๆ ใช่ไหมครับ ! 

ดวงตาคมเบิกกว้าง “นายว่าอะไรนะ” ใบหน้าที่ยังซีดเซียวยิ่งซีดขาวขึ้นไปอีกเมื่อได้ยินว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ตนรัก

“คุณเสี่ยวหลิวไปผับกับเพื่อนข้างห้องเมื่อคืน เขามีปฏิสัมพันธ์กับหนุ่มคนอื่นอย่างใกล้ชิด ดูเหมือนว่าจะสนใจหนุ่มคนนั้นอยู่ไม่น้อย พวกเขา เอ่อ จูบกัน แล้วก็กอดกัน เพราะมุมมันอับลูกน้องเราเลยไม่รู้ว่าจริง ๆ  ที่จริงแล้วคุณเสี่ยวหลิวกำลังถูกบังคับ แต่บอสไม่ต้องห่วงนะครับ คุณเสี่ยวหลิวปลอดภัยแล้ว โชคดีที่เพื่อนคนนั้นมาช่วยคุณเขาได้ทัน” ซิ่นเฉิงแสนจะโล่งอกตอนที่ได้ฟังรายงาน 

“เสี่ยวหลิว” หวังหย่งเหวินเอ่ยชื่อภรรยา แม้ร่างกายยังไม่เอื้ออำนวยให้แสดงอารมณ์ได้เต็มที่ แต่ทว่าแววตาและสันกรามที่ขบกันแน่นทำให้ทราบได้ว่าร่างสูงรู้สึกเป็นห่วงอีกฝ่ายมากแค่ไหน

เขาก็แค่อยากให้อิสระกับเสี่ยวหลิว ไม่อยากทำให้อึดอัดใจ เสี่ยวหลิวมีสิทธิจะมีเพื่อนหรือใครในสถานะใดก็ได้ เขายอมรับแล้วว่าตัวเองไม่มีสิทธิอะไรในตัวภรรยาเลย ฝืนใจแค่ไหนก็พยายามเต็มที่ที่จะไม่ทราบความเคลื่อนไหวใด ๆ

คิดไม่ถึงว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้นกับเสี่ยวหลิวของเขา เขารู้สึกโมโห โกรธ และเสียใจ

เสียใจที่ตัวเองไม่ได้อยู่ข้างกายภรรยาในเวลานั้น  

ไม่รู้ว่าเสี่ยวหลิวจะเป็นยังไงบ้าง จะหวาดกลัวแค่ไหน เขาอยากกลับไปที่คอนโดและกอดร่างเล็กไว้แนบอก ปลอบโยนจนกว่าจะรู้สึกดีขึ้น

แต่ว่าเขาทำไม่ได้

เสี่ยวหลิวยังโกรธเขาอยู่ ยิ่งรู้จากซิ่นเฉิงว่าเสี่ยวหลิวไม่คิดจะถามเทียนฉีเรื่องของเขาเลยก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวด บางทีเสี่ยวหลิวอาจจะไม่ได้อยากรับความเป็นห่วงอันแสนไร้ค่าของเขาก็ได้

แต่เขาก็ไม่อาจนิ่งเฉย แบบนี้เขาควรจะทำยังไง ?

“บอสครับ”

“ขอเวลาฉันคิดก่อน” หวังหย่งเหวินถอนหายใจ “ตอนนี้ก็ยังไม่ต้องทำอะไร อย่าเพิ่งส่งคนตามเสี่ยวหลิวเหมือนเดิม”

"ครับ”

ซิ่นเฉิงปล่อยให้บอสเอนตัวลงนอนบนเตียง

และประโยคสุดท้ายที่ได้ยินก็ต้องทำให้เขารีบออกจากห้องไป 

“อา ไอ้เลวนั่น ภายในวันนี้ก็จัดการให้เรียบร้อยล่ะ”



“มาเยี่ยมผู้ป่วยชื่ออะไรคะ”

“หวังหย่งเหวินครับ”

“เป็นญาติคนไข้เหรอคะ”

“ผมเป็นภรรยาเขา”

นางพยาบาลรีบบอกเสี่ยวหลิวว่าผู้ป่วยที่มีชื่อดังกล่าวพักอยู่ในห้องพิเศษหมายเลข B207 ให้เดินไปสุดทางเดินแล้วเลี้ยวซ้าย เสี่ยวหลิวกล่าวขอบคุณแล้วมุ่งไปยังจุดหมาย

หลังจากที่คุยโทรศัพท์กับลู่เสียนเมื่อตอนเช้า เขาก็นอนเหม่ออยู่บนเตียงต่อสักพัก คำพูดของรุ่นพี่ใจดียังวนอยู่ กวนใจที่ไม่อาจสงบได้ในหลายวันที่ผ่านมาให้สับสนขึ้นไปอีก ถึงกับกลบเรื่องเลวเรื่อยที่เพิ่งผ่านไปเมื่อคืนจนเกือบหมด

‘ไม่ใช่ให้ทำลายกำแพง แต่ให้ลองลดกำแพงตัวเองน่ะ ยังไม่ต้องให้อภัยมันก็ได้ แต่ว่าลองให้โอกาสมัน เพื่อตัวเองนะหลิวหลิว ทำอะไรที่ตัวเองอยากทำ เฮียอยากให้เรามีความสุขสักที’

‘ลองไปเยี่ยมมันหน่อย ถ้าไม่ไหวค่อยกลับมาก็ได้จริงไหม’

น่าเหลือเชื่อที่คำแนะนำนั้นทำให้รู้สึกว่าถ้าเป็นเขาในตอนนี้ คงทำได้ไม่ยากอะไร

ก็ลองมาดู ถ้าไม่ไหวจริง ๆ เขาก็แค่กลับคอนโด

เสี่ยวหลิวเห็นว่าหน้าห้องนั้นไม่มีคนเฝ้าอยู่และนางพยาบาลเพิ่งจะเดินออกมา  

มือเล็กภายใต้เสื้อโค้ทตัวยาวบิดลูกบิดเปิดเข้าไปด้านใน

เสี่ยวหลิวกลืนน้ำลายอย่างประหม่า เขาไม่มีของเยี่ยมติดมือมาสักชิ้น พอเข้ามาได้แล้วก็ยืนอยู่กับที่สักพัก เลือกที่จะใช้ผนักทางขวามือเป็นที่กำบังก่อน มือเย็นชื้นไปหมด

หวังหย่งเหวินจะทำหน้ายังไงเมื่อเห็นหน้าเขา

เขาใจร้ายกับอีกคนจนต้องเข้าโรงพยาบาล ถ้าเกิดว่าโกรธแล้วไล่เขาออกไปล่ะ

คนเป็นภรรยาส่ายศีรษะ บีบมือตัวเอง “แล้วจะสนใจทำไม” ถ้าไล่เขาก็จะไป ทีนี้ก็จะได้รู้สักทีว่าที่ผ่านมาน่ะคือการแสดงละครรึเปล่า 

ภายในห้องที่ไร้ซึ่งเสียงใด ๆ นอกจากเสียงของเครื่องปรับอากาศ เสี่ยวหลิวค่อย ๆ ก้าวเท้ไปยังเตียงผู้ป่วยขนาดใหญ่ บนนั้นปรากฏร่างของสามีที่กำลังหลับตานอนอยู่ ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ

อุตส่าห์ทำใจตั้งนาน ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะหลับอยู่แบบนี้ 

ใบหน้าหล่อเหลาดูอ่อนแอจนน่าใจหาย อดไม่ได้ที่จะยกหลังมือขึ้นวัดอุณหูมิดู

“ยังอุ่น ๆ ” หลายวันมาแล้วแต่ยังไม่หายสักที มันเพราะอะไรกัน

ดวงตาเรียวหวานกวาดมองสำรวจไปทั่วห้อง จนสายตาปะทะเข้ากับกองเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะด้านข้างพร้อมกับแฟ้มอีกตั้งหนึ่ง

“ป่วยแล้วยังห่วงงานอีก ให้ตายสิคนเรา” 

คิ้วเรียวสวยภายใต้หน้าม้าสีบลอนด์ขาวขมวดมุ่น ทำไมถึงได้หักโหมแบบนี้นะ ไม่อยากรีบหายรึยังไง พยาบาลอีกไม่คิดที่จะเตือนสามีเขาหน่อยเหรอ 

แต่เสี่ยวหลิวก็รู้ ว่าคนอย่างหวังหย่งเหวินเมื่อได้ตัดสินใจทำอะไรแล้ว ไม่ว่าจะสั่งห้ามหรือข้อร้องยังไง ก็ไม่ฟังใครนอกจากตัวเอง

เสี่ยวหลิวยกมือขึ้นแตะที่หลังมือซึ่งมีสายน้ำเกลือเจาะไว้  สี่นิ้วกระชับจนอุณหภูมิมือของเขาเริ่มกลับมาเป็นปกติ นิ้วโป้งลูบไล้ไล่วนไปตามข้อนิ้วอย่างแผ่วเบา ใจนึงก็อยากให้เฮียเหวินตื่นขึ้นมา แต่อีกใจเขาก็รู้สึกว่าหลับอยู่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน

เฮียจะได้ไม่รู้ว่าเขาน่ะเป็นห่วงมากแค่ไหน

ในตอนที่กำลังจะเลื่อนมือต่อไปยังกลุ่มผมสีดำ ประตูห้องก็เปิดออก ไม่รู้ว่าทำไมเสี่ยวหลิวถึงรีบชักมือกลับแล้วมองหาที่ซ่อน

ถึงจะเตรียมใจมาแล้ว แต่ก็ยังกลัวว่าจะมีใครรู้อยู่ดี คนตัวเล็กไม่มีโอกาสได้คิดมากมาย ตัดสินใจรีบวิ่งเข้าไปหลบอยู่ในห้องน้ำ เอาหลังแนบกับประตูซึ่งเปิดแง้มไว้เพียงแค่สายตาสามารถมองลอดไปยังด้านนอกได้

“ขอโทษนะคะ”

เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับร่างบอบบางที่อยู่ในชุดเดรสสีครีมเดินเข้ามา เธอกำสายกระเป๋าสะพายตัวเองตอนที่มาหยุดอยู่ที่หน้าเตียงผู้ป่วย ยืนมองหวังหย่งเหวินซึ่งยังคงหลับสนิทด้วยฤทธิ์ยา

น้ำเสียงของเธอทำให้เสี่ยวหลิวต้องพลิกตัวกลับทันที เขาแอบมองเธอผ่านช่องเล็ก ๆ  

แผ่นหลังที่เห็นทำเขารู้สึกคุ้นตาเหลือเกิน ไล่สายตาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าจากมุมนี้ พลันหัวใจกลับบีบรัดอย่างรุนแรง 

แผ่นหลังแบบนี้ไม่มีทางที่จะลืมได้ลง แผ่นหลังที่เสี่ยวหลิวเห็นมาเป็นร้อยเป็นพันครั้งจากรูปถ่ายที่เคยว่าจ้างให้คนแอบตามไปถ่ายมา

เธอไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่ด้วยซ้ำ

“หย่งเหวิน” 

หญิงสาวเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ทันทีที่เธอหันใบหน้าด้านข้างแสนสวยมองดูชายหนุ่มบนเตียง ก็ชัดแจ้งแล้วสำหรับตัวตนในความทรงจำ

เธอคือผู้หญิงที่แย่งเฮียเหวินไปจากเขา




น้ำฝน









---------------------------------------------------------- 

ขออภัยที่มาต่อช้ามาก ๆ นะคะ งานที่มหาลัยมี 4 project เยอะจนแบ่งเวลามาแต่งได้วันละนิด ต้องขอขอบคุณนักอ่านที่ยังติดตามและรอเสมอมานะคะ ทุกคนที่ยังอยู่เป็นกำลังใจให้นักเขียนจริง ๆ เราหวังเสมอว่าทุกตอนที่ได้อ่านจะสร้างความสนุกแก่ทุกท่านได้ไม่มากก็น้อย ขอให้เช้าที่จะถึงนี่เป็นวันที่ดีของทุกคนค่ะ




ความคิดเห็น