โซซอล
facebook-icon

ซูเปอร์อัลฟ่า ปะทะ ซูเปอร์อัลฟ่า(?) จะเป็นยังไงนะ...

01-8 จุดกำเนิดของชื่อ

ชื่อตอน : 01-8 จุดกำเนิดของชื่อ

คำค้น : กลลวงกลายรัก นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 เม.ย. 2562 15:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
01-8 จุดกำเนิดของชื่อ
แบบอักษร

‘อธิบายด้วยคำพูดได้ยาก’

นั่นเป็นความรู้สึกแรกที่ชายหนุ่มมีให้กับคฤหาสน์หลังนี้ จัดเป็นความรู้สึกที่ซับซ้อนมากสำหรับเขาที่ชื่นชอบอธิบายสิ่งต่างๆ ด้วยภาษาอันเรียบง่าย อธิบายได้ยากเนี่ยนะ แต่ก็จริงแหละ คฤหาสน์ที่ตั้งอยู่ด้านหน้ายากจะนิยามด้วยคำๆ เดียว


คฤหาสน์ตั้งอยู่ในสถานที่ที่ห่างออกมาไม่ไกลจากโซล เมืองหลวงของประเทศเกาหลีใต้มากนัก เริ่มจากอาคารทั้งหมด อาคารส่วนกลาง ไปจนกระทั่งบริเวณใกล้เคียงล้วนเป็นเขตที่อยู่เหนือกฎหมาย เป็นพื้นที่ที่ไม่มีใครสามารถเข้าออกได้หากไม่ได้รับอนุญาตจากตระกูลคัง ผู้เป็นเจ้าของที่ดิน หลังจากนั่งรถมาเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่าผู้คนเริ่มบางตาลงและเมื่อมาถึงด้านหน้าคฤหาสน์ก็รู้เลยว่าไม่ใช่แค่ความรู้สึก

กำแพงที่ทอดยาวเหมือนขบวนพาเหรดถูกปกคลุมด้วยกระเบื้องทั้งหมด ตัวคฤหาสน์ยึดตามแบบบ้านเกาหลีโบราณ แต่ในขณะเดียวกันก็ให้อารมณ์คล้ายกับอาศัยอยู่ในปราสาทเก่าแก่ทางตะวันตก ไม่เพียงแค่เหมาะกับทิวทัศน์ธรรมชาติรอบๆ เท่านั้น แต่ลักษณะของบ้านที่ใหญ่โตราวกับจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างก็ทำให้รู้สึกถึงความน่าเกรงขามและความน่ารังเกียจไปพร้อมๆ กัน

แค่นี้ก็เหมือนจะอาเจียนแล้ว ชายหนุ่มบ่นในใจ


“เชิญวางกระเป๋าทางด้านนี้ครับ”

“กระเป๋าเหรอครับ”


การ์ดที่ยืนเฝ้าตั้งแต่ตรงทางเข้ามาจนถึงจุดตรวจความปลอดภัยล้วนเป็นอัลฟ่าทั้งหมดเช่นกัน ราวกับเบต้าหรือโอเมก้าไม่มีตัวตนอยู่ในพื้นที่นี้เลยแม้แต่น้อย

ชายหนุ่มลืมตากลมโตแล้วย้อนถามการ์ดที่ร้องขอให้วางกระเป๋าที่ถือมา เพราะเป็นครั้งแรกที่มาในที่แบบนี้ ชายหนุ่มจึงเหมือนกับชาวต่างชาติที่งงงวยไปเสียทุกสิ่ง โชคดีที่เหล่าคนรับใช้ของคฤหาสน์สามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างชำนาญเลยไม่ใช่เรื่องยากอะไรขนาดนั้น


“เพื่อความปลอดภัย ทางเราจำเป็นต้องเปิดกระเป๋าแล้วเช็กสิ่งของด้านในครับ”

“ไม่ครับ ถ้าอย่างนั้นผมคงให้ไม่ได้”


ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยให้ผ่านไปอย่างคลุมเครือ พวกการ์ดไม่สามารถซ่อนสีหน้าที่มึนงงไปชั่วขณะกับคำตอบของชายหนุ่มได้ เขาคาดไว้ว่าบางทีอาจจะเป็นเพราะว่าสำหรับที่นี่แล้วถ้าตอบว่า ‘ไม่’ คงทำให้พวกเขาหายไปเลยก็ได้


“ถ้าต้องทำขนาดนั้น ผมคงไม่มีอะไรจะพูดกับเจ้านายของพวกคุณแล้ว ในกระเป๋ามีเอกสารและข้อมูลส่วนตัวอยู่ ผลการวิจัยของผมมีการรวบรวมข้อมูลหลายอย่าง เป็นเรื่องลับสุดยอดที่สำคัญจนสามารถเรียกร้องการคุ้มครองจากประเทศได้ เพราะฉะนั้นผมให้กระเป๋าไม่ได้ แล้วก็เปิดให้ดูไม่ได้ด้วยครับ”


ทันทีที่บทสนทนายาวขึ้นเขาก็เริ่มพูดโน้มน้าว พวกการ์ดที่สับสนมากกว่าเดิมเริ่มปรึกษากัน เท่าที่ได้ยินเมื่อครู่นี้เหมือนจะเป็นคำว่า ‘ติดต่อท่านประธาน’ หรือ ‘ทำยังไงดี’ โชคดีที่เขาเรียนภาษาบ้านเกิดของพ่อแม่มามากกว่าภาษาอังกฤษหรือไม่ก็คงเพราะทำความคุ้นเคยได้ง่าย การสนทนาภาษาเกาหลีของชายหนุ่มจึงอยู่ในระดับที่สูงจนพวกเขาเองก็คงจินตนาการไม่ออก


“…ถ้าอย่างนั้นรบกวนเอาขึ้นมาบนเครื่องตรวจหน่อยนะครับ ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถเข้าไปด้านในได้”

“ถ้าแค่นั้นก็ได้ครับ”


เป็นเงื่อนไขที่ไม่ยาก หลังจากชายหนุ่มยกกระเป๋าขึ้นไปวางไว้บนเครื่องแล้วก็กางแขนทั้งสองข้างออกขนานพื้นตามคำร้องขอ ซึ่งเป็นการตรวจแบบที่เขาเคยทำครั้งนึงแล้วในสนามบิน จึงไม่ใช่เรื่องยากอะไร

แต่นี่ไม่ใช่สนามบินและเป็นเพียงที่ดินส่วนบุคคลเท่านั้น เขาได้ยินมาว่าเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้เป็นชายแก่ผู้เรื่องมากและขี้ระแวงมากทีเดียว ชายหนุ่มมองศีรษะของการ์ดที่ตรวจค้นอย่างจริงจังอย่างกับจะตรวจแม้กระทั่งด้านในรองเท้าแล้วหัวเราะในลำคอเบาๆ

เมื่อเขาผ่านการตรวจสอบอย่างราบรื่นก็หยิบกระเป๋าถือที่ผ่านเครื่องตรวจมาอย่างไม่มีปัญหาอะไรเช่นกันกลับมา จากนั้นก็ดึงเสื้อแจ็กเก็ตให้ตึงพลางจัดการแต่งกายให้เข้าที่ ก่อนจะมองสำรวจไปรอบๆ แบบผ่านๆ ภายในคฤหาสน์ถูกออกแบบและมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยแตกต่างกับภายนอกที่ตกแต่งด้วยรูปแบบดั้งเดิมของบ้านโบราณเกาหลี 


พอเข้าไปด้านในอีกนิดก็มีทางเดินวกวนจนไม่สามารถแยกแยะอดีตกับปัจจุบันได้ปรากฎให้เห็น ชายหนุ่มเดินผ่านหัวมุมมาจนคิดว่าถ้าไม่ได้รับการแนะนำมาก่อน เขาอาจจะหาเจ้านายของคนพวกนั้นไม่ได้เจอก็ได้ ในที่สุดประตูบานใหญ่ก็ปรากฎตรงหน้า

มะฮอกกานีเหรอ รสนิยมดีนะเนี่ย มุมปากของชายหนุ่มยกยิ้มขึ้น เขารวบรวมพลังทั้งหมดมาไว้ในมือที่กำลังถือกระเป๋าอยู่อย่างอัตโนมัติ

เป็นช่วงเวลาที่รอคอยมาเนิ่นนาน ขณะที่เปิดประตูก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาช้าๆ  ความกังวลเข้ามาบีบรัดหัวใจอย่างรวดเร็ว มือที่กำราวกับจะทำลายด้ามจับประตูให้พังสั่นเทาตั้งแต่ข้อมือถึงต้นแขน ถึงจะไม่มีใครรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้แต่เขาก็รู้สึกได้ด้วยตนเอง จะบ้าตาย

ชายชราสติไม่ดีกำลังรอเขาอยู่โดยมีเพียงประตูบานเดียวกั้นไว้เท่านั้น

สุดท้ายเมื่อประตูถูกเปิดออกทั้งคู่ก็สบสายตากันไกลๆ ชายหนุ่มปรารถนาช่วงเวลาที่น่าขนลุกนี้อย่างแรงกล้า


“นึกว่าจะเป็นคนอเมริกันเสียอีก”


ทว่ากลับมีคำถามแบบนั้นโพล่งออกมาท่ามกลางการพบกันครั้งแรกอย่างเป็นทางการ จนเขารู้สึกเสียดายเวลาที่อุตส่าห์ขบคิดมาอย่างยาวนานว่าในครั้งแรกควรจะทักทายว่าอย่างไรดีเลยทีเดียว แถมยังไม่ใช่คำถามที่ต้องการคำตอบอีกด้วย ถึงจะไม่เคยคาดหวังว่าจะมีคำทักทายด้วยความยินดีออกจากปากชายแก่หัวแข็งผู้นี้ตั้งแต่แรกก็เถอะ


“รู้ได้ทันทีเลยเหรอครับ ปกติแล้วมักจะดูไม่ค่อยออกกัน”

“คนเอเชียเหรอ”

“ใช่แล้วครับ คุณแม่เป็นคนเชีย”


ไม่ใช่คำโกหกนี่ ถ้าจะให้ชัดเจนก็คือคุณพ่อก็เป็นเอเชีย พวกเขาทั้งคู่เป็นคนเกาหลีและเป็นคนที่คุณรู้จักดีอีกด้วย แต่มันก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องอธิบาย เพราะถึงจะไม่รีบเร่งบอกไปแต่ก็คงจะรู้เข้าสักวันอยู่ดี

ชายหนุ่มรู้สึกเคืองๆ ตาจึงกะพริบตาสองสามครั้ง อยู่ๆ ก็เหมือนคอนแทคเลนส์ที่ใส่อยู่จะหลุดออกมา


“อย่างนั้นนี่เอง... ถ้าอย่างนั้นพูดภาษาเกาหลีได้สักนิดไหม”

“ผมเรียนไว้แล้วครับ เพราะต้องมาพบกับลูกค้าคนสำคัญนี่นา”


นี่ก็ไม่ได้โกหกเลยนะ ถึงเวลาเตรียมตัวจะยาวกว่าที่จินตนาการไว้ก็เถอะ ยูจูโฮเสียชีวิตไปตั้งแต่ที่ชายหนุ่มอายุได้แปดขวบ ส่วนคังฮันโฮสุดท้ายก็ตายตามภรรยาของตัวเองไปในฤดูหนาวตอนเขาอายุสิบห้า สำหรับการอ่านเขียนภาษาเกาหลีและใช้อย่างคล่องแคล่ว ระยะเวลาสิบห้าปีก็ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ไม่เพียงพอเลย


“ดี ถูกใจฉันจริงๆ เพราะฉันไม่ค่อยชอบการพูดคุยที่ต้องใช้ล่ามสักเท่าไหร่ พูดภาษาเกาหลีตั้งแต่ตอนนี้เลยแล้วกัน”


‘เยสเซอร์’ ชายหนุ่มตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษ


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น