โซซอล

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

01-8 จุดกำเนิดของชื่อ

ชื่อตอน : 01-8 จุดกำเนิดของชื่อ

คำค้น : กลลวงกลายรัก นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ต.ค. 2561 16:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
01-8 จุดกำเนิดของชื่อ
แบบอักษร

‘อธิบายด้วยคำพูดได้ยาก’

นั่นเป็นความรู้สึกแรกที่ชายหนุ่มมีให้กับคฤหาสน์หลังนี้ สำหรับเขาผู้ชอบอธิบายสิ่งต่างๆ ด้วยภาษาอันเรียบง่ายแล้วนั้น มันจัดเป็นความรู้สึกที่ซับซ้อนมาก อธิบายได้ยากเนี่ยนะ แต่ก็จริงแหละ คฤหาสน์ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าเขานั้น ยากที่จะนิยามด้วยคำคำเดียว


คฤหาสน์ตั้งอยู่ ณ สถานที่ที่ห่างออกมาไม่ไกลจากโซล เมืองหลวงของประเทศเกาหลีใต้มากนัก เริ่มจากตึกทั้งหมดรวมถึงอาคารส่วนกลาง ไปจนกระทั่งบริเวณใกล้เคียงนั้น ล้วนเป็นเขตที่อยู่เหนือกฎหมาย พื้นที่ที่ไม่มีใครสามารถเข้าออกได้หากไม่ได้รับอนุญาตจากตระกูลคัง ผู้เป็นเจ้าของที่ดิน เขานั่งรถมาเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่าผู้คนเริ่มบางตาลง แต่ในตอนที่มาถึงด้านหน้าคฤหาสน์ก็รู้เลยว่าไม่ใช่แค่ความรู้สึก

กำแพงที่ทอดยาวเหมือนขบวนพาเหรดถูกปกคลุมด้วยกระเบื้องทั้งหมด ตัวคฤหาสน์ยึดตามแบบบ้านเกาหลีโบราณ ในขณะเดียวกันก็ให้อารมณ์คล้ายกับอาศัยอยู่ในปราสาทเก่าแก่ทางตะวันตก ไม่เพียงแค่เหมาะกับทิวทัศน์ธรรมชาติรอบๆ เท่านั้น แต่ลักษณะของบ้านที่ใหญ่โตราวกับจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้รู้สึกถึงความน่าเกรงขามและความน่ารังเกียจไปพร้อมๆ กัน

แค่นี้ก็เหมือนจะอาเจียนแล้ว ชายหนุ่มบ่นในใจ


“เชิญวางกระเป๋าทางด้านนี้ครับ”

“กระเป๋าเหรอครับ”


การ์ดที่ยืนเฝ้าตั้งแต่ตรงทางเข้ามาจนถึงจุดตรวจความปลอดภัย ล้วนเป็นอัลฟ่าทั้งหมด ราวกับเบต้าหรือโอเมก้าไม่มีตัวตนอยู่ในพื้นที่แห่งนี้แม้แต่น้อย

ชายหนุ่มลืมตาอันกลมโตแล้วย้อนถามการ์ดซึ่งร้องขอกระเป๋าถือที่เขาถือมา เพราะเป็นครั้งแรกที่มาในที่แบบนี้ ชายหนุ่มจึงเหมือนกับชาวต่างชาติที่งงงวยไปเสียทุกสิ่ง โชคดีที่เหล่าคนรับใช้ของคฤหาสน์สามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างชำนาญเลยไม่ใช่เรื่องยากอะไรขนาดนั้น


“เพื่อความปลอดภัย จึงจำเป็นต้องเปิดกระเป๋าแล้วเช็คสิ่งของด้านในครับ”

“ไม่ครับ ถ้าอย่างนั้นผมคงให้ไม่ได้”


ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยให้ผ่านไปอย่างคลุมเครือ พวกการ์ดไม่สามารถซ่อนสีหน้าที่มึนงงไปชั่วขณะกับคำตอบของชายหนุ่มได้ ตามที่คาดไว้นั้น บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าสำหรับที่นี่ถ้าตอบว่า ‘ไม่’ คงทำให้พวกเขาหายไปเลยก็ได้


“ถ้าต้องทำเช่นนั้น ผมคงไม่มีอะไรจะพูดกับเจ้านายของพวกคุณแล้ว ในกระเป๋ามีเอกสารและข้อมูลส่วนตัวอยู่ ผลการวิจัยของผมมีการรวบรวมข้อมูลหลายอย่าง เป็นเรื่องลับสุดยอดที่สำคัญจนสามารถเรียกร้องการคุ้มครองจากประเทศได้ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่สามารถให้กระเป๋าได้ แล้วก็เปิดไม่ได้ด้วยครับ”


ทันทีที่บทสนทนายาวขึ้นเขาก็เริ่มพูดโน้มน้าว พวกการ์ดที่สับสนมากกว่าเดิมเริ่มปรึกษากัน เท่าที่ได้ยินเมื่อครู่นี้เหมือนจะเป็น ‘ติดต่อท่านประธาน’ หรือ ‘ทำยังไงดี’ โชคดีที่เรียนภาษาบ้านเกิดของพ่อแม่มากกว่าภาษาอังกฤษหรือไม่ก็คงเพราะทำความคุ้นเคยได้ง่าย การสนทนาภาษาเกาหลีของชายหนุ่มอยู่ในระดับที่สูงจนพวกเขาเองก็คงจินตนาการไม่ออก


“…ถ้าอย่างนั้นรบกวนเอาขึ้นมาบนเครื่องตรวจหน่อยนะครับ ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถเข้าไปด้านในได้”

“ถ้าแค่นั้นก็ได้ครับ”


เป็นเงื่อนไขที่ไม่ยาก หลังจากที่ชายหนุ่มยกกระเป๋าขึ้นไปวางไว้บนเครื่องแล้วก็กางแขนทั้งสองข้างออกเป็นแนวนอนตามคำร้องขอของพวกเขา ซึ่งเป็นการตรวจที่เขาเคยทำครั้งนึงแล้วในสนามบิน จึงไม่ใช่เรื่องยากอะไร

ถ้าจะมีเรื่องอะไรอีกก็คงมีแค่เรื่องที่ที่นี่ไม่ใช่สนามบินแต่เป็นเพียงที่ดินส่วนบุคคล และตามที่ได้ยินมาว่าเจ้าของของที่นี่เป็นชายแก่ผู้เรื่องมากและขี้ระแวงมากทีเดียว ชายหนุ่มมองศีรษะของการ์ดที่ตรวจค้นอย่างจริงจังอย่างกับจะตรวจแม้กระทั่งด้านในรองเท้าแล้วหัวเราะในลำคอเบาๆ

เขาผ่านการตรวจสอบอย่างราบรื่น ก่อนจะหยิบกระเป๋าถือที่ผ่านเครื่องตรวจมาอย่างไม่มีปัญหาอะไรเช่นกัน จากนั้นก็ดึงเสื้อแจ็คเก็ตให้ตึงและจัดการแต่งกายให้เข้าที่ มองสำรวจไปรอบๆ แบบผ่านๆ แตกต่างกับด้านนอกซึ่งตกแต่งด้วยรูปแบบดั้งเดิมของบ้านโบราณเกาหลี ด้านในนั้นถูกออกแบบและมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย


เข้าไปด้านในอีกนิดก็มีทางวกวนซึ่งไม่สามารถแยกแยะอดีตกับปัจจุบันได้ปรากฎให้เห็น ชายหนุ่มเดินผ่านหัวมุมมาจนคิดว่าถ้าไม่ได้รับการแนะนำมาก่อน ก็อาจจะไม่ได้เจอกับเจ้านายของคนพวกนั้นก็ได้ ในที่สุดประตูบานใหญ่ก็ปรากฎ

มะฮอกกานีเหรอ รสนิยมดีนะเนี่ย มุมปากของชายหนุ่มยกยิ้มขึ้น เขารวบรวมพลังทั้งหมดมาไว้ที่มือที่กำลังถือกระเป๋าอยู่อย่างอัตโนมัติ

เป็นช่วงเวลาที่รอคอยมาเนิ่นนาน ขณะที่เปิดประตูก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาอย่างช้าๆ  ความกังวลเข้ามาบีบรัดหัวใจอย่างรวดเร็ว มือที่กำราวกับจะทำลายด้ามจับประตูให้พังนั้น สั่นเทาตั้งแต่ข้อมือถึงต้นแขน ถึงจะไม่มีใครรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของชายหนุ่ม แต่เขาก็รู้สึกได้ด้วยตนเอง จะบ้าตาย

ชายสติไม่ดีกำลังรอเขาอยู่โดยมีเพียงประตูบานเดียวกั้นไว้เท่านั้น

ในที่สุดก็ประตูก็ถูกเปิดออกและสายตาของทั้งคู่ก็สบกันจากไกลๆ ชายหนุ่มปรารถนาช่วงเวลาที่น่าขนลุกนี้อย่างแรงกล้า


“นึกว่าจะเป็นคนอเมริกันเสียอีก”


คำถามที่โผงผางออกมาเช่นนั้น ท่ามกลางการพบกันครั้งแรกอย่างเป็นทางการ จนเขารู้สึกเสียดายเวลาที่อุตส่าห์ขบคิดมาอย่างยาวนานว่า ในครั้งแรกควรจะทักทายว่าอย่างไรดีเลยทีเดียว แล้วยังไม่ใช่คำถามที่ต้องการคำตอบอีก ถึงจะไม่เคยคาดหวังว่าจะมีคำทักทายด้วยความยินดีจะออกจากปากของชายแก่ที่หัวแข็งผู้นี้ตั้งแต่แรกก็เถอะ


“รู้ได้ทันทีเลยเหรอครับ ปกติแล้วมักจะดูไม่ค่อยออกกัน”

“คนตะวันออกเหรอ”

“ใช่แล้วครับ คุณแม่เป็นคนตะวันออก”

ไม่ใช่คำโกหกนี่ ถ้าจะให้ชัดเจนก็คือคุณพ่อก็เป็นคนตะวันออก พวกเขาทั้งคู่เป็นคนเกาหลี และเป็นคนที่คุณรู้จักดีอีกด้วย แต่ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องอธิบาย ความจริงที่ถึงจะไม่รีบเร่งบอกไปแต่ก็คงจะรู้เข้าสักวัน

ชายหนุ่มรู้สึกเคืองๆ ตาจึงกะพริบตาสองสามครั้ง จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนคอนแทคเลนส์สีที่ใส่อยู่จะหลุดออกมา

“อย่างนั้นเอง...ถ้าอย่างนั้นพูดภาษาเกาหลีได้สักนิดไหม”

“ผมเรียนไว้แล้วครับ เพราะจะต้องมาพบกับลูกค้าคนสำคัญนี่ครับ”

นี่ก็ไม่ได้โกหกนะ ถึงเวลาเตรียมตัวจะยาวกว่าที่จินตนาการไว้ก็เถอะ ยูจูโฮเสียชีวิตไปตั้งแต่ที่ชายหนุ่มอายุได้ 8 ขวบ ส่วนคังฮันโฮนั้นสุดท้ายก็ตายตามภรรยาของตัวเองไปในฤดูหนาวตอนเขาอายุ 15 สำหรับการอ่านเขียนภาษาเกาหลีและใช้มันได้อย่างคล่องแคล่วนั้น ระยะเวลา 15 ปี ก็ไม่ใช่เวลาที่ไม่เพียงพอเลย


“ดี ถูกใจฉันจริงๆ เพราะฉันไม่ค่อยชอบการพูดคุยที่ต้องใช้ล่ามสักเท่าไหร่ ถ้าอย่างนั้นก็พูดภาษาเกาหลีตั้งแต่ตอนนี้เลยได้ไหม”


‘Yes, sir.’ ชายหนุ่มตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษ


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น