facebook-icon Twitter-icon

ความคิดเห็น (comment) จากผู้อ่านคือกำลังใจที่ดีที่สุดของนักเขียน อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจนักเขียนมีแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไปนะ :)

ตอนที่ 92 : selfish genes

ชื่อตอน : ตอนที่ 92 : selfish genes

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 26.6k

ความคิดเห็น : 111

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ต.ค. 2561 17:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 92 : selfish genes
แบบอักษร

ตอนที่ 92 : selfish genes


“เพียว! มึงมาที่นี่ได้ยังไง”

โฟคไม่ได้ตอบประโยคอธิบายของแฟนหนุ่มจากเรื่องราวก่อนหน้า แต่กลับร้องถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจไปหมด เขาหันไปมองหน้าพี่ชายเชิงไม่เข้าใจ เฟี๊ยตคือคนเดียวที่รู้ว่าเขาขึ้นมาเชียงใหม่ แต่จะฟันธงว่าเฟี๊ยตเป็นคนบอกเพียวเอง เขาก็ไม่ได้มั่นใจขนาดนั้น

“กูเปล่านา อย่ามาทำหน้าสงสัยใส่กู หันไปถามไอ้เพียวโน้น ว่ามันมาถูกได้ยังไง”

เฟี๊ยตร้องตอบกลับมา โดยไม่มีพิรุธแม้แต่น้อย โฟคถอนหายใจอย่างกึ่งจะเบาใจ ในเวลาแบบนี้ เขาก็อยากจะมีสักคนที่ยืนอยู่ข้างเขา ไม่ใช่เอาแต่คะยั้นคะยอให้เขาคืนดีกับไอ้เพียวเพียงอย่างเดียว

“โฟค มึงจำไม่ได้เหรอว่ากล้องหน้ารถเราเป็นแบบใส่ซิมโทรศัพท์มือถือ เราเคยติดกันไว้เพราะกลัวรถหายกันไง” อีกฝ่ายตอบ ถึงตอนนั้นเขาก็ได้แต่พยักหน้าเบาๆ อย่างเข้าใจ

“เดี๋ยวกูไปเตรียมห้องให้นะ มึงนอนห้องมุมติดสวนเหมือนเดิมแล้วกัน เดี๋ยวกูให้พนักงานไปจัดการห้องให้”

เฟี๊ยตพูดพร้อมยักไหล่ พร้อมกับคว้ากระเป๋าสัมภาระของน้องชายเดินฉับๆ เข้าไปในส่วนด้านในของโฮมสเตย์ ทิ้งให้โฟค เพียว และเจ้าหมาอีกสามตัวที่ยังวิ่งไปวิ่งมาอย่างตื่นเต้นไม่หยุด จัดการกันเองตรงบริเวณส่วนหน้าก่อนเข้าล็อบบี้ของตัวบ้าน




“มึงคิดอะไรอยู่มึงพูดออกมาได้ไหมโฟค เราเคยตกลงกันแล้วนี่” เพียวเอ่ยขึ้นเสียงเบา เมื่อเฟี๊ยตเดินจากไป และทิ้งบริเวณนั้นไว้นอกอาณาเขตการรับรู้ของคนอื่น

“มึงแม่งเหี้ยหวะ” โฟคสบถออกไปอย่างหงุดหงิด

“กูเหี้ยเรื่องอะไรบ้าง มึงด่ากูมาเลย กูจะได้ปรับปรุงตัว” เพียวพูดต่อออกไปแบบไม่มีทีท่าจะโมโหสักนิดเดียว

“มึงปิดเรื่องนี้มาทำไมตั้ง 10 ปีวะ มึงไม่คิดบ้างเหรอว่ากูจะรู้สึกยังไงตอนกูรู้ความจริง” โฟคหันไปสบตากับเพียวอย่างตรงไหนตรงมา

“มึงใจเย็นนะโฟค อย่างที่กูบอก เรื่องประกวดหุ่นยนต์ กูโกหกจริง กูไม่เถียง อันนี้กูผิดเอง กูขอโทษ แต่เรื่องหลังจากนั้นไม่เกี่ยวนะเว้ย ไอ้อิฐไม่ได้สั่งกู แล้วมันก็ไม่เคยอยู่ในแผนการ”

“...” เขาเงียบอย่างตั้งใจฟัง

“โฟค กูไม่ได้เป็นแค่เพื่อนพระเอกหน้าโง่ที่ต้องยอมทำทุกอย่างเพื่อให้พระเอกมันสมหวังนะเว้ย กูเป็นคน กูมีความคิดเป็นของตัวเอง” อีกฝ่ายยืนยันกับตัวเขาอย่างหนักแน่นมั่นคง


“เออ เรื่องนั้นกูรู้แล้ว ถือว่ากูเข้าใจผิดเอง แต่เรื่องประกวดหุ่นยนต์นี่ทำไมมึงไม่บอกกู สิบปีนะเพียว กูนอนข้างมึงมากี่คืน ทำไมไม่หันมาบอกกูด้วยตัวเอง มึงไม่รู้เหรอว่าการรู้เรื่องความสัมพันธ์ของตัวเองจากปากคนนอก มันน่าเสียใจขนาดไหน” โฟคหันไปย้อนถามต่อ

“กูผิดเองโฟค กูคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กนิดเดียว กูก็ไม่คิดว่ามึงจะสนใจเรื่องนั้นขนาดนี้ มึงลองคิดดูสิ ถ้ามึงไม่เข้าใจผิดว่าเรื่องหลังจากนั้นเป็นแผนของกูกับอิฐด้วย มึงก็อาจจะไม่ได้โกรธกูขนาดนี้ด้วยซ้ำ”

ความจริงสิ่งที่เพียวพูดก็ไม่ผิดเลย หากเป็นแค่เรื่องประกวดหุ่นยนต์อย่างเดียวไม่มีเรื่องในคืนนั้นมาเกี่ยวข้อง เขาก็อาจจะไม่โมโหขนาดนี้ แต่ไม่ว่ายังไงเขาก็ยังคงเสียใจอยู่ดี ทำไมจึงดูเป็นเขาคนเดียวที่ไม่เคยรู้อะไรเลย

“เออ แล้วทำไมมึงบอกไป๋ได้ แต่บอกกูไม่ได้ ทำไมคนอื่นแม่งรู้หมด แต่มีกูไม่รู้อยู่คนเดียว” โฟคเถียงต่ออย่างอารมณ์น้อยใจที่ปิดไว้ไม่มิด

“พวกกูไม่ได้บอกไป๋นะ แต่ไป๋มันจับได้เอง” เพียวพูดต่อ

“ห๊ะ” คราวนี้โฟคอุทานออกมาอย่างไม่เข้าใจ

“ความจริงไอ้ไป๋มันจับได้ตั้งแต่วันต่อไปของวันนั้นแล้ว ไป๋มันไม่เชื่อว่ากูประกวดจริง มันเลยแกล้งเดินไปถามพี่อ้อมว่ากูหายไปไหน ความก็แตกเลย แต่มันก็ไม่ได้บอกกูตอนนั้น มันก็มาเฉลยเอาตอนหลังกับอิฐ ไป๋ก็เลยรู้เรื่องนี้ไปด้วย” เพียวอธิบาย

“...”

“แต่กูไม่ได้จงใจบอกมันแต่ไม่บอกมึงนะ ยังไงสำหรับกู มึงก็คือคนที่สำคัญที่สุดอยู่แล้ว” เพียวพูดต่อประโยคจนจบ


“เพียว” โฟคพูดเกริ่น

“ครับ”

“กูขอเวลาอยู่คนเดียวหน่อยนะ”

เขาพูดออกไปแบบง่ายๆ ในขณะที่อีกฝ่ายก็ยกมือสองข้างขึ้นทำท่าเหมือนยอมแพ้ ก่อนจะหลบฉากให้เขาเดินเข้าไปในตัวบ้านอย่างไม่ทักท้วงอะไร คำให้การของเพียวฟังขึ้นทุกอย่าง ตัวเขาเองก็ไม่มีอะไรติดใจสงสัย เพียงแต่เขาอยากสงบสติอารมณ์มากกว่านี้ เขาอยากมีเวลาอยู่เงียบๆ คนเดียว

โฟคเดินทะลุเข้าไปในส่วนของโฮมสเตย์ เพียวเองก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากอุ้มเจ้าหนาทั้งสามตัวมาอยู่ในอ้อมแขนและปล่อยให้เขาแยกจากมาอย่างสงบ เขาเดินผ่านล็อบบี้ที่มีพนักงานที่เขาคุ้นเคยยิ้มให้และโค้งตัวลงเล็กน้อยอย่างรู้จักตัวเขาดี โฟคเดินลึกเข้าไปตามทางเดินเพื่อมุ่งสู่ห้องนอนที่เขาแวะมาพักตลอดเวลาขึ้นมาเชียงใหม่ เฟี๊ยตน่าจะจัดการเอาสัมภาระมาไว้ในห้องเขาเรียบร้อยแล้ว




“อ้าว เฟี๊ยต”

โฟคพูดขึ้นอย่างงงๆ เมื่อเห็นพี่ชายของตนยังนั่งรออยู่ในห้องนอน กวาดตามองไปก็ไม่เห็นสาเหตุอะไรที่พี่ชายเขาจะต้องมานั่งรออยู่ด้วย ความจริงแค่เอากระเป๋ามาวางให้ก็น่าจะไม่มีอะไรแล้ว เพราะปรกติห้องก็จัดไว้เผื่อรับแขกอย่างสะอาดเรียบร้อย

“มานั่งนี่สิ”

พี่ชายของเขาพูดพร้อมเอามาตีไปที่ฟูกบนเตียงข้างตัวเบาๆ สองที โฟคมองตามแบบงงๆ แต่ก็หย่อนตัวลงนั่งข้างพี่ชายอย่างว่าง่าย

“มีไรวะ” โฟคถามแบบสงสัย อาการแบบนี้เหมือนเฟี๊ยตจะมีอะไรพูดกับเขาสักอย่าง

“ยังโกรธไอ้เพียวมันอยู่หรือเปล่า” เฟี๊ยตถามขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

“ก็ยังโกรธอยู่ แต่น้อยลงมาหน่อย” เขาสารภาพตามตรง ความจริงควรจะใช้คำว่าน้อยลงมามากจะดีกว่า

“เมื่อคืนมันโทรมาเล่าให้พี่ฟังหมดแล้วนะ ตอนขับรถ” อีกฝ่ายพูดออกมาแบบง่ายๆ

“อ้าว เฟี๊ยต ไหงบอกอยู่ข้างโฟคไง ทำไมทำแบบนี้หละ” โฟคบ่น แต่ก็ไม่ได้โกรธอะไรพี่ชายๆ แค่ถามแบบงงๆ มากกว่า

“กูไม่ได้บอกว่ากูจะพามึงไปไหนไง มันก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไร อย่างว่า มันคงรู้จาก GPS หมดแล้วแหละ แต่มันก็แค่ขออธิบายกับกู กูก็รับฟังไปตามหน้าที่ แต่กูบอกมันไปแล้วว่ายังไงกูก็อยู่ข้างมึง มึงน้องกูนี่ งี่เง่าไปบ้างแต่ก็ยังคลานตามกันมาแหละวะ” เฟี๊ยตพูดซึ้งบ้างติดตลกบ้างไปตามนิสัย

“หลอกด่าโฟคเสร็จยัง” เขาถามกลับไปแบบหมั่นไส้

“เออๆ นั่นแหละ กูก็ฟังมันจนจบอะนะ กูไม่รู้หรอกว่ามึงรู้สึกกับเรื่องนี้ยังไง มันก็พอจะมีเหตุผลให้โกรธอยู่บ้าง แต่จะโกรธระดับไหน กูก็ไม่รู้” เฟี๊ยตยังคงพูดต่อไป

“เฟี๊ยตจะพูดอะไรกับโฟควะ โฟคไม่เข้าใจหวะ” เขาพูดแบบสงสัยในจุดประสงค์ของพี่ชาย


“ความโกรธเป็นเรื่องที่ง่ายนะ เพราะมันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์” เฟี๊ยตหันมายิ้มและพูดกับเขา

“...” โฟคเงียบอย่างสนใจ

“ยีนของมนุษย์มันเป็น selfish genes มันจะทำทุกอย่างแหละให้ชีวิตตัวเองอยู่รอด ยีนตัวเองอยู่รอด สังเกตว่าการโกรธคนอื่นมันง่ายนะ เพราะมันตอบสนองยีนเห็นแก่ตัวไง เราจะคิดเข้าข้างตัวเองไว้ก่อนเพื่อความอยู่รอด คิดดูมนุษย์ยุคหินนะ ถ้ามัวแต่มานั่งคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนนะก็โดนพวกเผ่าข้างๆ ทุบหัวแตกตายพอดี มนุษย์เราก็เลยเป็นแบบนี้ ระบบการคิดเข้าข้างตัวเองมันง่ายเสมอ เช่น ฉันฆ่าแกได้ เพราะแกทำท่าจะฆ่าฉันก่อน ฉันกินสัตว์อื่นได้ เพราะฉันต้องการอยู่รอด ฉันโกรธคนอื่นได้ เพราะว่าคนอื่นทำให้ฉันเสียใจ” เฟี๊ยตอธิบายมายืดยาวพร้อมรอยยิ้ม

“เฟี๊ยตกำลังจะบอกอะไร” โฟคหันไปมองหน้าพี่ชายแบบตั้งใจ

“การให้อภัยมันถึงเป็นเรื่องที่ยากไง เพราะมันเป็นเรื่องที่ฝืนสัญชาตญาณมนุษย์ ทำกับสิ่งที่ตรงข้ามกับ selfish gene อยากจะทำ สมมติทะเลาะกัน เรื่องโกรธนี่ง่ายมาก ก็โกรธไง เธอผิดฉันถูก คิดแบบนี้คิดง่าย เพราะยีนมันสอนให้เราคิดแบบนั้น ยีนมันสอนให้เราเอาตัวรอด” เฟี๊ยตพูด

“...” เขาเงียบและคิดตาม

“แต่การให้อภัยมันเป็นขั้นกว่าของความเป็นมนุษย์ไง เราต้องยอมรับส่วนหนึ่งด้วย เออ เราก็มีส่วนผิดนะ เขาก็มีส่วนผิดนะ แต่ความสัมพันธ์ของเราสำคัญกว่า เราต้องพยายามรักษาไว้ ยีนมันไม่ได้สร้างสัญชาตญาณมาให้เราคิดแบบนี้ไง เราต้องใช้ตรรกะ ใช้ความเข้าใจ ใช้การยอมรับซึ่งกันและกันในการจะก้าวผ่านไป ไม่ง่ายนะโฟค แต่ถ้าอยากรักษาความสัมพันธ์ไว้ เราต้องเรียนรู้ที่จะทำ” เฟี๊ยตหันมามองหน้าเขา

“อืม” เขาตอบรับออกไปพร้อมกับเริ่มทบทวน

“ความจงเกลียดจงชังมันง่ายเสมอ เพราะมันไม่ต้องฝืนอะไร เราใช้แค่ปล่อยตัวเองไปตามสัญชาตญาณ เหมือนปลาที่ลอยไปตามน้ำ ปลาเป็นก็ทำได้ ปลาตายก็ทำได้ แต่การให้อภัยไม่ใช่ มันคือการว่ายทวนน้ำ มันคือการลดความเป็นตัวตนของตัวเองลง โอเค มันเข้าใจยาก ทำยาก แต่ถ้าทำได้ เราเองนี่แหละที่จะเบาสบายที่สุดเอง” เฟี๊ยตพูดยาวเหยียด

“อือ” เขาพูดออกไปอย่างยอมรับ

“การที่เพียวโผล่มาถึงนี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนะโฟค ทันทีที่มันรู้ว่ามึงโกรธ มันก็รีบตามไปที่บ้าน พอไม่เจอ มันก็สืบจนเจอว่ามึงออกจากกรุงเทพแล้ว มันตรงไปสนามบิน จองตั๋วแล้วบินมาดักขอโทษมึงถึงนี่ มันเองก็ต้องฝืนสัญชาตญาณของ selfish genes ในโครโมโซมของมันเหมือนกัน เฮ้ย มันง่ายมากเลยนะที่จะคิดว่า อะไรวะ งอนอะไรกับเรื่องแค่นี้ กูก็ไม่ได้ผิดสักหน่อย ทำไมถึงงี่เง่า” เฟี๊ยตจงใจพูดแปร่งๆ ตอนท้ายประโยคเหมือนจะเล่นแสดงเป็นความคิดของเพียว

“อืม” เขาตอบรับไปแบบไม่รู้จะตอบรับอะไร

“แต่มันก็มาไง มันฝืน selfish gene ตัวเองมาเพื่อขอโทษมึง ทั้งที่ความจริง มันจะเพิกเฉย และไม่ต้องสนใจเรื่องนี้เลยก็ได้” เฟี๊ยตพูดต่อจนจบ




“ตอนเด็กกูเคยดูซินเดอเรลล่าเว้ย กูโคตรงงว่าทำไมแม่ซินเดอเรลล่าถึงชอบสอนให้นางเอก have courage and be kind เฮ้ย จะกล้าหาญจะใจดี แต่ทำไมนางเอกแม่งโคตรลูสเซอร์ โคตรขี้แพ้ ไม่เห็นทำอะไรได้เลย ยอมเขาทุกอย่าง ดูตอนจบจะเข้าวัง แทบที่จะสั่งลงโทษแม่เลี้ยงให้หนำใจ แก้แค้นที่โดนกระทำมาทุกอย่าง ชำระความโกรธที่สะสมมาตลอด แต่อะไรวะ ซินเดอเรลล่าก็แค่ให้อภัย บ้าแล้ว การให้อภัยนี่มันกล้าหาญตรงไหนวะ นี่มันการยอมแพ้ นี่มันคนขี้แพ้ชัดๆ ตอนเด็กกูคิดแบบนี้ กูโคตรเกลียดซินเดอเรลล่า กูว่าแม่งเป็นนิทานที่สอนให้เด็กอ่อนแอ” เฟี๊ยตพูดเล่าต่อกลั้วไปกับเสียงหัวเราะ

“แล้วๆ” โฟคเอ่ยถามต่ออย่างสนใจ

“พอโตมากูถึงรู้ไงว่าจะให้อภัยคนได้นี่แม่งโคตรต้อง have courage and be kind จิตใจมึงต้องกล้าหาญมากนะในการวางความโกรธทิ้งลงไปได้ ความโกรธแม่งง่ายเว้ย แก้แค้น ด่าทอ ทำยังไงก็ได้ให้อีกฝ่ายเสียใจ แล้วไงวะ ตัวเราเองแม่งก็จมอยู่กับความโกรธเหล่านั้น แต่การให้อภัยมันไม่ใช่หวะ มันคือการก้าวออกมาจากความเจ็บปวดที่คอยทำลายเรา แต่มันยากไง มันฝืนสัญชาตญาณ ฝืนความรู้สึก ฝืนความคิดที่มันง่ายและสบายที่จะโยนความผิดให้คนอื่นไปสู่สิ่งที่ยากกว่า การให้อภัยแม่งเลยต้องโคตรที่จะต้องกล้าหาญ” เฟี๊ยตพูดพร้อมยื่นมือมายีหัวเขาเล่นอย่างคุ้นเคย

“ขอบคุณนะเฟี๊ยต” เขาพูดออกไปอย่างตื้นตัน

“มึงต้องเรียนรู้ที่จะให้อภัยและก้าวข้ามปัญหาพวกนี้ในความสัมพันธ์ไปให้ได้นะโฟค กูไม่ได้บอกให้มึงทำเพื่อรักษาไอ้เพียวไว้ในชีวิต อันนั้นกูไม่สน มึงจะคบกันต่อหรือไม่คบกันต่อ มันก็คือเรื่องของพวกมึง”

“...”

“แต่กูเป็นพี่มึง กูไม่อยากเห็นมึงอยู่ในความทุกข์ อยู่ในความโกรธ อยู่ในวังวนของความเสียใจ กูอยากเห็นมึงมีความสุข กูอยากให้มึงวางความรู้สึกที่คอยกัดกร่อนจิตใจมึงลง มึงจะได้เบา มึงจะได้สบาย” เฟี๊ยตพูดด้วยรอยยิ้มที่เริ่มชวนจะทำให้น้ำตาเขารื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

“ขอบคุณนะเฟี๊ยต ขอบคุณจริงๆ”

โฟคเผลอร้องไห้ออกมาอย่างขอบคุณคนตรงหน้า พร้อมกับโผเข้าไปสู่อ้อมอกกว้างของพี่ชายของตนที่เหมือนจะเป็นความอบอุ่นที่เขาละเลยมาแสนนาน




“โฟค นี่อาจจะเป็นเวลาของมึงบ้างแล้วนะที่จะต้อง have courage and be kind”

เฟี๊ยตพูดพร้อมด้วยน้ำเสียงนุ่ม พร้อมกับใช้มือลูบไปที่แผ่นหลังของคนเป็นน้องชายที่กำลังร้องไห้ออกมาอย่างปลอบประโลม






นายพินต้า

ฝากเฟสและทวีต นายพินต้า ninepinta ด้วย มาหน่อยเร็ว มาให้เราฝากนิยายหน่อย 555555

ผ่านมาเกือบ 100 ตอนแล้วน้า ใครที่อ่านกันมาจนถึงตอนนี้ ผมขอคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้กันในทุกทุกตอนได้ไหมครับ อ่านมานานแบบนี้น่าจะหลงรักลูกชายของผมบ้างแหละ ขอกำลังใจให้คนแต่งผ่านคอมเมนต์บ้างนะครับ ผมจะได้มีแรงฮึบไปจนถึงตอนสุดท้าย อ่านแต่ชอบในใจ ผมไม่ได้ยินนะเอ้อ ขอกำลังใจจากเธอบ้างได้ไหม อิอิ เมนต์ให้หน่อย พิมพ์แป๊บเดียว ตอนละไม่ถึงนาทีเลย แบ่งกำลังใจให้กันนะ : )

ความคิดเห็น