หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

สวัสดีค่ะ ช่วงนี้ขออนุญาตปรับลดตอนเรื่อง ลิขิตรักข้ามภพ เป็นวันละ 1 ตอน เมื่อเพิ่มตอนแล้วจะแจ้งให้ทราบทันที ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

บทที่ 30 พบหยางเฟิงครั้งแรก

ชื่อตอน : บทที่ 30 พบหยางเฟิงครั้งแรก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.3k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ต.ค. 2561 12:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 30 พบหยางเฟิงครั้งแรก
แบบอักษร

ดวงจันทร์กลมโตที่ลอยอยู่กลางฟ้า ส่องแสงเปล่งประกายเหลืองนวล ชิงเซี่ยนั่งคุกเข่าลงไปที่ริมบ่อน้ำ ในขณะที่รอบด้านเงียบเชียบ มีเพียงเสียงของแมลงที่ไม่รู้จักกำลังร้องระงม 

เพียงพริบตาก็ผ่านมาแล้วหนึ่งเดือน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นราวกับความฝันครั้งใหญ่ ชีวิตของนางพลิกผันอย่างน่าประหลาด หลายครั้งที่ตื่นมาในตอนเช้า นางเองก็ไม่แน่ใจว่านี่เป็นความจริงหรือความฝันกันแน่ เหมือนว่านางจะไม่เคยเจอกับปัญหาเช่นนี้มาก่อน แม้นางจะเป็นทหารคนหนึ่ง แต่ก็ยังเป็นหญิงสาวคนหนึ่ง ย่อมมีความรู้สึกที่อยากจะหลบหนีหรือไม่ต้องการเผชิญหน้ากับปัญหา 

และครั้งนี้ ความตายของผู้คนในตำหนักหลันถิงก็กระทบกระเทือนกับความรู้สึกของนางอย่างมาก 

ในโลกที่นางมาอยู่นี้ไม่เคยหนีพ้นปัญหาเลยจริงๆ 

ทุกที่ในวังบูรพาของรัชทายาทล้วนถูกกล่าวหาว่าทำมตร์ดำ เว้นแต่เพียงตำหนักหลันถิงและตำหนักอวิ๋นเสียงที่รอดมาได้อย่างโชคดี นางไม่รู้ว่าตันเฟยรู้ได้อย่างไร แต่นางเองกลับได้พบกับผู้มีวรยุทธ์ลึกลับกว่าร้อยที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าดอกเหมย และนั่นทำให้ตำหนักหลันถิงรอดมาได้อย่างโชคดี แต่กลับทำให้ศัตรูเข้าผิด 

คนที่อยู่ในป่าดอกเหมยไม่รู้ฐานะของนาง เป็นผลให้เจ้าของตำหนักทั้งสองที่เป็นเป้าหมายไม่ถูกแตะต้อง ในขณะที่การก่อกบฏยังไม่ทันเริ่ม การเร่งลงมือฆ่านางนั้นเสี่ยงเกินไป และอาจก่อให้เกิดปัญหาที่ไม่จำเป็น ดังนั้นพวกเขาจึงปิดกั้นช่องทางข่าวสารต่างๆ ของวังหลวง พอการก่อกบฏเริ่มขึ้นก็กักขังผู้คนจากทั้งสองตำหนักไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้สะดวกต่อการวางเพลิงและลอบสังหาร 

การสังหารอย่างโหดเหี้ยม ไยนางจึงคิดไม่ถึง? หากนางยังอยู่ที่นี่ คงไม่มีทางยอมให้ลอบวางเพลิงสังหารคนเช่นนี้เป็นแน่ 

น่าเสียดายที่นางประเมินตัวเองสูงเกินไป นางดูแคลนคนโบราณเหล่านี้เสมอ คิดว่าตนมีความรู้และทักษะที่เหนือกว่า นางจึงมักจะทำตัวเป็นผู้ชมที่มองอยู่เฉยๆ ความหยิ่งทะนงเช่นนั้นทำให้เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น 

หลังจากเพลิงไหม้วันนั้น นางมองเห็นเพียงร่างดำไหม้ของผู้คนในตำหนักหลันถิง ครั้นเห็นศพที่ไม่สามารถแบ่งแยกความแตกต่างได้เหล่านั้นก็ราวกับมีค้อนหนักๆ ฟาดลงมาที่หัวใจของนาง ทำให้นางหลุดออกมาจากความฝัน นี่นางคิดว่าตนไร้พ่ายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? ความคิดเช่นนี้มีแต่จะสร้างความเดือดร้อนแก่คนรอบข้างเท่านั้น 

ตัวอย่างเช่นนางกำนัลที่ต้องตายเหล่านั้น และเซียงจวี๋ที่ใบหน้าเละไม่มีชิ้นดี รวมไปถึงผู้คนในตำหนักอวิ๋นเสียงที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย 

ในเมื่อไม่สามารถตอบโต้ได้ ชิงเซี่ยจึงลุกขึ้นมา ขมวดคิ้วพลางมองไปยังป่าดอกเหมยที่อยู่ทางตะวันตก 

องค์ชายสิบสามหรือ? การสูญเสียครั้งนี้ นางจะปล่อยไปโดยไม่ปริปากอะไรไม่ได้ 

ขณะที่คิดอยู่ ก็มีเสียงดังออกมาจากป่าที่อยู่ด้านข้างบ่อน้ำ ชิงเซี่ยที่ถูกขัดจังหวะความคิดก็เดินไปเงียบๆ นางแหวกพุ่มไม้ออกดูก็เห็นว่ามีทหารกำลังต่อสู้กันอยู่  

วังหลังของหนานฉู่กับความทรงจำเกี่ยวกับยุคโบราณของชิงเซี่ยนั้นไม่เหมือนกันสักเท่าไหร่ ที่แตกต่างจากโลกก่อนมีเพียงเรื่องที่เหล่าขันทีที่เดินไปมา บรรดาทหารองครักษ์ และหมอหลวงของวังหลังแห่งหนานฉู่ล้วนแต่มีตำหนักประจำของตน เพียงแต่ต้องหลีกเลี่ยงยามสตรีสูงศักดิ์เหล่านั้นเดินผ่านเท่านั้น บัดนี้ในวังเพิ่งเกิดเหตุวุ่นวาย จึงยิ่งเพิ่มกำลังทหารยามขึ้นอีก ดังนั้นการทะเลาะเบาะแว้งกันจึงเป็นเรื่องเล็กน้อย เพียงแค่ไม่ทำให้พวกเบื้องบนตกใจก็พอ 

ชิงเซี่ยไม่ใคร่ใส่ใจเรื่องนี้นัก จึงหมุนตัวเดินจากไป 

“หลันเฟยเหนียงเหนียงเสด็จ!” 

พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้น เหล่าทหารยามได้ยินก็พากันแตกกระเจิง เหลือเพียงชายหนุ่มรูปร่างบอบบางในชุดเกราะสีเขียวที่นอนหมอบอยู่บนพื้น ดูจากร่างของเขาแล้วคงโดนตีมาไม่น้อยเลย 

ชิงเซี่ยหยุดฝีเท้าลง มองไปทางพุ่มไม้เตี้ยๆ ก็เห็นเพียงทหารหนุ่มในชุดองครักษ์สีเขียวคนหนึ่งกระโดดออกมาจากด้านหลังของพุ่มไม้นั่น เขาดูแข็งแรง ว่องไว ไม่นานก็พุ่งตัวไปยังด้านข้างของทหารที่นอนหมอบกับพื้นคนนั้น พยายามประคองให้ลุกขึ้นพลางเอ่ยถามเสียงต่ำว่า “อาอวี่ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” 

“เจ้าไม่ต้องมายุ่ง!” ทหารองครักษ์ผู้นั้นถูกพลักไปด้านข้าง เขายกมือขึ้นจับจมูกและใบหน้า พลันเอ่ยเสียงเข้มว่า “ไยเจ้าไม่ไปประจบประแจงหญิงผู้นั้นเล่า ไม่ต้องมาเสียเวลากับข้าที่นี่” 

“รีบไป” ทหารองครักษ์ในชุดสีเขียวมิได้สนใจ กลับเดินไปด้านหน้าแทน แล้วช่วยพยุงชายหนุ่มที่ถูกตี พลางเอ่ยต่อ “ถ้าพวกเขารู้ว่าหลันเฟยเหนียงเหนียงไม่ได้ผ่านมาที่นี่จริง จะต้องย้อนกลับมาแน่” 

“เจ้าไปคนเดียวเถอะ ขี้ขลาดราวกับหนู รู้จักแต่เอาอกเอาใจหญิงสาวเหล่านั้น เจ้ามันสวะ!” อาอวี่ลุกขึ้นมาด่า แล้วก็ทิ้งทหารองครักษ์ในชุดเขียวที่มาช่วยไว้ตรงนั้น 

“อาอวี่...” 

“ถอยไป!” อาอวี่ตะโกนออกมาครั้งหนึ่ง ก่อนเอ่ย “หยางเฟิง นับแต่นี้ไปข้าไม่รู้จักพี่น้องเช่นเจ้า ศัตรูของนายท่าน ข้าจะไปจัดการคนเดียว! คุณหนู ข้าก็จะไปช่วยคนเดียว! ไม่จำเป็นต้องพึ่งสุนัขเนรคุณอย่างเจ้า!” 

หยางเฟิงถูกอาอวี่ผลักจนถอยกรูดไปสองก้าว อาอวี่ยืนตัวสั่น จ้องไปทางหยางเฟิงด้วยความโกรธ ใบหน้าม่วงช้ำ จมูกยังมีเลือดไหลออกมา ยิ่งเห็นหยางเฟิงไม่พูด ก็ตะโกนด่าเสียงดัง “ปีนั้น หากไม่มีคุณหนู เจ้ากับข้าคงหิวตายอยู่ริมถนน ข้าเฉินอวี่เป็นคนรู้คุณ! ไม่เหมือนเจ้า ที่รู้จักเพียงประจบประแจงเอาใจหญิงสาว เจ้าคงลืมเรื่องราวระหว่างเราไปสิ้นแล้วกระมัง คุณหนูต้องได้รับความทุกข์ยากอยู่ที่นั่น เจ้ากลับอยู่ที่นี่อย่างสุขสบาย เจ้ามันไม่มีสำนึก!” 

เฉินอวี่ใช้มือกุมจมูกที่มีเลือดไหลออกมาไม่หยุดเอาไว้ จู่ๆ ขาก็พลันอ่อนแรงล้มลงไปกับพื้น ขาข้างหนึ่งของเขามีเลือดไหลออกมาดูเหมือนว่าจะได้รับบาดเจ็บจากการถูกตีก่อนหน้านี้ 

หยางเฟิงที่ฟังคำตำหนิของเฉินอวี่โดยไม่ปริปาก เมื่อเห็นเขาล้มลงไปก็รีบวิ่งขึ้นหน้า “มิใช่กระดูกหักแล้วหรือ พวกเรารีบกลับไปให้เหล่าหูดูเถอะ” 

“ข้าจะเป็นจะตายมันก็ไม่เกี่ยวกับเจ้า เจ้าจะไปเสพสุขที่ไหนก็ไป!” 

“อาอวี่!” จู่ๆ หยางเฟิงก็ตะคอกขึ้นมา คิ้วเขาขมวดมุ่น เอ่ยเสียงเข้มว่า “ข้ากับเจ้าหนีจากหนานเจียงมาเมืองหลวงด้วยกันตั้งแต่แปดขวบ สิบกว่าปีแล้ว ข้าเป็นคนเช่นไร เจ้ายังไม่รู้อีกหรือ?” 

“ใช่!” เฉินอวี่ตอบเสียงดัง “นั่นเพราะข้ารู้ว่าหยางเฟิงคนก่อนเป็นคนเช่นไร ตอนนี้ข้าก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดเจ้าจึงเปลี่ยนไปเช่นนี้? นายท่านอยู่ที่ลานประหารวันนั้นเจ้าก็ไม่ไป คุณหนูถูกขายไปที่ค่ายทหารเจ้าก็ไม่ไปช่วย! บัดนี้บ้านสกุลหลินถูกยึดไปแล้ว เจ้ากลับมาเสพสุขกับสตรีที่นี่ ไยเจ้าตอบแทนนายท่านที่เลี้ยงดูเจ้ามาเช่นนี้?” 

“ใช่ ข้ามันไม่มีมโนธรรม ข้าไม่ไปลานประหาร ข้าไม่ไปช่วยคุณหนู! แต่อาอวี่ เหตุใดเราต้องไปลานประหาร ไยต้องไปที่ค่ายทหาร เป็นเพราะเจ้า? หรือว่าเป็นเพราะข้า? พวกเราสองคนไร้เงินและไร้กำลัง ทั้งยังไม่มีวรยุทธ์ มีแค่แรงเท่านี้จะไปสู้กับทหารได้อย่างไร? ที่ข้าไม่ไปเพราะข้าไม่อยากตาย!” 

“ถุย!” เฉินอวี่ถ่มน้ำลายใส่หน้าหยางเฟิง ก่อนเอ่ยด้วยความโกรธเคือง “เจ้ามันขี้ขลาด ในที่สุดก็ยอมรับแล้วสิว่ากลัวตาย!”  

“ใช่ ข้ากลัวตาย!” หยางเฟิงเอ่ยเสียงดัง “หากข้าตายแล้วสามารถช่วยคุณหนูได้ ข้าก็จะรีบตายมันเสียตอนนี้ แต่ข้าตายแล้วก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด ไม่มีใครจำข้าได้ ไม่ได้มีผลอันใดกับพวกคนโง่เง่านั่น ข้าจึงไม่อยากตาย หากตายแล้วไม่เกิดประโยชน์ ก็เก็บชีวิตและทรัพย์สินไว้เพื่อภายหน้าดีกว่า เจ้าเข้าใจหรือไม่?” 

เฉินอวี่ผลักหยางเฟิงออก แล้วตะคอกกลับด้วยหน้าดำหน้าแดง “สามเดือนก่อนเจ้าก็พูดเช่นนี้ ตอนนี้เจ้ายังพูดเช่นนี้อีก เช่นนั้นตอนนี้เจ้าทำอะไร เจ้าจะเหลือทรัพย์ไว้ทำอะไร? เอาไปประจบผู้หญิงน่ะหรือ!” 

จู่ๆ หยางเฟิงก็ลุกขึ้น แล้วใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่หน้าอกของตัวเอง พลางเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “ใช่! ข้ากำลังออดอ้อนผู้หญิงเหล่านั้น แต่อย่างน้อยข้าก็คิดถึงวันข้างหน้า เจ้าล่ะ? วันๆ รู้จักแต่ดื่มเหล้า แล้วก็เล่นไพ่กับพวกทหารองครักษ์ พอเมาเข้าก็ทะเลาะต่อยตีกัน ดีแต่บอกว่าจะแก้แค้นให้นายท่าน เจ้าทำอะไรกันแน่?” 

“ข้าดื่มไปก็ไม่เหมือนเจ้า เจ้าประจบประแจงหญิงเช่นนั้นไปเพื่ออะไร เจ้าเห็นเฉินอวี่ผู้นี้โง่จริงๆ หรือ?” 

หยางเฟิงหัวเราะเสียงเย็น พลางเอ่ยเสียงเข้ม “ที่นี่มันที่ใดกัน นี่มันวังหลวง! คนที่เข้าออกที่นี่ล้วนเป็นคนมีสกุล นี่เป็นโอกาสให้พวกเราได้ขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงได้สมใจ ชีวิตหนึ่งเจ้าจะมีโอกาสได้เข้าออกวังหลวงสักกี่ครั้งกันเชียว ข้าเพียงหาหนทางอยู่ที่นี่ เพื่อรอโอกาส” 

“หึ!” เฉินอวี่หัวเราะเสียงเย็น ตอบกลับว่า “เช่นนั้นนางกำนัลก็ช่วยให้เจ้าอยู่ที่นี่ได้หรือ เจ้าอย่าโง่ไปหน่อยเลย” 

“ใช่ ข้าก็รู้ว่าโอกาสมีน้อย แต่ตราบใดที่ยังมีโอกาสข้าก็อยากจะคว้ามัน” หยางเฟิงเพิ่งเงยหน้าขึ้น สองตาเต็มไปด้วยความตั้งใจแน่วแน่อันแรงกล้า “อาอวี่ วันนี้พวกเราต้องหมอบอยู่ใต้เท้าผู้อื่น แต่เราจะไม่เป็นเช่นนั้นตลอดไป ต้องมีสักวันที่ข้าจะลุกขึ้น ก้าวขึ้นไปเหนือทุกคนที่เกลียดเรา ความแค้นของนายท่าน ข้าไม่มีวันลืมแน่นอน” 

“ใครอยู่ตรงนั้น!” จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าจำนวนมากดังขึ้นมา สีหน้าของเฉินอวี่พลันเปลี่ยนเป็นซีดขาว คิ้วของหยางเฟิงเลิกสูงขึ้น เขาขึ้นหน้าประคองเฉินอวี่ให้ลุกขึ้น เพิ่งจะก้าวขาก็รู้สึกว่าตนถูกล้อมไปด้วยคนจำนวนมากแล้ว ด้วยในราชสำนักไม่อนุญาตให้ทหารเดินไปมาในเวลากลางคืน ทั้งยังมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งเป็นการส่วนตัว นอกจากนี้พวกเขายังเป็นทหารธงเขียวที่ถูกพามาจากด้านนอก หากถูกพบเข้าโทษคือตายสถานเดียว 

หยางเฟิงรู้ว่าพวกเขาไม่มีทางหนีรอด จึงคว้ามีดที่อยู่ตรงเอวไว้ ส่วนเฉินอวี่ที่หันหน้าไปหาหยางเฟิงนั้นมีใบหน้าซีดเซียวราวกระดาษ อีกทั้งตัวสั่นไม่หยุด 

“ข้าเอง!” จู่ๆ ก็มีเสียงสตรีนางหนึ่งดังขึ้น ทหารที่อยู่ด้านนอกได้ยินก็หันไป เห็นเพียงชิงเซี่ยที่ค่อยๆ เดินออกมา นางสวมชุดหรูหรา ใบหน้างดงาม ในเวลานี้นับว่าหลันเฟยเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในวังหลัง ทุกคนจึงคุกเข่าลงไปที่พื้น 

“คารวะหลันเฟยเหนียงเหนียง!” 

“ลุกขึ้นเถิด” ชิงเซี่ยเอ่ยเบาๆ “ข้าเพิ่งกลับมาจากตำหนักใหญ่ อยากเดินคนเดียวสักหน่อย พวกเจ้าอึกทึกเช่นนี้ ทำอะไรกัน?” 

“เรียนเหนียงเหนียง แม่ทัพลู่ให้พวกเราดูแลความปลอดภัยของวังหลัง เพิ่งได้รับรายงานว่ามีทหารจากข้างนอกไม่เข้าใจกฎ และทะเลากัน จึงมาจับคนพ่ะย่ะค่ะ” นายทหารที่คุกเข่าอยู่กับพื้นเอ่ยตอบ 

“อ๋อ เป็นเช่นนี้เอง” ชิงเซี่ยเอ่ยช้าๆ “ข้าอยู่ตรงนี้มานาน ไม่เห็นใครเลย พวกเจ้าออกไปดูที่อื่นเถอะ” 

“ขอบพระทัยเหนียงเหนียง” ทหารหมวกเหล็กเอ่ยตอบ จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วหันไปสั่งการ “พวกเจ้า ไปดูทางด้านนั้น” 

ชิงเซี่ยเห็นพวกเขายังอ้อยอิ่งอยู่ ก็เอ่ยเสียงเข้มว่า “กลางคืนลมแรง โคมของข้าถูกเป่าจนดับแล้ว พวกเจ้าไปส่งข้าที” 

“พ่ะย่ะค่ะ!” ทหารยามรับคำ จากนั้นทหารด้านหลังก็รีบตั้งแถวทันที แล้วเดินตามชิงเซี่ยไปยังตำหนักหลันถิง 

เมื่อเดินไปถึงมุมของสวน ชิงเซี่ยก็หันกลับมา เห็นเพียงในพุ่มไม้หนา มีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมาที่ตน ในความืดนั้นเห็นเป็นประกายสว่างราวกับดวงดาว 

ชิงเซี่ยยกมุมปากขึ้น ยิ้มบางๆ ก่อนหันร่างกลับไป 

เจ้าของดวงตาที่อยู่ในพุ่มไม้หนานั้นกลับรู้สึกว่า แสงของดวงดาวที่อยู่บนฟ้านั้นได้หายไปแล้ว

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น