ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทที่ 22

คำค้น : จิ้นหยาง,อิงฮวาง,ราชันย์พ่ายรัก,Nc

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 9k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ธ.ค. 2562 23:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 22
แบบอักษร

บทที่ 22

รุ่งเช้าอิงฮวาตื่นขึ้นในช่วงสายของวัน จิ้นหยางได้ออกไปจากตำหนักเยว่ซินแล้ว ไม่มีคำกล่าวใดๆถึงนางแม้แต่น้อย ร่างบางค่อยๆหลับตาลงช้าๆพลางหวนนึกถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างนางกับเขา จวบจนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกาย แต่ไม่อาจเทียบเท่าความเจ็บปวดทางใจที่นางได้รับแม้แต่น้อย

อิงฮวาลืมตาขึ้นอีกครั้ง สายตาเศร้าสร้อยเหลือจะกล่าว ที่เป็นเช่นนี้จะโทษใครได้ นอกเสียจากใจของนางเอง หากไม่รักเขานางคงไม่ทรมานถึงเพียงนี้ ขาเรียวสวยพยายามจะยืนขึ้นจากเตียง แต่ก็ต้องล้มลงไปนั่งอย่างเช่นเคย ร่างกายของนางสั่นเทาราวกับว่ามันจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ความปวดหนึบเข้มข้นขึ้นเมื่อนางพยายามจะยืนให้ได้ ถึงอย่างนั้นร่างบางก็กัดฟัน เดินไปหยิบชุดคลุมมาสวมไว้ นางไม่ต้องการให้ใครเห็นร่องรอยน่ารังเกียจพวกนี้บนตัวของนาง ก่อนจะสูดลมหายใจลึกๆเพื่อเรียกสติของตนเอง

“เสี่ยวซื่อ เสี่ยวจู เสี่ยวผิง เข้ามา” อิงฮวาพยุงตนเองจนไปนั่งที่เก้าอี้ได้สำเร็จเอ่ยปากเรียกนางกำนันคนสนิททั้งสามของตน ไม่นานทั้งสามก็รีบกุรีกุจอเข้ามา สายตาของทั้งสามจับจ้องที่นายของตนเป็นตาเดียว ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ

“เสี่ยวผิงเจ้าเอาผ้าปูที่นอน ผ้านวม และหมอนพวกนี้ไปเผาไฟให้หมด เปลี่ยนเป็นของชุดใหม่ทั้งหมด” อิงฮวาออกคำสั่งเสียงเรียบ นางไม่ต้องการเห็นของพวกนี้ และยิ่งไม่ต้องการให้กลิ่นของคนผู้นั้นอบอวลอยู่ในห้องแม้แต่น้อย

“พ...เพคะ” เสี่ยวผิงรับคำสั่งไม่กล้าซักถามสิ่งใดเพราะดูเหมือนองค์หญิงของตนจะดูแปลกๆไป ได้แต่ก้มหน้าทำตาม ถอยหลังไปจัดการตามที่นายตนสั่งอย่างเงียงเชียบ

“เสี่ยวจู เจ้าไปเตรียมน้ำสะอาดให้ข้า นำโม่ลี่ฮวาลอยในน้ำให้ข้าด้วย” อิงฮวาเห็นเสี่ยงผิงทำงานอย่างขยันขันแข็ง ก็หันไปสั่งเสี่ยวจูที่ยืนก้มหน้าอยู่ด้วยเช่นกัน ตอนนี้นางต้องการชำระล้างร่างกาย นางไม่ต้องการให้ร่างกายของนางมีกลิ่นของเขาติดอยู่แม้แต่น้อย

เสี่ยวจูเองก็ไม่ถามให้มากความรีบไปทำตามคำสั่งขององค์หญิงของนางทันที ในห้องจึงเหลือเพียงอิงฮวาและเสี่ยวซื่อเท่านั้น

“เสี่ยวซื่อ เจ้าไปห้องโอสถ นำน้ำแกงห้ามบุตรมาให้ข้า” อิงฮวากล่าวด้วยความเด็ดเดี่ยว นางตัดสินใจแล้ว ต่อให้นางไม่อาจหนีจากเขาไปได้ก็จะไม่ขออุ้มเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาเป็นอันขาด

“องค์หญิงเพคะ ทำเช่นนี้ฝ่าบาทจะไม่ทรงกริ้วหรือเพคะ” เสี่ยวซื่อตกใจจนหน้าซีด เกิดอะไรขึ้นกับองค์หญิงของนางกันแน่ เมื่อคืนทั้งสองพระองค์ไม่ได้คืนดีกันแล้วหรอกหรือ

“เสี่ยวซื่อ ...เจ้าเป็นนางกำนันของข้า หรือของฝ่าบาทกันแน่” อิงฮวาปรายตามองเสี่ยวซื่ออย่างคาดโทษ เหตุใดคนของนางจะต้องเชื่อฟังเขา หากนางสั่งอะไรยังต้องมองสีหน้าของเขา นางก็คงไม่ใช่องค์หญิงแคว้นเฉิงแล้ว

“หม่อมฉันเป็นนางกำนันขององค์หญิงเพคะ” เสี่ยวซื่อละล่ำละลักกล่าว นางไม่เคยเห็นองค์หญิงของนางโกรธเช่นนี้มาก่อนจึงเริ่มคาดเดาว่าระหว่างองค์หญิงและฝ่าบาทคงมีเรื่องผิดใจกันแล้วเป็นแน่

“รู้ก็ดี รีบไปเอาน้ำแกงมาให้ข้าเถอะ” อิงฮวาเบือนสายตาไปยังแจกันดอกไม้อย่างข่มอารมณ์

“เพคะ”

ผ่านไปเพียงครึ่งก้านธูป เสี่ยวจูก็เดินเข้ามาประคองให้อิงฮวาไปยังห้องอาบน้ำที่ถูกกั้นด้วยม่านลวดลายวิจิตร น้ำในถังมีควันสีขาวลอยออกมา ข้างกันนั้นมีเครื่องหอมบำรุงผิวพรรณอีกหลายขวดที่จิ้นหยางสั่งทำเป็นพิเศษเพื่อนาง อิงฮวาเบนสายตาจากพวกมันไปมองตะกร้าใบขนาดกลางที่มีดอกโมลี่อยู่เต็มแล้วก็ถอนหายใจเบาๆ

“เสี่ยวจูเจ้าออกไปเถอะ ข้าอยากอาบคนเดียว”

“ให้หม่อมฉันอยู่ปรนิบัติเถอะเพคะ” เสี่ยวจูเห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าของนายตนก็อาสาจะอยู่รับใช้ ไม่ต้องการให้นายตนอยู่เพียงลำพังแม้แต่น้อย

“ไม่ต้องหรอก เจ้ารีบออกไปเถอะ เสร็จแล้วข้าจะเรียกเจ้าเอง” อิงฮวาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่แสดงอารมณ์ใดๆ สายตาจ้องมองอย่างเหม่อลอย ในตอนนี้ร่างบางเพียงแค่ต้องการแช่น้ำล้างกลิ่นของเขาที่ติดอยู่บนตัวนางออกไปให้หมดเพียงเท่านั้น

“เพคะ” เสี่ยวจูจึงจำใจออกไปอย่างเสียไม่ได้

หลังจากเสี่ยวจูเดินออกไปแล้ว อิงฮวาปลดชุดคุมออกจากร่างกาย มองไปยังกระจกทองเหลืองบานใหญ่ที่อยู่ข้างกาย มองเรือนร่างของตนที่สะท้อนจากกระจก เห็นร่องรอยของคนผู้นั้นเด่นชัดก็กัดริมฝีปากบางแน่น ไม่ต้องการให้ตนเองร้องไห้ออกมา ฝืนทนกล้ำกลืนมันเอาไว้

อิงฮวาก้าวเท้าลงไปยังอ่างน้ำ หยิบดอกโมลี่ลงมาโปรยจนเต็มอ่าง ขัดถูร่างกายของตนเองแรงๆ ด้วยความอัดอั้น แต่นั่นก็ไม่อาจลบร่องรอยที่เขาเหลือทิ้งไว้บนร่างกายของนางได้ ช่างน่าขันสิ้นดี

ร่างบางบอกกับตัวเองว่าจะไม่ร้องไห้เด็ดขาด แต่จนแล้วจนรอดน้ำตาที่พยายามห้ามเอาไว้ก็ไหลร่วงลงมาอยู่ดี ว่ากันว่าน้ำตาไม่ช่วยให้เหตุการณ์เลวร้ายนั้นสลายหายไปได้ แต่ถึงอย่างนั้นน้ำตาก็สามารถระบายความปวดใจของนางออกมาได้โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใด

เวลาผ่านไปกว่าครึ่งเค่อ อิงฮวาก็ขึ้นจากอ่างน้ำ ใช้ผ้าซับน้ำให้ตัวเองอย่างช้าๆ ค่อยๆบรรจงสวมเสื้อคลุมก่อนจะเรียกในเสี่ยวจูมาช่วยแต่งตัว ร่างบางมองใบหน้าของตัวเองผ่านกระจก และบอกตัวเองให้เข้มแข็งอย่าอ่อนแอให้ผู้ใดเห็นเด็ดขาด นางจะกอบกู้เอาศักดิ์ศรีขององค์หญิงแห่งแคว้นเฉิงที่สูญเสียไปกลับคืนมา

“องค์หญิงเพคะ น้ำแกงได้แล้วเพคะ” เสี่ยวซื่อยกน้ำแกงถ้วยหนึ่งเข้ามายื่นให้นายของตน ใบหน้าฉายแววกังวลชัดเจน

“ส่งมา” อิงฮวาเห็นเสี่ยวซื่อทำหน้าอึดอัดใจแต่นางเองก็ไม่อาจเปลี่ยนใจ เหตุการณ์ในอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทางที่ดี นางไม่ควรปล่อยให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้นแม้แต่น้อย

ริมฝีปากบางเตะเข้ากับขอบถ้วยยา มือบางยกถ้วยยาขึ้น กลั้นใจซดยารสขมในถ้วยลงท้องอย่างไม่ลังเล

หากจะตัดขาดแล้ว...ใยต้องหลงเหลือเยื่อใย

“เสวยอะไรหน่อยไหมเพคะ หม่อมฉันจะจัดถวาย” เสี่ยวผิงที่เพิ่งจัดการกับฟูกนอนเสร็จ รีบเดินเข้ามาสมทบกับทั้งเสี่ยวจูและเสี่ยวซื่อ

“ไม่ ข้าไม่หิว” อิงฮวาตอบอย่างขอไปที พลางส่งถ้วยยาเปล่าให้เสี่ยวซื่อ

“เช่นนั้นออกไปเดินเล่นไหมเพคะ” เสี่ยวจูไม่ยอมแพ้ พยายามหาทางให้นายของตนอารมณ์ดีขึ้น

“เดินเล่น” อิงฮวาพึมพำเบาๆ เรื่องเป็นเช่นนี้ นางยังจะมีอารมณ์เดินเล่นชมดอกไม้อีกหรือ

“วันนี้หม่อมฉันได้ยินว่า ท่านแม่ทัพหวงฟูเหิงก็มาร่วมประชุมด้วย บางทีองค์หญิงอาจได้ข่าวของท่านหญิง...เอ่อ..คุณชายหลินหมินนะเพคะ” เสี่ยวซื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อครู่ ตอนที่ตนไปยกน้ำแกงมานั้น ได้ยินเหล่านางกำนันในห้องโอสถพูดกันถึงความหล่อเหลาของท่านแม่ทัพหวง นางจึงเข้าไปตีสนิทด้วยความอยากรู้ และก็ได้ผลว่า วันนี้ท่านแม่ทัพจะเข้าร่วมประชุมราชกิจที่ท้องพระโรงด้วย เสี่ยวซื่อดีใจมากที่ได้ยินข่าวจึงรีบคว้าถาดน้ำแกงแล้วตรงดิ่งกลับตำหนักเยว่ซินทันที

“จริงหรือ!” ดูเหมือนจะได้ผล เมื่อร่างบางได้ยินก็เบสีหน้ายินดีไว้ไม่มิด รีบถามอย่างกระตือรือร้น

“จริงเพคะ หม่อมฉันได้ยินพวกนางกำนันพูดคุยกัน” เสี่ยวซื่อพยักหน้ายืนยัน

“ถ้างั้นไปกันเถอะ” ใบหน้าหวานมีรอยยิ้มเจือเล็กน้อย ยืนขึ้นด้วยแววตาตื่นเต้นระคนยินดี

ห้องโอสถหลวง

“จื่อหลาน น้ำแกงบำรุงร่างกายของท่านหญิงหมิงลู่เล่า เจ้ายังไม่ได้ต้มหรือ” เสียงตะคอกของหมอหลวงหัวหน้าห้องโอสถดังขึ้นอย่างไม่พอใจ

“เรียนท่านหมอ ข้าต้มเสร็จแล้วเจ้าคะ และได้วางไว้ในถาดเรียบร้อย แต่ไม่ทราบว่าหายไปไหนแล้ว” หมอหญิงฝึกหัดทำหน้าจะร้องไห้ เมื่อครู่นางรับคำสั่งจากหมอหญิงอีกท่านให้ไปต้มน้ำแกงห้ามบุตร จึงได้วางยาบำรุงร่างกายของท่านหญิง หมิงลู่เอาไว้ ก่อนเดินเข้าไปหยิบสมุนไพร แต่เมื่อกลับออกมาก็ไม่เห็นยาถ้วยนั้นเสียแล้ว

“เหลวไหล ยาถ้วยนั้นไทเฮารับสั่งให้ใช้สมุนไพรหายากมากมายเพื่อเตรียมร่างกายให้ท่านหญิงหมิงลู่สำหรับการแต่งตั้งเป็นพระสนม ใช้สมุนไพรไปตั้งเท่าไหร่เจ้ากลับไม่ระวัง รีบไปต้มยาถ้วยใหม่เดี๋ยวนี้เลย” หมอหลวงใหญ่เกรี้ยวกราดคาดโทษ หมอหญิงฝึกหัดจึงได้วางถ้วยยาห้ามบุตรไว้ก่อนจะเดินคอตกกลับเข้าไปคัดสมุนไพรเพื่อต้มยาถ้วยใหม่ทันที

ใครเลยจะคาดคิดว่าหลังจากหมอหลวงเดินจากไป นางกำนันคนสนิทของหมิงลู่ก็เดินมาถึงห้องโอสถและหยิบถ้วยยาที่วางอยู่บนโต๊ะนั้นไปเสียแล้ว

อุทยานหลวง

อิงฮวาเดินมาถึงอุทยานหลวงด้วยใจที่ตื่นเต้นยินดี นางหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้พบกับท่านแม่ทัพหวง วันนี้นางคงได้ข่าวพี่จิงหลาน นางจะได้สบายใจเสียที ยิ่งคิดร่างบางก็แทบจะออกวิ่งเสียให้ได้

ยังไม่ทันถึงท้องพระโรง สายตาหวานก็หันไปเห็นชายหญิงคู่หนึ่งกำลังเล่นบทยวนยางคู่อยู่ในศาลากลางอุทยาน ใครไหนเลยจะกล้าทำเรื่องเช่นนี้ หากไม่ใช่เจ้าของตำหนักในอย่างฮองเต้

จิ้นหยางที่กำลังประคองหมิงลู่ไว้ในอ้อมกอด ดวงตาคมกริบจ้องมองไปยังร่างเล็กนั่น สายตาอ่อนโยนเหลือจะกล่าว     อิงฮวารู้สึกเหมือนตัวชาไปทั้งตัว ใบหน้าหวานซีดลงอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากบางเม้มแน่น แต่ก็ไม่ยอมปล่อยให้คนทั้งสองห่างสายตา ยังคงจ้องภาพยวนยางคู่นั้นอย่างใจเย็น

จิ้นหยางที่ประคองหมิงลู่ให้นั่งลง ส่วนตัวเองนั้นก็นั่งลงเคียงข้าง รับน้ำชาจากมือเรียว ใบหน้าไม่เคยปราศจากรอยยิ้ม ช่างเป็นรอยยิ้มที่ล่อลวงใจสตรียิ่งนัก ในสมองของอิงฮวาตอนนี้คล้ายถูกของแข็งกระแทกอย่างแรงจนมึนงงไปหมด รอยยิ้มที่นางเคยยินดี และคิดว่านางเท่านั้นที่ได้รับ มาบัดนี้กลับไม่ใช่อีกแล้ว

มองดูทั้งสองผลัดกันป้อนขนมไปมาอยู่สักครู่ จิ้นหยางก็ปลีกตัวเดินจากไป อิงฮวาจึงคิดจะถอยหลังกลับตำหนักเยว่ซินเช่นกัน ในระหว่างที่เท้าทั้งสองข้างจะได้ก้าวเดินออกไป เสียงใสเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

“องค์หญิงเพคะ หมิงลู่ไร้มารยาท ไม่ได้ทำความเคารพองค์หญิงทันที ต้องขอประทานอภัยด้วยเพคะ” อิงฮวาหันหน้ากลับมาเผชิญหน้ากับหมิงลู่ ใบหน้าไร้อารมณ์แต่แฝงไปด้วยความหยิ่งผยอง ร่างบางรู้ดีว่า หมิงลู่เห็นนางมาสักพักแล้ว แต่จงใจทำเป็นไม่เห็น เมื่อจิ้นหยางจากไปแล้วจึงได้เอ่ยทักนาง

“ไม่จำเป็น ข้ากำลังจะไปแล้ว” อิงฮวากล่าวด้วยน้ำเสียงไม่ใคร่จะใส่ใจ แววตายังคงนิ่งสนิท

“ไม่ใช่ว่าองค์หญิงออกมาเดินเล่นหรือเพคะ เหตุใดจึงรีบกลับ วันนี้ดอกไม้งามนัก อากาศก็ดี อย่างไรให้หม่อมฉันเล่นพิณให้องค์หญิงฟังดีไหมเพคะ” หมิงลู่แอบยกยิ้มแห่งชัยชนะในใจ เห็นชัดๆว่าฝ่าบาทอ่อนโยนต่อนางและละเลยองค์หญิงจากแคว้นเฉิง อีกไม่นานนางก็จะได้เป็นพระสนม องค์หญิงผู้มาจากต่างแคว้นยังจะทำอะไรนางได้อีก อีกไม่นานหรอกฝ่าบาทต้องเบื่อหน่ายแน่นอน  คิดได้ดังนั้นหมิงลู่ก็ยิ้มหวานออกมาได้อีกเล็กน้อยอย่างได้ใจ

“จริงของเจ้า ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็เล่นสักเพลงเถอะ ข้าไม่ได้ให้นักดนตรีมาเล่นให้ฟังนานแล้ว” อิงฮวากล่าวเสียงเรียบ ใบหน้าหวานยกยิ้มเล็กน้อย รักษาท่าทางของตนเป็นอย่างดี ยกชายกระโปรงเดินนำไปยังศาลาแปดเหลี่ยมที่จิ้นหยางเพิ่งออกไปเมื่อครู่ ในเมื่อหมิงลู่เสนอตัว นางผู้เป็นองค์หญิง ทั้งยังใจกว้างจะไม่รับไมตรีเลยก็ใช่ที่

หมิงลู่รู้สึกโดนเหยียดหยามเป็นอย่างมาก ที่อิงฮวาพูดราวกับว่านางเป็นนางกำนันเรือนคำร้อง แต่ก็ยังฝืนกลั้นความไม่พอใจไว้ ใบหน้านวลยังคงมีรอยยิ้มหวานประดับไม่เสื่อมคลาย เดินตามอิงฮวาเข้ามาในศาลาแปดเหลี่ยม

“เมื่อครู่หม่อมฉันเล่นเพลง วิหกเคียงนภา ให้ฝ่าบาทฟัง ฝ่าบาทชื่นชอบมากเพคะ หม่อมฉันรู้มาว่าองค์หญิงเชี่ยวชาญดนตรี จึงอยากให้ช่วยชี้แนะให้คนเขลาอย่างหม่อมฉันสักนิด” หมิงลู่ทำหน้าเอียงอายเมื่อกล่าวถึงจิ้นหยาง ราวกับจะบอกอิงฮวาว่า ฮองเต้ทรงกำลังโปรดปรานนาง มีหรืออิงฮวาจะไม่เข้าใจ ถึงอย่างนั้นอิงฮวาก็ทำเพียงเบือนหน้าไปยังป้านน้ำชาแล้วสั่งให้คนไปเตรียมชาป้านใหม่มาให้อย่างไม่แยแสหมิงลูแม้แต่น้อย

จนแล้วจนรอดอิงฮวาที่ทำเหมือนนางไม่มีตัวตนก็เบือนหน้ากลับมามองนางที่กรีดนิ้วรออยู่บนพิณ แต่กลับไม่พูดอะไร  หมิงลูที่แย้มยิ้มอยู่จึงเริ่มหน้าตึงอย่างไม่พอใจขึ้นมา อิงฮวาเห็นเช่นนั้นจึงยกยิ้มที่มุมปากด้วยความพอใจ ยกชาที่เสี่ยวซื่อรินให้ขึ้นมาจิบช้าๆ

“หากเจ้าอยากหาคนชี้แนะ ใยไม่เรียกเจ้ากรมเรือนดนตรีมาฟังด้วยเล่า เอาเถอะ เราเองก็ว่างจนไม่มีอะไรทำ เมื่อคืนฝ่าบาทช่างเกเรยิ่ง ทำให้ข้าแทบไม่ได้นอน ดนตรีของเจ้าคงช่วยให้ข้าหายเหนื่อยล้าได้บ้างกระมัง” อิงฮวาเอนกายลงนอนตะแคงข้างใช้แขนเรียวสวยของตนเท้าที่ศีรษะเล็กน้อยอย่างเกียจคร้าน มองตรงไปยังหมิงลูที่นั่งอยู่ตรงข้าม

หมิงลู่ได้ฟังเช่นนั้นก็ลอบกำมือแน่น ขมกลั้นความอิจฉาเอาไว้แทบไม่มิด มองดูอิงฮวาที่จิบชาด้วยใบหน้าอิ่มเอม ใบหน้าที่เคยนุ่มนวลของหมิงลู่จึงดูหยาบกระด้างไปหลายส่วน เห็นเช่นนั้นอิงฮวาก็พอใจเป็นอย่างมากทีเดียว

“เพคะ”  หมิงลู่ตอบรับ มือเริ่มกรีดกรายลงไปบนสายพิณ ก่อเกิดเป็นเสียงพิณที่ไพเราะอ่อนหวาน อิงฮวาไม่ได้ตั้งใจฟังนัก ยื่นมือไปรับเจ้ากระต่ายน้อยเสี่ยวไป๋มาเล่นหยอกล้ออย่างน่ารัก ทำเอาใบหน้าของหมิงลู่เริ่มแข็งกระด้างขึ้นอีกหลายส่วน ผ่านไปไม่นาน หมิงลู่ก็เล่นจนจบเพลง อิงฮวาเพียงเงยหน้าจากกระต่ายตัวกลมขึ้นมามองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“องค์หญิงพอพระทัยหรือไม่เพคะ” หมิงลู่เอ่ยอย่างโอ้อวด เรื่องพิณนั้นฝีมือนางไม่เป็นสองรองใคร หากนางบอกว่านางเป็นที่สอง ย่อมไม่มีใครกล้าเป็นที่หนึ่งแน่

“อืม...เจ้าเล่นได้ดี เพียงแต่ดนตรีจะไพเราะได้นั้น พื้นฐานต้องมาจากจิตใจของผู้เล่น เพลงของเจ้างดงามไพเราะแต่กลับไม่ตรึงใจข้า” อิงฮวายกยิ้มเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงชี้แนะเต็มที่

“ขอบพระทัยองค์หญิงที่ชี้แนะ” หมิงลู่ที่มั่นใจในฝีมือของตน รู้สึกราวกับว่าถูกตบหน้า จะยิ้มก็ยิ้มไม่ออก ได้แต่ก้มหน้าซ่อนอารมณ์ขุ่นมัวไว้ในใจ

“ช่างเถอะ...เจ้าก็ค่อยๆฝึกไปแล้วกัน ข้าคงต้องกลับก่อน เพลงของเจ้าทำให้ข้าง่วงได้ดีจริงๆ” ร่างบางสะใจพอควรแล้ว และเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายเหลือกำลัง จึงคิดอยากจะกลับไปพักผ่อนเสียที จะพบท่านแม่ทัพหวงคงต้องรอไปอีกสักระยะ ถึงแม้นางจะเร่งไปท้องพระโรงในตอนนี้ก็ใช่ว่าท่านแม่ทัพจะยังอยู่รอ

“องค์หญิงเพคะ!” หมิงลู่กำหมัดแน่น เอ่ยเรียกอิงฮวาให้หันมามองอีกครั้ง นางไม่เชื่อหรอกว่าจะทำให้อิงฮวาเจ็บช้ำจนกระอักเลือดไม่ได้

อิงฮวาได้ยินเสียงเรียก เพียงหันมามองใบหน้าของหมิงลู่ ไม่ได้กล่าวคำใด แต่สีหน้าท่าทางบ่งบอกว่าไม่สบอารมณ์เสียแล้ว คิดในใจว่า หากหมิงลู่ยังเล่นไม่เลิกนางจะทำให้หมิงลู่ไม่กล้ามาเจอหน้านางสักระยะคงจะดีไม่น้อย

“หม่อมฉันมีเรื่องสำคัญจะกราบทูล” หมิงลู่เอ่ยด้วยความมุ่งมั่น

“ว่ามาสิ...ข้าฟังอยู่” ร่างบางยังคงวางอำนาจน่าเกรงขาม และแสดงบทพระโพธิสัตว์ที่มีความเมตตาไม่ขาดตกบกพร่อง

“โปรดให้นางกำนันของพระองค์ออกไปก่อนได้ไหมเพคะ” แม้จะเสียหน้าที่อิงฮวาไม่ให้ความสำคัญกับตน และมองนางเป็นเพียงนางกำนันขับร้องแต่หมิงลู่ก็ยังอดกลั้น หมายมั่นจะทำให้อิงฮวาเดือดเนื้อร้อนใจให้ได้

อิงฮวาไม่คิดว่าคนอย่างหมิงลู่ที่ไม่มีแม้วรยุทธ์จะทำอะไรตนได้จึงพยักหน้าเบาๆ เป็นการอนุญาต นางกำนันคนสนิททั้งสามจึงได้ถอยออกไป ในศาลาแปดเหลี่ยมจึงมีเพียงทั้งสองคนเท่านั้น

“เจ้ามีอะไรก็รีบพูดมาเถอะ” ร่างบางนั่งลงที่เก้าอี้ด้วยท่วงท่าสง่างามเช่นเคย

“หม่อมฉันแอบได้ยินฝ่าบาทคุยกับท่านแม่ทัพหวงเรื่องชายผู้หนึ่งเพคะ” หมิงลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง เมื่อครู่นางไปที่ตำหนักหยางเกา ทันได้ยินฝ่าบาทตรัสชื่อของบุรุษผู้หนึ่ง นามว่าหลินหมิน นางเพียงได้ยินไม่กี่ประโยค แต่ก็พอจับใจความได้ ฝ่าบาทยังย้ำอีกว่าให้ท่านแม่ทัพหวงเก็บเป็นความลับ ห้ามบอกองค์หญิงเป็นอันขาด ย่อมแสดงว่าชายผู้นั้นต้องสำคัญต่อองค์หญิงมากเป็นแน่ เช่นนั้นนางก็คงต้องลองเสี่ยงดูแล้วว่าเรื่องนี้จะทำให้องค์หญิงมีท่าทีเป็นเช่นไร

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” อิงฮวาขมวดคิ้วเล็กน้อย คาดเดาเรื่องที่หมิงลู่ตั้งใจจะพูด

“ดูเหมือนจะเกี่ยวกับองค์หญิง ไม่ทราบว่า องค์หญิงรู้จักบุรุษที่ชื่อ หลินหมิน หรือไม่” หมิงลู่คอยสังเกตสีหน้าของอิงฮวาไม่คลาดสายตา เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของอิงฮวาก็ลอบยิ้มในใจ นางคาดการณ์ไว้ไม่ผิด บุรุษผู้นั้นสำคัญต่อองค์หญิงแน่แท้ ไม่แน่ว่าอาจเป็นคนรักเก่าของนาง

“เกิดอะไรขึ้นกับเขา!” อิงฮวามีสีหน้าไม่สู้ดีนัก หรือว่าจิ้นหยางจะผิดสัญญา บุรุษร้ายกาจผู้นั้นอะไรย่อมทำได้ทั้งนั้น ไม่แน่ว่าเขาคงกำลังวางแผนร้ายอะไรอยู่ แย่แล้ว! ต้องรีบติดต่อพี่จิงหลานให้ได้โดยเร็ว

“ดูเหมือนว่า...คนผู้นั้นจะถูกท่านแม่ทัพสังหารแล้วเพคะ” เห็นท่าทางตื่นตนกที่ปิดไม่อยู่ของอิงฮวา หมิงลูก็แอบยิ้มเยาะในใจ รู้สึกดียิ่งที่ได้เห็นท่าทีร้อนใจของนาง

“เจ้าว่าอะไรนะ” เสียงหวานข่มอาการตกใจและความโกรธของตน หรี่ตามองคนตรงหน้า ราวกับว่าจะสังหารนางให้ตาย หากคำตอบที่ได้ไม่น่าพึงพอใจ

“หม่อมฉันได้ยินมาเพียงเท่านี้ อย่างไรเสียองค์หญิงถามฝ่าบาทเองเถอะเพคะ” หมิงลู่พอใจอย่างยิ่งที่ทิ้งเพลิงโทสะไว้ในใจของอีกฝ่ายได้เป็นผลสำเร็จ จึงได้ยอบตัวลงหมายจะขอตัวจากไป

“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะเอามาพูดเล่นได้ รู้หรือไม่หมิงลู่” เสียงหวานกดลงสร้างความกดดันให้อีกฝ่ายอย่างไม่รู้ตัว หากตอนนี้มีกระบี่อยู่ในมือ ไม่แน่นางอาจแทงสตรีนางนี้สักแผลเพื่อเป็นบทเรียนไม่ให้พูดพล่อยๆเช่นนี้อีก

“หม่อมฉันเพียงได้ยินมาเท่านั้น และเห็นว่าเรื่องนี้น่าจะเกี่ยวกับองค์หญิงจึงได้กราบทูลเพคะ หากทำให้องค์หญิงไม่พอพระทัย...หม่อมฉันยินดีรับโทษเพคะ” หมิงลู่ไม่ได้รับอนุญาตให้ลุกขึ้น จึงได้แต่กล่าวออกไปอย่างนอบน้อม อย่างไรเสีย นางก็เป็นท่านหญิงคนโปรดของไทเฮา เป็นบุตรตรีของท่านเสนาบดี และกำลังจะเป็นพระสนมเอกของฝ่าบาท องค์หญิงผลัดถิ่นยังจะกล้าลงโทษนางหรือ ตีสุนัขต้องดูเจ้าของ ต่อให้องค์หญิงจะโง่งมเพียงไร ก็คงจะไม่กล้าทำอะไรนางเป็นแน่

“เจ้ายินดีรับโทษหรือ” อิงฮวากดเสียงลงให้เบาพอที่หมิงลู่เท่านั้นจะได้ยิน แววตามีประกายความคุกรุ่นซ่อนอยู่ นานแล้วที่นางไม่ได้ระบายความโกรธเกรี้ยวของตน

“เพคะ” หมิงลู่กล่าวอย่างถือดี ไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย

“ดี!” อิงฮวาพอใจมาก ยืนขึ้นเต็มความสูง จ้องมองใบหน้าของหมิงลู่อย่างเจ้าเล่ห์

“..........” หมิงลู่เห็นท่าทางที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่ายก็ตกใจ เหงื่อเย็นเริ่มผุดที่ไรผมอย่างห้ามไม่อยู่

“เช่นนั้นเจ้าก็จงคุกเข่าอยู่ตรงนี้สักสองชั่วยามเถอะ” รอยยิ้มหยามเหยียดส่งตรงมายังร่างเล็กที่คุกเข่าอยู่กับพื้น ถือเป็นคำขาดชี้โทษอย่างไม่อาจเลี่ยง ว่าแล้วอิงฮวาก็หมุนร่างของตน ก้าวเท้าออกมาจากศาลา

ความคิดเห็น