Tastsu

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่5

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 25 พ.ค. 2562 21:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่5
แบบอักษร

“เกิดอะไรขึ้นคะ กรี๊ดดด”

 

ป้าแจ่มและคนอื่นที่วิ่งมาตามเสียงร้องของผมต่างตกใจจนกรีดร้องลั่นเมื่อเห็นคุณชาติชายกำลังนอนเกร็ง ทั้งยังถ่ายเหลวเหมือนท้องเสียอย่างรุนแรง

 

“ระ..รถพยาบาล! เรียกรถพยาบาลเร็ว!”

 

ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นจากนั้นทุกอย่างก็ชุลมุนวุ่นวาย ได้ยินเสียงร้องไห้ เสียงเรียกชื่อคุณชาติชาย ส่วนผมยืนนิ่งแข็งทื่อ สายตามองข้าวต้มแล้วมองพี่เขมที่ยืนอยู่ด้านนอกและค่อยๆ เดินเข้ามา

 

“พะ..พี่เขม”

 

“บัว..บัวทำอะไรคุณชาติชาย”

 

ประโยคแรกที่พี่ถามทำให้ผมแทบขาอ่อนแล้วรีบส่ายหน้าด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

 

“ผะ…ผมเปล่านะครับ”

 

“เปล่าอะไร แล้วทำไมคุณชาติชายเป็นแบบนี้”

 

“ผมไม่รู้จู่ๆ เขาก็กินข้าวต้มและอาเจียน ในข้าวต้มต้องมี…”

 

พี่เขมมองผมตาขวางเหมือนต้องการบอกว่าให้หุบปาก ผมก็เม้มปากไม่พูดต่อ จากนั้นไม่นานรถพยาบาลก็พาตัวคุณชาติชายไปโดยมีพี่เขมตามไปด้วย ส่วนผมก็ยืนอึ้งอยู่ที่หน้าบ้าน จนป้าแจ่มเอ่ยเรียกถึงคืนสติ

 

“บัวไม่เป็นไรนะ”

 

“ปะ..ป้า ผมไม่ได้ทำอะไรเลยนะครับ จู่ๆ คุณชาติชายก็…”

 

“ป้ารู้ค่ะ บัวอย่าเครียดเลยนะ อาจเป็นโรคประจำตัวของคุณชาติชายค่ะ” แม้ป้าแจ่มจะเอ่ยปลอบแต่มือที่จับมือของผมก็สั่น ป้าคงตกใจและเสียใจไม่แพ้กัน

 

ผมเม้มปาก หัวใจเต้นระทึก

 

พี่เขมหรือพี่ทำอะไรลงไป

 

……………………………

 

เขมนิจกัดเล็บตัวเองพลางเดินไปมาหน้าห้องฉุกเฉิน เมื่อครู่หมอได้มาแจ้งผลแล้ว ปรากฏว่าชาติชายถูกยาพิษแต่ได้รับการล้างท้องทันเวลา และนั่นจึงทำให้เธอเครียดถึงขั้นกัดเล็บสวยๆ จนหัก

 

“ทำไมมันไม่ตาย”

 

คำพูดที่บอกตัวเองคือสิ่งที่ออกมาจากใจ มือกำจนเล็บจิกเนื้อ นึกภาพที่เห็นในห้องนอนคิดว่าชาติชายคงตายแน่แต่ว่ากลับคิดผิด อีกฝ่ายไม่ตาย และนั่นจึงทำให้ตอนนี้เธอโมโหจนทำอะไรไม่ถูก ทั้งยังพาลหงุดหงิดบัวจนอยากตบใบหน้าอีกครั้ง ที่โง่ให้ชาติชายกินข้าวต้มได้น้อยจนทำให้รอดชีวิต

 

และนั่นจึงทำให้เธอตกในสถานการณ์ลำบาก เพราะไม่รู้ว่าชาติชายจะทำยังไงกับเธอ หากอีกฝ่ายตายทางทุกอย่างคงจะสะดวกกว่านี้ แต่ตอนนี้แม้เธอจะป้ายสีบัวแต่ชาติชายก็อาจระแวงเธอแล้ว

 

ขณะที่กำลังเคร่งเครียดอย่างรุนแรงจนเกือบทึ้งผมตัวเอง เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบก็ทำให้เขมนิจหยุดเดินแล้วหันไปมอง เป็นเอกอนันต์ที่กำลังเดินมาด้วยใบหน้าร้อนรนตะลึงลาน

 

“พ่อฉันเป็นไงบ้าง”

 

“ปลอดภัยแล้วค่ะ”

 

“มันเกิดอะไรขึ้นบอกมา!!”

 

เสียงตะโกนทำให้คนอื่นที่อยู่ใกล้ๆ ต่างหันมามอง เขมนิจจึงเอ่ยปากชวนให้ไปคุยกันที่อื่น แม้เอกอนันต์ไม่อยากจะอยู่ใกล้หรือพูดคุยมากไปกว่านี้แต่ว่าเพราะความจำเป็นจึงยอมเดินตามเธอไปด้านนอกที่ศาลาใกล้สระบัวข้างโรงพยาบาล

 

เอกอนันต์จุดบุหรี่ขึ้นสูบพลางยืนอยู่ด้านนอกศาลา แล้วเอ่ยถามเขมนิจอีกครั้ง

 

“พ่อเป็นแบบนี้ได้ยังไง”

 

เขาปรายตามองเธอที่กำลังนั่งร้องไห้สะอื้นเหมือนนักแสดงดีเด่นที่จู่ๆ ก็บังคับน้ำตามาได้ฉับพลันทั้งที่เมื่อครู่เพียงทำใบหน้านิ่ง เขารู้ทันนิสัยของเธอ เขาจึงเกลียด โดยเฉพาะใบหน้าร้องไห้นี้ที่มีแต่ความเสแสร้ง

 

“ฮึก..ฉะ..ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แค่บัวยกข้าวต้มไปให้คุณชาติชายจากนั้นก็เกิดเรื่อง”

 

“ข้าวต้มเหรอ” เอกอนันต์นิ่วหน้า

 

“ค่ะ”

 

“น้องเธอใส่อะไรไปหรือเปล่า”

 

เขมนิจลอบยิ้ม “ฉันก็ไม่รู้ค่ะ ฮึก…ก…แต่ต้องไม่เกี่ยวกับบัวแน่ค่ะ…บัวคงไม่ใส่ยาพิษลงไปแน่ๆ ฮือออ”

 

คำว่ายาพิษทำให้เอกอนันต์นิ่วหน้าทันที ไม่คิดว่าพ่อของตนจะถูกวางยาพิษ

 

“ยาพิษชนิดไหน”

 

“หมอบอกว่าเป็นสารหนูค่ะ”

 

มือของเอกอนันต์กำแน่น จ้องมองเธอไม่ลดละ จนเขมนิจต้องหลบสายตา เธอคิดในใจอย่างไม่อยากเชื่อว่าเอกอนันต์อาจจะรู้ว่าเธอทำ

 

“ตอนนี้ตำรวจไปที่บ้านหรือยัง”

 

“น่าจะยังค่ะ”

 

“แล้วข้าวต้มล่ะยังอยู่หรือเปล่า”

 

“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ”

 

เอกอนันต์รีบโทรศัพท์ไปที่บ้านทันทีเมื่อถามพบว่ายังไม่ได้แจ้งตำรวจ ทั้งชามข้าวต้มก็ถูกล้างไปแล้วแต่คาดว่าน่าจะพอมียาพิษเหลืออยู่จึงรีบบอกให้ป้าแจ่มเก็บชามและนำเศษข้าวให้ตำรวจ ป้าแจ่มก็หน้าซีดเมื่อรู้ว่าในข้าวต้มอาจมียาพิษ

 

“ยาพิษเหรอคะ”

 

“ใช่ครับ”

 

“ละ…แล้วใครทำเหรอคะ”

 

“ใครยกไปล่ะครับ”

 

ปลายสายเบิกตากว้างทันที “ไม่มีทางหรอกค่ะ บัวไม่มีทางทำ”

 

“เห็นหน้าแบบนั้นที่จริงเลวกว่าที่คิดนะครับ”

 

เขาตัดสายแล้วมองใบหน้าของเขมนิจ

 

“พี่น้องนี่เลวโดยสันดานใช่ไหม หวังว่าไม่ใช่พ่อแม่สั่งสอนไม่ดี”

 

“คุณเอกอนันต์อย่าพูดถึงพ่อกับแม่ฉันแบบนี้นะคะ”

 

“อ้อ” เขาพยักหน้าแล้วจะเดินไปแต่เขมนิจรีบเดินไปขวางทางก่อน

 

“เดี๋ยวก่อนสิคะ คุณจะไปไหน”

 

เขาหยุดมองด้วยสายตาเย็นชา “มีอะไรอีก”

 

“คือ…เราน่าจะคุยกันมากกว่านี้นะคะ ปรึกษาเรื่องต่างๆด้วยกัน”

 

“หึ” เอกอนันต์ทิ้งบุหรี่แล้วใช้เท้าขยี้ “ต้องการปรึกษาหรือต้องการหาเวลาอ่อยกันแน่”

 

เขมนิจหน้าเสีย “ฉัน..ไม่เคยคิดแบบนั้นเลยนะ”

 

“ฮะๆ ๆ เคาะประตู เรียกฉันให้เปิด แบบนี้ไม่เรียกว่าอ่อยจะต้องเรียกว่าอะไร อ้อ หรือเรียกว่าเสนอตัวดี”

 

เขมนิจเม้มปาก ไม่รู้จะพูดกลับอย่างไรดีเพราะมันคือเรื่องจริง

 

“ทำไมหรือทนฟังความจริงไม่ได้”

 

“ฉะ…ฉัน…เรื่องวันนั้นเพราะฉันเมาค่ะ..คุณก็รู้ว่าวันแต่งงานฉันดื่มมากแค่ไหน…”

 

เมื่อได้รับคำตอบเขาต้องนิ่วหน้าทันที เอกอนันต์เดินไปใกล้เธอแล้วบีบแขนแน่น หากเป็นไปได้ไม่อยากสัมผัสหรือหายใจในอากาศใกล้กันเลยสักนิดแต่ว่าเพราะความแสแสร้งแก้ตัวมันทำให้เขาทนไม่ไหว

 

“โอ๊ย! ฉันเจ็บค่ะ…”

 

เขายิ่งบีบแรงขึ้นแล้วผลักให้พ้นสายตาอย่างรุนแรงจนเธอล้มกระแทกกับคอนกรีตอย่างจัง เสียงร้องบ่งบอกว่าเจ็บหนักไม่ได้ทำให้เอกอนันต์รู้สึกเห็นใจสักนิดทั้งยังมองด้วยสายตารังเกียจมากกว่าเดิม เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองขึ้นมาเช็ดมือ เมื่อแน่ใจว่าสะอาดปราศจากเชื้อโรคจากเธอจึงโยนทิ้งทันที

 

ครั้งนี้เขมนิจร้องไห้ด้วยความรู้สึกจริงๆ เจ็บกายและเจ็บหัวใจไม่คิดว่าเอกอนันต์จะเกลียดตนมากขนาดนี้ พยายามลุกยืนอย่างทุลักทุเลเพราะข้อเท้าเธอแพลงเพราะใส่ส้นสูง ทั้งข้อศอกก็ถลอกจนเลือดซิบ

 

“คุณเอก…”

 

“ฉันจะจัดการเธอแน่”

 

เอกอนันต์แค่นเสียงเหอะแล้วเดินจากไป พลางคิดบางอย่างที่จะเริ่มกำจัดทั้งพี่และน้องในคราวเดียวกัน

 

……………………………..

 

ผมพ่นลมหายใจเมื่อรู้สึกโล่งอกที่พี่เขมโทรมาบอกว่าคุณชาติชายปลอดภัยแล้ว ทุกคนในบ้านก็โล่งอกกันทุกคน แต่ว่าผมเห็นป้าแจ่มมองผมด้วยสีหน้าแปลกๆ พอผมถามก็อึกอักจนกระทั่งตำรวจมาที่บ้าน ผมก็บอกตามความเป็นจริงว่ายกข้าวต้มที่ทำเสร็จมาให้จากนั้นคุณชาติชายก็อาเจียนออกมาแต่ไม่ได้บอกว่าพี่เขมเป็นคนทำข้าวต้ม

 

ผมหันไปมองทุกคนที่ตอนนี้ต่างมองผมเป็นสายตาเดียวเหมือนกับว่าผมกลายเป็นฆาตกร พอหันไปมองป้าแจ่มก็พบกับแววตาที่แสนเย็นชา ผมใจหายพลางกุมมือทั้งสองแล้วก้มหน้า จากนั้นไม่นานคุณเอกอนันต์และพี่เขมก็มาถึง แววตาที่ถูกคนอื่นมองว่าเจ็บแล้วแต่ไม่ได้ครึ่งของคุณเอกอนันต์สักนิด มันช่างน่ากลัวจนตัวสั่น

 

จากนั้นตำรวจก็เริ่มสอบปากคำพี่เขม

 

“ฉันเป็นคนทำข้าวต้มเองแต่บัวเป็นคนยกไปค่ะ”

 

“ถ้าอย่างนั้นทั้งสองคนก็สามารถลงมือใส่ยาพิษได้” ตำรวจเอ่ยบอกพวกเราสองคนก็สะดุ้ง พี่เขมรีบปฏิเสธและบอกว่าอาจมีคนในบ้านใส่ตอนที่เธอทำทิ้งไว้…หรือไม่…ผมก็ใส่ไปเอง

 

ผมหน้าถอดสีทันทีเมื่อพี่เขมพูดแบบนี้

 

“พี่เขมผมไม่ได้ทำนะครับ”

 

“แน่ใจนะว่านายไม่ได้ทำ” คุณเอกอนันต์จ้องผมเหมือนรู้ทุกอย่าง

 

“ทำไมผมต้องทำล่ะ ผมไม่รู้เรื่อง”

 

“ถ้าอย่างนั้นเชิญทั้งสองคนไปให้ปากคำอีกครั้งที่สถานีตำรวจนะครับ”

 

พี่เขมตาโตทันที “ทำไมฉันต้องไป! ฉันไม่ไป! ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะ!”

 

“คุณตำรวจเอาไปแค่คนเดียวก็พอครับ ผมรู้ว่าใครเป็นคนที่ลงมือใส่ยาพิษลงไปในข้าวต้ม”

 

ผมหันไปมองทันที เขาคงคิดว่าผมเป็นคนทำแน่ๆ

 

“คุณเอกอนันต์สงสัยใครเหรอครับ” ตำรวจหนุ่มเอ่ยถามอย่างสงสัย

 

“คนๆ นั้นก็คือ…” เขาเดินมาหาเราสองคนก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าผม ผมก็ทำหน้าเศร้า บอกปฏิเสธเขาก็คงไม่เชื่ออยู่ดี

 

“ผมว่าคนนี้คือคนร้ายครับ” หากแต่เขากลับหันไปมองพี่เขม ที่ตอนนี้เบิกตากว้างหน้าถอดสี ส่ายหน้าไปมาอย่างตกใจ

 

“เปล่านะฉันไม่ได้ทำ!”

 

“เธอทำ เพราะหากพ่อฉันเป็นอะไรขึ้นมา เธอก็จะได้สมบัติทุกอย่าง”

 

“ไม่จริงนะคะ ฉันไม่ได้ทำ!”

 

“คุณตำรวจตรวจสอบทั่วห้องหรือยังครับ น่าจะมียาพิษบางส่วนเหลืออยู่ อาจจะอยู่ที่รองเท้าตรงนั้นก็ได้”

 

เขาหันไปมองด้านหน้าประตูที่มีชั้นวางรองเท้าของพี่เขมวางอยู่ ตำรวจนายหนึ่งบอกว่าเพิ่งค้นไปแต่ไม่เจอ คุณเอกอนันต์จึงเน้นย้ำให้หาอีกรอบ

 

ผมกุมมือทั้งสองของตัวเองอย่างวิตกกังวล

 

“ไม่ต้องกลัวเพราะคนที่จะต้องเข้าคุกไม่ใช่นาย” เขาพูดเสียงนิ่งบอกผมให้ได้ยินแค่สองคน

 

“พี่เขมไม่ได้ทำนะครับ”

 

“หุบปากแล้วก็รอความจริงปรากฏ”

 

ผมทำได้เพียงพยักหน้าแล้วรอฟังผลของตำรวจที่กำลังค้นหาตรงรองเท้า ส่วนพี่เขมก็กอดอกยิ้มคาดว่าคงไม่มียาพิษแน่นอน ผมจึงผ่อนคลายลง แต่ว่าทุกอย่างกลับพังทลายเมื่อตำรวจเจอสารหนูที่ซ่อนอยู่ในรองเท้าส้นสูงของพี่เขม

 

ทุกคนต่างตกใจในสิ่งที่เห็น แม้แต่ผมเองก็ไม่อยากจะเชื่อ

 

“ไม่จริง…นั่นไม่ใช่ยาพิษของฉันแน่นอน!” พี่เขมกรีดร้องก่อนจะหันมามองผม

 

“แกแกล้งฉัน!”

 

“ผม..ผมเปล่านะครับ”

 

“ไม่จริง! ยาพิษนั่นฉันทิ้งมันไปแล้ว แกแกล้งเอามันมาใส่ใช่ไหม กรี๊ดดดดดด” พี่เขมจะเข้ามาทำร้ายผมแต่คุณเอกอนันต์มายืนขวางและตำรวจช่วยกันห้ามไว้ได้ ทุกอย่างพลันวุ่นวายในชั่วพริบตา ผมยืนอึ้งทำตัวไม่ถูก เสียงกรีดร้องของพี่เขมดังไปทั่วห้อง ด่าว่าผมนั้นตีสองหน้าเก่ง แย่งทุกอย่างไปจากพี่เขา ด่าว่าไอ้บ้า

 

ผมทรุดนั่งลงพื้นแล้วใช้สองมือปิดหู หลับตา ไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้ว นี่ไม่ใช่พี่เขม นี่คือคนอื่น พี่เขมไม่มีทางทำแบบนี้และด่าว่าผมแน่นอน ผมเงยหน้ามองคุณเอกอนันต์พบว่าเขากำลังหัวเราะในลำคอมองเหตุการณ์อย่างพอใจเหมือนกับว่าเป็นสิ่งที่เขาคำนวณไว้แล้ว

 

กว่าทุกอย่างจะหยุดก็เมื่อพี่เขมถูกพาไปยังสถานีตำรวจ ผมรีบเช็ดน้ำตาและลุกยืนเพื่อที่จะตามไปแต่แขนกลับถูกจับไว้

 

“จะไปไหน”

 

“ผมจะไปกับพี่เขม!”

 

“ห้ามไปไหนทั้งนั้น เพราะตั้งแต่วันนี้นายไม่มีสิทธิไปไหนมาไหน หากฉันไม่ได้สั่ง”

 

ผมขมวดคิ้ว “อะไรของคุณ จะมาห้ามผมได้ยังไง”

 

“ทำไมจะห้ามไม่ได้ “

 

ผมสะบัดแขนให้ออกจากการเกาะกุมแต่เขาก็เพิ่มแรงบีบจนผมต้องทรุดตัวลงพื้นด้วยความเจ็บปวด เสียงรถตำรวจออกไปแล้ว ทั้งคนอื่นก็ถูกสั่งให้ออกไปจากห้อง ทำให้ทุกอย่างเงียบงันจนรู้สึกกลัว

 

“พี่นายต้องติดคุก ส่วนนายต้องถูก…ขัง…”

 

ผมขมวดคิ้วไม่เข้าใจ

 

“เคยไปกาญจนบุรีหรือเปล่า”

 

ผมยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ ถึงถามแบบนี้แต่แววตาเขาช่างเต็มไปด้วยความน่ากลัวและกระหายบางอย่าง ขณะจะขัดขืนอีกครั้งต้องรู้สึกอ่อนแรง เมื่อเขานำผ้าเช็ดหน้ามาปิดที่จมูกจากนั้นได้กลิ่นฉุนและไม่รับรู้อะไรอีกเลย

 

…………………………….

 

‘แม่มีความสุขหรือเปล่าครับ’

 

‘มีสิจ๊ะ’

 

‘พ่อรักผมกับเเม่ไหมครับ’

 

‘รักสิ’

 

พ่อที่เพิ่งกลับมาจากทำงานเข้ามากอดผม ส่วนพี่เขมที่นั่งอยู่ตรงมุมห้องก็ได้แต่มองด้วยสายตาไม่พอใจ

 

นั่นคือความทรงจำเมื่อนานมากแล้ว และสุดท้ายเราก็เหลือกันแค่สองพี่น้อง พี่เขมดูแลผมแทนพ่อกับแม่ที่จากไป เป็นพี่สาวที่พึ่งพาได้

 

“จะหลับไปถึงไหน!”

 

เสียงตะคอกทำให้ผมค่อยๆ ลืมตาตื่น แต่ผมกลับลืมตาไม่ได้เหมือนมีบางอย่างปิดไว้ พอจะยกมือสัมผัสกลับพบว่าถูกมัดไพล่หลังและตัวผมนั่งพิงบางอย่างอยู่

 

นี่มันอะไรกัน ทำไมผมถึงถูกมัดแบบนี้ แล้วเสียงที่ได้ยินเหมือนกับ…

 

“กลัวหรือเปล่า” เสียงนั้นกระซิบที่ข้างหู จนผมต้องสั่นสะท้านอย่างหวาดกลัว

 

“คะ..คุณเอกอนันต์….คุณจับตัวผมมาเหรอ”

 

“ใช่”

 

หัวใจผมเต้นระทึกด้วยความกลัว พยายามถูข้อมือเพื่อให้เชือกหลุดหรือขาดแต่นั่นก็เป็นการกระทำที่แสนไร้ประโยชน์ เพราะเชือกนั้นแน่นขนาดที่ว่าต่อให้มีคนช่วยแก้ก็ต้องใช้เวลา

 

ผ้าที่ปิดตาถูกคลายออก ภาพที่เห็นคือใบหน้าของคุณเอกอนันต์ที่แสยะยิ้ม ผมแทบกลั้นหายใจด้วยความกลัวพลางเหลือบมองไปรอบๆ พอรับรู้ได้ว่าเป็นห้องหนึ่งที่ทำจากไม้ ภายในห้องมืดทึบพอสมควรคงเพราะหน้าต่างถูกปิด และในห้องไม่มีอะไรเลยนอกจากตัวผมที่ถูกมัดติดกับเสา

 

“ทะ..ที่นี่ที่ไหน”

 

“แล้วนายคิดว่าที่ไหน”

 

“ผะ..ผมไม่รู้…คุณจับตัวผมมาทำไม…” เสียงของผมสั่น กลัวจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่

 

หมับ

 

มือของคุณเอกอนันต์บีบคางผมแน่น “กลัวเหรอ”

 

“ผม..กลัว”

 

“ฉันไม่ฆ่านายง่ายๆ หรอก เพราะถ้าตายง่ายมันไม่สนุก”

 

“ผมขอโทษถ้าทำให้คุณไม่พอใจ…เดิมทีผมจะย้ายออกจากบ้านอยู่แล้ว..คุณปล่อยผมไปเถอะนะ…ผมจะไม่บอกใคร…อึก”

 

มือนั้นเพิ่มแรงบีบมากขึ้น

 

“มึงคิดว่ากูจะปล่อยมึงไปง่ายๆ หรือไงฮะ!”

 

ปึก!

 

เขาผลักหัวผมจนกระแทกกับเสาอย่างแรง รู้สึกมึนจนต้องหลับตาแล้วพิงเสาเพื่อไม่ให้คอตก

 

“เรื่องยาพิษกูรู้ว่าพวกมึงสองพี่น้องรวมหัวกันทำ”

 

ผมส่ายหน้า “ผมไม่ได้ทำ…พี่เขมก็ไม่ได้ทำ”

 

“หุบปาก! คิดว่ากูไม่รู้ถึงความชั่วของพวกมึงสองคนหรือไง”

 

ผมรีบส่ายหน้าทั้งน้ำตา

 

“คิดถึงเรื่องที่พี่มึงกรีดร้องแทบบ้าก็ตลกดีนะ มันคงตกใจคิดว่ายาพิษถูกทิ้งไปแล้วแต่กลับพบอยู่ในรองเท้า ฮะๆ ๆ รู้ไหมเพราะอะไรฉันถึงให้ตำรวจค้นตรงนั้น…นั่นก็เพราะ…ฉันเป็นคนเอาไปไว้เอง…ยาพิษหาไม่ยากเท่าไรถ้ามีเพื่อนดีคอยหาให้”

 

ผมเบิกตากว้าง “นี่คุณใส่ร้ายพี่งั้นเหรอ”

 

“ไม่ได้ใส่ร้ายแค่นำหลักฐานที่พี่มึงทิ้งไปกลับมาต่างหาก”

 

“คุณมันเลว!”

 

“ถ้ากูเลว มึงกับพี่ก็โคตรเลว!”

 

ผมเม้มปาก เหนื่อยที่จะเถียงแล้วเพราะสุดท้ายเขาก็ไม่ยอมเข้าใจอะไรและยังคงจับตัวผมไว้อยู่ดี ตอนนี้ผมทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว

 

คุณเอกอนันต์มองผมนิ่ง

 

“น้ำตาของนายใช้กับฉันไม่ได้ อย่ามาอ่อย!”

 

“ผมไม่ได้อ่อยคุณ”

 

“เหอะ ฮ่าๆ ๆ” เขาลุกยืนและทำท่าจะเดินออกไป

 

“เดี๋ยวก่อน คุณจะไปไหน”

 

“กลับกรุงเทพ”

 

“แล้วผมล่ะ”

 

“ก็อยู่แบบนี้ไง”

 

ผมตัวสั่นเทิ้มแล้วส่ายหน้าทันที “ไม่…ขอร้องล่ะอย่าทำกับผมแบบนี้เลยนะ..ผมกลัว…”

 

“กลัวอะไร..กลัวตายเหรอ”

 

“ผมกลัวทุกอย่าง..ฮึก..ขอร้องล่ะปล่อยผมไปเถอะ ผมจะไม่บอกใคร ผมจะหนีไปให้ไกลไม่ให้คุณเจอหน้าอีก ฮึก..ก…”

 

เขานิ่วหน้าแล้วเดินกลับมาพร้อมกับย่อตัวลง

 

“จำใส่กะโหลกไว้ ว่าชั่วชีวิตนี้ฉันจะไม่ให้นายหนีไปจากฉันได้เด็ดขาด!”

 

ผมเบิกตากว้างและร้องไห้อย่างเจ็บปวด ผมจบสิ้นแล้วสินะ ชีวิตของผมจะหยุดอยู่แค่นี้ใช่ไหม ไม่มีอิสระจะต้องอยู่ในเงื้อมมือเขาตลอดไป ส่ายหน้าแล้วบอกว่าไม่ เขาก็บีบแก้มแล้วผลักหัวให้ชนกับเสา

 

คุณเอกอนันต์ลุกยืนอีกครั้งอย่างหงุดหงิด

 

“ไม่ต้องกลัวฉันไปไม่นาน แล้วจะกลับมา”

 

เมื่อประตูปิดลงภายในห้องที่มีแสงลอดเข้ามาเพียงเล็กน้อยช่างดูวังเวงจนน่ากลัว ในใจรู้สึกเจ็บปวดเเละร้องตะโกนลั่นให้คนช่วยอย่างเปล่าประโยชน์

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}