IT'S .

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 2 - แบล็กเมล์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.4k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ต.ค. 2561 14:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
2 - แบล็กเมล์
แบบอักษร

2

แบล็กเมล์


“...”


ผมกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างยากลำบาก ผมคิดว่าเมื่อคืนเขาจะเมา...เมาจนจำอะไรไม่ได้ แต่เขากลับรับรู้ถึงความลับที่ผมปกปิดเอาไว้มาตั้งแต่เกิด จู่ๆ ร่างกายผมก็สั่นสะท้าน กลัวว่าจะถูกเขาเอาความลับของผมไปเปิดเผย...ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็ผมตายแน่ ผมจะถูกจับไปตรวจสอบเหมือนกับตอนเด็กๆ...แบบนั้นไม่เอาหรอกนะ


“ถึงผมจะเมาแต่ผมก็จำได้ทุกอย่าง ผมเห็นหมดแล้วล่ะ...ร่างกายทุกซอกทุกมุมของคุณ”


“คุณ...คิดจะแบล็กเมล์ผมเหรอ” ผมเค้นเสียงถามเขาอย่างยากลำบาก โกรธก็โกรธ...แต่ก็กลัวด้วย


“ก็ถ้าคุณไม่ยอมทำตามที่ผมต้องการ ผมก็จะเปิดเผยความลับคุณให้ทุกคนในบริษัทรู้”


“ผมบอกคุณแล้วไงว่าผมไม่ได้ขายตัว!”


“ผมพูดแค่ชอบคุณ จะขอซื้อ ไม่ได้บอกสักคำว่าจะเอาคุณมาทำอะไร” เขามองมาที่ผมสายตาเรียบนิ่ง แต่ก็มีแรงกดดันอยู่ไม่น้อย “ผมอาจจะเอาคุณมานั่งประดับห้อง นั่งกินข้าวเป็นเพื่อน หรือรับใช้ผมบนเตียงก็ได้…”


“นี่ไง! มันก็มีเรื่องอย่างว่าอยู่ดีไม่ใช่เหรอ!”


“แล้วไง ก็ผมอยากได้ จะซื้อ” เขาว่าอย่างหน้าไม่อายพลางเลื่อนเช็คมาให้อีกครั้ง “ขายซะ”


“...”


“อย่าเล่นตัว คุณเองก็ไม่ได้บริสุทธิ์อะไรขนาดนั้น เมื่อคืนยังครางให้ผมฟังอยู่แท้ๆ จะมาบอกว่าไม่เคยไม่ได้หรอกนะ”


“นี่คุณเป็นคนยังไงแน่เนี่ย! คิดว่าเงินซื้อได้ทุกอย่างเลยหรือไง! ผมกับคุณไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ จะมาชอบมาขอซื้อได้ยังไง!”


“ผมแค่ชอบ อยากได้ก็เลยจะซื้อ ต้องมีเหตุผลอะไรด้วยเหรอ”


“...”


ผมได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความหงุดหงิด แรกพบกันระหว่างรองประธานกับผมนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ดีเอาซะเลย แล้วยิ่งเขาทำตัวแบบนี้ใส่ผมทั้งที่เราเพิ่งมีโอกาสได้คุยกันจริงๆ จังๆ ครั้งแรกผมยิ่งรู้สึกไม่ชอบ แทนที่เขาจะขอโทษในสิ่งที่ทำลงไป แต่กลับมาข่มขู่ให้ผมขายตัวเนี่ยนะ!


“ความลับของคุณก็น่าปกปิดมากเหมือนกันนะ ถ้าเรื่องถูกแพร่กระจายออกไป...คุณอาจโดนองค์กรที่ไหนจับไปตรวจสอบอีกก็ได้”


“นี่คุณ…! ตามสืบเรื่องผมเหรอ!” ผมถลึงตามองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ


“หืม เรื่องของคุณใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงผมก็รู้ทุกอย่างแล้ว พิสูจน์มาแล้วไม่ใช่เหรอ”


เขาใช้สายตาคมกริบนั้นกวาดมองเรือนร่างของผมราวกับจะกลืนกินผมเข้าไปซะตอนนี้ ผมขบกรามแน่น กำหมัดมองหน้าคนที่หน้านิ่งเฉยนั่น


“เลิกดูถูกผมซะที ยังไงผมก็ไม่ขาย!” ผมยืนยันหนักแน่น “คุณคิดว่าอยากได้อะไรก็ได้มาด้วยการเอาเงินซื้อเหรอ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผู้ชายที่ผ่านเข้าไปในชีวิตคุณแค่คืนเดียวแล้วผ่านเลยอย่างผม”


“ต้องให้บอกอีกกี่ครั้งว่าผมอยากได้” เขาพูดเสียงเข้มขึ้นจนผมเผลอเกร็ง “ไม่มีเหตุผลอื่นนอกจากผมสนใจร่างกายคุณ ถ้าคุณไม่ขายมันก็ช่วยไม่ได้ ผมคงต้องบอกคุณว่าความลับของคุณจะถูกเปิดเผย ไม่ใช่แค่เรื่องที่คุณเป็น Intersex แต่เรื่องความสัมพันธ์ของคุณกับผมก็จะถูกเปิดเผยด้วย”


“นี่คุณ!!!” ผมตบโต๊ะเสียงดังด้วยความไม่พอใจถึงขีดสุด “คุณทำมากเกินไปแล้วนะ! กับแค่คนที่นอนด้วยคืนเดียวจะอยากได้อะไรขนาดนั้น!!! ถึงกับบีบบังคับคนที่ไม่มีทางสู้เลยเหรอ!!!”


“ผมไม่สนใจว่าจะได้คุณมาวิธีไหน”


“...!”


“ผมแค่อยากได้ ก็ต้องได้…”


“ไม่แคร์ชื่อเสียงตัวเองเลยหรือไง!”


“ผมจะไม่เสียชื่อเสียงเพราะคุณไม่กล้าแลกหรอก...คะแนน”


“...”


ผมมองสายตาเอาแต่ใจของคนที่มีตำแหน่งเหนือกว่าและได้แต่กำหมัดแน่นด้วยความหงุดหงิด สภาพแวดล้อมที่ผมอยู่มีแต่คนดีและมีน้ำใจให้กัน แต่ผมเพิ่งจะเคยเจอ...ว่ามีปีศาจในคราบรองประธานอยู่ในบริษัทด้วย แค่เจอกันวันแรกเขาก็บังคับให้ผมขายความพอใจให้เขาแล้ว อย่างนั้นผมจะทำยังไงล่ะ ผมแทบไม่มีอะไรไปต่อรองกับเขาเลยสักอย่าง


“คุณยังไม่ต้องตัดสินใจตอนนี้ก็ได้ ผมให้เวลาคุณคิดเรื่อยๆ” เขาเท้าคางอย่างเหนื่อยหน่ายมองผม “แต่ระวังนะ ความอดทนผมมีจำกัด...ถ้ารอนานๆ ผมอาจจะเข้าตะปบคุณแบบไม่รู้ตัว…”


“ผมขอตัว!”


ผมกระแทกเสียงและกระฟัดกระเฟียดออกมาจากห้องของรองประธาณ คุณสาลี่เลขาหน้าห้องมองผมเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปหาเจ้านายของเธอ ผมหายใจฮึดฮัดอย่างไม่สบอารมณ์นัก อยากกระแทกเท้าเดินปึงปังออกมาแต่ก็ทำได้เพียงลงน้ำหนักเท้าเบาๆ เพราะกลัวสะเทือนสะโพกจนเจ็บ พอย้อนคิดถึงสิ่งที่เขาพูดก็ยิ่งทำให้ผมหงุดหงิดไม่หาย เรื่องอะไรผมจะยอมขายให้เขาล่ะ! แต่ถึงจะต่อต้านผมก็เครียดกับความลับของตัวเองอยู่ดี...ผมไม่อยากให้มันถูกเปิดเผย ยิ่งความสัมพันธ์ที่เคยมีกับเขาผมยิ่งไม่อยากให้คนในบริษัทรู้ ถ้ารู้เข้าผมต้องโดนสอบแล้วถูกไล่ออกแน่ๆ แบบนั้นผมจะไปหาบริษัทไหนที่ให้เงินเดือนสูงลิ่วแบบนี้ได้อีกล่ะ เวรเอ๊ย!!! ไม่น่าไปช่วยเขาตอนนั้นเลย ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ต้องมาปวดหัวแบบนี้!


“อ้าว...พี่ภีม” ผมเอ่ยทักพี่ภีมที่กำลังชงกาแฟอยู่ในห้องครัวเล็ก ผมที่ตั้งใจว่าจะมาหาอะไรรองท้องเพื่อกินยาพอดีเลยได้เจอเขาซะก่อน


“แนน เป็นยังไงบ้าง ยังปวดเอวอยู่ไหม” พี่ภีมวางถ้วยกาแฟลงและรีบเข้ามาดูอาการเมื่อเห็นว่าผมเดินเข้ามาพร้อมกับยกมือกุมสะโพก สายตาเป็นห่วงเป็นใยของเขาทำให้ผมรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาไม่น้อย


“ผมไม่เป็นไรครับ ก็ปวดๆ เท่าเดิม นี่ก็กะจะเข้ามาหาอะไรกินจะได้กินยาที่พี่ให้มา”


“อืม...งั้นเหรอ” พี่ภีมพยักหน้ารับก่อนจะผละออกไปเปิดค้นตู้เย็นอยู่พักหนึ่ง เขากลับมาหาผมพร้อมกับแซนด์วิชในมือสองชิ้น ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นของพี่ภีมที่ซื้อเข้ามาเองนั่นแหละ “กินแซนด์วิชแล้วกันนะ”


“เอ๊ะ...แต่นี่มันของพี่ภีมนะครับ”


“พี่ยกให้ เห็นคนป่วยแบบนี้พี่จะใจร้ายหวงของได้ไง เอ้า กินซะ จะได้กินยา”


“ขอบคุณครับ”


ผมยิ้มขอบคุณและเอื้อมมือไปรับแซนด์วิชของเขามาแกะกิน แซนด์วิชมันก็อร่อยแหละ...แต่เพราะคนให้คือพี่เขามันเลยยิ่งอร่อยขึ้นเป็นเท่าตัวเลย ผมได้แต่ยิ้มและก้มหน้าก้มตากินแซนด์วิช ส่วนพี่ภีมก็ผละไปยกถ้วยกาแฟขึ้นมาคนต่อ เขาหันมามองผมด้วยสีหน้ากังวลจนผมเลิกคิ้ว


“ไปพบท่านรองมีเรื่องอะไรหรือเปล่าแนน ทำไมเขาถึงเรียกแนนไปหาล่ะ”


“เอ่อ…”


ซวยล่ะ ผมไม่ได้คิดคำตอบเอาไว้ด้วยสิว่าจะตอบคำถามทุกคนยังไง จะให้พูดได้เหรอว่ารองประธานเรียกผมไปเสนอราคาให้เขาน่ะ


“หรือว่าแนนไปทำอะไรให้ท่านรองไม่ถูกใจเข้า…?”


“เปล่าหรอกครับ เอ่อ...รองประธานแค่อยากได้ผู้ช่วยเพิ่ม เห็นว่ามีคนเสนอผมที่ทำงานดีให้เขาพิจารณาดู เขาก็เลยเรียกไปสัมภาษณ์น่ะครับ”


ผมเลือกจะโกหกคำโต เรียกไปสัมภาษณ์อะไรล่ะ ผมน่ะอยากต่อยหน้ารองประธานอะไรนั่นให้รู้แล้วรู้รอด แต่ติดที่เขาเป็นเจ้านายผู้กุมเงินเดือนสูงระยับของผม ไม่พอยังเป็นคนกุมความลับแสนสำคัญของผมด้วย...จะว่าไปผมยังคิดไม่ตกเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ เอายังไงกับข้อเสนอของเขาดี ผมไม่อยากยอมรับข้อเสนอเฮงซวยนั่น แต่ผมก็ปฏิเสธไม่ได้


“แบบนี้แนนก็ต้องย้ายแผนกน่ะสิ?” พี่ภีมเลิกคิ้ว แววตาเขาดูสลดลงเล็กน้อยแต่เพียงครู่เดียวก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม ทว่าผมสังเกตเห็น…


พี่ภีมไม่อยากให้ผมย้ายแผนกสินะ…


“ไม่หรอกครับ ท่านรองคงไม่ได้ถูกใจฝีมือผมขนาดนั้น ตอนสัมภาษณ์ก็ไม่ได้ออกมาดีเท่าไหร่” ผมรีบแก้และได้แต่ยิ้มแหยส่งให้ พี่ภีมมองผมพักหนึ่งก็พยักหน้ารับ เขายกถ้วยกาแฟขึ้นดื่มและเอาแต่มองผมตลอด


“กินยาด้วยนะ จะได้หายไวๆ”


“ครับ”


ผมยิ้มตอบ พี่ภีมส่งยิ้มมาเช่นกันก่อนจะยกมือขึ้นยีหัวผมด้วยสัมผัสที่อ่อนโยน...ผมเผลอหลุบตาลงซ่อนสายตาตัวเองเอาไว้ก่อนพี่ภีมจะผละเดินออกจากห้องไปพร้อมถ้วยกาแฟของเขา อ่า...ผมเผลอทำตัวแปลกๆ ต่อหน้าเขาไปหรือเปล่านะ


หลังจากกินยาไปแล้วผมก็อาการดีขึ้นบ้าง ผมอยู่ทำงานต่อจนถึงเวลาเลิกงานก็เก็บของเตรียมกลับ พี่ภีมกลับไปก่อนแล้วเพราะเขามีธุระ เขาเลยไม่ได้ลูบหัวผมก่อนกลับเหมือนทุกวัน...ปกติผมจะเป็นฝ่ายเก็บของเสร็จและกลับก่อนเขาน่ะ แล้วเขาก็มักจะลูบหัวผมด้วยความเอ็นดูเสมอก่อนจะยอมปล่อยตัวผมกลับบ้าน นั่นน่ะ...เป็นเหตุการณ์ดีๆ ที่เกิดขึ้นในทุกวันทำงานของผมเลยนะ


ผมยกมือไหว้ล่ำลาทุกคนก่อนจะเดินออกมาจากแผนกและลงลิฟต์เพื่อจะลงไปยังชั้นแรก เมื่อมาถึงชั้นล่างสุดประตูลิฟต์ที่ถูกเปิดออกกลับทำให้ผมชะงักเมื่อมีชายร่างสูงในชุดสูทเนี้ยบยืนรอกับเลขาสาวอยู่ก่อนแล้ว ผมเบิกตากว้าง มองคุณกันต์ที่จ้องมองมาด้วยสายตาเรียบเฉยพร้อมกับรีบเอื้อมมือไปกดปิดลิฟต์เหมือนเดิม แต่มือหนากลับรั้งประตูลิฟต์เอาไว้และเอื้อมมืออีกข้างเข้ามาดึงข้อมือ กระชากตัวผมออกจากลิฟต์อย่างถือวิสาสะ ผมพยายามขืนตัวแต่ไม่กล้าดิ้นหรือโวยวายมากนักเพราะยังมีพนักงานเดินกันให้ควักอยู่หลายคน


“จะทำอะไร!” ผมกัดฟันเค้นเสียงถามคนตัวสูงกว่า รองประธานแทบไม่พูดอะไรกับผม เขาดึงผมให้เดินตามโดยมีคุณสาลี่เลขาของเขาเดินประกบไม่ห่าง “นี่คุณจะพาผมไปไหน!”


“เงียบ”


เขาหันมาสั่งเสียงปกติก่อนจะลากผมให้เดินออกไปยังประตูลานจอดรถ ผมได้แต่ขืนตัวแต่สุดท้ายเพราะความปวดที่สะโพกและความกังวลที่ไม่กล้าโวยวายจึงทำให้ผมถูกลากมาจนถึงรถสีดำคันหรูจนได้ คุณสาลี่เปิดประตูด้านหลังก่อนคุณกันต์จะจับผมยัดเข้าไปด้านหลังรถและตามขึ้นมานั่งด้วย ผมขมวดคิ้วมองเขาอย่างไม่เข้าใจ แต่เขาก็ไม่พูดอะไร หันไปสั่งคนขับที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วให้ออกรถหลังจากที่คุณสาลี่ปิดประตูให้


“คุณ!!! จะพาผมไปไหน!” ผมรีบโวยทันที ไม่ได้เกรงใจคนขับที่นั่งอยู่ด้านหน้า


“ไปตกลงธุรกิจ”


“ผมบอกว่าไม่ก็คือไม่ไง!” ผมสวนตอบ เพราะเข้าใจว่าเขาจะคุยเรื่องที่จะบังคับให้ผมขายบริการให้เขา


“แปลว่าความลับจะแตกก็ช่างมันงั้นสินะ?” เขาหันมาเลิกคิ้วมองหน้าผมด้วยแววตากดดัน ผมสะอึกไปทันทีและเงียบในที่สุด “ผมจะพาคุณไปโรงพยาบาล อยู่เฉยๆ”


“นี่! คุณจะจับผมส่งโรงพยาบาลเหรอ! ผมไม่ไปนะ ผมไม่อนุญาตให้ใครมาตรวจสอบร่างกายเพื่อไปทำงานวิจัยของใครทั้งนั้น!”


“วางใจได้ ผมไม่จับคุณส่งตรวจสอบหรอก ผมแค่อยากมั่นใจบางอย่าง หลังจากนั้นเราค่อยมาคุยเรื่องธุรกิจกัน”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}