หอหมื่นอักษร

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 26 คว่ำฝ่ามือเป็นห่าฝน

ชื่อตอน : บทที่ 26 คว่ำฝ่ามือเป็นห่าฝน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.5k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ต.ค. 2561 15:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 26 คว่ำฝ่ามือเป็นห่าฝน
แบบอักษร

เวลามีไม่มากนัก ชิงเซี่ยมองไปยังบัณฑิตที่นอนแหมะอยู่บนพื้นราวกับดินโคลน ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยกับเขาว่า “เจ้ายังไม่รีบไปอีก ประเดี๋ยวก็จะมีคนตามมาแล้ว” 

เดิมทีบัณฑิตเองไม่ทราบว่าคนเหล่านั้นได้ถูกชิงเซี่ยฆ่าตายไปแล้ว เมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็นึกขึ้นมาได้ รีบลุกขึ้นมาวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ชิงเซี่ยถูกเขาทำให้ตกใจ นางยืนตะลึงอยู่กับที่ ใครจะรู้ว่าบัณฑิตหลินคนนั้นวิ่งไปสองก้าวก็วิ่งกลับมาฉุดชิงเซี่ยให้ลุกขึ้นพลางเอ่ยกับชิงเซี่ยอย่างร้อนใจว่า “วิ่งเร็วเข้า! โง่จริงๆ เลย!” 

ชิงเซี่ยตะลึงตาค้าง บัณฑิตผู้นี้กล้าด่านางว่าโง่อย่างนั้นหรือ? นี่มันช่างเหลือเชื่อจริงเชียว พวกนางวิ่งไปอย่างบ้าคลั่งในที่สุดก็ถึงประตูซีหวา แต่ทว่าเมื่อมองไปทางกำแพงเมืองนั้นแล้ว ก็จะเห็นประตูวังเล็กๆ ซึ่งมีทหารยามสองร้อยกว่านายล้อมอยู่ นอกเสียจากกลายเป็นยุงแล้ว ก็ไม่มีทางออกไปจากวังนี้ได้ง่ายๆ 

เห็นการจัดรูปแบบทหารตรงนี้แล้ว ชิงเซี่ยก็รู้ว่าหากกลับไปหากำแพงวังส่วนอื่นเพื่อข้ามไปก็ไม่มีหวัง ต้องมีพวกที่แอบซุ่มอยู่เป็นแน่ ซึ่งเข้มงวดกว่าจุดนี้อย่างมาก  

“ให้ข้าไปคุยกับพวกเขาดู พวกเขาก็แค่ถูกหลอก หลังจากรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว จะต้องปล่อยพวกเราออกไปแน่” คำพูดของบัณฑิตหลินทำให้แปลกใจไม่มีสิ้นสุด จากนั้นเขาก็ลุกขึ้น แล้วเดินออกไปที่ประตูวัง 

ชิงเซี่ยตกใจมาก รีบดึงเขาไว้ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “กลัวแต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรกับพวกเขา ก็ถูกโยนร่างเข้ารังแตนสิไม่ว่า!” 

“แล้วจะให้ทำอย่างไร?” บัณฑิตหลินหมอบกาย ถอนหายใจ “ไม่ง่ายเลยที่จะหนีออกมา มาถึงตรงนี้แล้ว ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็จะออกไป” 

นั่นคือปณิธานของเจ้า เกรงว่าแม้แต่เส้นขนก็ไม่อาจได้ออกไป ชิงเซี่ยจ้องไปที่เจ้าหนอนหนังสือนั่น จากนั้นก็หยิบเอาเครื่องแบบทหารสองชุดที่ขโมยออกมา ส่งให้บัณฑิตหลินชุดหนึ่ง “ใส่เสียสิ!” 

“ใส่นี่แล้วจะหนีออกไปได้หรือ?” ดวงตาของบัณฑิตหลินเป็นประกาย หันหน้าไปมองชิงเซี่ยอย่างมีความสุข ก่อนจะเอ่ยถามอย่างมีความหวัง เขานับนางที่กล้าหาญไม่มีที่มาที่ไปคนนี้เป็นพวกเดียวกับตัวเองไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว 

“เจ้าแค่ดูข้าก็พอ!” ชิงเซี่ยยกยิ้มทีหนึ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ 

“สวมเสร็จแล้วหรือไม่?” 

ชิงเซี่ยหันกลับมา ก็เห็นบัณฑิตหลินสวมชุดทหารเรียบร้อยแล้ว ครั้นได้เห็นเขาสวมเสื้อผ้า สวมหมวกดีๆ  ทั้งยังเหน็บดาบไว้ที่เอวก็ให้ความรู้สึกของวีรบุรุษขึ้นมาบ้าง 

“เสร็จ...เสร็จแล้ว” บัณฑิตหลินเอ่ยตะกุกตะกัก จู่ๆ ในใจก็เกิดความรู้สึกประหม่า เกิดความกลัวขึ้นมาเล็กน้อย 

ชิงเซี่ยเห็นเขาน่าตลกเช่นนั้น ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ นางเอ่ยกับเขาว่า “จากนี้เจ้าเพียงแค่ทำตามข้าให้ดี จำไว้ ต้องดูดุดัน เข้าใจหรือไม่?” 

“เข้าใจแล้ว” บัณฑิตหลินพยักหน้า จู่ๆ ก็จ้องเขม็งไปที่ชิงเซี่ย ก่อนถามว่า “เท่านี้ดุดันพอหรือไม่?” 

“อ่า...” เห็นเขาเช่นนั้น ชิงเซี่ยก็อดหัวเราะไม่ได้ แต่ก็ต้องต่อสู้กลับไป นางพยักหน้า เอ่ยขึ้นว่า “ก็พอใช้ได้แล้ว” 

“ใครอยู่ตรงนั้น!” พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา บัณฑิตหลินตกใจจนขาอ่อน ชิงเซี่ยหันหน้าไปจ้องเขาเขม็ง เป็นนัยว่าเหตุใดจึงขี้ขลาดเช่นนี้ บัณฑิตหลินเห็นชิงเซี่ยหันมา ก็นึกถึงคำที่ชิงเซี่ยเคยบอกไว้ เขาเก็บงำความกลัว ยกคิ้วสายตาดุดัน ทำหน้าให้ดูน่ากลัวยิ่ง 

“หนึ่ง สอง สาม...วิ่ง!” ชิงเซี่ยตะโกนออกมา ทั้งคู่พลันวิ่งออกจากที่ซ่อนตัว พุ่งไปยังประตูซีหวาราวกับสายฟ้า! 

“มีคนออกไปที่ประตู!” ยามที่เฝ้าอยู่ได้ยินเสียงคนตะโกนขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน พวกเขาก็ชักดาบออกมาแสงสีขาวที่สะท้อนจากดาบสาดส่องลงที่ใบหน้าของทั้งสองคนที่ซีดขาวไร้สีเลือด 

“เตรียมม้า! เร็ว! มีคนหนีไปทางประตูซีหวาแล้ว รีบเตรียมคนออกไปจับพวกมันกับข้า!” ชิงเซี่ยวิ่งพลางตะโกนเสียงดัง เสียงนั้นทรงอำนาจและน่าเชื่อถือ 

ทหารยามทั้งหลายได้ยินว่ามีคนหนี ในวังไม่ว่าใครก็รู้ดีว่าวันนี้มีเรื่องค้นตำหนัก หากรัชทายาทกลับมา ทุกคนคงตายไม่ได้ฝังเป็นแน่ จึงรีบรุดออกไปทันที 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของชิงเซี่ยเป็นการเล่นสงครามจิตวิทยา คนพวกนี้ก็เป็นเหมือนนกที่กลัวคันศร แม้เสียงลมพัดยอดหญ้าเพียงเล็กน้อยก็ตื่นตระหนกได้ ดังนั้นข่าวร้ายเช่นนี้ก็มักทำให้หัวใจของพวกเขาสั่นระรัว กลับกันกับคนของรัชทายาททางนี้ที่ต้องออกจากวังอย่างระมัดระวัง แน่นอนว่าไม่ควรออกไปทางประตูหลักอย่างเด็ดขาด นางเองก็ทั้งฉลาดและกล้าหาญเช่นนี้ หากไม่อาจทำให้พวกเขาหลงกลได้ นางก็มีทางอื่น ไม่กลัวว่าจะหลอกไม่ได้ 

“หยุดอยู่ตรงนั้น! กรุณาแสดงราชโองการขององค์ชาย ห้ามเข้าใกล้ประตูเมือง!” เห็นได้ชัดว่าเพียงไม่กี่ประโยคก่อนหน้านี้ไม่เพียงพอที่จะหลอกทหารเสื้อแพรเหล่านี้ได้  

บุกตะลุยมาจนถึงด้านหน้าขององครักษ์เสื้อแพรทั้งสองร้อยคนได้ ชิงเซี่ยก็ยกคิ้วขึ้น เอ่ยเสียงเข้ม “ยังไม่รีบไปเตรียมม้าอีก อยากตายกันหรือกระไร? คนดูแลอยู่ไหน ออกมาเดี๋ยวนี้!” 

นายกองในชุดเกราะเบาคนหนึ่งเดินออกมา มองพวกชิงเซี่ยทั้งสองที่สวมชุดของทหารฉู่ ก็ยกคิ้วอย่างฉงนสงสัย เอ่ยเสียงทุ้ม “น้องชายคนนี้อยู่ใต้บัญชาผู้ใดกัน เหตุใดข้าไม่เคยเห็น?”  

“โง่เง่า!” ชิงเซี่ยด่าเสียงเข้ม สายตาเย็นเยียบ นางหยิบเอาแผ่นป้ายคำสั่งขึ้นมา บนนั้นสลักด้วยตัวอักษรคำว่าเฉิงขนาดใหญ่ ก่อนเอ่ยว่า “เวลานี้ยังวุ่นวายด้วยเรื่องเช่นนี้ กลับไปข้าจะรายงานกับแม่ทัพเฉิง เร็วเข้า! เอาคนร้อยคนตามข้าออกจากวังไปด้วย ที่เหลือเฝ้าอยู่ที่นี่ นอกจากองค์ชายสิบสามกับแม่ทัพเฉิงแล้ว ไม่ว่าคำสั่งของใครก็ห้ามเชื่อ!” 

“แต่ว่า...” 

เอ่ยไม่ทันจบ ก็มีเสียงแส้ยาวๆ ฟาดหนักลงบนใบหน้าของนายกองผู้นั้น รอยเลือดเป็นทางยาวพาดอยู่บนใบหน้า เนื้อปริแตก น่าหวาดกลัว ชิงเซี่ยก้าวขึ้นหน้าพลันหยิบเอามีดออกมาจ่อที่คอของชายผู้นั้น ผู้คนต่างไม่ทันได้ลงมือ ก็ได้ยินเสียงชิงเซี่ยเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าอยากให้ทุกคนตายหรืออย่างไร? ตอนนี้ยังมายืนใจเสาะกันอยู่อีก ประเดี๋ยวกองทัพใหญ่จะออกแล้ว!”  

“ทหารนายอื่นฟังข้า มีคนหนีออกไปทางประตูซีหวา ตอนนี้สถานการณ์อยู่ในขั้นวิกฤติถึงชีวิต รีบไปเตรียมม้า แล้วออกไปตามคนกับข้า อีกครู่พบกันที่ถนนหวงเฉวียน!” คำพูดประโยคนั้นทรงพลังมาก บัณฑิตหลินมองชิงเซี่ยที่ยืนชูดาบยาวอยู่ตรงนั้นด้วยความตกตะลึง กลุ่มทหารที่ได้ยินดังนั้นก็หยิบเอาธนูเดินหน้าออกไป 

ชิงเซี่ยพลิกร่างขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว ก่อนหันไปพูดกับทหารยามที่เหลือว่า “ไม่ว่าผู้ใด หากไม่ใช่ราชโองการขององค์ชายสิบสามหรือแม่ทัพเฉิง ฆ่าทิ้งได้! หากเรื่องวันนี้สำเร็จลุล่วง ข้าจะรายงานต่อองค์ชาย ให้พี่น้องทุกคนในที่นี้ได้รางวัล!” 

พูดจบ ก็หวดแส้และควบม้าตะบึงออกนอกวังไป! 

บัณฑิตหลินอยู่ด้านหลังชิงเซี่ย รู้สึกเพียงว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ราวกับความฝันก็ไม่ปาน 

ชิงเซี่ยแอบทราบมาว่า ในขณะที่ด้านนอกกำลังวุ่นวาย องค์ชายสิบสามจะต้องเข้าไปควบคุมจักรพรรดิในวังต้องห้ามเป็นแน่ ส่วนแม่ทัพเฉิงป่านนี้คงไปเฝ้ายมบาลแล้ว 

เสียงของเกือกม้าดังฝ่าขึ้นมาท่ามกลางความเงียบของเมือง บ้านเรือนแต่ละหลังต่างพากันจุดไฟ บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกครื้นของเมือง 

“เสี่ยวหลิน เรื่องที่องค์ชายมอบหมายมา ต้องจัดการให้เรียบร้อย รัชทายาทฉู่หลีคิดชิงราชบัลลังก์ ลุ่มหลงในบาป ชีวิตของคนทั้งใต้หล้าขึ้นอยู่กับเรื่องนี้ หากมีเรื่องผิดพลาดแม้แต่น้อย การสูญเสียชีวิตก็คงเป็นเรื่องที่เลี่ยงได้ยาก เจ้าทำให้มันดีๆ ล่ะ” 

บัณฑิตหลินงงงวยครู่หนึ่ง ในใจพลันกระจ่าง ทันใดนั้นสายตาของเขาก็ฉายประกายซาบซึ้ง พยักหน้าให้ชิงเซี่ย พลางตอบด้วยเสียงแหบพร่าว่า “วางใจเถอะ ข้าจะต้องทำให้สำเร็จ” 

“ใต้เท้า!” ทหารนายหนึ่งควบม้าไปด้านหน้า ดวงตาเรียวแหลมจ้องไปที่ชิงเซี่ย ก่อนเอ่ย “หากภารกิจของใต้เท้าหลินสำคัญมากถึงเพียงนั้น จะให้พวกข้าไปกับเขาด้วยหรือไม่?” 

“เรื่องขององค์ชาย จะให้ใครมาจัดการก็ได้หรือ?” ชิงเซี่ยเอ่ยเสียงเย็นพลางจ้องไปที่ทหารนายนั้น เอายด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ถ้อยคำสะท้อนความเย็นชา ทหารนายนั้นรีบพยักหน้าตอบอย่างรวดเร็ว 

“คนอื่นตามข้ามา แบ่งเป็นยี่สิบกลุ่มเล็ก แยกกันค้นหา หากเจอคนน่าสงสัยให้จับกลับมา!” 

กลุ่มคนรับคำ ชิงเซี่ยนำทหารยามห้าคนขี่ม้ามุ่งหน้าไปทางเหนือ 

บัณฑิตหลินมองเห็นเงาร่างของชิงเซี่ยไปจนลับสายตา จากนั้นก็หันหัวม้ามุ่งไปยังค่ายทหารทันที 

ครู่หนึ่งที่บนถนนเส้นยาวในเมืองหลวง ก็มีเสียงของไก่และสุนัขดังแว่วมา เหล่าทหารที่ตามชิงเซี่ยออกไป ก็จับคนน่าสงสัยในสายตาพวกเขามาจนเต็มถนน 

ชิงเซี่ยเดินออกมาจากตรอกเล็กๆ สายตาของนางเย็นชา สวมเกราะสีเงิน มองดูแล้วเต็มไปด้วยกลิ่นอายของนักรบ ชิงเซี่ยจัดการทหารห้านายที่ไร้การป้องกันได้อย่างง่ายดาย ยืนมองความวุ่นวายจากแผนการของตน เป็นเช่นนี้ต่อให้บัณฑิตหลินเซ่อซ่านั่นไม่บอกเรื่องนี้กับฉู่หลี ฉู่หลีก็คงมองสถานการณ์ออก แล้วก็จะไม่เข้าวัง ขอเพียงแค่เขาเตรียมป้องกันไว้ ในเขตเมืองชั้นในนี้ก็ไม่มีใครทำอะไรเขาได้ 

เรื่องราวราบรื่นอย่างไม่คาดคิด ชิงเซี่ยยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วหันไปมองที่วังหลวง

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น