facebook-icon Twitter-icon

ความคิดเห็น (comment) จากผู้อ่านคือกำลังใจที่ดีที่สุดของนักเขียน อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจนักเขียนมีแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไปนะ :)

ตอนที่ 91 : น้ำพริกหนุ่ม

ชื่อตอน : ตอนที่ 91 : น้ำพริกหนุ่ม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 26.5k

ความคิดเห็น : 76

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ต.ค. 2561 20:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 91 : น้ำพริกหนุ่ม
แบบอักษร

ตอนที่ 91 : น้ำพริกหนุ่ม


“พี่ขวัญ ช่วยหน่อยนะครับ ครั้งนี้สำคัญจริงๆ”

เสียงของเฟี๊ยตที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ไม่ไกลดังออกมาในระดับที่เขาได้ยินได้ โฟคได้ยินพี่ชายของตนกำลังเอ่ยคำขอร้องให้เพื่อนเภสัชกรคนอื่นในโรงพยาบาลมาอยู่เวรแทนให้ เขาก็เริ่มมีความรู้สึกผิดขึ้นมาน้อยๆ ริมฝีปากของชายหนุ่มเม้มแน่นอย่างตัดสินใจไม่ตก สมองของเขากำลังลองคิดหาวิธีอื่นที่อาจจะรบกวนพี่ชายของตนน้อยลง

“ฟะ...”

“ได้เลยครับพี่ เดี๋ยวผมซื้อของฝากจากเชียงใหม่มาฝากให้พี่กินจนพุงกางเลย ครั้งนี้น้องชายผมมีปัญหาจริงๆ พี่ ขอบคุณพี่ขวัญมากนะครับที่ช่วย”

ยังไม่ทันที่โฟคจะตัดสินใจอะไรชัดเจน ดูเหมือนว่าทางฝั่งของเฟี๊ยตก็จะตกลงหาคนมาอยู่เวรแทนตนได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากกำหนดการที่จะต้องใช้เวลาอีกวันหนึ่งถึงจะหยุดได้ พี่ชายของเขาก็ดูเหมือนจะว่างตั้งแต่ตอนนี้เลย


“โฟครบกวนเฟี๊ยตมากเกินไปเปล่าวะ”

เขาพูดเบาๆ อย่างรู้สึกไม่ค่อยดี ในจังหวะเดียวกันกับที่พี่ชายของเขาหันมาพอดี พี่ชายจอมระเบียบจัดมองหน้าเขาและเงียบไปอึดใจหนึ่ง ราวกับกำลังคิดคำนวณอะไรในใจ

“พี่ขวัญเป็นหัวหน้าห้องยา พี่แกก็ไปทำงานตามปรกตินั่นแหละ เพียงแค่ขอให้แกย้ายจากทำงานเอกสารข้างในห้องหัวหน้าออกมาช่วยจ่ายยาแทนวันหนึ่งก็แค่นั้น” เฟี๊ยตตอบพลางยักไหล่ง่ายๆ ปรกติมันควรจะด่าอะไรเขาสักอย่าง แต่ก็นั่นแหละ วันนี้พี่ชายเขาดูจะใจดีเป็นพิเศษ

“เดี๋ยวโฟคซื้อน้ำพริกหนุ่มป้าอ้อมาฝากพี่ขวัญด้วยแล้วกัน ยังไงก็ฝากขอบคุณพี่ขวัญด้วยนะ” โฟคตอบพลางยิ้มแห้งๆ


“แล้วนี่จะนอนก่อนไหม ออกเช้าๆ ก็ได้มั้ง รถไม่ติดหรอก วันธรรมดา” เฟี๊ยตหันมาถามเป็นเชิงปรึกษา

“ไปเลยตอนนี้ไม่ได้เหรอเฟี๊ยต โฟคอยากกลับถึงบ้านเร็วๆ” โฟคพูดอย่างตัดสินใจ ก่อนจะกัดริมฝีปากอย่างลุ้นในคำตอบของคนตรงหน้า

“เฮ้อ จะรีบไปไหนโฟค บ้านไม่หนีไปไหนหรอก” เฟี๊ยตพูดออกมาหลังถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ กึ่งจะเห็นใจ กึ่งจะระอาใจในขณะเดียวกัน

“โฟคอยากกลับบ้าน”

เขาพูดพร้อมกับฉวยเอาเจ้าคอสที่วิ่งอยู่ไม่ห่างออกมากอดอย่างหาที่พึ่ง เขารู้ตัวเองดีว่าเป็นมนุษย์จำพวกชอบหนีปัญหา แต่ก็นั่นแหละ เขาก็อยากได้เวลาในการทบทวน

“กลับก็กลับ เห็นหน้ามึงแล้วคิดถึงค่ายธรรมะตอนม.ต้นเลย บ้าบอ ร้องไห้จะกลับบ้าน กูนี่ต้องลำบากไปรับกลับอีก”

เฟี๊ยตบ่นพลางสายหัว แต่ก็คว้าเอาเจ้าไซน์กับเจ้าแทนที่วิ่งคลอเคลียมาไว้ในอ้อมแขนอย่างคุ้นเคย เภสัชกรหนุ่มหันมองไปรอบบ้านอย่างสำรวจความเรียบร้อย ก่อนจะคว้ากุญแจบ้าน และกระเป๋าเป้อีกใบสะพายขึ้นไหล่

“บ้าเหรอเฟี๊ยต เขาจะให้นักเรียนไปนอนในป่าช้านะ บ้าหรือเปล่า ใครจะไปกล้านอน”

โฟคโวยวายขึ้นทันที เพราะตอนม.สามที่พี่ชายของตนพูดถึงนั้น พระอาจารย์ที่จัดค่ายธรรมะบอกว่าจะให้นักเรียนไปนอนในลานกิจกรรมกลางป่าช้าเพื่อปลงอสุภะ เขาได้ฟังก็ร้องไห้จะกลับบ้านทันที ลำบากพี่ชายที่ตอนนั้นกำลังเรียนมหาวิทยาลัยต้องขับรถไปรับกลับถึงสระบุรี

“มึงคิดสิโฟค มึงไปค่ายที่รีสอร์ต แล้วรีสอร์ตที่ไหนจะมีป่าช้าอยู่ในรีสอร์ตวะ มึงนี่โดนหลอกง่ายฉิบหาย”

เฟี๊ยตพูดพร้อมส่ายหัวอย่างแกมรำคาญแกมเยาะเย้ย โฟคได้ยินดังนั้นก็คิดตามแล้วก็หน้าแดงขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ จริงด้วย รีสอร์ตที่ไหนจะมีป่าช้าวะ

“เฟี๊ยต!”

โฟคตะโกนอย่างจะบ่นพี่ชาย แต่อีกฝ่ายก็เดินลับออกจากประตูบ้านไปแล้ว โฟคที่อุ้มคอสอยู่ในมือก็ได้แต่โวยวายและเดินออกตามไปอย่างผ่อนคลายมากขึ้น ถึงแม้ว่าเฟี๊ยตจะดูเป็นพี่ชายที่แสนจะเจ้ากี้เจ้าการมากขนาดไหน แต่การได้อยู่กับพี่ชายในเวลาแบบนี้ มันก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นได้ไม่น้อยเลย


“เฟี๊ยต โฟคขับเองก็ได้”

โฟคเอ่ยพูดพร้อมกับจังหวะที่เฟี๊ยตสตาร์ทรถขึ้นเป็นที่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนตรวจสอบกลอนประตูของบ้านหลังเก่าของครอบครัวเป็นอย่างดี แล้วจึงเดินมาขึ้นรถ โดยที่ฝั่งพี่ชายก็ยังดึงดันที่จะขึ้นฝั่งคนขับ โฟคผู้เป็นน้องจึงได้แต่ไปนั่งอยู่อีกด้านของรถอย่างไม่ค่อยจะมีปากเสียง

“มึงนอนไปเหอะ นี่มันก็จะเที่ยงคืนแล้ว มึงตื่นมาวุ่นวายของเพื่อนตั้งแต่เช้า มึงขับไม่ไหวหรอก กูลงเวรมาตอนเที่ยง นอนมาทั้งวัน เพิ่งตื่นตอนมึงมาถึงนี่แหละ กูขับไหวน่า มึงนั่นแหละที่จะไม่ไหว”

เฟี๊ยตหันมามอง ก่อนจะพูดอย่างตัดสินใจแล้ว สารถีเคลื่อนรถยนต์ออกจากหน้าบ้าน มุ่งตรงสู่ถนนใหญ่ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่บ้านของพวกเขาทั้งสองที่จังหวัดเชียงใหม่

“ผลัดกันขับดีกว่าเฟี๊ยต” โฟคพูดอย่างเกรงใจ

“เออๆ งั้นกูขับก่อน มึงก็นอนไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวจะเปลี่ยนแล้วกูบอก”

เฟี๊ยตพูดอย่างง่ายๆ ก่อนจะกดเลือกในโปรแกรมเครื่องเสียงของรถด้วยท่าทีสบายๆ โฟคเห็นดังนั้นก็ปรับเบาะรถให้เอน ด้วยคิดว่าจะพักสายตาสักสิบนาที แล้วจะลุกขึ้นมาอยู่คุยเป็นเพื่อนพี่ชาย โฟคหาวออกมาน้อยๆ อย่างเผลอตัว ก่อนจะล่วงเข้าสู่นิทรารมณ์ไปด้วยความอ่อนล้าที่สะสมมาทั้งวัน


********************************


"โฟค”

“...”

“โฟค”

“หืม”

ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนมีคนกำลังเรียกตัวเองให้ออกจากภวังค์ เมื่อปรือตาลืมขึ้นอย่างงัวเงียก็เจอแสงอาทิตย์ของยามเช้าสาดเข้ามาในคลองจักษุเป็นอย่างแรก โฟคสลัดหัวไปมาอย่างงัวเงีย ก่อนจะค่อยๆ ดันตัวขึ้น และหันไปมองรอบด้านอย่างตกใจ เขายังอยู่ในรถคันเดิมที่มีพี่ชายเขาเป็นคนขับ หมาสามตัวไซน์คอสแทนนอนหลับอย่างสงบอยู่ที่เบาะหลัง เหลือบสายตาออกไปภายนอกก็พอจะคาดเดาได้ว่าพวกเขาล่วงเข้าสู่เขตจังหวัดเชียงใหม่แล้ว พี่ชายของเขายังประคองพวงมาลัยด้วยท่าทีที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน มือข้างหนึ่งของเฟี๊ยตก็ยังเลื่อนมาจิ้มหาเพลงในวิทยุติดรถยนต์ไปอย่างสบายอารมณ์

“เฟี๊ยต ทำไมไม่ปลุก”

โฟคอุทานออกเป็นอย่างแรกอย่างตกใจ นี่เขาน่าจะเผลอหลับไปไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมงได้ เหลือบดูนาฬิกาบนรถตอนนี้ก็เกือบจะเก้าโมงเช้าแล้ว เขาจำได้ว่าพวกเขาออกจากกรุงเทพประมาณเที่ยงคืน นี่แปลว่าเขาปล่อยให้พี่ชายขับรถอยู่คนเดียวตลอดทั้งคืน

“กูปลุกมึงตั้งแต่ตอนแวะจุดพักรถที่นครสวรรค์แล้ว มึงตื่นไหมหละ หมามึงยังตื่นเลย แต่มึงไม่ขยับสักแอะ” เฟี๊ยตหันมาพูดกึ่งด่าเขาเบาๆ ตามนิสัย แต่ก็ดูไม่ได้มีท่าทีโมโหโกรธาอะไรนัก

“ง่วงเหรอ เปลี่ยนให้โฟคขับไหม เฟี๊ยตมาพักบ้าง” โฟคพูดขึ้นอย่างรู้สึกผิด

“ไม่ต้องหรอก จะเข้าหางดงแล้ว อีกนิดเดียวก็ถึงบ้านแล้ว ขี้เกียจย้ายไปย้ายมา ที่ปลุกก็ไม่ได้จะให้มาเปลี่ยนอะไรหรอก จะถามว่าเข้าห้องน้ำไหม แต่เห็นไม่ตื่นก็เลยปล่อยนอนไป เดี๋ยวปวดก็ตื่นเอง” อีกฝ่ายพูดพลางยักไหล่

“ง่วงก็เปลี่ยนได้นะ เกรงใจหวะ” โฟคบ่นเบาๆ

“นอนมาทั้งวันแล้วหน่า เดี๋ยวถึงบ้านค่อยนอนยาวๆ ทีเดียว” เฟี๊ยตตอบ

“อืม ยังงั้นก็ได้ เดี๋ยวไปช่วยดูฝั่งเกสต์เฮ้าส์ดีกว่า ไม่รู้ว่าลูกค้าเยอะไหม มาฉุกละหุกแบบนี้คงไม่ค่อยมีอะไรทำ หาอะไรทำสักหน่อยก็คงจะไม่ฟุ้งซ่าน”

โฟคบ่นเบาๆ บ้านของพวกเขาเป็นสวนกุหลาบขนาดใหญ่ของจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนใหญ่ก็เพาะพันธุ์เพื่อส่งออกเป็นหลัก แต่หลังๆ พอการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของเชียงใหม่บูมขึ้น พ่อแม่ของเขาก็แบ่งบ้านสวนหลังเก่าออกมาหลังหนึ่งเปิดเป็นโฮมสเตย์ซึ่งก็ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยบรรยากาศสวนกุหลาบที่สวยและวิถีชีวิตที่เป็นพื้นบ้าน ปรกติโฟคก็ไม่ค่อยได้เข้ามาช่วยดูกิจการที่บ้านเท่าไหร่ แต่ถ้าได้กลับมาบ้านก็มาช่วยเฝ้าบ้านบ้าง ช่วยหยิบโน้นหยิบนี่ให้ลูกค้าบ้าง แต่ก็ไม่มากนัก เพราะปรกติก็มีคนคอยช่วยดูแลอยู่แล้ว

“แล้วนี่หิวหรือเปล่า จะแวะไหนไหม หรือจะตรงเข้าบ้านเลย”

เฟี๊ยตเอ่ยถาม บ้านพวกเขาอยู่ในส่วนลึกเข้าไปในสวนเข้าไปอีก แต่ส่วนใหญ่พวกเขาจะพักกันที่ส่วนโฮมสเตย์เป็นหลัก เพราะไม่ต้องเข้าไปลึกในสวนมาก และฝั่งนี้ก็มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากกว่า อีกอย่างเขาก็ไม่ได้กลับบ้านบ่อย จนพ่อแม่ขนของมาไว้ในห้องนอนจนกลายเป็นห้องเก็บของไปแล้ว กลับมาไม่บอกล่วงหน้าแบบนี้ หากจะเข้าบ้านใหญ่ก็ต้องไปรบกวนคนงานช่วยขนของรื้อของให้วุ่นวายอีก

“กลับบ้านเลยดีกว่า บ้านสวนน่าจะมีของกินแหละ รอกินที่บ้านเลยทีเดียวดีกว่า”

โฟคพูดพร้อมกับทอดสายตาไปยังทิวทัศน์สองข้างทางอย่างคิดถึง ขับรถกลับบ้านแบบนี้ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ อย่างน้อยเขาก็ได้พาเจ้าไซน์คอสแทนมาเที่ยวบ้านเกิดของเขาเป็นครั้งแรกด้วย

“โอเค”

เฟี๊ยตตอบสั้นๆ ก่อนจะหักเลี้ยวเข้าไปในถนนที่แคบลงซึ่งตัดออกมาจากถนนใหญ่ สายตาของพวกเขาเริ่มเห็นสวนกุหลาบของพ่อกับแม่แล้ว อีกไม่กี่นาที พวกเขาก็คงจะถึงบ้านสวนซึ่งก็เป็นชื่อเล่นที่เอาไว้เรียกบ้านของพวกเขาในส่วนที่เปิดให้พักแบบโฮมสเตย์นั่นเอง




“ไปเร็วลูก ถึงบ้านเราแล้ว”

โฟคพูดขึ้นขณะที่เปิดประตูหลังเพื่อคว้าเอาเจ้าสุนัขสุดที่รักสามตัวที่หอบหิ้วกันมาถึงเชียงใหม่ด้วยลงจากรถ พวกเขาสองพี่น้องมาถึงบริเวณบ้านสวนเป็นที่เรียบร้อย สารถีพี่ชายของเขาในขณะนี้เดินวนไปวนมาเพื่อหยิบของที่ต้องขนลงจากรถให้ครบถ้วน ทั้งสัมภาระของตนเอง สัมภาระของเขา รวมทั้งของจิปาถะที่ติดมาในรถด้วยอีกเล็กน้อย โดยปล่อยให้เขารับหน้าที่จัดการกับเจ้าไซน์คอสแทนไปตามสบาย

“ไม่ลืมอะไรแล้วนะ”

เฟี๊ยตหันมาถามเขาเชิงต้องการความชัดเจนอีกที แต่เขาก็ส่ายศีรษะไปมาอย่างคิดว่าไม่น่าจะลืมอะไรในรถอีก พี่ชายของเขากดรีโมตปิดล็อคประตูรถก่อนจะเดินนำเข้าไปสู่ตัวบ้าน ลานจอดรถค่อนข้างว่าง เดาว่าบ้านสวนอาจจะไม่มีลูกค้าในวันธรรมดาที่ไม่ใช่วันหยุดตามปฏิทินแบบนี้

“โห คิดถึงบ้านจัง”

โฟคพูดเชิงรำพึงออกมาเมื่อเดินตามเฟี๊ยตที่เปิดประตูนำเข้ามาในบ้านก่อน เขากวาดตามองไปรอบบ้านอย่างคิดถึง บ้านสวนยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง โฮมสเตย์ขนาดรับแขกได้ไม่เกิน 10 คนของพวกเขายังอบอุ่นและเป็นกันเอง ทันตแพทย์หนุ่มปล่อยเจ้าหมาสามตัวลงเป็นอิสระบนพื้น ยังไม่ทันที่ขาพวกมันจะแตะถึงพื้นดี เจ้าไซน์คอสแทนก็ตะกุยตะกายพร้อมกับส่งเสียงอย่างตื่นเต้น ก่อนจะพากันวิ่งตรงไปในส่วนของตัวบ้าน ซึ่งก็พอดีกับจังหวะเดียวกันกับที่ผู้ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากส่วนห้องรับแขกที่ลับสายตาเข้าไป


“เพียว!”

“มึงกำลังเข้าใจกูผิดนะโฟค”

เสียงของผู้ชายคนที่เขาคำนึงหามาตลอดพูดสวนออกมาทันทีอย่างไม่เปิดโอกาสให้เขาโวยวายหรือร้องอุทธรณ์อะไรออกไปทั้งสิ้น ราวกับเกรงว่าหากปล่อยจังหวะช่วงเสี้ยววินาทีนี้ไปแล้วจะไม่ได้มีโอกาสพูดอะไรออกมาอีก

“เรื่องคืนนั้นของไอ้อิฐหมายถึงเรื่องที่กูบอกมึงว่ากูส่งหุ่นยนต์เข้าประกวด เออ เรื่องนั้นกูยอมรับว่ากูโกหกมึงจริง แต่โฟค มึงฟังกูนะ เรื่องหลังจากที่พวกเราขับรถกันออกมาจากค่ายแล้วไม่มีใครรู้เลยนะเว้ย ทั้งไอ้อิฐ ไอ้ไป๋ ไอ้ว่าน ไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย” เพียวพูดต่ออย่างไม่เว้นจังหวะให้เสียโอกาส

“เพียว!” โฟคอุทานออกไปอย่างสับสนและไม่เข้าใจ


“เรื่องคืนนั้นของไอ้อิฐอาจจะเป็นการวางแผน แต่เรื่องคืนนั้นของพวกเราไม่ใช่ เรื่องคืนนั้นของพวกเราคือเรื่องของพวกเรา เรื่องที่มีแค่พวกเรารู้กันแค่สองคน”

เพียวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงยืนยันหนักแน่น สายตาที่ทอดมาที่เขานั้นบ่งบอกข้อความได้เป็นหมื่นเป็นล้านคำ โฟคมองแววตาที่ทอดมานั้นด้วยความรู้สึกที่อธิบายได้ยาก ความรู้สึกที่สื่อสารออกมานั้นดูจะเป็นทั้งความหนักแน่น ความโหยหา แล้วก็ความตัดพ้ออยู่ในเวลาเดียวกัน






นายพินต้า

ฝากเฟสและทวีตนายพินต้า ninepinta ด้วยเด้อ

อุตส่าห์แบกคอมมาต่างจังหวัดด้วย แบกมานั่งแต่ง มาลงให้คนอ่านที่น่ารักอ่านกัน ไม่เมนต์ได้เหรอ ถ้าไม่เมนต์จะส่งไซน์คอสแทนไปเลียหน้าให้หน้าเปียกเลย 555555

ความคิดเห็น