เจ้านิ้วดำ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอน 9 [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.5k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ต.ค. 2561 02:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน 9 [100%]
แบบอักษร

9

​-----------------

มีประตูสำหรับคนเข้าออกอยู่ด้านข้าง แต่มันถูกปิดไว้ด้วยด้วยเครื่องมือหน้าตาประหลาด ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ไม่เคยเห็นและแน่นอนว่าบ้านเดชาธรยังไม่มีเจ้าเครื่องนี้ ดูแล้วมันน่าจะเป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่ต้องใช้รหัสพร้อมคีย์การ์ด ไข่ที่พึ่งเข้ามาอยู่ในได้คืนแรกจึงยังไม่รู้วิธีใช้ กำแพงที่ตีกรอบล้อมรอบอาณาเขตบ้านก็สูงเสียจนยากจะปีนป่าย ประตูรั้วสำหรับรถยนต์เข้าออกที่เขายืนเท้าเอวแหงนหน้ามองอยู่ตอนนี้ก็สูงท่วมหัวไม่ต่างจากกำแพง

แต่ประเมินแล้วไม่ใช่ปัญหา...

สัมภาระที่ไข่สละทิ้งออกจากตัวก็มีน้ำผลไม้ที่ดูดจนหมดกล่องแล้วสองกล่องและแอปเปิ้ลในกระเป๋ากางเกงที่ยังไม่ถูกกิน เขาถอดรองเท้าแล้วสอดมันผ่านช่องว่างใต้ประตูรั้ว ส่งมันนำออกไปก่อนตัว จากนั้นก็เริ่มการปีนป่าย

ผู้ชมก็ยังคงทำตัวเป็นเป็นผู้ชม ไม่มีน้ำใจที่จะช่วยเหลือรับตัวคนที่ปีนข้ามออกมาด้านนอกได้แล้ว แค่นั่งมองมนุษย์ลิงกำลังไต่ลงมา อัดนิโคตินเข้าปอด นั่งพิงกระโปรงรถเหมือนเดิมไม่ได้เคลื่อนไหวไปไหน

หย่อนสองเท้าลงมายืนสวมรองเท้าบนพื้นได้ก็ปัดไม้ปัดมือแล้วเท้าเอวมองผลงานของตัวเอง ปัดปอยผมบนใบหน้าแล้วกระหยิ่มยิ้มยกยอตัวเองซ้ำไปอีก

“สบายบรื๋อสะดือโบ๋ไอ้ไข่ไหมล่ะ”

“ออกมาทำไม?” คณินถาม

เป็นคำถามที่เรียกสายตาคนยืนเท้าเอวแทบจะหันขวับไปมองทันที

“อ้าว!? ก็คุณณินบอก...”

“บอกอะไร พูดให้ดี บอกตอนไหน?” คณินเลิกคิ้วสวนพูด

“เอ๊อะ...เออ...ไม่ได้บอกจ้า ไม่ได้บอก” พอคิดดูแล้ว มันก็เป็นอย่างที่คณินบอก เสียงเลยติดอยู่ในคอ ก่อนจะยอมรับออกไปพลางยกสองมือโบกไปโบกมา แต่เขาอุตส่าห์ปีนออกมาแล้ว ยอมเป็นฝ่ายทู่ซี้อีกหน่อยแล้วกัน เกิดมายังไม่เคยหนีเที่ยวกลางคืนเลย

ไข่ทำไหล่ลู่ ถ้ามีหางมีหูคงตกเหมือนเจ้าสัตว์สี่ขา เขาเดินเข้าไปใกล้คณิน สองมือไพล่หลัง ก้มหน้าก้มตา ปลายเท้าข้างหนึ่งเขี่ยฝุ่นบนพื้นถนนไปมา พูดเสียงึมงำแทบจะอมอยู่ในลำคอ

“โธ่ คุณณินแต่ไข่ปีนออกมาแล้วนะ ใช้พลังงานไปตั้งมาก เราไปออกร่อนเพื่อโลดแล่นกันเถอะน่า จะมาตรอมใจมองหลังคาบ้านเขาตาละห้อยมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาหรอก ป่านนี้คุณเอื้อนอนหลับแบพุงไปแล้ว เพื่อนกลางคืนที่ดีกว่ายุงก็ไข่เนี่ยแหละ”

คณินเงียบฟัง แต่มองเด็กหนุ่มที่อายยุน้อยกว่าเขาหลายปีตรงหน้า แววตาไม่บ่งบอกความรู้สึกนึกคิดใดๆ นอกจากความราบเรียบและท่าทีเพิกเฉย  เขาวางมือไว้กลางหว่างขา ใช้ปลายนิ้วเคาะเถ้าบุหรี่ก่อนจะยกสูบแล้วกวักมือเรียกอีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้เขากว่านี้

“ครับ?” ไข่รีบปรี่เข้าไปใกล้อย่างสนใจใคร่รู้

คณินพ่นควันบุหรี่ใส่หน้าที่ยื่นเสนอเข้ามามากกว่าตัวเสียอีก ไข่สูดเอาควันบุหรี่เข้าไปเต็มๆ กลิ่นของมันไม่ได้ฉุนจัดรุนแรงเหมือนยาสูบแถวบ้านเกิดของเขา แต่ก็ทำให้แสบและสำลักได้ ไข่ชักเท้าถอยหลังหดคอเบี่ยงหน้าหนีแต่ไม่ทัน

“โธ่ คุณณินเป่ามาได้” ไข่โอดครวญ

“โคตรเห่ยเลยว่ะ ไอ้กาก” คณินหัวเราะพลางพูดดูแคลนให้ปฏิกิริยาที่เขาได้จากไข่ “ไอ้คนที่เติบโตอยู่แต่ในรั้วในกำแพงอย่างนายเหรอ จะมาเป็นเพื่อนกลางคืนให้ฉัน เหม็นกลิ่นพวกอ่อนประสบการณ์”

“ไม่สูบไม่ดื่มนี่เป็นพวกอ่อนเหรอ ส่วนคุณณินที่สูบที่ดื่มนี่ไม่อ่อนว่างั้น เฮ้อ คุณณินไม่อ่อนตอนนี้ เป็นงี้ต่อไปยังไงก็อ่อน แก่ตัวไปจะถูกโรคมันรุมเร้าจนอ่อนแอ โรคพิษสุราเอย มะเร็งปอดเอย ตับเอย...”

“อย่ามาทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ แล้วก็อย่ามาห้าม มันไม่ได้ผล”

“ไม่มี เปล่าเลย ไข่ไม่ได้ห้ามคุณณินเลย จะสูบหรือจะดื่มก็แล้วแต่ปากท้องคุณณินเถอะจ้า ไข่จะรอดูคุณณินม่องเท่งก่อนคุณเอื้อ เชื่อไหม? พอคุณณินตายได้ไม่ถึงวันไม่ถึงคืน คุณเอื้อที่บ้าๆ บอๆ ก็ไม่รู้แล้วว่าคนชื่อคณินที่มาเทียวไล้เทียวขื่อเป็นสิบยี่สิบปีตายโหงไปแล้ว อันที่จริงไม่ต้องรอให้คุณณินเป็นโรครุมเร้าหรอก แค่คืนนี้คุณณินอาจจะตายก็ได้เพราะเมาแล้วขับ เอ้า! ดื่มเลยๆ! เอ้า! สูบเลยๆ ไม่มีคุณณินสักคน สบายคุณตรีภพเลยทีนี้”

คณินทิ้งบุหรี่ลงพื้น หยัดยืนเต็มความสูง สืบเท้าพึ่งเข้าหาไข่ เท้าก้าวหนึ่งย่ำเหยียบลงบนมวนบุหรี่ ปลายมวนที่ลุกไหม้พลันดับลงในทันที โดยที่เจ้าของฝีเท้าไม่ทันมอง เขาคว้าคอเสื้อของไข่แล้วกระชากเข้าหา พูดเสียงกร้าว สีหน้าทะมึนข่มขวัญให้คนลามปามไม่รู้จักว่าใครเป็นใครต้องพรั่นพรึงหวั่นเกรง

“หุบปากที่นายกำลังพ่นคำพูดไม่เป็นมงคลใส่ฉันเดี๋ยวนี้!”

มันก็เป็นแค่คนไร้สัญชาติที่จับพลัดจับผลูมาดูแลอิษฎี มีสิทธิ์อะไรมาพูดจาแช่งชักสาปส่งชีวิตเขา ฝ่ายเขาก็สมองกลับ ฟังมันพล่ามจนจบ

ไข่ถอนหายใจ พูดหน้าซื่อตาใส ไม่หวั่นเกรงต่อท่าทีคุกคามที่คณินกระทำต่อเขาอยู่ในตอนนี้ “พอไม่ได้คุณเอื้อก็ไม่ดูแลตัวเอง ทำเสียศูนย์อยู่นั่น ไม่รู้จะทำไปจนถึงเมื่อไหร่ รู้ว่าเสียใจ แต่เสียใจแล้วจะเสียตัวเองไปอีกเหรอ ดื่มเหล้าแบบนี้แล้วพรุ่งนี้งานการล่ะ?”

“แส่” ขยุ้มคอเสื้อมือกระชับออกแรงกระตุกอย่างข่มขู่อีกครั้ง ให้อีกฝ่ายระวังคำพูด

“สอด เสือก แส่ เสนอหน้า มาให้หมดเลยเอ้า! ไม่ต้องว่าไข่ ไข่ชิงว่าตัวเองให้แล้ว คุณณินเถอะ ทำไมไม่เอาเวลาไปพักผ่อนแล้วดำเนินชีวิตต่อ กับคุณเอื้อเคยเป็นอย่างไหนก็เป็นอย่างนั้น แค่ไม่เกินเลยอย่างมีเจตนาก็พอ ถึงคุณเอื้อเป็นคนบ้าไม่รู้ว่าอะไรเหมาะสมไม่เหมาะสม อะไรสมควรไม่สมควร แต่คุณณินเป็นคนปกติ รู้ผิดชอบชั่วดี แยกแยะได้ ชั่งใจได้ ถ้าเกินเลยก็ต้องขุดหาความละอายหน่อยแล้วว่าอยู่ลึกแค่ไหน อย่าเป็นอย่างที่เป็นกับคุณเอื้อในวันนี้เลยครับ คุณเอื้อไม่ชอบหรอกเชื่อสิ แล้วถ้าคุณเอื้อรู้ว่าคุณณินมาเสียศูนย์ ไม่เป็นผู้ไม่เป็นคน ทำร้ายสุขภาพตัวเอง คุณเอื้อไม่สบายใจหรอกครับ”

“...” คณินขบกรามฟังไข่พูดจนจบ อีกฝ่ายกำลังสั่งสอนเขาอีกแล้ว

ลึกๆ แล้วที่เขาทนฟังจนจบก็เพราะถ้อยคำของคนตรงหน้ามีอิทธิพลกับความรู้สึกนึกคิดของเขา หงุดหงิดไม่สบอารมณ์ก็จริง แต่ในใจรู้สึกผ่อนปรนความตึงเครียดให้ลดหลั่นลงบ้าง

คณินปล่อยคอเสื้อไข่ เขายืนถามเสียงแผ่วพร่า “...เรื่องของฉันกับเอื้อ...จะมีทางไหม...”

ไข่ไม่แน่ใจว่าคณินพูดกับเขาหรือกับตัวอีกฝ่ายเอง แต่ก็ออกความคิดเห็นไปจนได้

“ในทางที่ถูกต้อง คงต้องรอให้คุณตรีภพหย่า ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่และจะเกิดขึ้นหรือเปล่า ตอนส่งตัวเข้าหอ คุณตรีภพให้คำมั่นกับคุณท่านไว้ เป็นคำพูดที่ใครได้ยินได้ฟังต้องรู้สึกว่ามันน่าเชื่อถือและจะเป็นอย่างที่พูดไว้ตลอดไป ไข่คิดว่า...การหย่าไม่มีทางเกิดจากฝ่ายคุณตรีภพแน่”

ขนาดอิษฎีเจ้านายของเขายังคิดว่าจะต้องมาแต่งงานเลย อะไรๆ มันก็เกิดขึ้นได้ บางคราวเกิดขึ้นไม่ทันตั้งตัว บางคราวอาจไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลย มันสุดที่จะรู้อนาคตได้

ไข่รู้จักคณินมากว่าสิบปี คนคนนี้พื้นเพค่อนข้างดิบห้าวมุทะลุ แต่นิสัยใจจริงไม่เลวร้าย ยิ่งกับเจ้านายของเขา คนคนนี้แทบจะพะเน้าพะนอตามอกตามใจ ไม่ถือคนบ้าไม่ว่าคนวิปลาส ทั้งยังนับถือความรู้สึกที่คนคนนี้มีให้เจ้านายของเขามาถึงสิบปี เขาไม่อยากเห็นคณินต้องเสียใจ แน่นอนว่ามันยากที่จะไม่เสียใจ

“งั้นก็อย่ามาปลอบฉันให้หลงระเริงว่ามันจะหย่าในสักวันหนึ่งอีก”

“โธ่ คุณณินแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดขึ้นนี่ครับ” ต่อมาไข่รีบดักไว้ เกิดทางที่ถูกที่เอ่ยไปมีผลกับความคิดและการกระทำของคณินขึ้นมา มันจะเป็นเขาที่พูดจาไม่ระวังปากจนชักศึกเข้าบ้าน “ส่วนในทางที่ผิด ก็อย่าทำเลยครับ คุณท่านจะต้องไม่พอใจและไม่ยอมแน่ ถ้าเป็นคุณณิน คนที่จะทำให้คุณตรีภพหย่าคุณเอื้อได้ก็เป็นคนเดียวกับที่ทำให้คุณตรีภพและคุณเอื้อแต่งงานกัน คุณตรีภพรักและเคารพคุณท่านมากที่ตกลงแต่งก็เพราะเป็นคุณท่านเอ่ยขอ”

“อยากจะควักตาคน!”

“ควักตาคน!? ตาใคร? ตาไหน?” ไข่ถามหน้าตาตื่น มองซ้ายทีขวาที โดยรวมก็ไม่เห็นมีใครสักคนในยามวิกาลแบบนี้ “ตายแล้วคุณณิน โธ่ๆ หงุดหงิดเสียใจจนถึงขั้นคลั่งจะทำร้ายแล้วคนแล้วเหรอครับ”

“ไม่ต้องมอง ไอ้งั่ง ใครที่ไม่ใช่ฉันในตอนนี้มันก็มีอยู่คนเดียว”

ไข่พลันชะงัก “ชะอุ่ย แหะๆ”

เมื่อรู้ว่าเป็นตัวเขาเองที่คณินอยากควักตา จึงยิ้มแห้งๆ ให้

“โธ่ คุณณินเรื่องอะไรมาอยากควักตาไข่เล่า”

“คำก็คุณตรีภพ สองคำก็คุณตรีภพ คุณตรีภพอย่างนั้น คุณตรีภพอย่างนี้ ถ้าไม่มีกระจกก็ส่องเงาตัวเองในน้ำดูว่าตอนที่พูดถึง ตามันสะท้อนอะไรออกมา” คณินแค่นเสียง กล่าวด้วยความเสียดสีดูแคลน

“นี่...นี่อย่าบอกนะ อย่าบอกว่าคุณณินเห็นว่าตาไข่น่ะ ตาไข่ตอนที่พูดถึงคุณตรีภพมัน...”

ไข่อยู่ในความตระหนก ยกสองมือแนบหน้าตัวเอง ละล่ำละลักพูดอย่างตื่นเต้น

“พึ่งรู้ตัว?” เขาหงุดหงิด อีกฝ่ายหน้าซื่อตาใสแต่มีความยียวนอย่างจงใจแบบที่เขารู้สึกได้

“วิเศษ! ตาไข่สะท้อนแสงได้”

เขาไม่ได้คิดไปเอง!

มันยียวนกวนประสาท!

“กวนตีนเหรอวะ!?” คณินถามหาเรื่อง

ไข่แสร้งหดคอทำหงอ “ก็คุณณินบอกว่าตาไข่มันสะท้อนอะไรออกมา ไม่ใช่กำลังหมายความอย่างที่ไข่เข้าใจหรอกเหรอ?”

“ตานายมันมีแต่ความปลาบปลื้ม! เลื่อมใส! ชื่นชอบ! ไอ้ลุงวัยใกล้เลขสี่ที่อยู่ได้อีกไม่กี่ปีก็ซี้เข้าฮวงซุ้ยแล้ว ไอ้ลุงคนที่นายมาอยู่ใต้ชายคาเดียวกับมันไม่ทันข้ามคืนก็ชื่นชมว่ามันดี นายรู้จักกับฉันมาก่อนรู้จักกับไอ้แก่นั่น แต่พูดจาพาดพิงถึงฟังดูก็รู้ว่าเอนเอียง แทนที่จะเข้าข้างฉัน นายแปรพักตร์”

ไข่กุมท้องหัวเราะขบขัน “ถึงคำพูดจะใช้ไม่ได้ แต่ได้ยินคุณณินพูดแบบนี้แล้วอดเข้าใจไม่ได้ว่าคุณณินกำลังตัดพ้อน้อยใจ เรียกร้องหาข้างหาพรรคเหมือนเด็กไม่มีใครคบ”

“ฉันไม่ได้ทุเรศอย่างนั้น” คณินฉุนจัด ชี้หน้าเตือน ไม่พอใจที่ถูกไข่พูดจาเปรียบเปรยว่าเขามีพฤติกรรมที่เหมือนเด็ก ไม่มีใครชอบหรอก มันเหมือนถูกลบเหลี่ยม

ไข่ยอมยกมือปิดปากแต่ก็ได้ไม่กี่วินาที ชักธงขาวถอยให้

“คุณณินคิดไม่ถูกนะ เกี่ยวกับไข่ ไข่เป็นแค่คนดูแลคุณเอื้อ ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรหรอก ถึงมีก็ไร้น้ำหนัก ต่อให้เลือกข้างคุณณิน แต่ถ้าอีกฝั่งเป็นคุณท่าน ไข่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก อย่างน้อยหลังจากนี้ไข่ก็ยังพอบอกความเป็นไปของคุณตรีภพในเวลาที่ปฏิบัติต่อคุณเอื้อ ให้คุณณินรู้ได้นะ แต่ถ้าให้ไข่ร่วมมือกับคุณณินทำอะไรไม่ดี เพื่อยุติการสมรสระหว่างคุณตรีภพกับคุณเอื้อ ไข่ไม่ทำ หรือต่อให้ไข่ช่วยทำได้ ถามกลับคุณณินดีกว่าว่าคุณณินมีอะไรให้ต้องไข่ยอมเป็นคนเนรคุณ?”

คณินเงียบไป อีกครั้งที่เขาฟังคนตรงหน้าพูดยืดยาว แต่มันสะท้อนให้เห็นว่าเด็กหนุ่มไร้สัญชาติคนนี้มีความคิดความอ่าน ไม่ได้ทื่อซื่อบื้อแล้วก็ไม่ได้โง่ด้วย

“รู้จักมาสิบปี ฉันกับนายคุยกันวันนี้เยอะที่สุด ที่ผ่านมานึกว่าจะไม่มีสมอง แต่มีแล้วยังไง ทำงานรับใช้คนต้องมีสมองด้วยเหรอวะ?”

“อะไรของเขาหว่า เหมือนจะชมแต่ก็เหมือนจะเหยียด” ไข่ทำหัวช้ายากเข้าใจ ยกนิ้วชี้ขึ้นมาเกาไรผมข้างขมับ

“ชมว่าดูมีสมอง เหยียดว่ารับใช้คนมีสมองไปก็เท่านั้น”

“เอ้าๆ ตามใจ ชอบเหยียดไข่จริงๆ ต่างด้าวบ้าง ไม่มีสมองบ้าง โง่บ้าง เอาเถอะ ไข่ใจกว้าง ถ้าคุณณินเหยียดไข่แล้วคุณณินลอยได้ เท้าไม่แตะพื้น บ้านสูงเพิ่มขึ้นหนึ่งชั้น ไข่ไม่ถือสา” ไข่ยกสองมือขึ้นพลางยักไหล่ ก่อนจะชะโงกหน้าลงไปก้มมองสองเท้าของคณินที่ยังย่ำเหยียบอยู่บนพื้นเช่นเดียวกับสองเท้าของเขา ไข่ก็กอดอกแล้วช้อนตาขึ้นมองคณิน “ก็ไม่นี่ ไม่ลอย คนเหมือนกัน ไม่ได้วิเศษกว่ากันตรงไหน ไว้ลอยตัวมาคุยกับไข่ได้ ไข่จะกราบไหว้เช้าเย็น แปะทองคำเปลวให้ทุกวันพระ โอเค๊?” ยกนิ้วขึ้นมาทำท่าโอเค

“...” คณินกวาดลิ้นดุนกระพุ้งแก้มมองไข่ สู้ความละอายที่เกิดขึ้นไม่ไหว เลยมองไปทางอื่น มองอะไรก็ได้ที่ไม่มองไข่ กลบเกลื่อนท่าทีที่อ่อนลงตามความคิดแสร้งทำเป็นรำคาญ

“โอเค๊!? โธ่ คุณณินนะคุณณินยังจะฟอร์ม รู้น่าว่าคิดได้และรู้สึกผิดที่ดูถูกไข่อยู่นิดใช่ไหมล่ะ ถ้าไม่อยากเสียฟอร์มก็ทำนิ้วโอเค๊ ที่คุณณินดูถูกไข่จะถือว่าแล้วไป โอเค๊!?”

เขาทำนิ้วใส่คณินอีกรอบ

คณินยกนิ้วทำท่าเดียวกับไข่อย่างขอไปที “น่ารำคาญ”

“ก็แค่นี้คนเรา” ไข่หัวเราะคิกคัก มือหนึ่งปิดปากมือหนึ่งกุมท้อง

“ขอโทษ”

ถึงจะฟังแล้วห้วนๆ ไปหน่อย ก็ยังไงคนพูดที่ฟอร์มจัดก็อุตส่าห์พูดมันออกมา

“Never mind” [ช่างเถอะ]

“What!?” [อะไรนะ!?]

“ก็... That is incorrect. Just don’t do it again.” [...นั่นไม่ถูกต้องนะ อย่าทำอีกแล้วกัน]

“พูดภาษาอังกฤษได้?”

คณินดูทึ่งทั้งยังตกใจที่ได้ยิน ส่วนไข่ที่พูดแค่เฉยๆ

“Little little จ้า” ไข่จีบนิ้วยิ้มบอก ก่อนจะกอดอกหรี่ตามองคณิน “คุณณินนี่ปากไม่พูดแต่ใจก็ยังดูถูกไข่อยู่สินะ”

“หัดมาจากไหน เรียนมายังไง รู้ตั้งแต่ตอนไหน เคยเรียนเหรอหรือยังไง?”

“ไร้สัญชาตินี่ดูโง่มากเหรอคุณณิน ไร้สัญชาติจะเป็นปัญญาชนไม่ได้เหรอคุณณิน ต้องขุดดินปลูกผักทำเกษตรตามภูเขา ขายแรงงาน นอนกระท่อม หนีสายตรวจเข้าป่า หรือยอมให้คนถือสัญชาติเดียวกับคุณณินกดขี่เอารัดเอาเปรียบเพราะคนไร้สัญชาติไม่มีความรู้ เป็นพวกไม่มีสมองเหรอคุณณิน พวกเรามีสมอง แต่เราแค่ไม่มีโอกาส แต่ชีวิตไข่โชคดีที่ได้โอกาส ได้มาดูแลคุณเอื้อ ช่วงชีวิตที่ผ่านมาการดูแลคุณเอื้อให้อะไรไข่มากกว่าที่ไข่เองก็ไม่คิดเหมือนกัน”

ตอนนี้เขามีความรู้เทียบเท่านักเรียนชั้น ม.หก เป็นอิษฎีทั้งนั้นที่ให้ความรู้แก่เขา ภายใต้กะลาเดชาธรที่คณินเปรียบเปรยไว้ว่าชีวิตของเขาเหมือนอยู่ในกะลา แต่กะลาสูงค่าใบนี้ ให้อะไรดีๆ แก่เขาไม่น้อย

เขามีความรู้แค่นี้นับว่าดีมากแล้ว เสียดายก็แต่อิษฎี ควรเรียนรู้ได้มากกว่านี้ ติดที่เจ้าตัวตัดสินใจแล้วว่าจะบ้าไปตลอดชีวิต การศึกษาในระดับที่ยากกว่านี้ เฉพาะทางกว่านี้ไม่ใช่สิ่งที่อิษฎีต้องการและเลือกที่จะละทิ้ง

โลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่าอินเตอร์เน็ต การเรียนการสอน การศึกษาหาความรู้ไม่ได้มีแค่ในห้องเรียน มีคนเก่งๆ ที่มีความรู้เรียกตัวเองว่าติวเตอร์ลงขายคอร์สเรียนผ่านโซเชียลมีเดีย พวกเขาเรียนหนังสือจากบุคคลเหล่านั้น แน่นอนว่าอิษฎีค่อนข้างระมัดระวังตัว การจะเลือกติวเตอร์แต่ละคน อิษฎีต้องคัดสรรอย่างดีว่าการเรียนการสอนจะเป็นความลับ แต่กว่าที่จะซื้อคอร์สเรียนออนไลน์ ใช้เวลาหลายปีในวัยเด็ก อิษฎีแอบสอนหนังสือให้เขา แบ่งความรู้ที่มีมาให้จนพอทัดเทียมกันได้แล้วสานต่อ

พวกเขาเหมือนนักเรียนเถื่อน ขาดแค่วุฒิการศึกษาการันตีความรู้ที่มี

“ไม่ได้ดูถูก แค่ตกใจแล้วก็ทึ่ง” คณินยิ้มมุมปาก เขาชื่นชมผ่านสายตา

“ครับ ไข่เชื่อ” ไข่เชื่อจริงๆ เชื่อง่ายๆ ไม่อยากคิดอะไรซับซ้อน “คุยกับไข่ คุณณินคงลืมความรู้สึกแย่ๆ ไปชั่วขณะ ถึงจะไม่ช่วยให้ลืมไปเลย แต่ก็ยังดีกว่าทุกนาทีไม่ลืม ตอนหลังเห็นคุณณินก็ดูเพลินดี อย่าสูบอย่าดื่มเลย อย่าทำตัวเองถดถอย ถือซะว่าเพื่อคุณเอื้อ”

“อืม” คณินรับคำห้วนๆ

“ถ้าคุณณินจะอยู่ต่อให้ยุงกัดก็ตามใจ ไข่ไปล่ะ ไอ้อะไรอร่อยๆ ที่ว่า ช่างมันแล้วกัน ไข่ง่วงแล้ว ไปละๆ” พูดว่าง่วงไม่ทันไรก็อ้าปากหาววอดๆ อีกมือโบกลาคณินหย็อยๆ แล้วเดินไปหยุดหน้าประตูรั้ว ต่อจากนั้นก็ถอดรองเท้า เตรียมสอดมันกลับเข้าไปข้างใน

คณินเดินกลับไปที่รถ เก็บขวดเหล้ายี่ห้อดังขึ้นมาถือ

“อย่าทำเซ่อ มาขึ้นรถ” เขาเหลียวหลังกลับไปดูคนที่กำลังยกเท้ายันกับประตู ใกล้จะพาตัวห้อยโหนเป็นลิงเป็นข้าง

“อะไรนะ?”

“That is incorrect, come on.” [นั่นก็ไม่ถูกต้อง มานี่]

คณินล้อเลียนประโยคที่ไข่เคยพูดไว้ เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้า เขาพยักพเยิดบอกทิศทางที่ถูกที่ควรให้คนที่ยังโหนตัวคาประตู สะบัดปลายคางไปทางรถคันหรูที่พึ่งเปลี่ยนมาใหม่ ไฉไลไม่เท่าคันที่ถูกตีกระจก แตกหากเทียบจากราคา แต่ก็หรูหราบอกสถานะเจ้าของได้ดีไม่แพ้กัน ความจริงถ้ารวมราคาที่ตกแต่งห้องโดยสารด้านในใหม่ทั้งหมด ราคาก็เหลื่อมล้ำกันนิดเดียวเท่านั้น

“YOU GO GURL!” [ต้องอย่างนี้สิเพื่อน!]

ไข่รีบปล่อยสองมือ หย่อนสองเท้าลงพื้นแล้ววิ่งไปยืนต่อหน้าคณินด้วยสีหน้าระรื่นระคนตื่นเต้น

บุญตูด! เกิดมายังไม่เคยนั่งรถราคาแพงขนาดนี้!

“อย่าให้มันมากเกินไป”

“โธ่ คุณณิน ลิตเติ้ลๆ น่า”

“ไอ้อร่อยที่ว่ามันอะไร?” คณินถามเหมือนสนใจ แต่ท่าทีเหมือนเขาถามไปอย่างนั้น

“เชิญพิสูจน์เลยครับท่าน!” ไข่ได้ยินแล้วก็วิ่งไปเปิดประตูรถฝั่งคนขับพร้อมกับผายมือเชื้อเชิญเจ้าของรถให้ขึ้นนั่งประจำตำแหน่ง

/////////////////////////

รถจอดสนิทบริเวณร้านอาหารโต้รุ่งข้างถนน คำนวณทิศทางแล้วไม่ได้ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านเดชาธรเท่าไหร่นัก คณินไม่แปลกใจที่สถานที่แห่งนี้มันไม่ได้อยู่ไกลจากบ้านเดชาธรอันเป็นที่พักอาศัยเดิมของเด็กหนุ่มผิวแทนหน้าตาคมคายที่นั่งหน้าระรื่นแช่มชื่นอยู่ข้างเขาในตอนนี้

เท่าที่รู้เกี่ยวกับคนสนิทของอิษฎีคนนี้ ตลอดสิบปีที่ถูกเลือกมาเป็นคนดูแล ไข่แทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกับเงาของอิษฎี การที่อิษฎีเป็นผู้ป่วยทางจิตย่อมหมดอิสรภาพที่ใช้ชีวิตอยู่นอกรั้วเดชาธร เป็นผู้ไร้สังคม ซึ่งนั่นคงไม่ส่งผลกระทบอะไรมากมาย เพราะอิษฎีคนบ้าก็ไม่เคยรู้สึกทุกข์ทรมานกับการต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในรั้วบ้าน มีชีวิตอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่จำกัด

อิษฎีไม่เคยมีประวัติละวาดเพราะอยากออกไปข้างนอก รู้ได้จากไข่ที่ไม่เคยบอกเล่าถึงปัญหาในเรื่องนี้เลย นั่นหมายความได้ว่าว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น

จะว่าไป เขาไม่ใช่ไม่เคยขอพาอิษฎีออกไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาข้างนอก หลายครั้งที่เคยเอ่ยปาก แต่ผู้ปกครองซึ่งมีสิทธิ์ขาดในการดูแลอิษฎีอย่างนิรุต เดชาธร เมื่อไม่อนุญาต คนนอกอย่างเขาก็ทำอะไรไม่ได้

ที่จะสื่อก็คืออิษฎีมีชีวิตเป็นอย่างไร คนสนิทอย่างไข่ก็เป็นอย่างนั้น

ถึงได้ไม่แปลกใจไง กับแหล่งอาหารการกินข้างทางที่อีกฝ่ายบอกทางให้มา แถมยังต้องไปตั้งต้นแถวบ้านเดชาธรก่อน ถึงจะบอกทางมาได้ถูก เท่านี้ก็ชัดเจนแล้วว่าเด็กหนุ่มอายุน้อยกว่าเขาคนนี้ ทั้งยังเป็นคนไร้สัญชาติ ไม่ได้มีชีวิตไปไหนไกลเกินบริเวณบ้านเดชาธร

เท่ากับถูกจำกัดขอบเขตการมีชีวิต ทั้งที่เป็นคนปกติไปพร้อมกับการต้องดูแลคนเสียสติดั่งเงาตามตัว

“คุณณิน ทำไมมองอย่างนั้น เป็นอะไรไป หรือว่าพอมาเห็นแล้วไม่ชอบ? ไข่ไม่ขืนใจคุณณินหรอกนะ เรากลับกันก็ได้”

พอเห็นร้านประจำก็พลอยตื่นเต้น แถมมื้อนี้มีเจ้ามือกระเป๋าหนักมาด้วย คนมีอันจะกินอย่างคณิน ยังไงก็ต้องเลี้ยงคนที่มีอันจะกินน้อยกว่าอย่างเขาตามธรรมเนียมแน่นอน ทว่าขณะปลดเข็มขัดนิรภัย เงยหน้ามาอีกทีก็เห็นสารถีหนุ่มข้างกายจ้องมองมาที่เขา ไม่พูดไม่จา ไม่ขยับเขยื้อน ท่าทางของคณินเลยพลอยทำให้ไข่ชะงักไปด้วย

ไข่เบนสายตาออกไปมองร้านโต้รุ่งข้างถนน อันเป็นร้านประจำและร้านโปรดของเขาที่ถีบจักรยานออกมากินตอนดึกบ่อยๆ แต่ก็ถี่มากไม่ได้ บ้านเดชาธรมีกฎให้คนใช้เข้าออกเป็นเวลา ส่วนเขาที่ออกมาได้ก็เพราะลอบออกมา

คณินฐานะดีออกอย่างนี้ คงไม่นิยมอาหารข้างถนนหรอก

อร่อยสำหรับไข่ยังไง เลิศรสสำหรับเขาปานไหน แต่อาจไม่อร่อยเลิศรสสำหรับคณินก็ได้ ลืมคำนึงถึงจุดนี้ไปได้ยังไงกันเนี่ย...

“ฝืนใจไม่ใช่ขืนใจ” คณินช่วยแก้ไขคำพูดของไข่ให้ถูกต้อง “อีกอย่างไม่มีไอ้หน้าไหนหรือนังหน้าไหนมาขืนใจฉันได้ ส่วนฉันก็ไม่นิยมขืนใจใคร และไม่ต้องทำอะไรอย่างนั้น ก็มีแต่คนวิ่งโล่สมยอมมาให้ฉันขืนใจ”

ไข่หัวเราะพลางปรบมือ ส่งนิ้วโป้งยอดเยี่ยมให้คณิน

“ร่ายสรรพคุณซะภูมิอกภูมิใจเลยน้า เยี่ยมยอดๆ คนอย่างคุณณินใครๆ ก็ต้องวิ่งเข้าหา จะสื่ออย่างนี้ใช่ไหมล่ะ แต่ว่านะคนเราหนอคนเรา ยังไม่ทันข้ามวันก็หลงลืมพฤติกรรมงานหน้าที่ก่อไว้กับคนอื่นซะแล้ว ไอ้ที่พูดมาไม่ได้ดูเล๊ยว่าก่อนหน้าทำไรไว้”

คณินเข้าใจได้ทันทีว่าไข่กำลังพูดถึงเรื่องอะไร

“ฉันทำเพราะโกรธ” เขายอมรับเสียงห้วน ในแววตาปรากฏความรู้สึกผิดอยู่ในนั้น กลบเกลื่อนความละอายด้วยท่าทีฉุนเฉียวไร้ที่มาที่ไป ระคนกระอักกระอ่วนอยู่ในที

ไข่เยี่ยมหน้าเข้าไปมองคนที่เบือนหนีสายตาของเขาราวกับกำลังไล่จับผู้ร้ายให้ได้คาหนังคาเขา อมยิ้มขบขันที่เห็นคณินบ่ายเบี่ยงหลบหน้าหลบตาเขา แต่ยังทำฉุนเฉียวขึงขังไม่เข้าเรื่อง

คนมันยอมรับแล้ว ไม่รู้จะขยี้หรือซ้ำเติมไปทำไม อีกอย่างเขาก็ไม่ใช่เจ้าทุกข์

อิษฎียังไม่โกรธคณิน แล้วไข่เป็นใครถึงไปโกรธสิ่งที่คณินทำกับอิษฎี ตอนที่เห็นรอยพวกนั้น แน่นอนว่าเขาโกรธแทน เขาเติบโตมากับอิษฎี เนื้อตัวอิษฎีมีเขาที่ดูแลมา ธรรมดาที่ต้องปกปักษ์หวงแหน ยิ่งอิษฎีไม่ได้เต็มใจให้เกิด คนดูแลอย่างเขายิ่งไม่ยินดี

ถึงจะโกรธแทนแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะตลอด ฝั่งคณินก็น่าสงสารเห็นใจไม่แพ้กัน

อุตส่าห์ยอมรับก็...

ต้องชมกันหน่อย

“ฟังแล้วก็ชื่นใจ อย่างน้อยก็ยอมรับว่าทำไปเพราะอารมณ์ ถ้าคุณณินกล้าพูดออกมาว่าทำไปเพราะคุณเอื้อ ไข่จะควักลิ้นคุณณินแล้วเอาเข็มทิ่มให้พรุน” พูดพลางทำท่าประกอบ ยกฝ่ามือขึ้นมาแบแล้วจิกปลายนิ้วจากอีกมือทิ่มลงไประรัว แค่ชั่วครู่ก็หยุดมือแล้วพูดต่อ “ส่วนไอ้ขืนไอ้ฝืนเนี่ย มันก็ฝืนๆ ขืนๆ เหมือนกันแหละน่า คุณณิน ความหมายโดยรวมก็คือไม่เต็มใจที่จะทำสิ่งๆ นั้น ไข่ว่ากลับบ้านกันเถอะ”

ไข่ที่ปลดเข็มขัดออกไปแล้ว เอี้ยวตัวไปด้านข้างแล้วคว้าเข็มขัดนิรภัยรั้งมาคาดทับพาดผ่านอกอีกครั้ง ยังไม่ทันดันเข้าล็อก มือหนาก็ยื่นมาปัดมือของเขาออก จนสายคาดมันดีดรั้งกลับไป

“มาถึงนี่แล้ว อย่าทำให้ฉันเสียเวลา”

ไม่รู้ว่าคนที่พามาด้วยคิดอะไรอยู่ อยู่ๆ ถึงเอาแต่บอกให้กลับ ทั้งที่เสียเวลาดั้นด้นขับรถมาถึงที่หมายขนาดนี้แล้ว ตัวเขาเอง ตั้งแต่รู้เรื่องที่ทำให้เสียใจ เมื่อช่วงพลบค่ำจนถึงตอนนี้ ในท้องก็ยังไม่มีอะไรที่เรียกว่าอาหารอยู่ในนั้น นอกจากน้ำเมา

“คุณณินกินอาหารข้างถนนได้ใช่ไหม?”

คณินมองออกไปนอกรถ เห็นร้านอาหารโต้รุ่งตั้งอยู่ข้างถนน

“แล้วทำไมฉันจะกินอาหารข้างถนนไม่ได้ มันไม่ใช่อาหารหรือไง หรือมันมีไว้ให้คนอย่างนายเท่านั้นที่กินได้ ฉันมีเงิน ฉันจะกินอะไรก็ได้”

“จ้าๆ กินได้ก็คือกินได้” ไข่ชักธงขาวรีบยกสองมือขึ้นมาทำเหมือนยอมแพ้

คณินลงจากรถเป็นคนแรก ไข่รีบลงตามมาแล้วนำคณินไปเลือกโต๊ะที่ยังว่างนั่งลง ความจริงคืนนี้ร้านอาหารโต้รุ่งเจ้าโปรดของไข่ดูจะขายไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทุกโต๊ะว่างหมดไร้เงาคน ตอนที่แม่ค้าเห็นไข่เดินมานั่งก็ดีใจใหญ่ ส่งยิ้มทักทายไม่พอ ยังส่งสายตามองชายหนุ่มอีกคนที่เดินเคียงเข้ามาพร้อมกัน

ไข่หยิบกระดาษที่วางอยู่ในกล่องพลาสติกออกมาอย่างคุ้นเคย พร้อมจดเมนูอาหาร อีกมือหนึ่งควงดินสอสลับไปมา

“ผัดบุ้งไฟแดงฝีมือเจ๊อะไรมาก ข้าวต้มกุ๊ยก็เคี่ยวจนน้ำข้าวทั้งข้นทั้งหอม” เจ้าถิ่นแนะนำ

“ไม่ต้องสาธยาย จานไหนที่ว่าเด็ดสั่งมา”

ไข่อมยิ้มทำตาเล็กตาน้อยจนดูกรุ้มกริ่ม “ไม่อั้น ไม่กั๊ก จัดเต็ม จัดหนักเลยเนอะ คุณณินเนอะ”

“จะกินอะไรก็กิน” คณินบอกอย่างมีรำคาญแต่ไม่จริงจัง

“ผู้ชายอย่างเราๆ วันๆ หนึ่ง ใช้พลังงานเยอะ ก็ต้องกินเยอะหน่อยล่ะน้า” พูดพลางลงมือเขียนรายชื่ออาหารที่เขาชอบโดยส่วนตัวและอาหารที่แพงที่สุดในร้านมาอีกสองสามอย่าง ข้ามต้มกุ๊ยอย่างน้อยๆ ต้องคนละห้าถ้วยอย่างต่ำ

คณินมองไข่ที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับเขาอย่างตั้งหน้าตั้งตาเขียน คนอายุน้อยกว่าดูอารมณ์ดี ขัดกับอารมณ์ของเขาที่ยังหม่นๆ อยู่ คณินไม่เข้าใจว่าไข่มีความสุขอะไรนักหนากับแค่การสั่งอาหารมากิน เขากวาดสายตามองรอบข้าง บรรยากาศในเวลากลางคืนกับกลิ่นข้างถนนที่ยังพอมีรถราขับผ่านไปมา ทิ้งฝุ่นควันที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอบอวลอยู่ในอากาศ

เขาลากสายตากลับมามองยังโต๊ะที่ตัวเขานั่งอยู่ เก้าอี้พลาสติกกลางเก่ากลางใหม่ บางส่วนสีลอกหายไปแล้ว โต๊ะสเตนเลสแบบพับเก็บได้บริเวณขาโต๊ะสนิมกัดกินลึกถึงเนื้อ ร้านอาหารโต้รุ่งตั้งอยู่บนทางเท้าและโต๊ะสำหรับให้บริการลูกค้าตั้งอยู่บนถนนเกือบครึ่งเลน ข้างฝ่าเท้าของเขาเป็นช่องระบายน้ำเล็กๆ ที่มีเศษขยะชิ้นเล็กชิ้นน้อยเข้าไปอุดตัน

“เป็นข้าวต้มก็ดีนะคุณณิน ดีกับคุณณิน ยางข้าวในน้ำข้าวมีประโยชน์ ตั้งแต่ช่วงเย็นคุณณินก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยใช่ไหม กินข้าวต้มนี่ล่ะดี ไม่หนักไม่เบา ตอนที่อาหารลงไปคลุกกับแอลกอฮอล์ที่คุณณินกรอกลงไป จะได้ไม่ปวดท้องไงล่ะ”

“อย่าพูดมาก ฟังแล้วปวดหัว”

“หืม? ปวดหัวเหรอ คุณณินจะแฮงก์หรือเปล่า?” ไข่เงยหน้าขึ้นมาถามพลางหยุดเขียน แต่ก็เขียนรายชื่ออาหารที่จะกินเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“ปวดหัวไม่ใช่เพราะแฮงก์ ยังไม่แฮงก์เพราะยังไม่เมา สองขวดที่เห็นนั่นทำอะไรฉันไม่ได้ แต่ปวดหัวเพราะเสียงพูดเจื้อยแจ้วของนาย”

“โธ่ คุณณิน รู้สึกว่าไข่นี่ทำผิดกับคุณณินทุกนาทีเลยนะ”

ไข่โอดครวญเสร็จก็ลุกขึ้นเดินเอากระดาษไปส่งให้แม่ค้า พูดคุยกันสองสามประโยคก็เดินกลับมาพร้อมกับน้ำแข็งเปล่าสองแก้ว ส่วนน้ำดื่มมีให้บริการดื่มไม่อั้นอยู่บนโต๊ะแล้ว ไข่เทน้ำจากเหยือกใส่แก้วแล้วดันส่งไปให้คณิน รวมถึงเทให้ตัวเองด้วย

“ก่อนหน้าที่จะมีวันนี้ ฉันก็ไปหาเอื้อที่บ้านเดชาธร เบอร์ติดต่อฉันนายก็มี ทำไมเรื่องที่คุณลุงเป็นตัวตั้งตัวตีให้ตรีภพกับเอื้อแต่งงานกันถึงไม่บอกให้ฉันรู้ก่อนที่จะมีวันนี้ อย่าบอกว่านายไม่รู้ นายไม่มีทางที่จะไม่รู้” คณินถามหน้านิ่ง

“คุณท่านไม่ให้บอก” ไข่ยกนิรุตมาอ้าง “คุณณินช่วยเข้าใจความลำบากใจของไข่ด้วยเถอะ”

คนที่ไม่ให้บอกตัวจริงน่าจะเป็นตรีภพที่มีจุดประสงค์แอบแฝงเสียมากกว่า ไม่อย่างนั้นคณินกับผู้หญิงคนนั้นคงไม่รู้ว่าวันนี้มีงานแต่งเกิดขึ้น มันช่างบังเอิญกับที่อิษฎีก็ไม่ต้องการให้คณินรู้ เพราะถ้ารู้รูปการมันก็จะเป็นอย่างวันนี้ไง มันค่อนข้างซับซ้อนนิดหน่อยแต่ดันมาสอดคล้องแล้วเอื้อประโยชน์สูงสุดให้ตรีภพก็เท่านั้น คนที่ต้องเก็บงำแบกความต้องการของทั้งสองฝ่ายอย่างแนบเนียนคือนิรุต

“หรือเพราะฉันไม่เคยปกป้องเอื้อได้เลย มันถึงเป็นอย่างนี้”

“ก็มีส่วน เวลาที่คุณเอื้อถูกคุณนิมสารพัดจะกลั่นแกล้ง เหมือนกระโถนรองรับอารมณ์ ไม่เคยมีสักครั้งที่คุณณินจะช่วยคุณเอื้อได้ทัน แต่คุณณินไม่ผิดอะไรเลยที่ช่วยคุณเอื้อไม่เคยทัน คุณณินเป็นคนนอก นี่มันเป็นเรื่องของคนใน คุณท่านเป็นถึงคุณท่านใหญ่ มันยากที่จะคุมคนใต้อาณัติให้อยู่หมัด มีเวลานอกบ้านมากกว่าเวลาในบ้านมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ทุกๆ วัน คุณท่านทำงานหนักแบกรับทุกอย่างเอาไว้ ศึกนอกก็มี ศึกในก็เกิด เรื่องบาดหมางของคนในบ้าน ถ้าไม่หนักหนา ทำไมจะทนไม่ได้เพื่อแลกกับความสบายใจของคุณท่าน” ไข่ยิ้มอ่อน มันเป็นเรื่องราวตลอดสิบปีที่อิษฎีอาศัยใต้ชายคาเดชาธร คนอย่างนิมมานทำให้ไข่ตระหนักว่าจิตใจคนช่างเลวร้ายนัก กระทั่งเป็นคนบ้าก็ไม่พ้นถูกรังคัดรังแก

“ฉันพยายามแล้ว” ไม่อย่างนั้นเขาจะเอ่ยปากขออิษฎีมาดูแลทำไมกัน

“คงยังพยายามไม่พอล่ะมั้งครับ ก่อนคุณตรีภพจะเข้ามาในชีวิตคุณเอื้อ เพราะการชักจูงของคุณท่าน ก่อนหน้านี้มันเป็นเวลาของคุณณินไม่ใช่เหรอครับ? ที่ไปมาหาสู่กับคุณเอื้อตลอดก็มีแค่คุณณินเองนะครับ คุณณินมีเวลามากมายก่อนที่เรื่องวันนี้มันจะเกิดขึ้น เวลาของคุณณินก่อนหน้านี้มันมากพอที่จะพิสูจน์ว่าคุณณินให้ความสำคัญกับคุณเอื้อจริงๆ แค่ไหน ไม่ใช่แค่คำพูดครับ และไม่ใช่แค่แวะเวียนไปเยี่ยมเยือนคุณเอื้อที่บ้านให้ได้ตลอดด้วยครับ อย่าตั้งแง่กับคุณท่านเลยครับ คุณณินก็ได้ยินที่คุณท่านพูดแล้วว่าเคยพิจารณาคุณณินมาก่อน” เพราะพูดมากไปหน่อยเลยกระหายน้ำ กล่าวจบก็หยิบแก้วน้ำสเตนเลสของตัวเองขึ้นมาดูดน้ำจากหลอด

ฟังไข่พูดมาถึงตรงนี้ คณินพึ่งคิดได้...

“คุณท่านของนายรวมหัวกับตรีภพ หลอกฉันมาโดนแทง” คณินไม่อาจปล่อยวางความรู้สึกเกรี้ยวโกรธลงได้

ในเมื่อคือคนที่บงการทุกอย่างก็ต้องเป็นคนที่รู้ทุกอย่าง นิรุตไม่ยอมบอกเขาแล้วเลือกที่จะปล่อยให้ตรีภพเชือดใจเขาในวันนี้ บางทีถ้านิรุตบอกเขาเองกับปาก ก่อนที่ตรีภพจะแต่งงานกับอิษฎีในวันนี้ แน่นอนว่าเขาต้องโกรธแต่คงไม่ทำอะไรน่าทุเรศใส่อิษฎีคนบ้าที่น่าสงสาร น้องที่ตื่นกลัวอยู่ในสงครามอารมณ์ระหว่างคนสองฝ่าย ไม่ว่าทำไปเพราะอะไร เขาไม่อาจเคารพผู้ใหญ่คนนี้ได้อีกแล้ว

“คุณณิน...คุณณินคิดกับคุณเอื้ออย่างที่คุณท่านพูดจริงหรือเปล่า?”

“...” คณินไม่ได้ให้คำตอบแก่คนที่เอ่ยปากถามเขาในทันที นั่นเพราะเขาสบสายตากับอีกฝ่ายแล้วเห็นความผิดหวังเคลือบฉายอยู่ในนั้น อยู่ๆ ก็ขมคอจนกลืนน้ำลายไม่ลง ทั้งยังรู้สึกว่ามีอะไรมาจุกอยู่ที่ลำคออีกด้วย

“ถือซะว่าที่คุณณินต้องเจ็บอยู่ตอนนี้ เป็นผลกรรมที่คุณณินคิดเรื่องไม่ดีไม่ควรกับคุณเอื้อไว้แล้วกัน ถ้ายังไม่ล้มเลิกความคิดน่ารังเกียจนั่น ไข่ว่าคุณณินไม่เหมาะที่จะรักคุณเอื้อหรอกครับ”

ไม่ใช่แค่อิษฎีเจ้านายของเขาไม่พร้อมที่จะรัก ดูเหมือนว่าคณินก็ไม่พร้อมที่จะรักเหมือนกัน

ความรักนี่มันน่าปวดหัวจริงๆ เลยนะ

ระหว่างอิษฎี ตรีภพและคณิน เรียกรักสามเศร้าได้ไม่เต็มปาก ตอนนี้ยังเป็นแค่รักสองเศร้า ระหว่างอิษฎีกับคณิน เหลือก็แต่ตรีภพว่าจะตามมาผสมโรงอีกรายไหม วันไหนเกิดรายนี้ไม่อยากเป็นอาแล้วข้ามไปเป็นสามีทั้งนิตินัยแบะพฤตินัยขึ้นมา อิษฎีจะสำลักกับเรื่องไม่ทันตั้งตัวเข้าให้

ส่วนตัวแล้วเขาปลาบปลื้มบุคลิกและอัธยาศัยของตรีภพ เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ให้ได้มากกว่าเป็นร่มเงาบังแดดทานฝน ติดตรงที่ความที่อีกฝ่ายเป็นผู้ใหญ่กว่าหลายขุม ผู้น้อยเลยต้องเกรงๆ ระวังเรื่องกิริยามารยาท คำพูดคำจา

ส่วนคณินที่ไข่รู้จักผ่านอิษฎีมาถึงสิบปี ถึงจะปากหยาบ ดิบห้าว เป็นถึงลูกเศรษฐีมีอันจะกิน รัศมีคุณหนูคุณชายก็ไม่ทาบทับ ให้ความรู้สึกว่าเป็นคนทั่วไปที่จับต้องได้ ประวัติและฐานะก็ดีแต่กลับไม่มีความเจ้ายศเจ้าอย่าง อวดอ้างยกตนหรือลุ่มหลงในบารมีพ่อแม่ ตัวอย่างแย่ๆ ของคนพรรค์นี้ ไม่ต้องนึกถึงใครที่ไหน ในบ้านเดชาธรมีอยู่คนหนึ่ง เป็นแค่ลูกเก็บมาเลี้ยงแท้ๆ หลงลำพองจนลืมกำพืดไปแล้ว

วันนี้เขาพูดจาจาบจ้วงล่วงเกินคณินไปตั้งหลายครั้ง อีกฝ่ายถึงจะดูเอาเรื่อง แต่ที่สุดแล้วก็ไม่ได้ทำร้ายเขาเลยสักกระผีก เป็นแค่คนที่โมโหแล้วหุนหันพลันแล่นเท่านั้น

คนอะไรโมโหที่เขาพูดไม่เข้าหู แต่ก็ฟังจนจบอยู่เรื่อย งงกับคณินจริงๆ

คิดสะระตะอยู่ในหัว คนพวกนี้ล้วนเป็นคนที่วุ่นวายอยู่รอบตัวอิษฎีทั้งนั้น

โธ่ คุณเอื้อคุณเอื้อ เป็นบ้าอยู่แท้ๆ มีผู้ชายมาวนเวียนอยู่รอบตัวตั้งสอง ลองถ้าคุณตรีภพกับคุณณินรู้ว่าคุณเอื้อไม่ได้บ้า อยากจะรู้จริงๆ ว่าสองคนนี้จะรู้สึกยังไง แต่ว่านะ คุณณินน่ะก็รักของคุณณินอยู่แล้ว ถ้ารู้ว่าไม่บ้า อาจจะกล้าให้ความสำคัญกับคุณเอื้อมากกว่านี้ก็ได้ อย่างน้อยข้อเสียที่จะคบหากันก็น้อยลงไปหนึ่งข้อ ส่วนคุณตรีภพ...เดาทางไม่ได้เลยแฮะ

ไข่อดรำพึงรำพันและไว้อาลัยให้เจ้านายน้อยของตัวเองไม่ได้

“เหมือนนายจะพูดว่าคนที่ชี้ชะตาว่าตรีภพจะหย่าหรือไม่หย่าขึ้นอยู่กับคุณลุง ถูกต้องไหม?”

ตัดวิธีที่จะทำให้อิษฎีหย่าไปได้เลย อิษฎเป็นบ้า ไม่รู้ว่าการหย่าคืออะไร ไม่แน่ว่าพิธีแต่งงานในวันนี้ น้องก็ไม่รู้และไม่เข้าใจว่ากำลังทำอะไรอยู่ด้วยซ้ำ

“เอ๊ะ? เป็นไข่เหรอที่พูด ไข่พูดอย่างนั้นเหรอ ตอนไหนหว่า?” เขาลืมไปแล้วว่าพูดอะไรไว้บ้าง พอได้ยินคณินที่อยู่ๆ ก็ย้ำทวนคำพูดพวกนั้นขึ้นมา เขาเพียงแต่ยกนิ้วชี้แตะคาง ขมวดคิ้วมุ่น ขมุบขมิบปากอย่างไม่แน่ใจในตัวเอง ก่อนจะโอดครวญออกมาในที่สุด “โธ่ คุณณินวันนี้ไข่พูดกับคุณณินไปตั้งเยอะ ไข่พูดไรไว้ ไข่ลืมหมดแล้ว จำไม่ได้หรอก อย่าถือเอามาคิดเลยน่า อันไหนน้ำ อันไหนเนื้อ แล้วแต่คุณณินจะเลือกดื่มกิน”

อาหารที่สั่งไว้เริ่มทยอยยกมาเสิร์ฟ ข้าวต้มกุ๊ยเคี่ยวจนข้นเกือบสิบถ้วยวางเรียงลงเบื้องหน้าของพวกเขา กับข้าวหลากหลายอย่างปรุงเสร็จใหม่ๆ ส่งกลิ่นหอม ควันร้อนลอยอวล

ไข่ยิ้มอารมณ์ดี กวาดสายตาลึกซึ้งระคนลุ่มหลงพราวระยับมองอาหารบนโต๊ะละลานตาจนแทบไม่มีที่เหลือให้วางจานชามเพิ่มอีก เดิมเขามากินคนเดียวยังไม่เยอะขนาดนี้ แค่ข้าวต้มไม่กี่ถ้วยและกับข้าวอีกแค่สองอย่างเท่านั้นเอง

คุ้มจริงๆ ที่มีคณินอยู่ด้วยในเวลานี้!

ลาภปาก! เงินสักแดงก็ไม่กระเด็นจากกระเป๋าไอ้ไข่!

ถ้าจะได้กินอิ่มหนำสำราญดีขนาดนี้ เขายินดีเป็นที่พักใจ รับให้คำปรึกษาและปลอบโยนคณิน ในเวลาที่ช้ำใจเพราะรักมันคุดแบบยี่สิบสี่ชั่วโมงไปเลย!

มื้อเย็นเมื่อช่วงพลบค่ำ เขาก็ซัดอาหารดีๆ ไปเยอะอยู่ แต่อย่าไปนึกถึงอาหารมื้อนั้นเลย มันเป็นอดีตไปแล้วราวกับไม่เคยมีอยู่ ผ่านมาแล้วผ่านไปอย่างไรอย่างนั้น ตอนนี้ควรให้เกียรติและคำนึงถึงอาหารมื้อนี้ที่เป็นปัจจุบันของเขาต่างหาก

เขาหยิบตะเกียบกับช้อนสั้นจัดให้คณินอย่างละคู่อย่างละคันจากกล่องพลาสติกที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วค่อยจัดให้ตัวเองบ้าง ด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง

“อันนี้คุณณิน! อันนี้ๆ อันนี้จานโปรดไข่เลยนะ ยำไข่เค็ม อร๊อยอร่อย มาไข่ตักให้ อยากให้คุณณินลองว่าถูกปากเหมือนไข่ไหม?” ไข่คีบไข่เค็มชุ่มน้ำยำซีกหนึ่งใส่ถ้วยข้าวต้มของคณิน จากนั้นก็ตั้งตารอแทบไม่กะพริบ ดูว่าคณินจะพอใจรสชาติอาหารจากร้านข้างถนนหรือไม่

เห็นท่าทีกระตือรือร้นที่จะนำเสนอของอีกฝ่าย คณินเลยปฏิเสธไม่ลง เขาจับตะเกียบพร้อมยกถ้วยข้าวต้มขึ้นมา เป่าลดความร้อนแล้วค่อยแตะริมฝีปาก ใช้ตะเกียบพุ้ยข้าวต้มและไข่เค็มเข้าปาก ข้าวต้มเปล่าๆ รสชาติดีมาก กระตุ้นลิ้นของเขา ทันทีที่ลิ้นรับรู้ถึงรสชาติและอุณหภูมิอุ่นๆ ไข่เค็มที่ชุ่มน้ำยำก็เปรี้ยวตัดเค็มกำลังดี ได้รสและกลิ่นของหอมแดงที่ซึมอยู่ในไข่แดงด้วย

“คุณณินรู้วิธีกินด้วย สุดยอดไปเลย” ไข่เบิกตากว้างมองคณินกินข้าวต้มตาพราว

“มันสุดยอดตรงไหน เรื่องธรรมดา อย่าอินให้มาก แอคติ้งอย่าเยอะ”

ทั้งที่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญทั่วไป ไม่ใช่ยากเย็นที่จะทำ ไม่ได้เกินที่คนอย่างเขาจะรู้ มีเรื่องยากกว่านี้ที่เขารู้และทำได้ ไม่นึกว่าแค่ถูกอีกฝ่ายชื่นชมด้วยคำพูด น้ำเสียงและสีหน้าที่จริงใจไม่ซับซ้อนจอมปลอม เขากลับรู้สึกว่าตัวเองยืดๆ พองๆ อย่างบอกไม่ถูก

“ก็นึกว่าจะใช้เป็นแต่มีดกับส้อม กระเดียดมือกระดกนิ้วหั่นตับเป็ดนี่ครับ”

“แบบนั้นก็เป็น ถ้าตรงหน้ามีตับเป็ดก็คงทำให้ดู และถ้าในมือเป็นมีดกับส้อมไม่ใช่ตะเกียบไม้ใช้แล้วทิ้งก็จะใช้ให้ดู”

“โธ่ คุณณินนะคุณณิน อะไรๆ ก็จะเอาให้เป็นเรื่องตลอด” ไข่โอดครวญไม่จริงจัง ก่อนจะกะตือรือร้นพูดอีก “แล้ว...ยำไข่เค็มอร่อยถูกปากคุณณินไหม ชอบเหมือนไข่ไหม? เจ๊แกทำอะไรมาก ถึงเครื่องถึงรส มะนาวบีบสดๆ ตอนกำลังทำเลยนะ”

“ก็ดี อร่อย” คณินพยักหน้าบอกเรียบๆ “แล้วมีอะไรอร่อยที่อยากให้กินอีกไหม?”

“ผัดผักบุ้ง! ผักบุ้งอ่อนมาก หอมพริกที่ไหม้ เจ๊แกทำออกเค็มนำ เข้มๆ ข้นๆ เวลากินกับข้าวต้มที่จืดจะกลมกล่อมเข้ากันได้ดี ลองดูๆ” ไข่คีบผักบุ้งไฟแดงฉ่ำซอสเป็นมันวาวใส่ถ้วยข้าวต้มให้คณินอีกครั้ง ก่อนจะลงมือกินของตัวเองบ้าง

“ใช้ได้ เป็นอย่างที่นายพล่ามไว้”

“เขาเรียกว่าพรีเซนต์ต่างหากล่ะครับคุณณิน นำเสนอน่ะ นำเสนอ พล่ามเพลิ่มอะไรกัน หยาบคาบเกินไป ลองอันนี้ดีกว่า ไส้เป็ดตุ๋นน้ำพะโล้จนเหนียวงวด หวาดๆ เค็มๆ สูตรเจ๊แกจะได้รสซีอิ๋วดำด้วย อร่อย! แทบไม่ต้องเคี้ยว ใส่ปากแล้วนุ่มจนเหมือนจะละลาย ลื่นจนกลืนลงคอได้เลย”

คีบให้คณินก่อนแล้วค่อยคีบให้ตัวเองกินบ้าง ระหว่างเคี้ยวก็มองคณินว่าจะกินได้ไหม ถูกปากหรือเปล่า คนแนะนำอย่างเขาพลอยลุ้นผลลัพธ์ไปด้วยทุกครั้ง

“ฉันชอบอันนี้” คณินคีบไส้เป็ดตุ๋นน้ำพะโล้เพิ่มใส่ถ้วยอีกหลายชิ้นแล้วพุ้ยข้าวต้มเข้าปาก

“ดีครับ ชอบก็ดีแล้ว กินได้ก็ดีแล้ว กินเยอะๆ นะครับ คุณณิน” ไข่บอก

ตลอดมื้ออาหาร ยังมีอาหารอีกสองสามอย่างที่ไข่แนะนำแล้วคีบให้คณินชิมก่อนทุกอย่าง แถมยังพูดเจื้อยแจ้วบรรยายรสชาติของอาหารเหล่านั้นประกอบไปด้วย เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ บนโต๊ะก็เหลือเพียงจานและถ้วยเปล่า มีคราบอยู่ตามภาชนะที่ถูกใช้แล้ว

ไข่นั่งลูบพุง คณินทิ้งแผ่นหลังพิงพนัก

“อิ่มสุดๆ” ไข่บอก จากนั้นก็เป็นเขาที่ลุกขึ้น “ไปเถอะคุณณิน ยังมีอีกร้านที่ไข่จะพาไป อันนี้เบาๆ กลิ่นหอมอย่างที่ไข่บอกคุณณินไว้เลย”

“ฉันไม่ได้อยู่ในรายการโต้รุ่งพาพุงตระเวนกินใช่ไหม?”

“ไม่ไหวเลยนะคุณณิน แค่นี้ก็ไม่สู้แล้ว ของรสชาติดีๆ มีประโยชน์กับร่างกาย นิดหน่อยก็รับไม่ไหวแล้ว ทีน้ำเมากระดกเอากระดกเอา ทำเหมือนกินทั้งชาติก็ไม่อิ่ม ไม่นึกเลยว่าคุณณินจะเกยตื้นง่ายขนาดนี้” ไข่ถอนหายใจ ทำหน้าไม่ไหวจะรับใส่คณิน

“ฉันไม่ได้พูดสักคำว่าอิ่ม หุบปากขี้พล่ามของนายแล้วจ่ายเงิน เราจะได้ไปร้านต่อไป”

คณินลุกขึ้นยืนบ้างแล้วเดินนำไข่ไปหาแม่ค้าพร้อมจ่ายเงินแล้วย้ายร้านในทันที ไข่ปิดปากหัวเราะท่าทีของคณิน ขณะเดินตามหลัง

“ทั้งหมดสองร้อยแปดสิบห้าบาทจ้า”

“ทั้งหมดนั่น แค่สองร้อยแปดสิบห้าบาทเองเหรอ?” คณินเลิกคิ้วทวนซ้ำ ขณะล้วงกระเป๋าสตางค์หนังแท้สีน้ำตาลยี่ห้อดังขึ้นมาถือ ก่อนจะเปิดแล้วหยิบธนบัตรสีเทายื่นไปให้

“วันนี้ขายไม่ค่อยดี ครึ่งคืนพึ่งขายได้แค่สองร้อยเอง ให้แบงค์พันมาไม่มีทองหรอกพ่อคุณเอ๊ย มีแบงค์ร้อยไหม ถ้ามีก็เอามา แบงค์พันไม่มีทอน”

“เสียใจด้วยครับ ผมมีแต่แบงค์พัน” คณินบอกโดยที่ยังยื่นธนบัตรสีเทามูลค่าหลักพันค้างเติ่งเอาไว้

“...” ไข่ถึงกับกุมขมับ เขาไม่ได้พกเงินออกมาด้วย แต่ใครจะพกเงินในชุดที่พร้อมนอนแล้วกันเล่า เขาเองก็ไม่คิดว่าคืนนี้จะได้ออกมาข้างนอกแบบนี้เหมือนกัน

“ก็บอกแล้วไงพ่อหนุ่ม ถ้าจ่ายแบงค์พัน ป้าไม่มีทอน”

“แค่นี้มันไม่น่าเป็นปัญหานะครับ ไม่มีทอนก็ไม่ต้องทอน เอาไป” คณินเริ่มเมื่อยมือ เขาวางธนบัตรสีเทาทิ้งไว้บนเขียง แล้วเดินกลับไปขึ้นรถทันที

“เฮ้ย คุณณิน!? คุณณินไม่ได้นะ เงินตั้งหนึ่งพัน เหลือทอนอีกตั้งเจ็ดร้อยกว่าบาท จะทิ้งเงินที่เหลือไปแบบนี้ไม่ได้นะ” ไข่ท้วงท่าทีละล้าละลัง เงินทอนก็อยากได้ แต่เจ้าของเงินดันเดินลิ่วๆ ตัวปลิวไปนู่นแล้ว  

คณินเดินไม่กี่ก้าวก็ถึงรถคันหรูที่จอดห่างออกไปไม่ไกล ขึ้นรถได้สตาร์ทรถ พอเครื่องยนต์ทำงานก็ขับมาชะลอจอดที่หน้าร้าน เลื่อนกระจกรถฝั่งที่นั่งด้านข้างคนขับลง

“จะยืนเอ๋อทำเซ่ออีกนานไหม ขึ้นมา!” คนขับตะคอกสั่ง

“มีของกินถ่วงอยู่เต็มท้อง จุกถึงลิ้นปี่แล้วแท้ๆ ไม่ได้ทำให้ใจเย็นขึ้นมาบ้างเลยหรือไง? เออ ลืมไป ท้องกับสมองมันอยู่คนละส่วน” ไข่ยืนขมุบขมิบปากบ่นอุบอิบ ก่อนหันไปบอกแม่ค้า สองเท้ากลับเร่งเดินไปข้างหน้า เขารีบพูดจารวบรัดสรุปความเอาเอง “เจ๊! ไว้มากินครั้งหน้าจะมาเอาตังค์ทอน คุณคนนั้นเขาไม่เอา แต่ไข่เอา เขามากับไข่ ไปกับไข่ เงินเขาก็เหมือนเงินไข่ โอเคนะ? รู้เรื่อง? โอเค รู้เรื่อง ดีมาก”

พอขึ้นรถได้ ยังไม่ทันปิดประตูให้สนิทดี คนขับก็เหยียบคันเร่งพารถคันหรูพุ่งทะยานไปบนท้องถนนยามค่ำคืนอีกครั้ง

“คุณณิน ใจร้อนอย่างนี้ เวลาทำงานไม่เป็นปัญหาหรือไงเนี่ย” ไข่รีบคว้าเข็มขัดนิรภัยมาคาดเป็นการด่วน

“ตอนทำงานก็อีกอย่าง เวลาส่วนตัวก็อีกอย่าง”

“อ๋อ สองหนะ…”

คณินรู้ว่าไข่จะพูดอะไร เขากดเสียงต่ำลอดไรฟันเตือน “ให้โอกาสคิดดีๆ ก่อนพูดออกมา”

“เอ๊อะ...ไม่พูดดีกว่าจ้า” ไข่รีบโบกมือส่ายหน้าเป็นพัลวัน หัวเราะแห้งๆ ให้ด้วย

ไม่นานหลังจากนั้น ไข่ก็บอกทางให้คณินขับรถมาจอดที่ของอร่อยกลิ่นหอมที่ว่าในสถานีถัดมา ไม่ไกลจากกันเท่าไหร่เลย แต่อยู่ฝั่งตรงข้าม ค่ำมืดดึกดื่นขนาดนี้ ถนนค่อนข้างโล่ง ยังมีรถราอยู่บ้าง คณินเลยจอดรถได้สบายๆ ซึ่งถ้าเป็นในเวลากลางวัน ถนนเส้นนี้ห้ามจอด

ตอนนี้พวกเขามานั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกแบบไร้พนักพิง ร้านนี้นอกจากรถเข็นคันใหญ่สำหรับประกอบอาหารและเก้าอี้เดี่ยวๆ ให้ลูกค้านั่งก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว

ไข่สูดกลิ่นหอมๆ ของน้ำเต้าหู้ จงใจสูดดมเสียงดังแล้วหลับตาพริ้มซึมซับความหอมของน้ำสีขาวขุ่นทำจากถั่วเหลือง สองมือกุมแก้วอุ่นๆ ยกแก้วจรดติดริมฝีปาก เป่าลมแผ่วเบาขับไล่ความร้อนแล้วถึงลิ้มชิมรส เมื่อปล่อยให้ลิ้นดื่มด่ำรสชาติก็ออกปากพูด

“กินคาวไม่กินหวานสันดานไพร่ เนอะคุณณินเนอะ” ใช้ศอกไปกระทุ้งคนที่นั่งเงียบหน้าแข็งกระด้างเหมือนไม้หยาบอยู่ข้างๆ

เป็นของอร่อยที่ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลจริงอย่างที่อีกฝ่ายโฆษณาไว้ เขาเองก็ดื่มหมดไปแล้วแก้วหนึ่ง ตอนนี้กำลังนั่งกินขนมปังสังขยาใบเตย ขนมปังนึ่งใหม่ๆ ที่ยังอุ่นๆ ทั้งนิ่มนุ่มและรสชาติดี สังขยาสีเขียวส่งกลิ่นหอมของใบเตย โรยนมข้นหวานผสมมาด้วยเล็กน้อยให้พอเป็นลวดลายเหมือนก้นหอยลอยอยู่หน้าสังขยาข้นหนืด

พูดตามตรงว่าเขารับอรรถรสทั้งคาวและหวานมามากพอแล้ว หนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อน แถมเวลานี้ก็ดึกดื่นมากแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าก็เช้า ความคิดที่อยากจะกลับไปอาบน้ำแล้วนอนผึ่งพุง ฝากร่างไว้บนที่นอนนุ่มก็โผล่เข้ามา

ที่แท้ต่อให้เจ็บปวดวุ่นวายใจแค่ไหน ขอแค่ท้องอิ่มแล้วได้หลับสักตื่น นอกจากช่วยเยียวยาจิตใจบรรเทาความรู้สึกแล้ว เขายังรู้สึกได้ถึงพลังกายพลังใจที่แข็งแรงพอที่จะรับมือกับปัญหาแย่ๆ ที่ผ่านเข้ามา

เรื่องของเขากับอิษฎีต้องมีทางออก มันจะต้องไม่เป็นอย่างวันนี้ไปตลอดแน่

“ขนมปังสังขยาชุดละสามสิบห้าบาท น้ำเต้าหู้แก้วละเจ็ดบาท สองแก้วสิบสี่บาท ทั้งหมดสี่สิบเก้าบาท แต่เอ็งจ่ายแบงค์พัน แบบนี้มันไม่ไหวนะ ข้าวของที่กินไปราคาไม่ถึงร้อยเสือกจ่ายแบงค์พัน คิดจะกินฟรีสินะ ร้านเล็กๆ แค่นี้ ทำมาค้าขายแค่นี้ ลูกค้าก็ไม่ได้มากมาย ขายมาค่อนคืนยังไม่ได้เท่าเงินที่จะหามาทอนเอ็งเลย…”

“เสียใจด้วยครับ ผมมีแต่แบงค์พัน” คณินบอกโดยที่ยังยื่นธนบัตรสีเทามูลค่าหลักพันค้างเติ่งเอาไว้

“ไม่รู้เว้ย อย่าให้มีน้ำโหนะ ไม่มีทอน เข้าใจไหมว่าไม่มีทอน ของกินสี่สิบเก้าบาท ล่อจ่ายแบงค์พัน จะเอาที่ไหนมาทอน ถ้าจ่ายแบงค์พัน ไม่มีทอนเว้ย” พ่อค้าเริ่มไม่สบอารมณ์

“แค่นี้มันไม่น่าเป็นปัญหานะครับ ไม่มีทอนก็ไม่ต้องทอน เอาไป” คณินเริ่มเมื่อยมือ เขาวางธนบัตรสีเทาทิ้งไว้บนรถเข็น แล้วเดินกลับไปขึ้นรถทันที

“เอ่อ...” ไข่รู้สึกตะหงิดๆ กับเหตุการณ์แบบนี้พิกล เหมือนมันพึ่งเกิดไปเมื่อไม่นานนี้

เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมแบบเมื่อก่อนหน้านี้ราวกับลอกมาเป็นพิมพ์เดียว ไข่ยังไม่ทันเดินตามไป คณินก็ขับรถมาจอดบังหน้าร้านขายน้ำเต้าหู้เล็กๆ ข้างทางจนมิด

“ฉันง่วงนอน! จะยืนหน้าเด๋ออีกนานไหม? ยังไม่รีบขึ้นมาอีก!” คนขับตะคอกสั่งดังลั่นมาจากบนรถ

ในเมื่อมันวนลูปซ้ำรอยเดิมแบบนี้...

บทของเขาก็ต้อง...

“เฮีย! อย่ามาโมเมอุ๊บอิ๊บไว้ ไข่มากินเฮียบ่อย จำไว้ ไว้มากินครั้งหน้าจะมาเอาตังค์ทอน คุณคนนั้นเขาไม่เอา แต่ไข่เอา เขามากับไข่ ไปกับไข่ เงินเขาก็เหมือนเงินไข่ โอเคนะ? รู้เรื่อง? โอเค รู้เรื่อง ดีมาก”

พอขึ้นรถได้ ยังไม่ทันปิดประตูให้สนิทดี คนขับก็เหยียบคันเร่งพารถคันหรูพุ่งทะยานไปบนท้องถนนยามค่ำคืนอีกครั้งและอีกครั้ง

“คุณณินขับรถดีๆ นะ ห้ามหลับในนะ” ไข่บอกด้วยความเป็นห่วง

ห่วงนี้เป็นห่วงที่มีไว้เพื่อชีวิตตัวเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับคณินเลย

“นายเป็นใครกล้ามาห่วงฉัน?”

ว่าแล้วว่าต้องเข้าใจอย่างนี้

ส่ายหน้าแล้วเฉลยหน้าซื่อตาใส “ไข่ไม่ได้ห่วงคุณณิน ไข่ห่วงตัวเอง”

ฉับพลันคณินเบี่ยงรถลงข้างถนนแล้วจอด แต่ไม่ได้ดับเครื่องยนต์

“ห่วงตัวเองนักใช่ไหม? ดีเลย เพราะนาย ฉันถึงโคตรง่วงโหยหาที่นอนแบบนี้ แล้วมันเรื่องอะไรวะ ที่ฉันต้องมาขับรถให้นายนั่ง ไปรับไปส่ง นายต่างหากที่ต้องขับรถให้ฉันนั่ง แล้วมันเรื่องอะไรวะ ที่ฉันต้องเลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำนาย หมดเงินไปสองพันกับอาหารราคากระจอกๆ ฉันไม่ปล่อยให้นายเกาะกินฟรีๆ”

“โธ่ คุณณินเงินแค่นี้ทำเขียมกับไข่ได้ เดี๋ยวกลับถึงบ้าน ไข่รีบใช้คืนให้เลย หนี้นี้ไม่ต้องรอทดแทนชาติหน้า ไข่ใจกว้างเลี้ยงส่วนของคุณณินด้วยเลย วันนี้กินใช้ร่วมกับคุณณินไปเท่าไหร่ ไข่ใช้คืนให้ คุณณินไม่ต้องห่วง นี่ไข่ ใจดี สปอร์ต เดชาธร เอ๊ะ หรือต้องอัครนิตย์หว่า?”

“ใช้คืนที่ว่าเท่าไหร่ สองพัน? มีปัญญา?” เขาแค่นเสียงมองด้วยสายตาที่แสนถากถาง ไม่ได้จริงจังออกจะทีเล่นมากกว่า

“จุ๊ๆ คุณณินอย่ามาโมเมขูดเลือดกับปู ไข่บอกไข่เลี้ยงคุณณิน ใช้คืนในราคาที่เรากินใช้ร่วมกันในคืนนี้ ทั้งหมดก็ต้องเป็น...สามร้อยสามสิบสี่บาทต่างหากเล่า สองพงสองพันอะไร”

“รู้จักตลบตะแลง พลิกไปพลิกมา” คณินออกปากชม แต่ในน้ำเสียงและสีหน้าเป็นไปอย่างเหน็บแนมแดกดัน

“คุณณินก็พูดไป นี่ไข่นะครับ ไม่ใช่พัดที่จะพลิกไปตลบมาได้”

คณินไม่โต้วาทีกับไข่อีก เขาแค่แค่นยิ้มมุมปากทิ้งท้าย ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ เดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งที่ไข่นั่ง

“ลงมาแล้วไปนั่งฝั่งคนขับ”

“มันจะดีเหรอ คุณณิน?” ไข่ลงจากรถเพราะถูกคณินดึงแขนรั้งให้ลงไป

“ไปขับรถ”

“แต่ว่า...”

“เดี๋ยวนี้ ฉันง่วงนอนจะตายชักอยู่แล้ว หรือจะให้ฉันขับแล้วหลับใน?” คณินตัดบทของไข่ที่คิดจะแย้งแล้วเอื้อมมือไปกระชากประตูรถกระแทกปิด อีกฝ่ายคงติดสบายแล้วที่คืนนี้เขาเผลอบริการขับรถรับ ส่งทั้งยังเลี้ยงอาหารจนอิ่มแปล้ แรงไม่ได้ใช้ เหงื่อไม่ออก เงินไม่กระเด็น มันจะย่ามใจเอาเปรียบเกินไปแล้ว

ในเมื่อคณินยืนกรานแบบนั้น ไข่เลยเดินคอตกไหล่ลู่ไปขึ้นรถ นั่งประจำตำแหน่งเป็นคนขับแทนคณิน สองมือของเขาวางลงบนพวงมาลัย ลูบไล้สัมผัสความหรูหราของมัน

คงเหมือนตู้เกมแข่งรถที่เคยแอบเข้าไปเล่นในห้องนอนของนิมมานตอนเด็กๆ ล่ะมั้ง

ไข่ก้มหน้าลงไปมองใต้คอนโซล...

ก็คล้ายๆ เลย...

“บุญของนายแล้วที่ได้ขับรถหรูราคาที่นายไม่มีวันเอื้อมถึง ทำให้ดีล่ะ ฉันจะนอน”

คณินปรับระดับพนักพิงให้เอนลงไป เขามองท่าทีเงอะงะของไข่โดยไม่แปลกใจอะไรเลย ทั้งยังคิดไปว่าไข่คงกำลังดื่มด่ำอยู่กับตำแหน่งที่นั่งที่สามารถควบคุมให้รถคันนี้ทะยานไปบนท้องถนนด้วยตัวเอง เสมือนได้สิทธิ์เป็นเจ้าของชั่วคราว

“ไข่ขับได้จริงเหรอ คุณณิน?” ไข่ที่ก้มๆ เงยๆ พอได้ยินคณินพูดก็หันไปถามเพื่อความแน่ใจ

“อย่าขับให้มันเป็นเต่าคลาน พรุ่งนี้ฉันยังมีงานการที่ต้องไปทำ นายบอกเองไม่ใช่เหรอ เสียใจได้แต่อย่าปล่อยให้ตัวเองเสียศูนย์ ถ้าฉันพักผ่อนไม่เต็มที่ พรุ่งนี้จะเอาสมองที่ไหนไปทำงานรู้เรื่อง” คณินพูด ขณะกอดอกแล้วหลับตา

“เห็นแก่ที่คุณณินไว้ใจไข่ขนาดนี้...” ไข่ฮึกเหิม สองมือกำพวงมาลัยไว้แน่น อกผ่ายไหล่ผึ่ง หน้าเชิดตามองตรง เข้าเกียร์ไปมั่วๆ แต่โชคเข้าข้าง ดันเข้าเกียร์ถูก เบื้องล่างเท้าเหยียบโดนคันเร่ง

“...” คณินหลับแต่ยังไม่สนิทดี เขารู้สึกว่ารถกำลังกระชากตัวพุ่งออกจากจุดจอดอย่างแรง

“เอาละนะ!” ไข่พูดเสียงดังอย่างฮึกเหิมอีกครั้ง

รถพุ่งตัวไปข้างหน้า ขีดความเร็วทะยานขึ้นเรื่อยๆ

วินาทีนี้คณินเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ ทันทีที่เขาลืมตา เป็นทันทีที่เขา...

“เบรกเดี๋ยวนี้! เบรก! จอดรถ!” คณินตะคอกดังลั่นอย่างตื่นตระหนก

“เบรก!? บะ…เบรกตรงไหน!?” ไขตกใจเสียงคณินที่ตะคอกเขาดังลั่น สั่งให้เขาเบรก เขาเลยลนลานระคนตื่นเต้นทำอะไรไม่ถูก ก้มหน้าลงไปมองหาเบรกใต้เท้าตัวเอง

คณินตกใจจนแทบสติหลุด วินาทีนี้เขาตาสว่าง อาการของคนง่วงนอนหายเป็นปลิดทิ้ง เขาจำไม่ได้ว่าตัวเองสบถหยาบอะไรไปบ้าง ตอนที่เห็นไข่ก้มหน้าลงไปมองด้านล่าง แทนที่จะมองทาง ในวินาทีเดียวกัน ไข่คิดว่าสิ่งที่เขาเห็นน่าจะเป็นเบรกเลยย้ายเท้าไปเหยียบจนมิด

เพราะคณินมองไข่และเพราะไข่พึ่งเงยหน้าขึ้นมา สิ่งที่ไข่เห็นไม่ใช่ถนนลาดยางอีกแล้ว แต่เป็นหลักกิโลเมตรที่รถกำลังพุ่งเข้าไปหา แม้ว่าความเร็วจะลดลง แต่ก็...

ชนเข้ากับหลักกิโลเมตรจนได้

เสียงปะทะดังสนั่น แรงชนไม่ได้มีมากนักเพราะไข่เหยียบเบรกลดความเร็วไปก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ระยะชะลอตัวไม่ได้ บวกกับควบคุมพวงมาลัยหลุดทิศทาง จึงชนเข้ากับหลักกิโลเมตร ข้างในรถถุงลมนิรภัยไม่ทำงาน ทั้งไข่และคณินหน้าค่ำตัวกระแทกเข้ากับคอนโซล ไม่มีใครบาดเจ็บรุนแรง เครื่องยนต์ยังคงทำงานอยู่ ไฟหน้าเสียหายดับไปข้าง อีกข้างกะพริบวูบวาบเสียการควบคุม

“เวรฉิบ! พังบรรลัยหมดแล้ว!”

มันคือประโยคแรกที่คณินมีให้กับเหตุการณ์นี้

“โธ่ คุณณินคนรวยที่แท้จริงไม่พูดแล้วก็โกรธเวลาที่รถราคาถูกๆ เศษเงินแค่สิบล้านจิ๊บๆ ชนหลักกิโลหรอกนะครับ” ไข่แบ่งรับแบ่งสู้

“ยกเว้นคนรวยที่ต้องซ่อมรถในวันเดียวกันสองคันรวดอย่างฉันไว้สักคน! ซวยเหี้ย!”

คณินสบถหยาบหัวร้อนจนต้องยกมือเสยผมบ้าง ลูบหน้าบ้าง

ไข่ได้ทีรีบสำทับอย่างเห็นด้วย

“ก็จริงนะครับ ถ้าไม่ซวยก็ไม่รู้ว่าจะพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไงดี แต่คุณณินไม่ต้องห่วง ไข่รู้จักหมอดูเก่งๆ เอาไว้คุณณินลองไปเช็คดวงหน่อยก็ดี...”

ฟังคนต้นเหตุพูดเจื้อยแจ้วฉอเลาะ ฝ่ายเสียหายตรงๆ อย่างคณินถึงกับถลึงตาวาวโรจน์ เขาจึงแทรกพูดไม่สบอารมณ์อย่างแรง

“ที่ฉันซวยไม่ใช่เพราะดวง!”

ไข่รีบถามอย่างสนใจใคร่รู้

“เอ้า! ไม่ใช่ซวยเพราะดวงแล้วซวยเพราะอะไร?”

เหมือนเจ้าของรถจะรอให้อีกฝ่ายถามอยู่แล้ว พอถูกถามสมใจก็เฉลยให้ทันทีด้วยเสียงกดต่ำคำรามลั่น

“ซวยเพราะนายไง ซวยบรมที่เอานายออกมา!” ชี้นิ้วใส่ เป็นการกล่าวหาที่มีหลักฐานและอยู่ในเวลาเกิดเหตุชัดแจ้ง

“โธ่ คุณณินนะคุณณินพาลโกรธไข่อีก”

คณินทอดเสียงเนิบนาบย้ำชัดทุกถ้อยคำ ถึงความผิดของคนที่เขาคิดผิดที่ยอมให้ติดสอยห้อยตามออกมาด้วย

“นายขับรถของฉันที่พึ่งเปลี่ยนมาใช้ได้ไม่กี่ชั่วโมง ที่ราคาของมันแพงจนนายไม่มีปัญญามีต่อให้ขายความเป็นคนก็เทียบไม่ได้ แล้วมัน...ก็สิ้นค่าชนหลักกิโลกากๆ ข้างทางไปแล้ว!”

“โธ่ คุณ...”

“หุบปาก” คณินชี้หน้ากดเสียงต่ำสั่ง คนที่ขยันโธ่แล้วโธ่อีก

“...” ไข่ยิ้มหน้าเจื่อน ยกสองนิ้วชี้ไขว้เป็นกากบาททับริมฝีปากตัวเอง

“ขับรถไม่เป็นแล้วทำไมไม่แหกปากบอก!?” คณินกระแทกเสียงถาม

“...” ไข่เม้มปากส่ายหน้า

“ฉันถามก็พูดสิวะ! หุบปากทำซากอะไร?” คณินเอื้อมมือไปบีบกระพุ้งแก้มของไข่ด้วยเพราะอารมณ์ร้อน จนปากที่เม้มปิดอยู่เผยออก

ไข่เบี่ยงหน้าพร้อมกับปัดมือคณิน เขาจะได้พุดได้อย่างสะดวก

“คุณณินนี่ยังไง บอกให้ไข่หุบปากไข่ก็หุบปาก พอไข่หุบปากก็ว่าไข่ ไข่งงกับคุณณิน”

“แม่งกวนตีน!”

“ไม่จริง ไข่จะทำแบบนั้นไปทำไม?” ถามหน้าฉงน

“ให้ฉันประสาทเสียแล้วหักคอนายไง ไอ้งั่ง!”

ไข่เกาที่ข้างลำคอ พลางเริ่มการเจรจาด้วยสุ้มเสียงนิ่มนวล ไกล่เกลี่ยและเกลี้ยกล่อมชวนให้คิดคล้อยตามกัน

“คุณณินจะโมโหไข่ก็ไม่ถูกนะ ไข่จะพูดแล้วว่าไข่ขับรถไม่เป็น คุณณินก็ไม่ฟัง จะให้ขับอยู่ได้ พอไข่ถามคุณณินว่าให้ไข่ขับได้จริงเหรอ แล้วคุณณินตอบว่าไง คุณณินเลอะเลือนจนจำไม่ได้แล้วหรือไง ถ้าคุณณินไม่ต้องการแล้วก็ยืนยันเองอีกครั้ง มีหรือที่ไข่จะกล้าขับรถราคาที่ชั่วชีวิตไข่ก็เอื้อมไม่ถึง ไข่เองก็ทุ่มสุดกำลัง ตั้งใจขับให้สมกับที่คุณณินให้โอกาส ยังไงก็...ถือซะว่าประมาทร่วมแล้วกันเนอะ คุณณินเนอะ”

////////////////////////////


[เจ้านิ้วดำ]

แหะๆ แต่งไปแต่งมา คู่นี้ให้บรรยากาศที่เพลินดี ตอนนี้ทั้งตอนเลยมีแต่ณินไข่ ต้องขออภัยคนอ่านที่รอซีนพระนายด้วยเน้อ ตอน 9 เป็นน้ำที่ดำแถมให้ฟรีแล้วกันเด้อเหล่าหล้า 5555 [คนอ่านบอก นังคนแต่งบอกไม่ถึงฝั่งแต่ทำคู่นี้มาให้ซะเต็มตอน ต้องการอะไร๊!] ใจเย็นๆ เด้อ ไม่ถึงฝั่ง ไม่ใช่ไม่มีความสุข แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน หาสถานะมากำกับไม่ได้

ความจริงตอนนี้มันจะต้องมีฉากพระนายปิดท้าย แต่ในไฟล์ต้นฉบับมันยาวมากแล้ว ไม่คิดว่าแค่ณินไข่ออกมากินข้าวจะได้เยอะหน้าขนาดนี้ ยังไงพระนายขอตัดขึ้นตอนหน้าเลยนะคะ 

อ่าาา รู้สึกเรื่องไม่เดินเลย แต่ก็ค่อยเป็นค่อยไป ค่อยดื่มด่ำแล้วกันโน๊ะหล้าโน๊ะ ดำแต่งอืด บรรยายเยอะ อย่าพึ่งเบื่อเด้อ ตอนหน้าจะมาเสิร์ฟพระนายให้เต็มๆแล้วจ้า

**********************

[เจ้านิ้วดำ]

ดำให้ไข่พูดอิ้งได้ แต่ตัวดำเองที่เขียนเขาอีกที โง่อิ้งมาก แต่อยากให้ไข่เก่งอิ้ง วางให้ตัวละครเป็นคนที่ไม่ใช่คนไร้สัญชาติที่ไม่มีความรู้ แต่อีคนแต่งเนี่ยแหละ โง่อิ้ง 5555 ยังไงถ้าดำแต่งรูปประโยคผิด อย่าตลกดำเน้อ สามารถมาแนะนำหรือบอกให้ดำแก้ไขผ่านอินบ็อกเพจได้จ้า 

30% เป็นณินไข่ อยากจะบอกว่าเห็นคนชิป ดำเลยจัดให้ แต่ตอนวางเรื่อง ไม่คิดให้สองคนนี้มาชิปกัน เพราะฉะนั้นเรือณินไข่พายได้ แต่อาจไม่ได้ขึ้นฝั่งจ้า

%หน้ายังเจอณินไข่อีก ส่วนพระนายประจำเรื่องเดี๋ยวมีโผล่จ้า สาจ๋าสาก็คัมแบ็คจ้า อย่ารำสาจ๋า ถ้าไม่มีสาจ๋า อาตรีกับน้องจะไม่ได้ใกล้ชิดห่วงใยกันจ้า


ความคิดเห็น

}