มนต์ระมิงค์

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 11 : .....................(100%)

คำค้น : -

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 23

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.พ. 2562 20:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
11 : .....................(100%)
แบบอักษร

.





(ต่อ)


และก็เป็นอย่างที่คุณอัศวินว่าไว้ไม่มีผิด หลังจากที่ทราบเรื่องราวของดรันทั้งหมดจากปากของตนเอง รุ่งระวีก็มีอาการโวยวายไม่ยอมขึ้นมา ทั้งเรื่องที่ดรันถูกทำร้ายร่างกายและเรื่องหญิงสาวที่ชื่อพะนอขวัญคนนั้น!

"ปรึกษาและตัดสินใจกันเอง แถมจะไปสู่ขอผู้หญิงไรู้มาให้ตารัน มุบมิบทำอะไรกันสองคนลุงและหลาน  มาให้รุ่งรู้ทีหลังสุดนี่ก็ไม่ถูกต้องแล้ว จะให้ยอมรับผู้หญิงคนนั้นมาเป็นหลานสะใภ้ รุ่งจะยอมได้ยังไง"

"อ้อ นายอาชาก็อีกคน! เรื่องความเป็นความตายของตารัน กลับปกปิดไม่ยอมให้ผู้ใหญ่รับรู้ อย่าให้เจอหน้าเชียว จะจัดการเสียให้เข็ด! มิน่าวันสองวันนี่ถึงหลบหน้าหลบตาไป เพราะคิดว่ารุ่งรู้เรื่องนี้เข้าแล้ว ยังไงต้องโดนแน่น่ะสินะ"

"รุ่ง…" คุณอัศวินพยายามเรียกด้วยอาการอ่อนใจ

"ไม่รู้ล่ะค่ะ! เรื่องผู้หญิงของตารัน รุ่งอุตส่าห์หมายตาคุณหญิงรัศมีแขไว้ให้แล้ว จะต้องไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้นแน่ๆ"  

"มีเหตุผลหน่อยสิรุ่ง" คุณอัศวินรีบว่า "เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว อีกอย่างแม่หนูคนนั้นก็ช่วยชีวิตหลานชายของเราเอาไว้ เขาสองคนคงเป็นเนื้อคู่กัน หรือคุณไม่คิดอย่างนี้ เป็นไปได้ยังไงกันเรือลำที่ตารันนอนสลบได้ลอยไปติดท่าน้ำบ้านแม่หนูนั่นจนถูกช่วยชีวิตให้รอดขึ้นมาได้ ดูยังไงเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของโชคชะตานะ แบบนี้ คุณยังไม่ยอมรับอีกหรือ"

"ไม่รู้ค่ะ!" รุ่งระวีปฏิเสธเสียงแข็ง ท่าทีไม่ยอมอ่อนลงแม้แต่น้อย เพราะตนได้คิดมาเสมอว่าเรื่องหลานสะใภ้คนเดียวของที่นี่ ต้องให้ตนจัดการให้เท่านั้น เนื่องจากผู้หญิงคนนี้อีกหน่อยจะต้องมีหน้าเป็นตาเคียงข้างดรันในอนาคต เหมือนตนที่เคียงข้างคุณอัศวินอยู่ในตอนนี้ ไม่ว่าดรันจะหยิบจับทำธุรกิจอะไรจะได้ดูเพียบพร้อมและมีความน่าเชื่อถือไปด้วย

 "รุ่งทำใจไม่ได้หรอกค่ะ  ใครจะไปสู่ขอผู้หญิงคนนั้นให้ตารันก็เชิญไปเลย ต่อให้พาเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ รุ่งจะไม่รับรู้อีกด้วย!"

คุณอัศวินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ว่าอีก  "ตามใจก็แล้วกัน แต่คุณก็คิดดูแล้วกันนะว่าตารันจะรู้สึกเสียใจขนาดไหน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญในชีวิตของเขา เขาก็อยากให้เราทั้งสองอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาแทนคุณพ่อคุณแม่ตัวจริง นี่คือความรู้สึกของตารันหลานชายคนเดียวของคุณแท้ ๆ คุณกลับละทิ้งไม่ใส่ใจ  แล้วอย่ามาเสียใจภายหลังล่ะ!" 

ว่าพลางหยิบสูทที่วางอยู่บนเตียงขึ้นมาพาดลงแขนข้างหนึ่ง ก่อนจะออกจากห้องก็มองภรรยาผู้แสนแง่งอนพร้อมกับส่ายหน้า "อ้อ แล้วเรื่องที่คุณจะไม่รับแม่หนูขวัญเป็นหลานสะใภ้ก็ไม่เป็นไร ผมไม่ได้บังคับ เพราะผมจะรับของผมเอง!"  จากนั้นก็เดินไปเปิดประตูห้องจนปิดลงจนเกิดเสียงดังพอที่จะทำให้รุ่งระวีสะดุ้งขึ้นมาได้

ปัง!

รุ่งระวีแสดงอาการฮึดฮัด … แต่คำพูดของสามีก็ทำให้ตนเริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาทีละน้อย...


.

ตั้งแต่นายใบ้กลับไปแล้ว พะนอขวัญก็ถูกมารดาบังคับให้กลับขึ้นมาอยู่ที่บ้านหลังใหญ่ โดยอ้างว่า จะได้ดูแลอย่างสะดวก แต่ความจริงก็คือ เพื่อจับหล่อนขังไว้ไม่ให้หนีไปไหนนั่นเอง ขนาดป้าช้อยและลุงชดที่กลับจากโรงพยาบาลแล้วขอขึ้นมาพบหล่อน มารดาหล่อยยังสั่งห้ามคนใช้ที่นี่เอาไว้ไม่คนทั้งคู่ขึ้นมาพบหล่อนได้  

หญิงสาวนั่งอยู่บนเตียงนอนพร้อมกับมองออกไปทางหน้าต่างที่ติดเหล็กดัดเอาไว้ เวลาได้ผ่านไปแล้วหนึ่งวัน ดังนั้นจึงเหลือเวลาอีกสองวัน จึงทำให้กำลังใจของหล่อนยังดีอยู่ 

ตอนนี้ชีวิตประสบเหตุหน้าสิ่วหน้าขวาน หมดสิ้นความหวังกำลังใจ ใบหน้าบุรุษหนึ่งเดียวที่ผุดพรายขึ้นมาเพื่อให้หล่อนรู้สึกว่ายังมีหวังต่อไปกลับไม่ใช่ใบหน้าของบิดาผู้ล่วงลับอีกแล้ว แต่กลายเป็นใบหน้าของบุรุษคนนั้น *นายใบ้ ...*เขาได้กลายมา เป็นความหวังครั้งใหม่ของชีวิตของหล่อนแล้ว

แม้เห็นหนทางจะมีเพียงแสงสว่างอันริบหรี่ส่องนำทางเท่านั้น ทว่า พะนอขวัญกลับเปี่ยมไปด้วยความหวังอยู่ลึก ๆ ว่าเขาคนนั้นจะต้องกลับมาเพื่อพาหล่อนออกไปจากที่นี่จนได้ ซึ่งหล่อนก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงได้เชื่อมั่นเขาถึงขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแทบเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำกับเงินจำนวนห้าแสนบาทพร้อมเถ้าแก่ที่จะมาสู่ขอหล่อนตามที่มารดาหล่อนได้ระบุคุณสมบัติเอาไว้เช่นนั้นอีก

พะนอขวัญบีบมือตัวเองเบา ๆ อยู่ตลอดเวลา อาจจะเป็นเพราะฝ่ามือหนาทั้งสองของเขาที่จับแล้วบีบมือหล่อนเพื่อถ่ายทอดกำลังใจ พร้อมกับ


สายตาอันอบอุ่นที่ทอดมองประหนึ่งคำสัญญาที่ยืนยันว่าให้หล่อนรอเขาอยู่ที่นี่... ใช่ สายตาและสัมผัสของฝ่ามือนั่น ทำให้หล่อนอบอุ่น และเป็นสุขอยู่ในใจลึก ๆ 

เสียงประตูที่เปิดออกเบา ๆ แต่ก็ปิดลงอย่างแรงในเวลาติด ๆ กัน จากนั้นก็เกิดเสียงฝีเท้าใครคนหนึ่งเดินมาหยุดใกล้ ๆ ตัว ทำให้พะนอขวัญหันกลับไปทันที เป็นพี่สาวของหล่อนนั่นเอง ครั้นมาถึงก็ออกคำสั่งทันทีว่า

"เริ่มเก็บเสื้อผ้าได้แล้ว แม่บอกให้หล่อนเตรียมตัว!"

"จะไปไหนคะ  หรือ...นายใบ้กลับมา!" หล่อนถามดวงตาเป็นประกายจ้าขึ้น แต่...

"จะบ้าเรอะ!" สกาวใจตอบพลางกลั้วหัวเราะร่วน "ทำไมหล่อนถึงได้โง่เง่าเชื่ออะไรอย่างนี้ น้ำหน้าอย่างมันน่ะนะ จะมีปัญญาทำเรื่องแบบนั้นได้  คุณแม่ก็แค่หลอกให้มันดีใจเล่นหรอกน่า ป่านนี้มันคงหนีไปไกลแล้ว  โง่...อย่างนี้ไม่แปลกใจหรอกที่หล่อนอาจจะไม่ใช่น้องสาวของฉันจริง ๆ"

พะนอขวัญเม้มปากแน่นที่ถูกว่าอย่างเจ็บ ๆ  แต่ตอนนี้หล่อนไม่ได้เจ็บใจที่ถูกต่อว่า หล่อนตกใจมากกว่าเพราะ "แล้วจะให้ขวัญเก็บเสื้อผ้าไปอยู่ไหน!"

"เสี่ยย้งกลับมาแล้ว เขาโทรมาบอกว่าวันนี้ได้ส่งลูกน้องมารับ ประเดี๋ยวเดียวก็จะมาถึง หล่อนน่ะจงรีบเก็บข้าวของรอซะ!"

พะนอขวัญรีบค้าน "ยังไม่ครบกำหนดที่แม่ตกลงกับนายใบ้เลยนะ..." 

"โง่จริง! ก็ฉันบอกไปเมื่อกี้แล้วว่าคนอย่างมันไม่มีปัญญาทำตามที่แม่บอกหรอก ทำไมถึงได้เชื่อเรื่องเหลวไหลเป็นตุเป็นตะ! เก็บเสื้อผ้าข้าวของซะ เพราะพอพวกนั้นมาถึงหล่อนก็จึงรีบขึ้นรถไปเลย ไม่ต้องเสียเวลาอยู่ที่นี่อีก อ้อ... ได้เป็นเมียเสี่ยย้งเจ้าของโรงสีใหญ่โต หึ!คงไม่ทำให้หล่อนรู้สึกน้อยหน้ากว่าเมียเจ้าของร้านทองหรอก...ว่ามั้ย" 

สกาวใจจงใจพูดกระทบไปถึงเรื่องทรงยศ หญิงสาวยังหมางใจกับน้องสาวด้วยเรื่องผู้ชายคนนี้อยู่ "… หล่อนจะได้เป็นคุณนายที่ห้า ไม่สิ เมียอีกคนของเสี่ยยั้งก็เพิ่งกระโดดน้ำตายไปหมาด ๆ หล่อนก็ต้องเลื่อนขึ้นเป็นคุณนายที่สี่สินะ หึ ๆ ๆ ๆ" ว่าพลางหัวเราะร่วนอีก ก่อนจะตวัดมือมาจับแขนข้างหนึ่งของพะนอขวัญขึ้นมาบีบแน่น  แล้วบอกอีก "อย่าได้ชิงผูกตายไปหนีซะก่อนล่ะ...มันบาป!"

แล้วก็สลัดแขนข้างนั้นของน้องสาวออกจากมือ จากนั้นเดินตรงไปกระชากประตูห้องพลางปิดมันลงอย่างแรง!

ทิ้งให้พะนอขวัญยืนสั่นเทาด้วยเริ่มหวาดกลัวที่จะต้องไปเป็นเมียอีกคนของเสี่ยย้งแล้วในวันนี้ เพราะคนของเสี่ยย้งได้เดินทางมารับหล่อนแล้ว ส่วนนายใบ้ล่ะ... ตอนนี้เขากำลังทำอะไรอยู่!


​นางช้อยกำลังเดินออกมาจากบ้านหลังสีขาวด้วยท่าทางหงอยเหงา เพราะผิดหวัง  

"คุณรำพึงไม่ยอมให้ข้าเข้าพบคุณขวัญเธอเลย" นางช้อยเอ่ยกับนายชดที่กำลังใช้มือกุมตรงท้องเพราะยังเจ็บตรงแผลผ่าตัดอยู่ แต่ก็ยังฝืนลุกขึ้นมา เพื่อหวังจะได้มาส่งคุณขวัญของพวกตนขึ้นรถ

"ข้าสิ้นหวังแล้วนะตาแก่ คุณขวัญจะต้องจากพวกเราไปอยู่ไกลถึงสุพรรณบุรีแล้ว"

"ไม่ ไม่สิ นายใบ้ นายใบ้ต้องมาช่วย!"

นางช้อยมองอีกฝ่ายด้วยสายตาประหลาด แล้วต่อว่าทันที "บ้า! คิดอะไรอย่างกับคนบ้านะแก คนอย่างไอ้ใบ้มันจะเอาปัญญาที่ไหนมาช่วยคุณขวัญได้ มันก็แค่รับปากคุณขวัญเพราะจะได้ไม่ต้องรู้สึกเสียหน้าต่อหน้าคนอื่นเท่านั้น ป่านนี้...,มันคงหนีหัวซุกหัวซุนไปแล้ว อีกอย่างข้าไม่ได้อยากให้คุณขวัญไปอยู่กับนายใบ้หรอก ขืนไป ก็กัดก้อนเกลือกินเท่านั้นน่ะสิ!"

"หรือแกอยากจะให้คุณขวัญไปเป็นเมียน้อยเสี่ยย้ง หึ?"

"แต่ทางนั้นก็มีเงินทองมากกว่าไม่ใช่รึ" นางช้อยว่าอีก 

"โธ่โว้ย!"  นายชดเผลอสบถแรง ๆ อย่างเจ็บใจ แล้วทรุดลงนั่งเพราะรู้สึกเจ็บตึงตรงแผลขึ้นมาอีก

 "ตาแก่! แกเจ็บแผลใช้มั้ย ข้าบอกแล้วว่าอย่าลุกขึ้นมา!"

ขณะที่นางช้อยกำลังก้มไปช่วยประคองตัวอีกคนให้ลุกขึ้น เวลานั้นก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของรถคันหนึ่งที่แล่นเข้ามาจอดตรงหน้าไม่ห่างออกไป

รถยนต์คันทรงเพรียวสีเขียวขี้ม้าที่มีให้เห็นไม่กี่คันในกรุงเทพฯ ทำให้ทั้งสองมองรถคันดังกล่าวเป็นตาเดียว เพราะไม่ค่อยเห็นรถหรูลักษณะแบบนี้มาก่อนเนื่องจากในกรุงเทพฯมีใช้อย่างนับคันได้เท่านั้น  แล้วประตูรถคันดังกล่าวก็ค่อย ๆ เปิดออก โดยมีร่างสูงร่างหนึ่งกำลังก้าวลงมา พร้อมกับชายหนุ่มที่นางช้อยและนายชดไม่คุ้นหน้าอีกคน

ชายหนุ่มคนนั้นได้ปิดประตูรถลง เขาอยู่ในชุดสูทสีน้ำตาลดูโก้หรู ใบหน้าถูกปิดบังด้วยแว่นตากันแดดสีดำอันใหญ่ 

เวลาเดียวกันก็มีรถคันใหญ่เป็นมันเงาวับอีกสี่คันขับเข้ามาจอดลดหลั่นกับรถยนต์คันแรกไป  จากนั้นก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดซาฟารีดำรีบลงจากรถเพื่อมาเปิดประตูรถให้ผู้ที่นั่งอยู่เบาะหลังได้ลงมาจากรถอย่างสะดวกสบายขึ้น 

ตอนนี้ทุกคนที่นางช้อยและนายชดเห็นตรงหน้า ล้วนแต่แต่งกายภูมิฐานและมีท่าทางน่าเกรงขามกันทั้งสิ้น

ส่วนชายหนุ่มในชุดสูทสีน้ำตาลที่มาถึงเป็นคนแรก เขาได้ปลดแว่นตากันแดดออกจากใบหน้าช้า ๆ แล้วทำทีมองขึ้นไปยังชั้นสองของบ้านหลังใหญ่เล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับมามองผู้สูงวัยทั้งตรงหน้า ไม่ลืมที่จะมอบรอยยิ้มอันนุ่มนวลตรงมุมปากให้อีกด้วย 

คนแก่ทั้งสองจึงได้เห็นใบหน้าของชายผู้ชายคนนี้อย่างชัดเจนว่าเป็นใคร ... นางช้อยและนายชดถึงกลับอุทานหูตาเหลือกลานเพราะตกใจทันที

"อ่ะ...ไอ้ใบ้!  ไอ้ใบ้!!!"

.

   ร้ายกว่ารำพึง,สกาวใจ,สุรทินมัดรวมกันก็ไรต์คนนี้แหละค่ะะะะะะ …

ดูจากการตัดจบแต่ละครั้งดั้ย!

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น