kimchan108

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ซูลี่ที่ 5 - พบปะอดีตคู่หมั้น

ชื่อตอน : ซูลี่ที่ 5 - พบปะอดีตคู่หมั้น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ต.ค. 2561 22:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ซูลี่ที่ 5 - พบปะอดีตคู่หมั้น
แบบอักษร

อี่หลิวเอ่ยประโยคปริศนาจบนางก็ได้แต่เก็บความสงสับไว้ในใจเมื่อฟางฟางที่ตาบวมแดงเดินเข้ามาประคองตัวเธอให้ขึ้นไปบนนั่งบนรถม้า ส่วนตัวเธอก็ต้องไปนั่งหน้ารถม้าซึ่งเป็นที่สำหรับบ่าวใช้แทน เมื่อข้าขึ้นมานั่งเรียบร้อยรถม้าก็เคลื่อนตัวจากเรือนของข้ามุ่งสู่เรือนใหญ่

ความโคลงเคลงของรถม้าไม่ได้ทำให้ข้ารู้สึกไม่สบายตัวแม้แต่น้อยเพราะเบาะรองนั่งที่ข้านั่งอยู่ด้านในด้วยฝ้ายชั้นดีด้านนอกก็ถูกถักทอด้วยขนแกะ ตามฐานะองครักษ์ที่เปรียบเหมือนมือขวาของฮ่องเต้ตั้งแต่สมัยพระองค์ยังทรงเป็นเพียงองค์รัชทายาท แม้ตอนนี้จะเกษียณอายุตัวเองออกมาใช้ชีวิตเปรียบเหมือนคนธรรมดาอยู่ที่จวนแต่ก็ต้องเข้าออกวังไม่ต่ำกว่าเดือนละห้าครั้งเพื่อไปพบปะพูดคุยกับองค์ฮ่องเต้เรื่องงานบ้านงานเมือง

แม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่เฉกเช่นตำแหน่งแม่ทัพหรือคุณนาง

แต่รางวัลของการทำงานและช่วยเหลือชีวิตพระองค์มานับครั้งไม่ถ้วนก็ทำให้ร่ำรวยได้มากโข ไม่นับพี่ชายของซูลี่อีกสามคนที่ฉลาดจนได้รับความไว้วางใจ พี่ชายคนโตอายุยี่สิบแปดก็มีหน้าที่การงานเป็นเสนาบดีกรมคลังดูแลเงินของแผ่นดิน พี่ชายคนรองอายุยี่สิบห้าก็มีหน้าที่เป็นทูตคอยเชื่อมสัมพันธ์ตามแคว้นต่างๆ พี่ชายคนที่สามอายุเพียงยี่สิบหนาวก็ได้เป็นองครักษ์ให้กับองค์รัชทายาทตามรอยของผู้เป็นบิดา และมารดาของนางก็เป็นเพื่อนสนิดกับฮองเฮา

ส่วนนาง…

มิได้ทำการทำงานอันใด คิดได้แบบนี้แล้วก็เซ็งในความล้าหลังของโลกใบนี้สตรีต้องเขียนพู่กันนู่นต้องเย็บปักถักร้อยนี้ พออายุถึงวัยออกเรือนก็ดูแลจวนให้สามี เงินก้อนมิเคยมีเป็นของตัวเองอย่างแม้จริงล้วนเป็นผู้อื่นหามาให้ทั้งสิ้น

แต่ไม่เป็นไรหนาข้าผู้นี้มิใช่ซูลี่ตัวจริงเสียหน่อยเรื่องอันใดจะยอมนอนงอมืองอเท้ารอออกเรือนกับบุรุษอยู่เพียงในเรือนกันเล่า ถึงตัวข้าจะเย็บปักถักร้อย ร่ายรำ เขียนพู่กัน วาดรูป หรือแม้กระทั่งปรุงอาหารได้เลิศรสเฉกเช่นสตรีที่นี้จะมีก็จริง แต่จะให้ข้าไปใช้ลมปราณจับดาบไปตีหัวใครเก่งกล้าสามารถปานนั้นคงเป็นหน่วยรบกลับชาติมาเกิด เรื่องการต่อสู้ข้าคงเรียนเพียงเพื่อให้เอาตัวรอดเท่านั้น แต่ที่จะทำเป็นกิจกรรมหลักและคาดว่าข้าคงจะได้กำไรจากธุรกิจนี้อยู่มากโข   การทำสุรา ข้าจะพลิกวิถีชีวิตการดื่มสุราของพวกเขาให้มีรสชาติมากขึ้น

แต่คงต้องหลังจากนี้อีกนานเพราะข้าเกรงว่าจะต้องมีการเตรียมตัวและค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงซึ่งตัวข้าในตอนนี้ยังไม่มีทุนในการสร้างโรงเหล้าขึ้นมา จะให้นางเดินไปขอกับท่านพ่อหรือท่านพี่พวกเขาคงได้สอบสวนเธอเป็นการใหญ่ ซึ่งนางไม่ต้องการให้ผู้ใดรู้ว่าจะเปิดโรงเหล้า

เงินของนางจะเก็บสะสมไว้สักวันจะหอบเงินหนีไปท่องยุทธจักรแน่นอน

การเดินทางจากเรือนของนางมาถึงเรือนใหญ่ใช่เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ ทันทีที่ข้าก้าวเท้าลงจากรถม้าโดยมีฟางฟางประคองสายตาไม่ชอบพอใจจากบ่าวหลายคนบริเวณนี้ก็มองมาอย่างไม่ปิด ยังดีที่พอสงบปากสงบคำไว้บ้างมิได้นินทาอย่างโจ่งแจ้ง

ลี่ซือและอี่หลิวจูงม้าไปเก็บทันทีที่ข้าถึงที่หมาย

“คุณหนูขอรับคุณท่านและแขกรออยู่ที่ห้องรับประทานอาหารเรียบร้อยแล้ว”พ่อบ้านใหญ่เดินเข้ามารายงานเธอ

“ข้าทราบแล้ว”

“ฟางฟางเจ้าไปกินข้าวกับลี่ซือเถอะไม่ต้องตามข้ามา”เมื่อข้ารับคำจากพ่อบ้านใหญ่เรียบร้อยก็หันไปบอกฟางฟาง นางโน้มตัวลาข้าก่อนจะเดินไปทางเดียวกับลี่ซือและอี่หลิว ข้าจึงเดินตามพ่อบ้านใหญ่ที่เดินนำไปยั้งห้องอาหาร

“ท่านพ่อบ้านใหญ่”

“ขอรับ”

“ที่ห้องอาหารมีใครอยู่บ้างหรือ”

“มีคุณท่าน คุณชายใหญ่ คุณชายรอง คุณชายสาม คุณชายหลิว แม่นางหลิว และ…เหล่าสี่มังกรขอรับ ส่วนนายหญิงงดอาหารเช้า”พ่อบ้านใหญ่ตอบกลับมาทันทีที่ข้าถาม พ่อบ้านใหญ่ของตระกูลมี่เป็นประเภทพูดน้อยแต่ทำหน้าที่ทุกอย่างในบ้าน เพราะอาหารทุกมื้อพ่อบ้านใหญ่จะเป็นผู้ไปจ่ายตลาดกับร้านค้าตระกูลหลิวคัดสรรวัตถุดิบอย่างดีและลงมือทำเองทั้งหมดโดยไม่มีผู้ช่วยสักคนเพื่อป้องกันการวางยาในอาหาร เขาถูกคัดเลือกจากบททดสอบสุดมหาหินของบิดาและมารดาของข้าช่วยกันคิดเป็นที่หนึ่งในสองร้อยคนแทนคนเก่าที่ออกไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ

ถึงจะบอกว่าเป็นพ่อบ้านใหญ่แต่เขายังหนุ่มยังแน่นวันสามสิบหนาวเท่านั้น เขาหล่อเหลาแต่นิ่งเรียบดูเย็นชาเหมือน.. เอ่อ เหมือนกับว่าไร้หัวใจ และยังไม่ได้แต่งสตรีใดเป็นภรรยาท่านพ่อก็เคยถามไถ่เขาอยู่หลายครั้งแต่เขาก็เอ่ยปฏิเสธเสียทุกรอบ ข้าว่าเขาคงมิอยากมีห่วงให้ตัวเองสำหรับเขาการปกป้องดูแลตระกูลมี่คงสำคัญกว่ามาก หากแต่ข้าคิดว่าในอนาคตสตรีสักนางคงทำให้พ่อบ้านใหญ่หยุดบ้างานได้เสียที

“นายท่านคุณหนูมาแล้วข้าขออนุญาตไปนำอาหารมาให้นะขอรับ” เมื่อข้าถึงห้องอาหารพ่อบ้านใหญ่ก็เอ่ยพูดเสียงเรียบเลือนบานประตูเปิดและเดินออกไปเสียงพูดคุยภายในเงียบลงทันทีบิดาของข้าอยู่หัวโต๊ะขาดเพียงมารดา เหล่าพี่ชายที่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาทางฝั่งซ้ายเรียงตั้งแต่พี่ใหญ่ที่นั่งติดกับท่านพ่อถัดไปคือfรองและพี่สามข้าจึงเดินไปนั่งถัดจากพี่สาม ฝั่งตรงข้ามของข้าที่เป็นฝั่งขวาของบิดามีสี่มังกรนั่งเรียงกันอยู่ติดพ่อของข้าคือ มู่ เฟิ่งหลง ถัดมาก็เป็น อู๋ เสวี่ยหลง , จาง จินหลง และจบท้ายด้วย หนิง หยางหลงที่นั่งตรงกับข้า

ถัดจากหยางหลงก็เป็นคุณหนูหลิวที่วันนี้แต่งตัวออกจะ… เกินหน้าเกินตาไปเสียหน่อยกระมั้ง นางผัดแป้งไม่สิต้องเรียกว่าผอกหน้าด้วยแป้งที่ขาวโพลน ปากและแก้มของนางปัดด้วยโทนสีเดียวกันคือแดงสด จุดที่ดูดีบนใบหน้าของนางคือคิ้วที่ถูกเขียนตามรูปจริง ดูรวมๆแล้วละครลิงก็ไม่ปานหากใบหน้าของนางไม่ได้ดูสวยอยู่มากแม้จะน้อยกว่าข้าแต่งเยี่ยงนี้ออกมาคงอัปลักษ์ ชุดที่นางใส่มาวันนี้เป็นสีแดงสดลายดอกเหมยกุ้ยสีขาวมีและผ้าคาดเอวสีขาว จุดที่ดูน่าขบขันที่สุดคงเป็นผมของนางที่ตีกระบังปักปิ่นผมสีแดงจำนวนสามอัน ช่างพยายามในการแต่งกายให้เข้าคู่กับหยางหลงที่ใส่อาภรณ์สีแดงเช่นเดียวกันยิ่งนัก

และข้างกันเป็นคุณชายหลิวที่ยังคงใส่อาภรณ์ชุดเดิมกับเมื่อเช้าอยู่

“วันนี้ข้านำยาและสมุนไพรอีกหลายห่อมาฝากเป็นของเยี่ยมคุณหนูมี่แทนบิดาขอรับ”เขาที่เห็นข้ามองอยู่ก็รีบหลบตาแล้วเอ่ยปากสนทนากับบิดาของข้าด้านหลังมีบ่าวยกของมาให้คุณชายหลิว

“เอามาฝากซูเอ๋อร์เจ้าก็บอกนางสิจะมาบอกข้าทำไม”

“อะ..เอ่อ”

“นั้นสิเจ้าเอาของมาให้น้องข้าแล้วทำไมไม่บอกกับนางเล่าจะหันหน้าไปคุยกับพ่อข้าด้วยเหตุใด”พี่ชายรอง มี่  ซูเจิน ของข้าเอ่ยขึ้นพร้อมกับจิบน้ำชาในมือคำพูดคำจาเหมือนจะติดประชดคุณชายหลิว

“นั้นสิเจ้าคะท่านพี่ทำไมไม่บอกกับนางเองละตัวนางก็นั่งอยู่ตรงนี้หรือว่ามองมิเห็นนาง”แม่นางอี้เหวินตวัดสายตามามองข้าด้วยประกายตาที่ดูจะเปิดศึก

แหม่ จะบอกว่าข้าก็นั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้แต่จืดจางจนมองมิเห็นใช่หรือไม่? ก็ใครจะไปแต่งหน้าหนาได้เท่านางอีกเล่าข้ายังมิทันตอบอะไรกลับไปพี่สาม มี่ ซูจิ้ง ที่นั่งอยู่ข้างกันก็ตอบสวนนางไปแทนข้า

“คุณชายหลิวคงเขินอายที่จะคุยกับน้องของข้าวันนี้นางสวยพิเศษกว่าสตรีบางนางที่ข้าพบในวันนี้ยิ่งนักใช่หรือไม่แม่นางหลิว”

“……”

อยากจะลุกขึ้นปรบมือกับประโยคเหน็บแนมของพี่สามเสียจริงเหมือนจะชมข้าแต่แขวะแม่นางหลิว ก็ช่วยไม่ได้หนาพี่ชายของข้าพวกเขาห่วงน้องยิ่งนักหากไม่ใช่เพราะว่าซูลี่ทำตัวเองโง่งมเล็งเห็นว่าครอบครัวนางดีเพียงนี้ตั้งแต่แรกพวกหนอนเน่าเสียคงไม่ทำร้ายนางจนสภาพร่างกายแย่มากถึงเพียงนี้

“พี่สามปากหวานเสียจริง”ข้าที่เห็นประกายอารมณ์ในดวงตาของแม่นางหลิวรีบหันไปเอ่ยชมพี่สามไม่ให้เกิดการวงแตกก่อนจะได้รับประทานอาหารเช้า

“อาหารมาถึงแล้วขอรับเราทานอาหารกันดีกว่า”เป็นหยางหลงที่เอ่ยขึ้นมาหลังจากเห็นว่าสตรีที่ตนกำลังดูใจอยู่นั้นเริ่มหาเรื่องเดือดร้อนพอเหมาะพอเจาะกับที่พ่อบ้านใหญ่นำขบวนบ่าวที่ยกอาหารมา ข้าเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาแล้วกระตุกยิ้มมุมปาก

สตรีของท่านหาเรื่องก่อนหนา

อาหารทุกอย่างล้วนเป็นอาหารเพื่อสุขภาพเสียส่วนใหญ่พ่อบ้านใหญ่คงตั้งใจทำเพื่อบำรุงร่างกายของข้า นางลองคีบเนื้อหมูตุ๋นสมุนไพรเข้าปากก็พบว่ารสดี อาหารอย่างอื่นก็อร่อยเยี่ยมจนมิเชื่อว่าเป็นส่วนประกอบของสมุนไพร เห็นดังนั้นข้าจึงอาศัยจังหวะที่ทุกคนก้มหน้าก้มตาทานอาหารเงยหน้าขึ้นไปสบกับเขาแล้วอ้าปากพูดไม่มีเสียงเป็นคำว่า ‘ขอบคุณนะ’ ให้เขาที่นั่งอยู่เงียบๆบริเวณมุมห้อง เหมือนเขาจะเข้าใจในสิ่งที่ข้าพยายามจะสื่อจึงโน้มตัวรับคำขอบคุณ

“แม่นางมี่ทานหมูตุ๋นได้แล้วหรือ”เฟิ่งหลงที่สังเกตุข้าอยู่ถามขึ้น

“สุขภาพข้าดีขึ้นมามากแล้วคงเป็นเพราะได้ยาดีกำจัดพวกสารพิษที่ค้างคามาหลายปีไปเสียที”ข้าเอ่ยตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มที่เย็นเยือก พูดถึงเพียงนี้สมองที่เบาหวิวนั้นคงรับรู้ได้กระมั้งว่าสิ่งใดคือสารพิษ

“แล้วเรื่องที่เจ้าพูดก่อนหน้านี้มันเป็นมาอย่างไรนะเสวี่ยหลง”ท่านพ่อที่เห็นบรรยากาศเริ่มไม่ดีจึงพูดเปลี่ยนเรื่องชวนสี่มังกรคุย ข้าจึงหันกลับมาคีบอาหารรับประทานอย่างเชื่องช้าเช่นเดิมไม่สนใจพวกเขาอีกมีบ้างที่เงยหน้าขึ้นไปตอบบทสนทนาบ้างข้าเพียงรับฟังไว้เพื่อเป็นประโยชน์ในอนาคตเท่านั้น การรับประทานอาหารโดยทั่วไปจะราวสองเค่อเพราะครอบครัวของนางเป็นบุรุษเสียส่วนใหญ่ และรับราชการในตำแหน่งที่มีความสอดคล้องกันจึงใช้เวลาในช่วงเช้าที่ยังพอมีโอกาสก่อนออกไปปฏิบัติหน้าที่ในการปรึกษาหาลือกัน จะมีเพียงก็แต่พี่ชายสามที่มิค่อยได้กลับบ้านเท่าไหร่นักด้วยตำแหน่งขององครักษ์ในองค์รัชทายาทที่ต้องทำหน้าที่ตลอดทั้งวันหากวันใดที่จะได้พักก็คือถูกบังคับโดยรัชทายาทเอง

ตระกูลมี่บ้างานทุกคนไม่เว้นแม้กระทั่งมารดาที่เป็นสตรียังเปิดร้านอาภรณ์วุ่นวายกับการดูแลบัญชีทุกวัน

บทสนทนานี้มีแต่เสียงพูดคุยระหว่างพี่สาม สี่มังกร และท่านพ่อเท่านั้นเนื่องจากทั้งหกมีหน้าที่การเกี่ยวกับเรื่องคอขาดบาดตายเสียส่วนใหญ่มีบางที่จะถามความคิดเห็นของพี่ใหญ่หรือพี่รอง คุณหนูหลิวก็นั่งเงียบๆไม่พูดไม่จาแต่ทว่าตักอาหารเอาอกเอาใจหยางหลงออกนอกหน้านางแถมนางยังตักขิงที่หยางหลงไม่ชอบใส่ลงไปในถ้วยของเขาด้วย ข้าอยากหัวเราะยิ่งนักเวลาคนผู้นี้กินขิงทีไรปากจะพองแดงเจ่อไปอยู่หลายวัน ความลับที่เขาแพ้ขิงมีเพียงคนสนิทใกล้ตัวที่สังเกตดีเท่านั้นจึงจะรู้ว่าเขาไม่รับประทาน

แล้วสตรีที่คบหาดูใจกันมิรู้หรอกหรือ

ข้าจดจ้องมองหยางหลงที่คีบขิงเข้าปากเคี้ยวอย่างไม่ทุกข์ร้อนก็ขมวดคิ้วงงงวย หากเป็นยามปกติคนผู้นี้ต้องโวยวายว่าเผ็ดนู่นนี่แล้วจิบน้ำชาเข้าปากเสียยกใหญ่ทันทีที่มันเข้าปากมิใช่หรือ?

ข้าที่งงงวยหันไปยั้งคุณชายหลิวที่ขมวดคิ้วคล้ายไม่เข้าใจเช่นเดียวกับข้า เมื่อเขาหันมาสบตากับข้านางจึงป่องปากพูดแบบไร้เสียงให้เขาอ่านปาก

‘มิใช่เขาแพ้ขิงหรอกหรือ’

เขาไม่ตอบข้าเพียงพยักหน้าก็เป็นอันเข้าใจ คุณชายหลิวเป็นแพทย์อัจฉริยะที่รับรักษาตั้งแต่คนยากจนไปถึงราชวงษ์แต่เป็นส่วนน้อยที่จะได้รักษาคนในวังหลวงเพราะวังหลวงก็มีแพทย์มากมาย และก็เป็นเขาผู้นี้ที่ทำยาแก้แพ้ให้กับหยางหลงยามที่เผลอรับประทานขิงเข้าไปอย่างไม่ตั้งใจ

แม้กระทั่งคุณชายหลิวยังเคยกล่าวเสียด้วยซ้ำว่าอาการของหยางหลงมิมีวันหายทำได้เพียงระมัดระวังไม่ให้รับประทานเข้าไปและดื่มยาเพื่อรักษาอาการเท่านั้น

แล้วเรื่องเช่นนี้เหตุใดคุณหนูหลิวจะไม่รู้กัน

“คุณหนูมี่มิทราบว่าใบหน้าของหยางหลงมีสิ่งใดเปื้อนอยู่หรือ”แม่นางหลิวทักข้าขึ้นเมื่อจับได้ว่านางแอบมองใบหน้าของหยางหลง ข้าลอบมองผู้อื่นก็พบว่ามีเพียงพี่สามและคุณชายหลิวเท่านั้นที่สนอกสนใจในบทสนทนาของข้ากับนาง

“มิมีสิ่งใดเปื้อนอยู่เลยต่างหากข้าจึงมอง ใบหน้าของเขาสะอาดเกรี้ยงเกรายิ่งนักราวกับสตรี”ข้าแย้มยิ้มตอบนางไป เป็นเรื่องจริงที่ในสี่มังกร หนิง หยางหลง มีใบหน้าสวยเยี่ยงสตรีมากที่สุดผิดแปลกจากผู้อื่นที่ใบหน้าดูหล่อเหลาแม้รูปร่างจะใหญ่โตเช่นบุรุษก็ตาม

“ขอบใจแม่นางมี่ที่เอ่ยชมข้า”หยางหลงที่ได้ยินข้าเอ่ชมยกจอกชาดื่มขอบคุณ ข้าจึงยกจอกชาขึ้นดื่มหนึ่งจอกเพื่อรับคำขอบคุณจากเขาแล้วเอ่ยตอบ

“มิเป็นไรเป็นเรื่องตามมารยาทที่เจ้าบ้านพึงมี”

“คุณหนูมี่เองก็ใบหน้าสดใสเกรี้ยงเกรายิ่งนัก มิทราบว่าใช้สิ่งใดบำรุงหรือ”

“ข้าอยู่แต่เพียงในเรือนมิไปยุ่งเกี่ยวกับฝุ่นละอองสกปรกด้านนอกเท่านั้นคุณหนูหลิว”เมื่อนางถามมาข้าจึงตอบไปอย่างจริงใจ

“เป็นเยี่ยงนี้นี่เองสตรีใดมีสองหน้าก็ต้องทำให้หน้าใดหน้าหนึ่งงาม”ช่างน่านับถืออาศัยช่วงที่ผู้อื่นไม่สนใจเอ่ยประโยคแขวะข้าด้วยร้อยยิ้ม

เคร้ง!

“ขออภัยขอรับ”พี่สามที่แอบฟังบทสนทนาของสตรี เผลอปัดแก้วชาจนหกเสียงดังพ่อบ้านใหญ่จึงเอาแก้วใหม่มาเปลี่ยนให้เขาเหมือนกำลังจะอ้าปากพูดอะไรกับแม่นางหลิวข้าจึงลูบขาของเขาใต้โต๊ะจนพี่สามหันขวับ และกระซิบเสียงเบา“ข้าจัดการเองได้พี่สาม”

“สตรีทุกนางเป็นเช่นนั้นคุณหนูหลิวในจวนกับนอกจวนเราปฏิบัติตัวต่างกัน” ข้าแย้มยิ้มสวยสดงดงามทว่าแฝงไปด้วยยาพิษในประโยคถัดไป “มิเหมือนสตรีบ้างนางที่มีสองหน้ามิพอยังมีหน้าสามหน้าสี่แต่ก็มิมีหน้าไหนสวยเลยช่างน่าสงสารและเวทนายิ่งนัก”

พี่ชายสามของข้ากระตุกยิ้มมุมปากคล้ายสะใจคุณชายหลิวที่กำลังแกล้งทำเป็นไม่สนใจด้วยการคีบหมูตุ๋นถึงกับชะงัก แม่นางหลิวยิ้มค้างชั่วครู่แล้วหัวเราะแห้งแล้งออกมา “คุณหนูมี่ช่างมีอารมณ์ขัน”

“ท่านเองก็เช่นกันคุณหนูหลิว”ข้าจึงยกจอกรับคำขอบคุณนาง

“หลังจากถอนหมั้นเจ้าดูสดใสขึ้นนะ”จินหลงบุรุษผู้เงียบเฉยกับทุกอย่างเอ่ยขึ้นมาเสียงไม่เบานัก บทสนทนาทุกอย่างจึงชะงักลงและกลายเป็นเงียบเชียบ

“เป็นเช่นนั้นคุณชาย”ข้าที่ไม่อยากเสวนากับเขาจึงเลือกจะตอบแบบขอไปที

“ซูเอ๋อร์ของข้าย่อมสดใสฟ้าหลังฝนย่อมงดงามเสมอมิเคยได้ยินสำนวนนี้หรือ”พี่สามแสระยิ้มตอบ คล้ายจะว่าพวกเขาที่ทำให้ข้าเมื่อก่อนเป็นเช่นนั้น

“งดงามเช่นนางคงมีบุรุษอยู่มากที่ต่อแถวดีกว่าพวกข้าก็มีอีกมากโปรดแม่นางอย่าได้เศร้าใจ”เฟิ่งหลงบุรุษผู้มีรอยยิ้มสร้างภาพราวกับคุณชายผู้ดีเอ่ยขึ้นมา

“หากหาดีกว่าพวกข้าไม่ได้อีกแล้วก็ต้องขออภัยแม่นางด้วย”เป็นหยางหลงที่ยกจอกขึ้นมาจิบเช่นเดียวกับจินหลง

จะกล่าวว่าข้าคงหาดีเช่นพวกเขาไม่ได้หรือ? แล้วเยี่ยงไรเล่าต่อให้ดีเช่นพวกท่านข้าก็คงไม่เอามาทำเป็นสามีให้ร่างกายแปดเปื้อนหรอกหนา จะมาย้ำให้ข้าเจ็บช้ำจำไว้ว่าคนอย่างข้ามิใช่เมื่อก่อนข้าจึงยิ้มรับคำนั้นทันใด

“ขอบคุณคุณพวกท่านทั้งสี่ที่มีใจเป็นห่วงแม้พวกท่านเลือกจะถอนหมั้นข้าในตอนที่ข้าลำบากมากที่สุดก็ยังอุส่ามีน้ำใจไมตรีให้ถึงเพียงนี้ช่างเป็นโชคดีของข้า มิต้องกังวลไปหาดีกว่าพวกท่านข้าคิดว่าคงทำได้ไม่ยากเท่าไหร่นักบุรุษมีมากมายดีกว่าท่านก็มีมากโข แต่สำหรับบุรุษที่จะเป็นว่าที่สามีของข้าในอนาคตนั้นคงต้องให้พี่ชาย บิดาและมารดาของข้าพิจารณาให้ถี่ถ้วนกว่าเก่านักเพราะพวกเขาล้วนเลี้ยงข้ามาเพื่อเป็นสตรีที่ดี มารยาดี มีสติที่ดี มิได้เลี้ยงมาให้ข้าเป็นตัวโง่งมเหมือนใครบ้างพวก มิต้องเป็นห่วงข้าไปในชีวิตข้าคงไม่เจอสิ่งใดแย่เท่าพวกท่านอีกแล้ว”ข้าแย้มยิ้มพูดราวกับว่าเป็นเรื่องเรียบง่ายเหมาะกับการสนทนาแต่ทุกประโยคล้วนตอกย้ำพวกเขา

โต๊ะอาหารเงียบสงบ บรรยากาศคล้ายกดต่ำลงจนเย็นเยือกแต่ข้าก็ยังคงแย้มยิ้มพูดต่อไปแม้ใบหน้าของสี่มังกรจะเรียบตึง

“ขอบคุณเสวี่ยหลงที่มีความเป็นผู้ใหญ่และเคยดูแลข้าเสมอมา ขอบคุณเฟิ่งหลงที่เคยถนุถนอมข้าเป็นอย่างดีในอดีต ขอบคุณหยางหลงที่ช่วยให้ข้าเคยมีความสุขทุกครั้งที่พบท่าน ขอบคุณจินหลงที่เคยปกป้องข้าในยามลำบาก แม้ตอนนี้พวกท่านจะมิมีโอกาสนั้นอีกแล้วเพราะอะไรที่ขึ้นว่าเคยนั้นหมายถึงอดีตแต่ทว่าข้าก็รู้สึกขอบคุณจากใจจริง”

“อีกอย่างข้ากับพวกท่านก็หย่ากันด้วยดีไปแล้วเรามิติดค้างสิ่งใดต่อกันอีก หากจะติดค้างกันอยู่คงเหลือเพียงเวรกรรม”

เวรกรรมที่พวกท่านคงไม่รู้ว่าจะต้องชดใช้มันเร็วเพียงใด

ความคิดเห็น