kimchan108

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ซูลี่ที่ 4 - ไม่ตอบแต่ไม่ปฏิเสธ

ชื่อตอน : ซูลี่ที่ 4 - ไม่ตอบแต่ไม่ปฏิเสธ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ต.ค. 2561 12:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ซูลี่ที่ 4 - ไม่ตอบแต่ไม่ปฏิเสธ
แบบอักษร

ร้อน… อึดอัด

แพขนตายาวของซูลี่ขยับกระพริบถี่ ภาพตรงหน้าเบลอมัวไม่ชัดเจนร่างกายรู้สึกอึดอัดเหมือนมีอะไรบ้างอย่างคลุมทับไว้หลายชั้นแถมยังร้อนจนรู้สึกได้ถึงเหงื่อที่ไหลอยู่บริเวณหน้าผากและข้างขมับ มือข้างขวาของนางรู้สึกชาดิกจนขยับไม่ได้ เมื่อสายตาถูกปรับจนชัดภาพแรกที่เห็นคือเพดานห้องนอนที่ยังไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่นัก

เพดานห้องของ มี่ ซูลี่

หากจำไม่ผิดเมื่อวานนางไข้ขึ้นใช่หรือไม่? แล้วก็เลือดดำเดาไหลแถมยังกรีดร้องอย่างกับคนเสียสติ หากครุ่นคิดจากความทรงจำเจ้าของร่างที่แท้จริงอย่างซูลี่แล้วคงเป็นเพราะวัยเด็กนางต้องไปเสี่ยงตายจากเหตุการณ์ตกเหวในครั้งนั้น แถมยังมีการสู้รบเด็กวัยหกหนาวเท่านั้นคงรู้สึกหวาดกลัวเลือดช่างเป็นเรื่องที่เด็กไม่ควรเจอและไม่น่าจดจำเลยเสียจริง

จริงด้วย! นอกจากข้าจะไข้ขึ้นแล้ว.. ก็ยังมีบุรุษผู้หนึ่งอยู่กับนางด้วยในตอนนั้น คุณชายหลิว อี้ฟาน

ข้าเอียงหน้าไปด้านข้างของเตียงก็พบเขากับใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษผู้หนึ่ง เขาเอียงใบหน้าซบลงข้างแขนขวาของเธอและมือข้างขวาที่ขยับไม่ได้ของนางนั้นก็เพราะคุณชายหลิวกำมันไว้ในมือของเขาเอง

ข้าอมยิ้มอย่างขบขันเมื่อเห็นใบหน้ายามหลับของคนผู้นี้ แม้หล่อเหลาแต่ทว่าคิ้วหนากับขมวดเป็นปมเหมือนกำลังฝันร้ายริมฝีปากของเขาพึมพำอะไรบางอย่างแผ่วเบาราวกับเด็กน้อยผู้หนึ่งเท่านั้น ข้าลองขยับนิ้วให้เขารู้สึกตัวอยู่สองสามครั้งเขาก็สะดุ้งตัวขึ้นมานั่งหลังตรงแล้วช่วยพยุงข้าขึ้นมาจากเตียงอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนกับทำไปโดยไม่รู้ตัว

จะว่าไปแล้วในห้องของนางมีเก้าอี้เมื่อใดกัน?

“แม่นางมี่ฟื้นแล้วหรือ”เขาจัดสาบเสื้อของตัวเองที่หลุดหลุ่ยให้เข้าที่เข้าทาง ใบหน้าของเขานิ่งเรียบแต่คราบน้ำลายเล็กน้อยมุมปากนั้นทำให้ข้าเผลอหลุดหัวเราะออกมา

“ฮะฮ่าฮะ…”

“แม่นางมี่เหตุใดจึงหัวเราะ”

“ปะ..เปล่าเลยคุณชาย ฮะฮ่าฮ่า”ดูใบหน้านิ่งนั้นที่ขมวดคิ้วแต่มุมปากกับเลอะคราบน้ำลายนั้นสิดูไม่ได้เลยหนาคุณชายหลิว หมดแล้วภาพบุรุษผู้หล่อเหลา

“เปล่าแล้วเหตุใดเจ้าจึงหัวเราะ….”เสียงของเขาขาดห้วงทันทีเมื่อข้าโน้มตัวลงไปเอื้อมมือไปที่มุมปากของเขาใช้ชายเสื้อตนเองเช็ดมุมปากให้เขาอย่างแผ่วเบา ร่างกายของเขาแข็งเกร็งราวกับหินผานั่งตัวตรงกลั้นลมหายใจ

“ข้าเพียงเห็นว่ามุมปากของท่านมีรอยเปื้อนเท่านั้น”

ยามเมื่อข้าละออกจากใบหน้าลมหายใจของคุณชายหลิวก็เป็นปกติ หากข้าแช่มือไว้ตรงริมฝีปากเขานานกว่านี้มิกลั้นใจตายเลยหรือ ข้าส่งรอยยิ้มหวานละมุนไปให้เขาที่ยังคงจดจ้องใบหน้าของข้าอยู่

“คุณชาย..คุณชายหลิว โอ๊ะ ซี๊ดดด ”ข้าโบกมือเรียกสติเขาแต่ความเจ็บแปล๊บบริเวณแขนตัวเองก็แล่นทำงาน และเสียงร้องของข้าก็เรียกสติให้คุณชายหลิวกลับมา ฉับพลันเขาคว้ามือข้าเลิกชายเสื้อขึ้นจนถึงศอกทำให้เห็นลอยแผลเหมือนโดนแมวข่วนเป็นทางยาวหลายรอยเขามองรอยเหล่านั้นอย่างครุ่นคิด

ข้าขมวดคิ้วแน่น บาดแผลนี้มาได้อย่างไรกัน? หากข้าไม่ได้ตาฝาดไปหลังมือคุณชายหลิวก็เหมือนจะมีรอยแผลจางๆอยู่เช่นเดียวกัน คงมิใช่ว่านางกลัวเลือกจนเผลอทำร้ายตัวเองและบุรุษผู้นี้ไปใช่หรือไม่

“ข้าให้สาวใช้เตรียมยาทาและยาต้มไว้ให้แม่นางมี่แล้วอีกสักครู่คงมา”ข้าพยักหน้าเข้าใจ

หากเป็นเรื่องยาจำเป็นต้องไปเอาที่เรือนใหญ่การเดินทางหากไม่ใช้ม้าก็ต้องเดินเท้าซึ่งอาจจะใช้เวลานาน จากอากาศที่เย็นเยือกรอบกายเมื่อคืนฝนคงจะตกหากข้าไม่ได้ผ้านวมผืนหนาที่คลุมตัวอยู่ไข้อาจจะหนักกว่าเดิม

แต่ข้ามีเรื่องสงสัย

“เป็นฟางฟางใช่หรือไม่ที่นำผ้านวมมาให้ข้า”

กึก

ทันทีที่ข้าถามร่างของคุณชายหลิวก็ชะงัก

“เป็นเช่นนั้น”

“แล้วเป็นนางอีกหรือที่เฝ้าไข้ข้าทั้งคืน” เมื่อข้าถามคำถามที่สองเขาเงียบชั่วครู่หนึ่งแล้วเอ่ยตอบ “เป็นเช่นนั้น”

“เป็นเรื่องน่าประหลาดที่หากเป็นฟางฟางที่ยกผ้านวมมาให้และเฝ้าไข้ข้าทั้งคืนนางก็คงทราบดีว่าผ้านวมผืนนี้เป็นของสำหรับแขกที่มาพักเรือนของข้าและอาภรณ์รวมถึงเครื่องนอนของข้าทุกชิ้นจะถูกอบด้วยกลิ่นโม่ลี่แต่ผืนนี้ไม่มี หากนางเฝ้าไข้ข้าทั้งคืนจริงผู้ที่จะไปนำยามาให้ข้าคือลี่ซือบ่าวอีกคนที่จะนำอาหารมาให้ทุกเช้าเพราะนางต้องดูแลข้าอย่างใกล้ชิด คุณชายหลิว… ท่านว่าเรื่องนี้น่าแปลกใช่หรือไม่”

เมื่อข้าพูดจบก็ยกยิ้มที่มุมปากบริเวณข้างขมับคุณชายหลิวก็มีเหงื่อซึมออกมา ข้าคิดว่าข้าได้คำตอบแล้ว.. ถ้าหากข้าไม่ได้จำผิดพลาดไปเพราะพิษไข้อาภรณ์ที่บุรุษผู้นี้ใส่อยู่เป็นชุดเดียวกับเมื่อวาน ทั้งคนที่นำผ้านวมมาให้และเฝ้าไข้ข้าก็คงต้องเป็น คุณชาย หลิวอี้ฟาน ผู้นี้นี่แหละ

“หะ…หากไม่ใช่นางข้าก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร”

“เป็นเช่นนั้นหรือข้าคงต้องถามฟางฟางเอง”เมื่อเห็นว่าข้าเริ่มสงสัยในตัวเขาก็เริ่มพูดตะกุกตะกักและทำท่าเป็นลุกขึ้นปัดนู่นนี้ออกจากอาภรณ์ตนเองแล้วหันหลังให้เพื่อข้าจะได้ไม่สามารถจับผิดใบหน้าของเขาได้

“ใครเฝ้าไข้แม่นางหรือใครยกผ้านวมมาให้เจ้าก็ไม่ต้องสงสัยไปไม่ว่าเป็นใครไข้เจ้าก็ลดลงแล้ว”

“ข้าก็เพียงต้องการตอบแทนเขา”

“เขาที่เจ้าว่าคงไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน”

“ท่านพูดเหมือนรู้ว่าเขาเป็นใคร”

“…….”เสียงของเขาเงียบลงไป

“หรือจะเป็นท่านเองที่เฝ้าไข้ข้า-”

“จะเป็นข้าได้อย่างไรข้าเพียงมาเยี่ยมเยือนเพื่อบอกกล่าวว่า หนิง หยางหลง กำลังคบหาดูใจอยู่กับน้องสาวของข้าและนางอยากจะมาเยี่ยมเจ้าแต่สาวใช้ของเจ้าชนนางจนอาภรณ์เปียกนางจึงต้องกลับไปก่อนหวังว่าเจ้าจะทราบแล้วว่าน้องสาวของข้ามีจิตใจดี”เขาพูดออกมาอย่างงรวดเร็วแล้วเปิดบานเลือนประตูเดินออกไปทันที

เหมือนจะจับใจความได้นิดหน่อยว่าหยางหลงกำลังดูใจกับน้องสาวฝาแฝดคุณชายหลิวอยู่ แต่ก็ไม่เห็นว่าประโยคใดบอกปฏิเสธว่าไม่ใช่เขาที่ทั้งเฝ้าไข้และห่มผ้าให้ข้า

ไม่ตอบแต่ก็ไม่ปฏิเสธ

“คะ..คุณหนูฮือ”

คุณชายหลิวออกไปไม่เท่าไหร่ฟางฟางก็เลือนบานประตูเข้ามาในมือของนางมีถ้วยยาที่ส่งกลิ่นความขมออกมาจนข้าเบ้หน้า ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยคราบน้ำตาอย่างน่าสงสาร ริมฝีปากของนางเบะคว่ำลงปากก็พึมพำส่งเสียงสะอื้นไม่หยุดฟางฟางเดินประคองถ้วยด้วยมือสั่นๆมายื่นให้ข้าที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนที่นอน

“คุณหนู.. ฮือออ ดื่มยะ..ดื่มยาก่อนนะเจ้าคะ”ข้าวาดรอยยิ้มบนใบหน้ารับถ้วยยากลิ่นขม ทว่ายิ่งได้เห็นรอยยิ้มของข้านางก็ยิ่งสะอื้นร้องไห้ไม่ยอมหยุด

ข้าส่ายหัวให้กับความน่าเอ็นดูของนาง

แล้วก้มมองถ้วยยาที่ส่งกลิ่นไม่พึ่งประสงค์ข้าเริ่มรู้สึกอยากจะร้องไห้แทนฟางฟางเสียแล้ว... กลิ่นยาในถ้วยเป็นกลิ่นสมุนไพรที่รสของมันคงจะขมติดคอข้าไปอีกหลายชั่วยาม ข้าเงยหน้าขึ้นมองฟางฟางที่ยังสะอื้นมือของนางพยายามเช็ดน้ำตา แล้วก้มมองถ้วยยาอักครั้ง

“คะ…คุณหนูกินเถอะเจ้าคะ”

“ฟางฟางข้าว่ามันอาจจะขมไปสักหน่อย..”

“ขมเป็นยานะเจ้าคะคุณหนู”

“แต่ข้าว่า..”

“ดื่มเถอะนะเจ้าคะ”นางประคองมือของข้าที่ถือถ้วยยาแล้วส่งสายตาของลูกสุนัขยามมองเจ้าของ

แล้วข้าจะปฏิเสธอะไรนางได้กัน ข้าจะเห็นแก่ความเป็นห่วงเป็นใยของนางแก่เจ้าของร่างตัวจริงข้าจะยอมกลั้นใจดื่มลงคอไปบ้างก็ได้ เมื่อนางเห็นว่าข้ายกถ้วยยาเตรียมดื่มนางก็ประคองถ้วยยาช่วยข้าจนจรดริมฝีปากน้ำสีเขียวไหลลงสู่ลำคอ รู้สึกแปลกใจยิ่งนักรสชาติของมันไม่ได้ขมคออย่างที่คิดไว้แต่กับหวานละมุนคอเหมือนน้ำผึ้งชั้นดี

เป็นยาที่แปลกประหลาดยิ่งนัก

“ข้าจะนำถ้วยยาไปเก็บนะเจ้าคะ”เมื่อข้าดื่มน้ำยาในถ้วยจนหมดนางก็นำถ้วยไปถือไว้ นางดูร้อนร้นเหมือนกำลังทำอะไรผิดนางมองหน้าข้าชั่วครู่หนึ่งแล้วหันหลังเดินไปเปิดบานเลือนประตู

แต่ทว่า

หน้าประตูมีสตรีนางหนึ่งในอาภรณ์สีดำสนิดไร้รวดลายแถมยังเป็นแบบกางเกงมิใช่แบบกระโปรง ใบหน้าของสตรีนางนี้คมสวยดุดันเปรียบเหมือนบุรุษใบหน้าหวานผู้หนึ่งเสียมากกว่าหากไม่ใช่เพราะบริเวณหน้าอกของนางนู่นออกมาเล็กน้อยข้าคงคิดว่าเป็นบุรุษแน่แท้ ฟางฟางมองหน้านางอย่างตื่นตระหนกก่อนจะโน้มหัวให้แล้วเดินจากไป สตรีนางนั้นมองตามฟางฟางไปจนสุดสายตาแล้วหันขวับมามองข้า

“แม่นางมี่ข้ามีชื่อว่าอี่หลิว”

“…..”

นางเรียกชื่อข้าและแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบไร้อารมณ์ ร่างสูงโปร่งก้าวเข้ามาในห้องของข้าอย่างเชื่องช้าสายตาของนางมองข้าตั้งแต่หัวจรดช่วงเอวเพราะช่วงสะโพกลงไปยังอยู่ในผ้าห่มผืนหนาที่คนเอามาให้มิยอมรับความจริง แล้วสายตานางก็หยุดลงที่แขนของข้าที่มีรอยกรีดของเล็บอยู่ข้าจึงรีบดึงชายเสื้อลงมาปิด

“ข้ามาเพื่อเตรียมตัวท่านให้พร้อม”

“เตรียมตัว?”

เตรียมตัวข้าเรื่องอะไรกัน

หลังจากนางใช้สายตาสำรวจข้าอยู่นานสองนานจนพอใจนางก็เอ่ยพูดกับข้าเป็นครั้งที่สอง แต่คราวนี้นางเข้ามาประชิดขอบเตียงแล้วโน้มตัวลงมาสอดมือเข้าใต้ข้อพับขาของข้าแล้วอุ้มขึ้นจนตัวลอยในท่าเจ้าสาวเข้าหอ ใบหน้าของนางใกล้ข้าเสียจนรู้สึกเขินอายในความหล่อเหลาของสตรีนางนี้ นางก้มลงมากระซิบริมหูของข้าด้วยเสียงเชิงอนุญาตทว่าใบหน้านางยังคงไร้อารมณ์ “ข้าขออนุญาตินะเจ้าคะ”

นางอุ้มข้าขึ้นแล้วก้าวเท้าเดินไปที่หลังฉากกั้นเปลี่ยนเสื้อผ้าที่จะมีประตูเลือนอีกบานเชื่อมต่อไปยังห้องอาบน้ำที่เป็นบ่อน้ำผุร้อนที่มีป่าไผ่ล้อมรอบบรรยากาศผ่อนคลายเหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติทั้งที่ความจริงแล้วเป็นน้ำผุจำลองที่ถูกมนุษย์สร้างขึ้นมาและรอบด้านก็เป็นกำแพงไม้สูงเพื่อบดบัง

ประตูบานเลือนถูกเปิดออกโดยลี่ซือบ่าวอีกคนที่อยู่ด้านใน ลี่ซือเป็นบ่าวชายที่ตัวเล็กกว่าบุษทั่วไปและซูลี่ก็ช่วยเหลือลี่ซือมาจากวัดร้างนอกเขตเมืองหลวง

“ไปนำของมา”สตรีที่อุ้มข้าเอ่ยสั่งกับลี่ซือ ลี่ซือโน้มตัวทำความเคารพข้าแล้วเดินออกไปทางประตูอีกด้านสำหรับบ่าว

เมื่อลี่ซือออกไปนางใช้สายตามองรอบด้านอีกครั้งเหมือนตรวจสอบก่อนจะค่อยๆประคองร่างของข้าให้ยืน ความสูงของข้ากับนางห่างกันมากเลยทีเดียว ร่างกายของซูลี่ตัวเล็กบอบบางแต่สตรีผู้นี้มีร่างกายสูงโปร่งทำให้ข้าสูงประมาณคางของนางเท่านั้น

“ขออนุญาตินะเจ้าคะ”

“ว้าย!?”ข้าอุทานขึ้นด้วยความตกใจเมื่ออี่หลิวปลดอาภรณ์ที่ข้าใส่อยู่อย่างรวดเร็วจนมันรวงลงไปกองอยู่ที่เท้า  เรือนร่างขาวผ่องของข้าหลงเหลือเพียงชุดเอี้ยมสีชมพูตัวใน เมื่อเห็นว่านางกำลังเอื้อมมือมาแกะเอี้ยมข้าจึงร้องห้ามนางทันควัน

“เดี๋ยวก่อน!”

“……”

“ขะ..ข้าว่าไม่ต้องถอดหมดก็ได้”

“หากท่านต้องการเช่นนั้น”

“เฮ้อ…”ข้าถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อมือของนางละออกไปแล้วหันไปเตรียมอุปกรณ์กาอาบน้ำให้ข้า เมื่อข้าเห็นว่านางกำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมของข้าจึงก้าวเท้าลงบ่อน้ำผุร้อน สัมผัสแรกคือความอุ่นพอดีของน้ำข้านั่งลงให้น้ำเปียกไปครึ่งตัวก่อนจะหันไปหาอี่หลิวที่กำลังผสมอะไรบางอย่างใส่ลงไปในหม้อ ข้างกันมีอ่างอีกสองใบมีใบนึงมีผ้าคลุมไว้

นางนำน้ำผึ้งต้มในน้ำร้อนเคี่ยวอยู่ชั่วครู่จนส่งกลิ่นหอมบางเบาแล้วนำดอกเหมยกุ้ยใส่ลงไปคนด้วยกันตามมาด้วยเทน้ำสีใสจากขวดที่นางแหวกออกมาจากสาบเสื้อใส่ลงไป

“น้ำอะไรหรือ”ด้วยความสงสัยข้าจึงถามออกไป

“น้ำที่ข้ากำลังเคี่ยวเป็นสมุนไพรบำรุงได้ทั้งผิวและเส้นผมประกอบด้วยน้ำผึ้งสองส่วน เหมยกุ้ยหนึ่งส่วน น้ำเปล่าสี่ส่วนและน้ำมันมะกอกอีกสามส่วน”เมื่อได้ฟังคำตอบข้าก็พยักหน้าเข้าใจ

นางบอกว่าจะมาเตรียมตัวให้ข้า.. แล้วก็ให้ลี่ซือไปเตรียมของอะไรบ้างอย่างให้นาง

คำถามแรกคือนางเป็นใครไม่สิใครส่งนางมา เพราะความทรงจำของซูลี่ไม่เคยพบไม่เคยได้ยินชื่อของนางเสียด้วยซ้ำ หากจะบอกว่านางเป็นศตรูลี่ซือกับฟางฟางก็มิน่าให้นางเข้าถึงตัวข้าได้ง่ายถึงเพียงนี้ จะกล่าวว่าเป็นบ่าวรับใช้ใหม่ลี่ซือกับฟางฟางก็ดูเหมือนจะเกรงใจนางอยู่ส่วนหนึ่ง

คำถามที่สองคือนางมาเตรียมตัวข้าเพื่อไปงานอะไรหรือพบใคร? ข้าท้าวคางกับขอบน้ำผุแล้วมองนางด้วยความสงสัย

เมื่อนางเตรียมของเสร็จแล้วก็เทใส่อ่างและหันมาหาข้ามองข้าด้วยสายตาเชิงอนุญาต ข้าจึงพยักหน้าเป็นการอนุญาตแล้วนั่งหันหลังให้นาง อี่หลิวใช้ขันตักน้ำในน้ำผุร้อนราดตัวข้าอย่างแผ่วเบาอยู่สองสามครั้งแล้วรวบผมของข้าจากน้ำผุไปด้านหลังราดน้ำลงบนเส้นผมของข้าให้มันเปียกชุ่มเมื่อเปียกพอสมควรนางก็นำน้ำที่กลิ่นเหมือนน้ำซาวข้าวจากอ่างที่ปิดผ้าไว้มาชโลมทั่วเส้นผมนวดมือของนางคลึงศรีษะให้ข้าจนรู้สึกผ่อนคลายแล้วล้างออก

นางนำน้ำที่เคี่ยวไว้มาฉะโลมเส้นผมของข้าจนทั่วนวดศรีษะเบาๆ แล้วม้วนผมของข้าขึ้นนำปิ่นปักผมมาเก็บแม้น้ำยังอุ่นๆอยู่แต่ก็ไม่ได้ร้อนมากเท่าไหร่นัก

“แม่นางมี่โปรดยื่นขึ้น”

“อืม”ข้าที่กำลังสบายตัวยื่นขึ้นเต็มความสูงที่แสนจะเตี้ย บรรยากาศรวมถึงกลิ่นหอมเบาๆจากสมุนไพรทำให้ผ่อนคลายได้อยู่หลายส่วน นางนำน้ำที่เคี่ยวไว้ที่เหลืออยู่มานวดทั่วตัวของข้าตั้งแต่หลังคอไปจนถึงข้อเท้าที่ข้าต้องยกขึ้นมาเหยียบที่ขอบให้นางได้นวด แม้กระทั่งมือทั้งสองของข้าของข้าที่รู้สึกปวดนิดหน่อยโดยเฉพาะข้างขวาที่คุณชายหลิวกำยามหลับก็หายปวด เมื่อนวดเสร็จก็กดไหล่ข้าลงเบาๆให้นั่งลงเช่นเดิมแล้วตักน้ำราดตัวข้าเป็นการล้างตัวรวมถึงดึงปิ่นปักผมออกเพื่อล้างผมของข้าด้วยเช่นกัน

นางผละเดินออกไปจากห้องอาบน้ำปล่อยให้ข้านั่งแช่น้ำผุร้อนอยู่เพียงลำพังกับกลิ่นของน้ำผึ้งและดอกกุหลาบ(เหมยกุ้ย) เหมือนกับว่ากำลังทำสปาแต่น่าแปลกที่ไม่ได้กลิ่นของน้ำมันมะกอกเลยแม้แต่น้อย

หรือจะเป็นแบบไม่มีกลิ่น? 

นางหายไปไม่นานก็กลับมาพร้อมผ้าคลุมผืนบางและผ้าผืนหนาสำหรับซับตัว ข้าจึงจำใจลุกจากบ่อน้ำผุร้อนเส้นผมยาวสีดำสนิดของข้าแนบลู่ไปตามร่ากายทันที ข้าก้าวไปหานางที่กางผ้าคลุมรออยู่แล้ว เมื่อนางคลุมผ้าให้ข้าพร้อมยื่นผ้าผืนหนามาให้ซับตัวก็เดินนำไปเปิดประตูบานเลือนห้องของข้าให้เปิดออกและเดินไปทางฉากกั้น ข้าเห็นเอี้อมตัวสีฟ้าอ่อนวางไว้บนโต๊ะข้างกันมีอาภรณ์สีฟ้าอ่อนสลักลายหงษ์กับเมฆาสีขาวอย่างปราณีตและผ้าคาดเอวสีขาวสะอาดเนื้อดี

ถึงจะอาบน้ำให้ข้าแต่เรื่องแต่งตัวขอแต่งเองดีกว่า..

“ข้าขอแต่งตัวเอง”

“….”นางไม่ได้ขานรับแต่เดินออกไปจากฉากกั้น ข้าจึงวางใจปลดเอี้อมสีชมพูออกจนร่างกายเปลือยเปล่าและใส่เอี้ยมสีฟ้าอ่อนแทนที่พร้อมกับใส่อาภรณ์สีฟ้าอ่อนอย่างคล่องแคล่ว ข้อดีของการเล่นหนังมาหลายเรื่องก็คือได้ทักษะอะไรมาหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการปรุงอาหาร การร่ายรำ หรือกระทั่งการใส่อาภรณ์

เมื่อข้าใส่อาภารณ์ชิ้นสุดท้ายอย่างผ้าคาดเอวเสร็จเรียบร้อยก็เดินออกมาจากฉากกั้น อี่หลิวมองสำรวจข้าด้วยสายตาชั่วครู่ก็ปัดมือผ่านหน้าข้ารู้สึกได้ถึงลมร้อนๆปะทะเข้าหน้าเล็กน้อยและความเบาหวิวที่ศรีษะบ่งบอกว่าเส้นผมของข้าที่เปียกน้ำแห้งสนิดดีแล้ว

สตรีนางนี้มีลมปราณแสดงว่าไม่ใช่คนธรรมดาผู้ที่ส่งนางมาก็ย่อมไม่ธรรมดาเช่นกันที่มีคนอย่างนางอยู่ข้างกาย สตรีส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในห้องหอเป็นส่วนน้อยนักที่จะฝึกวิชาและมีลมปราณ

ข้าเก็บความสงสัยไว้แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะเครื่องแป้งนางนางก้าวเข้ามาและจับตลับแป้งผัดหน้าขึ้นมาแต่งให้ข้า ข้าจึงเอ่ยห้ามนางเสียก่อน

“ข้าขอแต่งเองเจ้าทำผมให้ข้าเถอะ”นางมองข้าครู่หนึ่งแล้ววางตลับแป้งไว้ที่เดิม เดินไปด้านหลังและหวีผมให้ข้าเงียบๆ

ข้าหยิบตลับแป้งผัดหน้าขึ้นมาทาบางๆไม่ให้หนามากเพื่อให้เห็นผิวจริงของซูลี่ที่ขาวเนียนละเอียด ใช้ผงสีแดงผัดแก้มให้ขึ้นสีชมพูจางๆเท่านั้นไม่ให้แดงเป็นปื้น รวมถึงนำมาทาตาอ่อนๆ ใช้ดินสอเขียนคิ้วที่ทำมาจากถ่านเติมส่วนที่ขาดไปจากคิ้วข้าไม่ได้วาดโครงคิ้วให้แน่นเนื่องจากใบหน้าของซูลี่มีความน่ารักน่าถนุถนอมควรแต่งหน้าให้หวานเพื่อเสริมความน่าเอ็นดู ข้านำชาดสีแดงมาทางด้านในปากและเกลี่ยมันให้เหมือนการทาปากของสาวเกาหลีแต่เปลี่ยนจากสีชมพูของมันเป็นแดงสดเพื่อไม่ให้ใบหน้าดูจืดเกินไป ข้าเปิดกระปุกน้ำผึ้งที่วางบนโต๊ะเครื่องแป้งออกมาทาที่ริมฝีปากให้ชุ่มชื่นเล็กน้อย ก่อนจะจบท้ายด้วยการเขียนขอบตาด้วยพู่กันหัวเล็กและจุ่มเข้ากับสีถ่านวาดหางให้เชิ่ดขึ้นมาเล็กน้อยให้ตาดูคม

เมื่อข้าแต่งหน้าเสร็จทรงผมของข้าก็เสร็จด้วยเช่นกัน

อี่หลิวไม่ได้รวบผมของข้าขึ้นจดหมดเพียงรวมผมของข้าครึ่งศรีษะเหลือปอยหน้าไว้เล็กน้อยแล้วทักเปียกและม้วนเป็นทรงผมดังโงะปักปิ่นหงษ์สีเงินบนนั่นหนึ่งอันนั้นแสดงว่าข้าไม่ได้จะออกนอกเรือนเนื่องจากมิได้รวบผมจนหมด บริเวณผมที่ปล่อยไว้นางก็นำไข่มุกขนาดเล็กมาตกแต่งเพื่มเข้าไป แม้จะดูเรียบง่ายเหมาะสมกับการอยู่บ้านแต่ก็ดูเรียบหรูด้วยคุณค่าของเครื่องประดับ เครื่องประดับชิ้นสุดท้ายนางนำต่างหูพลอยเม็ดสีฟ้าทะเลมาใส่ให้ที่ใบหูของข้า

เมื่อมองตนเองในกระจกเห็นว่าเรียบร้อยดีจึงยื่นขึ้นเต็มความสูงหันไปหานาง อี่หลิวจัดสาบเสื้อและสายคาดเอวของข้าเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้น

“เรียบร้อย เชิญแม่นางมี่ไปที่เรือนใหญ่”

“เรือนใหญ่ให้ข้าไปทำไมหรือ”

“มีคนมาพบท่าน”นางตอบแล้วเดินไปเลือนบานประตูห้องของข้าออกเผยให้เห็นฟางฟางยืนรออยู่ด้านนอก เมื่อข้าเดินตามนางไปจนมาหยุดยืนข้างกันฟางฟางจึงเดินตามหลังของข้าอีกที เราเดินต่อจนมาถึงหน้าเรือนของข้าก็พบเข้ากับม้าใหญ่สองตัวผูกกับรถลากเตรียมไว้

“ใครหรือ”ข้าถามนางที่กำลังกระโดดขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่วข้างกันมีลี่ซืออยู่บนม้าอีกตัว

“ใครบางคนที่กำลังก้าวเข้ามาใช้ชีวิตรวมกับท่าน”

***หนึ่งคอมเม้นหนึ่งกำลังใจ***

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น