หอหมื่นอักษร

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 18 วังต้องห้าม

ชื่อตอน : บทที่ 18 วังต้องห้าม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.5k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ต.ค. 2561 15:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 18 วังต้องห้าม
แบบอักษร

ทางกลับเมืองดูว่างเปล่าไปมาก ชิงเซี่ยได้รับการฝึกฝนมาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เคยได้เรียนขี่ม้ามาบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม นางไม่อาจใช้ชีวิตบนหลังม้าได้อย่างคนที่นี่เลย เนื่องจากเส้นทางที่ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ ทำให้นางเวียนศีรษะ บวกกับบาดแผลที่ได้มาตอนต่อสู้ก่อนหน้านี้ จึงทำให้มีเลือดไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง

น่าเสียดายที่ต้องสละม้าไว้กลางทาง โชคดีที่ชิงเซี่ยสามารถใช้ชีวิตในป่าได้เป็นอย่างดี แค่วิ่งไม่กี่สิบลี้นั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย ภารกิจในคืนนี้สำเร็จลงอย่างราบรื่น ตอนนี้ยังพอมีเวลา ชิงเซี่ยกัดฟันกุมแผลของตนเอาไว้ แล้ววิ่งเข้าเมืองไป

ธรรมดาแล้วจะไม่สามารถเข้าไปในเมืองได้ ดีที่เวลานี้กำแพงเมืองไม่เรียบ แต่เป็นตะปุ่มตะป่ำไปหมด สำหรับชิงเซี่ยที่เป็นนักปีนผา ทั้งหมดนี้ล้วนไม่เป็นอุปสรรคอะไรเลย ภายใต้แสงจันทร์สว่างยามค่ำคืน ก็เห็นเพียงร่างของชิงเซี่ยไต่อยู่บนกำแพง และปีนขึ้นไปราวกับตุ๊กแก

ไม่นานก็สามารถปีนกำแพงเข้าเมืองได้แล้ว แม้ว่าจะมาที่นี่ได้ไม่กี่วัน แต่สำหรับเจ้าหน้าที่ที่มีความจำเป็นเลิศแล้ว ไม่ว่าที่ไหน เพียงแค่ได้เห็นแผนที่ พวกเขาก็จะไม่มีวันหลงทาง นางจึงผ่านเข้าประตูเมืองไปยังวังหลังได้อย่างง่ายดาย พอนางหลบหนีจากยามของวังตงกงมาใกล้กับตำหนักหลันถิงได้แล้ว ทางทิศตะวันออกของเมืองพลันมีเสียงดังเกิดขึ้น แม้ว่าจะมีระยะห่างกว่าครึ่งเมืองก็ยังสามารถได้ยินเสียงอยู่ ดูเหมือนว่าทหารยามของคุกจะรู้แล้วว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับฉีอัน

ชิงเซี่ยลองคำนวณระยะห่างระหว่างเมืองทางตะวันออกกับวังหลวง จากนั้นหัวคิ้วก็ขมวดมุ่น นางไม่ได้มุ่งหน้ากลับไปยังห้องนอนของตำหนักหลันถิง แต่กลับไปยังสระอาบน้ำใหญ่แทน

มันค่อนข้างง่ายที่จะหลบบรรดาผู้ดูแล นางรีบอาบน้ำอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ใช้ผ้าเล็กๆ พันแผลเอาไว้ ชิงเซี่ยคลุมชุดคลุมตัวตัวใหญ่เอาไว้ แล้วค่อยๆ กลับไปยังห้องนอน

รอบด้านเงียบสงัด เวลานี้เป็นเวลาที่ผู้คนเหนื่อยล้ากันมากที่สุด แทบไม่ต้องเปลืองทั้งแรงกายแรงใจแอบเข้าไปทางหน้าต่างด้านหลัง แต่แค่เดินเข้าไปทางประตูหน้าเท่านั้น

ในห้องนอน มีกลิ่นหอมลอยอบอวล ฉู่หลียังคงนอนอยู่บนเตียงในตำแหน่งเดิมก่อนที่ชิงเซี่ยจะเดินทางออกไปอย่างไม่มีผิดเพี้ยน นางมองไปที่นาฬิกาทรายที่ตั้งอยู่ นี่ยังไม่ถึงสองชั่วยาม ชิงเซี่ยวางใจก้าวขึ้นไปบนเตียงก่อนจะล้มตัวนอนข้างๆ ฉู่หลี หลังจากผ่านค่ำคืนที่วุ่นวายเช่นนี้ไป การได้นอนลงบนที่นอนอันแสนสบาย ก็ทำให้ชิงเซี่ยครวญครางอย่างสบายใจ โดยไม่ได้สนใจคนที่นอนอยู่ข้างๆ นางดึงผ้าห่มมาแล้วปิดตาลงอย่างวางใจ

อย่างไรก็ตาม ค่ำคืนนี้ไม่ได้มีไว้ให้นางได้พักผ่อนอีกต่อไป ไม่นานก็มีเสียงฝีเท้าวุ่นวายของคนดังเข้ามาจากด้านนอกตำหนัก กลุ่มคนที่เฝ้าอยู่ด้านนอกกระซิบกระซาบกันว่าหากไม่มีรับสั่ง ห้ามให้ผู้ใดเข้าไปข้างใน แต่ไม่รู้ว่าคนด้านนอกพูดว่าอย่างไร สือเซวียนซึ่งเป็นหัวหน้าขันทีข้างกายฉู่หลีถึงได้กล้าเคาะประตู ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วว่า “องค์รัชทายาท องค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ หลิวซือหม่าผู้คุมคุกหลวงมีเรื่องจะกราบทูล”

ฉู่หลียังคงนอนหลับสนิท ไม่มีการตอบกลับแต่อย่างใด ชิงเซี่ยขมวดคิ้วน้อยๆ พลางคิดว่าโอกาสเช่นนี้ควรตื่นขึ้นมา หรือว่าไม่ควรตื่นกันแน่ เพียงได้ยินเสียงสือเซวียนเบาๆ ไม่กี่ประโยค หลิวซือหม่าก็เหมือนจะทนไม่ได้ ดูท่าว่าหากฉู่หลีไม่ยอมตื่นขึ้นมา เขาก็คงจะวิ่งเข้ามาด้านในแล้ว ชิงเซี่ยเลิกคิ้วขึ้น จู่ๆ นางก็เอื้อมมือออกไปหยิกลงบนแก้มของฉู่หลีทันที!

 “อืม...” ฉู่หลีครางออกมา เขาตื่นขึ้นมาแล้ว ศีรษะฟูฟ่องเหมือนสิงโตของเขาหันไปมา จ้องไปที่ชิงเซี่ยก่อนถามเสียงต่ำว่า “เจ้าหยิกข้าหรือ?”

“ขอถามหน่อย” ชิงเซี่ยไม่ได้มีท่าทีเกรงกลัวเขาเลย “ที่นี่ นอกจากท่านแล้วก็มีเพียงข้า หากไม่ใช่ข้าทำแล้วจะเป็นผู้ใดอีก?”

“เจ้าบังอาจมาก!” ชายที่นอนไม่เต็มอิ่มพลันโมโหขึ้นมา เขาตะโกนเสียงดัง

“ข้างนอกมีคนมาหาท่าน ดูท่าจะรีบร้อนมาก หากข้าไม่เรียกท่าน เกรงว่าพวกเขาจะบุกเข้ามา” ชิงเซี่ยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่ได้แยแสสิ่งใด เวลานั้นสือเซวียนก็ตะโกนถามเหมือนตอบแทนนาง “องค์รัชทายาท? องค์รัชทายาท? หลิวซือหม่ามีเรื่องสำคัญอยากกราบทูล พระองค์ทรงตื่นจากบรรทมแล้วหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?

ทันใดนั้นฉู่หลี่ก็โยนเอาความไม่พอใจต่างๆ ทิ้งไว้เบื้องหลัง เห็นได้ชัดว่าการที่หลิวซือหม่ามาหากลางดึกดื่นเช่นนี้ต้องไม่ใช่เรื่องเล็กแน่ เขาจึงรีบกระโดดลงจากเตียง แล้วหันไปพูดกับชิงเซี่ยว่า “ช่วยข้าเปลี่ยนเสื้อ”

ชิงเซี่ยมองไปที่เขาอย่างไม่สบอารมณ์นัก ในใจนึกเคืองเขาขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ทว่าเวลานี้นางยังไม่ควรบันดาลโทสะใส่เขา ดังนั้นจึงลุกออกมาจากเตียง หยิบเสื้อผ้าของเขาขึ้นมา และใส่ให้เขาอย่างไม่เต็มใจนัก

ฉู่หลีที่เดิมทีหน้าดำคร่ำเครียด พลันเปลี่ยนสีหน้าเป็นดีขึ้น มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย แต่เพราะความเย่อหยิ่งทำให้ต้องปิดบังเอาไว้ ชิงเซี่ยเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งโกรธ นางออกแรงที่มือเพื่อกระชับสายรัดให้แน่นขึ้น จนเกือบทำให้ฉู่หลีขาดอากาศหายใจ

หลังสวมเสื้อผ้าทั้งหมดเรียบร้อย ฉู่หลีก็ลุกขึ้นเดินไปที่ประตูใหญ่ เมื่อเขากำลังจะเดินออกไป จู่ๆ เขาก็ยืนหยุดอยู่กับที่ เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง เขาหันหน้ามาก่อนจะตะโกนถามว่า “ข้าหลับไปได้อย่างไร? เหตุใดข้าจำไม่ได้?”

แย่แล้ว...ทำไมเขาถึงจำได้รวดเร็วขนาดนี้ ชิงเซี่ยในชุดนอนผ้าฝ้ายสีขาว นอนเอนกายสบายๆ อยู่บนเตียง มือข้างหนึ่งยื่นไปหยิบหมอนหยกสีขาว ก่อนจะเอ่ยกับฉู่หลีว่า “เจ้าบังคับข้า ข้าเลยตีเจ้าสลบ ก็ง่ายๆ เช่นนี้”

ฉู่หลีตกตะลึง คิดไม่ถึงเลยว่าชิงเซี่ยจะซื่อสัตย์ขนาดนี้ ในขณะที่กำลังคิดอยู่ คนที่อยู่ด้านนอกก็ตะโกนเข้ามาอีกครั้ง “รัชทายาท พระองค์ตื่นบรรทมแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ? หลิวซือหม่า...”

“หุบปาก!” ฉู่หลีพลันตะโกนเสียงดัง ด้านนอกก็เริ่มส่งเสียงครวญครางออกมา ชายที่กำลังโกรธจ้องมองไปทางชิงเซี่ยที่อยู่บนเตียง พลางเอ่ยเสียงต่ำออกมาว่า “เจ้ารอก่อน ข้าจะกลับมาจัดการกับเจ้าทีหลัง!” พูดจบก็หมุนตัวออกไป

“เอะอะโวยวายอะไรกัน!” ฉู่หลีตะโกนออกมาด้วยความโกรธ คนที่คุกเข่าอยู่เอ่ยออกมาไม่กี่คำก่อนจะแยกย้ายกันไป ไม่นานจากนั้นทุกบ้านทุกที่ก็มีแสงไฟสว่างขึ้น ชิงเซี่ยยืนอยู่ริมหน้าต่าง กุมแผลที่อยู่ตรงท้องเอาไว้ มองไปทางเมืองฝั่งตะวันออกที่มีแสงสว่างสาดส่อง ในใจพลันว่างเปล่า

นางทำได้เพียงเท่านี้ หวังว่าฉีอันจะหนีไปได้ นอกเหนือจากนี้นางไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว

คืนนี้ คนมากมายไม่อาจหลับได้ลง แต่ชิงเซี่ยกลับปีนขึ้นเตียง และหลับไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อตื่นขึ้นมาพระอาทิตย์ก็โผล่พ้นขอบฟ้าแล้ว นางเพิ่งจะลืมตาขึ้นมาก็เห็นใบหน้ายิ้มแย้มของเซียงจวี๋ โดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น สาวใช้ทั้งแปดคนของตำหนักหลันถิงคุกเข่าอยู่ที่พื้น พลางเอ่ยกับชิงเซี่ยอย่างพร้อมเพรียงว่า “ยินดีกับพระนาง ขอทรงพระเจริญ”

แล้วก็มีเสียงดังมาจากตำหนักอื่นไม่ขาดสาย ชิงเซี่ยหันไปมองก็เห็นเพียงบ่าวกลุ่มหนึ่งคุกเข่าอยู่ด้านหน้าตำหนัก ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความยินดี

“พวกเจ้า เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” ชิงเซี่ยคิดไม่ออก ตอนนี้ตนทั้งปวดศีรษะและเจ็บหลัง ไม่รู้จริงๆ ว่ามีเรื่องน่ายินดีอะไร เมื่อเทียบกับเวลาปกติแล้ว นางสับสนยิ่ง

“ยินดีกับพระนางที่ในที่สุดก็ได้รับความโปรดปราน พวกเราบ่าวของตำหนักหลันถิง ขอให้พระนางตั้งครรภ์โอรสมังกรในเร็ววัน สืบเชื้อสายของราชวงศ์เพคะ” เซียงจวี๋ยิ้มหวาน แต่บางอย่างบนใบหน้ากลับดูขัดตาไปบ้าง

ชิงเซี่ยได้ยินดังนั้น ในหัวพลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา เมื่อคืนฉู่หลีเองก็ออกไปกลางดึกมากแล้ว วันนี้ตนก็ยังมาตื่นสายอีก ดังนั้นทั้งหมดนี้จึงคาดเดาไปได้ทางเดียวว่า ตั้งแต่เข้าวังมาจวงชิงเซี่ยยังไม่เคยได้รับความโปรดปรานใดๆ กระทั่งเมื่อคืนนี้

อืม...เรื่องนี้ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีเหลือเกิน

ตลอดทั้งวัน ธรณีประตูของตำหนักหลันถิงถูกคนเหยียบย่ำจนเกือบจม บรรดาเฟยจื่อและ**เหม่ยเหริน*******ทั้งหลายในวังหลังนั้น ต่างมาที่ตำหนักหลันถิงเพื่อคารวะ เยี่ยมเยียนจวงชิงเซี่ยซึ่งเป็นคนโปรดคนใหม่ของวังฉู่

อย่างไรก็ตามฮ่องเต้ที่พระวรกายอ่อนแอได้ป่วยมาหนึ่งปีแล้ว ก็ยังคงบรรทมอยู่บนเตียงตลอดทั้งวัน เมื่อพูดถึงฮ่องเต้แล้ว ประชาชนชาวฉู่ไม่ได้มีความรู้สึกดีๆ อะไรต่อพระองค์ นอกจากการให้กำเนิดโอรสที่ดี ฮ่องเต้พระองค์นี้ก็ไม่ได้มีประโยชน์อันใดเลย เมื่อครั้งยังเยาว์วัยเขาทั้งเสเพลและไม่ได้เรื่องได้ราว สองครั้งสองคราที่เกิดสงครามขึ้นเพราะความไม่ได้เรื่องของเขา นอกจากนี้เขายังต้องการให้โอรสของตนไปเป็นตัวประกันที่แคว้นอื่น เพื่อปกป้องแคว้นตนเอง หนึ่งปีก่อน บรรดาปราชญ์นับร้อยในแคว้นฉู่ ได้ตกอยู่ใต้บัญชาของบุตรชายของเขาอย่างคาดไม่ถึง หลังจากฝ่าบาทพ่ายแพ้ให้กับชนป่าเถื่อนที่ใช้หินเป็นอาวุธเหล่านั้น จนทำให้หนานเจียงกลายเป็นเส้นทางการฆ่าล้างสู่เมืองหลวง หากไม่ใช่เพราะองค์รัชทายาทกลับมาทันเวลา แคว้นฉู่คงได้ลุกเป็นไฟไปแล้ว

ดังนั้นในวังฉู่แห่งนี้ คนที่มีอำนาจอย่างแท้จริงก็คือฉู่หลี สิ่งที่ผู้คนทั้งหลายต่างรอคอย ไม่มีมากไปกว่าการรอให้ฮ่องเต้สิ้นลมหายใจไป

เมื่อเป็นเช่นนี้ จวงชิงเซี่ยจึงอยู่ในช่วงน้ำขึ้น กำลังกลายเป็นสตรีที่มีอำนาจมากที่สุดคนหนึ่งในวังฉู่ ตำหนักหลันถิงจึงมีชื่อขึ้นมาทันใด

ช่วงวันที่ผ่านมานี้ห้องโถงของตำหนักหลันถิงจึงคึกคักเป็นอย่างมาก แม้ว่าชิงเซี่ยจะไม่ค่อยชอบนัก แต่ก็ยังคงต้อนรับบรรดาสตรีที่เข้าออกตลอด ค่ำคืนค่อยๆ คืบคลานเข้ามา ในขณะฟ้าค่อยๆ มืดลง ก็มีแขกไม่ได้รับเชิญเข้ามาเยี่ยมยังสถานที่ที่คึกครื้นที่สุดในวังหลังแห่งนี้


*เหม่ยเหริน คือตำแหน่งพระสนมในองค์จักรพรรดิ ขั้นสี่ ชั้นเอก

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น