แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 17

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 306

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ค. 2562 01:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 17
แบบอักษร

นายร้อยตำรวจโทเพียงแต่ยิ้มรับตามประสาคนคุยเล่นไม่เก่ง แล้วเสมองสองข้างทางที่ตึกแถวของคนจนที่ปลูกติดกันแน่นขนัดราวสลัม ไม่มีที่ว่างสักตารางนิ้ว พลางรำพึงกับตัวเองเบาๆ “เราหายไปแค่สองเดือน ไม่น่าเชื่อว่าฮ่องกงจะเปลี่ยนไปขนาดนี้”

“บางทีอาจเป็นเพราะหมวดไปราชการที่แผ่นดินใหญ่นานเกิน พอกลับมาก็เลยยังปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของฮ่องกงไม่ได้” คนลากรถตั้งข้อสังเกต แล้วจึงเป็นฝ่ายถามกลับบ้าง “ทุกวันนี้แผ่นดินใหญ่เป็นยังไงบ้างแล้วครับ”

“แย่” ชายหนุ่มพูดเสียงเครียด “ไม่มีคำอื่นที่เหมาะกว่านี้แล้ว ระบอบการปกครองใหม่ไม่ช่วยให้พวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ตอนแรกก็ปลูกฝังกันว่าทำเพื่อชนชั้นกรรมาชีพ เอาประโยชน์สุขของคนจนเป็นที่ตั้ง ต่อไปคนรากหญ้าจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินจีน ไม่ถูกพวกนายทุนรีดไถเอารัดเอาเปรียบเหมือนยุคจอมพลเจียงอีก แต่ผลสุดท้ายแล้ว เกษตรกรและกรรมกรก็ยังมีชีวิตที่แร้นแค้นตามเดิม ไม่ได้กินดีอยู่ดีเหมือนในโฆษณาชวนเชื่อ ดีไม่ดีอาจจะแย่กว่าสมัยก่อนสักสิบเท่าร้อยเท่าก็เป็นได้ เพราะสมัยก่อนยากจนเพียงไรก็ยังมีบ้านช่องทรัพย์สินของตัวเอง มาสมัยนี้ถูกยึดเข้าส่วนกลางหมด เมื่อเร็วๆนี้ผมเพิ่งได้ข่าวว่ามีคนอดตายกันยกหมู่บ้าน ไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน เพราะรัฐบาลปกปิดข่าวและยืนกรานว่าไม่จริงลูกเดียว”

“เฮ้อ เวรกรรมจริงๆ” ชายสูงอายุเสริมพร้อมกับมองไล่หลังขอทานแม่ลูกที่เพิ่งด่านตัดหน้ารถไป “...ทางนี้ผมรู้สึกว่านานวันคนแผ่นดินใหญ่ก็ยิ่งหนีระบอบการปกครองใหม่มาอยู่ฮ่องกงมากขึ้นเรื่อยๆ ที่มาแล้วสร้างคุณก็เยอะ แต่ที่มาแล้วสร้างโทษก็แยะ เห็นใจพวกตำรวจที่ต้องทำงานหนักขึ้น ต้องคอยมาตั้งด่านตรวจพวกลักลอบเข้าเมือง ตามจับนักขนสินค้าเถื่อน ยังไม่รวมปราบปรามพวกลักเล็กขโมยน้อย หรือกวาดล้างพวกหากินทุจริตผิดกฎหมายอื่นๆอีกไม่รู้ตั้งกี่ประเภท”

ร.ต.ท.หวู่ เกาเฉ่ง ส่ายหน้าให้กับความเห็นของคนลากรถเฒ่า “ถ้ายังงั้นลุงก็ควรเห็นอกเห็นใจผู้อพยพด้วย เพราะถ้าหากไม่ใช่เพราะความอัตคัดบังคับพวกเขาจริงๆ ใครเล่าจะอยากทำงานพรรค์นั้นให้เสื่อมเสียเกียรติยศของตัวเอง”

“จริงของหมวดครับ” ลุงตั๊งซึ่งร่ำๆจะแย้งในทีแรก ยอมรับคำแต่โดยดี หากยังไม่วายหันมาไล่เบี้ยกับผู้โดยสาร “แต่หมวดพูดเหมือนเป็นคนแผ่นดินใหญ่ซะเอง ผมไม่นึกเลยว่าคำพูดแบบนี้จะหลุดจากปากตำรวจฮ่องกง”

“ผมคงไม่เคยเล่าให้ลุงฟังว่าครั้งหนึ่งผมเคยใช้ชีวิตอยู่ที่ฝอซาน...”

เขายิ้มบางๆที่มุมปากเหมือนเช่นทุกคราที่ได้หวนรำลึกถึงวันวานอันหอมหวาน ชีวิตวัยหนุ่มที่เต็มไปด้วยอิสรเสรี รวมทั้งสาวคนรักที่จากไกลกันอย่างไม่มีวันได้พานพบอีก นายร้อยตำรวจโทครุ่นคำนึงถึงธรรมชาติอันร่มรื่นด้วยต้นไม้ใบหญ้านานาพันธุ์ อากาศปลอดโปร่ง และเนินเขาสลับซับซ้อนของฝอซานซึ่งขึ้นชื่อว่าเมืองแห่งเขาพระพุทธ ก่อนจะพบกับความความเป็นจริงอันน่าขื่นขม เมื่อรู้สึกตัวว่าสภาพความเป็นจริงที่ปรากฏตรงหน้าคือป่าคอนกรีตที่อันรกทึบของเกาลูน ไม่ใช่ป่าไม้เขียวชอุ่มของเมืองฝอซานที่เขาเคยฝากความทรงจำดีๆไว้

“...แต่นั่นมันก็เนิ่นนานมาแล้ว สมัยที่ยังไม่ได้บรรจุตำรวจโน่นแน่ะ” ผู้โดยสารที่เพิ่งหลุดจากภวังค์ขยายความ หยิบเศษเหรียญในกระเป๋าเสื้อออกมานับ พลันยื่นให้คนลากรถเมื่อใกล้ถึงปลายทาง

“ขอบคุณหมวดมากครับ” สารถีกล่าวเต็มเสียง

“โชคดีนะลุงตั๊ง เงินทองไหลมาเทมา ลูกค้าเรียกใช้เยอะๆ” เกาเฉ่งนึกได้ขณะก้าวลงจากรถลาก “อ้อ มีอีกเรื่องที่ผมอยากจะบอก”

สายตาทั้งสองของตำรวจหนุ่มจับจ้องยังป้ายโลหะเหนือประตูใหญ่ที่เขียนว่า ‘สถานีตำรวจนครบาลจิมซาโจ๋ย’ ด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์

“เบื้องบนอนุมัติให้เลื่อนยศผมเป็นร้อยตำรวจเอกตอนผมไปราชการที่แผ่นดินใหญ่ มีกำหนดย้ายไปประจำการที่ซาถิ่นอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า คงไม่ได้เจอลุงบ่อยๆแล้ว ขอบคุณลุงตั๊งที่อำนวยความสะดวกให้ผมตลอดหลายปีที่ประจำอยู่ที่นี่ รักษาสุขภาพด้วยนะ ผมสัญญาว่าจะหมั่นหาเวลากลับมาเยี่ยมลุง”

“ดีใจกับหมวดด้วย” เสียงดังแจ่มใสของผู้อาวุโสเปลี่ยนเป็นเสียงอิดๆออดๆยามเอ่ยคำแสดงความยินดี ทั้งพลอยดีใจในความก้าวหน้าของชายหนุ่ม ทั้งเสียใจที่ตัวแกและเขตนี้กำลังจะต้องสูญเสียเจ้าหน้าที่รัฐดีๆไป “พญามังกรไม่ควรคู่อยู่กลางดงมัจฉา หงส์ฟ้าไม่ควรคลุกคลีกับฝูงนกกา คนเก่งกล้าสามารถอย่างหมวดก็ไม่น่าจมปลักอยู่เขตนี้นาน วันๆมีแต่พวกกุ๊ยกเฬวรากยกพวกตีกัน หรือไม่ก็พวกฉกชิงวิ่งราวบนท้องถนน ไม่มีโอกาสให้อดีตนักเรียนตำรวจยอดเยี่ยมแสดงฝีมือสักที”

“ที่ทำงานใหม่ของผมก็ไม่ได้ดีไปกว่าที่นี่หรอกลุง” เกาเฉ่งยักไหล่ “เผลอๆจะแย่กว่าด้วย เพราะผู้กำกับเขตซาถิ่นท่านแจ้งมาว่าเพิ่งจับตัวแก๊งค้ามนุษย์ได้ ทั้งกรมไม่มีใครนึกเลยว่าธุรกิจชั่วร้ายพรรค์นี้จะฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง ผมเองก็นึกว่ามันจะสูญพันธุ์ไปตั้งแต่ยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ไม่น่าจะลอยนวลมาถึงสมัยนี้ได้เลย”

“หมวดพูดถึงอะไรหรือครับ” ตั๊งถามเสียงสั่น

“หมุ่ยไจ๋” มือปราบว่าที่ร้อยตำรวจเอกเม้มริมฝีปากแน่น “มีการลักลอบค้าหมุ่ยไจ๋เกิดขึ้นในฮ่องกง ลุงได้ยินข่าวหรือเปล่า”

สามีป้าเซาใจร่วงผล็อย นึกถึงครอบครัวเจ้านายของคู่ชีวิตกับเด็กหญิงผมเปียที่ชอบใช้บริการแกประจำเวลาโดนใช้ไปจ่ายตลาด ก่อนสั่นศีรษะเป็นพัลวันโดยหวังว่าอาการตระหนกของแกจะไม่โจ่งครึ่มถึงขั้นทำให้อีกฝ่ายจับพิรุธได้

“พอไปอยู่ที่นั่น ผมจะตั้งหน้าตั้งตาจับพวกนี้ เพื่อที่เด็กผู้หญิงในครอบครัวยากจนจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของพวกมันอีก”

นายตำรวจหนุ่มแถลงปณิธานด้วยดวงตาที่เปล่งประกายวาววามแสดงถึงความแน่วแน่ ขณะที่ชายสูงอายุหลบหน้าซ่อนแวววิตก

“คนจนย่อมไม่มีทางเลือกในชีวิตมาก” สาวใช้อาวุโสประจำคฤหาสน์สีเหลืองของตระกูลหมั่นหยุดมือที่กำลังรีดชุดสูทอย่างขมีขมัน ขัดขึ้นเมื่อเห็นเด็กสาววัยรุ่นทำท่าจะอู้งาน “ยิ่งเป็นผู้หญิงยิ่งร้ายใหญ่ ไม่ถูกฆ่าทิ้งตัดภาระก็เรียกได้ว่าบุญท่วมหัวแล้ว ตอนป้าอายุครบเจ็ดขวบ พ่อกับแม่ก็ตัดสินใจขายป้ามาเป็นหมุ่ยไจ๋ในบ้านหลังนี้ ถึงจะต้องเหนื่อยกายเพียงไรก็ยังดีที่มีข้าวปลาให้กินครบสามมื้อ ไม่เหมือนอยู่บ้านตัวเองที่อาหารการกินไม่เคยพอยาไส้...”

อาฉุนอ้าปากหาว ส่วนอายี่ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล

“พอเถอะค่ะป้า ในรอบสี่ปีที่ผ่านมานี้หนูนับได้ครั้งที่สามสิบเก้าแล้ว ที่ป้าเกริ่นแบบนี้แล้วต่อด้วยอบรมเราเรื่องงาน”

"เอาไว้เมื่อไหร่ที่พวกหนูทำตามที่ป้าสอนได้ ป้าก็จะเลิกพูดไปเอง” เสียงทุ้มกังวานของหญิงวัยกลางคนเน้นหนักที่ประโยคแรก

“ทำไมป้าไม่พูดเรื่องสนุกๆอย่างเรื่องความรักระหว่างป้ากับลุงตั๊งบ้างล่ะคะ หนูว่านั่นยังน่าฟังกว่าเรื่องนี้ตั้งเป็นกอง” คนน้องเสนอ

“น่าฟังบ้าบออะไรกัน พูดจาเลอะเทอะเป็นเด็กอมมือไปได้” ป้าเซาเอ็ดเสียงดัง “จะออกเรือนอยู่หลัดๆแล้วยังไม่รู้อีกหรือว่าหมุ่ยไจ๋มีความรักได้เสียที่ไหน มีแต่ทำงานรับใช้นายเพื่อไถ่ถอนค่าตัวที่เจ้านายซื้อจากครอบครัวก็แค่นั้น ปกติก็เก็งราคาไว้ให้คุ้มค่าสำหรับสิบปี พอเป็นสาวเมื่อไหร่ เจ้านายค่อยอนุญาตให้แต่งงานออกไปใช้ชีวิตเป็นอิสระ – ก่อนที่ป้าจะแต่งงานกับลุงตั๊ง ป้าเพิ่งเคยเห็นหน้าลุงแกแค่สองหน เป็นแต่แม่สื่อที่เจ้าคุณปู่จ้างมาชักนำให้แต่ง ป้าจึงต้องแต่งตามใจนาย”

“สรุปว่าก็ไม่น่าฟังพอกัน” อายี่ตัดบทพร้อมกับชุนผ้าไปด้วย

“จริงของพี่ใหญ่” สมทบเคล้าเสียงหัวเราะจบ อาฉุนก็หันไปทางห้องข้างๆ ซึ่งเหล่ฟั้นกำลังนั่งร้องเพลงอย่างเพลิดเพลิน “แต่หนูแน่ใจว่าทนฟังป้าเซาพูดเรื่องพวกนี้ต่อไป ก็ยังรู้สึกรื่นหูกว่าทนฟังใครบางคนร้องเพลงของเจ๊า สุ่น ด้วยเสียงอ้อแอ้แบบนั้น ต๊ายตาย! นั่นเสียงคนหรือแมวร้องเพลง หนวกหูเป็นบ้า ยังไม่รวมบางทีที่อยู่ๆแม่คุณเธอก็ร้องเพลงสวดอะไรนั่นอีก หนูฟังแล้วแขยงพิลึก ยี้!”

“นี่ก็คอยว่าน้องไปซะทุกเรื่อง” หญิงสูงวัยดุ

“ก็หนูพูดความจริงนี่คะ”

“อาฟั้นร้องออกจะเพราะ” ป้าเซาแขวนเสื้อสูทที่เพิ่งรีดเสร็จไว้บนราว พลันออกเดินอย่างเชื่องช้าตามประสาคนมีอายุ “ว่าแล้วไปดูอาฟั้นหน่อยดีกว่า หนูสองคนทำต่อไปนะ เสร็จเมื่อไหร่ก็เรียกป้าด้วยแล้วกัน”

“เข้าข้างอาฟั้นตลอด...”

เด็กสาวนั่งคอแข็งแม้เมื่อผู้อาวุโสพ้นห้องไปแล้ว ออกจะเคืองหน่อยๆเมื่อเห็นคนถูกกระทบกระเทียบทำท่าไม่อินังขับขอบต่อถ้อยคำดังกล่าว

กวาน เหล่ฟั้น ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้คัดแยกและพับเก็บเสื้อผ้าของนาย นั่งอิงหลังกับผนังห้อง รอบกายรายล้อมด้วยกองผ้าซึ่งมีทั้งส่วนที่พับเสร็จเป็นตั้งๆ กับส่วนที่ยังไม่ได้พับกองพะเนินเป็นภูเขาเลากา มือไม้บอบบางอย่างยากจะเชื่อว่าเป็นมือของสาวใช้เคลื่อนไหวไปมาด้วยความทะมัดทะแมง ขณะที่ริมฝีปากระเรื่อด้วยเลือดฝาดยังขับขานเพลงโปรดไม่มีหยุด...อากาศอ้าว ลมอู้ พานให้แลเห็นความเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าอากาศในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดู หมุ่ยไจ๋รุ่นเล็กคิดถึงเพลงเก่าที่ชื่อ ‘เพลงสำหรับสี่ฤดู’ ของเจ๊า สุ่น – นักร้องสาวนามอุโฆษที่เธอและเพื่อนร่วมโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าทั้งหลายชื่นชอบมาแต่เยาว์วัย จึงขับร้องเพลงนั้นด้วยสุ้มเสียงเรียบราบ

“ฤดูร้อน ต้นหลิวแผ่ก้านใบยาว สาวน้อยล่องเรือท่องไปในฉางเจียง จากเหนือลงใต้ ผืนดินนี้ช่างงามตา หากไม่งามเท่ารวงข้าวใต้แสงเดือน”

หัวหน้าบ่าวยืนดูเจ้าของเสียงอย่างใช้ความคิด จากนั้นครู่หนึ่งจึงส่งเสียงเรียก

“อาฟั้น พับเสื้อของคุณนายเสร็จรึยัง”

“เอ้อ! ใกล้เสร็จแล้วค่ะป้า” เหล่ฟั้นตอบ แสดงสีหน้าสั่นผวา

“ดีแล้วละ” ป้าเซาสืบเท้าไปยืนหน้าเด็กหญิง และเพ่งมองกระโปรงผ้าลูกไม้ตัวเก่งของคุณนายที่เธอกำลังพับทบชายเข้าด้วยกัน “กำลังคิดถึงซิสเตอร์คนนั้นอยู่หรือ” แกถามขณะเลื่อนสายตามาบรรจบกับแววตาแฝงความเศร้าสร้อยของอีกฝ่าย “เพราะปกติหนูจะไม่ร้องเพลง ยกเว้นแต่เวลาที่คิดถึงท่านเท่านั้น”

“ก็นิดหน่อยค่ะ” เธอเชิดคางขึ้นอย่างจะยืนยันในคำพูดตน “แต่ตอนนี้หนูไม่รู้สึกอะไรแล้ว ป้าเซาอย่ากังวลนะคะ”

“ความห่วงหาอาวรณ์จะรู้สึกมากรู้สึกน้อยก็ย่อมก่อความอึดอัดใจเสมอ” คนเก่าแก่ของบ้านตอบโต้ด้วยความปรานี “มีความในใจอยากระบายรึเปล่า”

เหล่ฟั้นมองออกไปนอกหน้าต่างที่แสงแดดรำไรลอดเข้ามา ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องที่ติดตรึงอยู่ในใจ ด้วยรู้ดีว่าป้าเซากำลังเค้นให้เธอเล่ามันออกมา

“หนูคิดถึงหน้าร้อนปีที่หนูอายุหกขวบ มีคนใจดีเอาเสื้อผ้าสวยๆมาแจกที่โรงเลี้ยงเด็กสิบชุด แต่เด็กที่ต้องการเสื้อผ้าพวกนั้นมีมากถึงยี่สิบกว่าคน แต่ละคนทะเลาะกันยื้อแย่งของกันอุตลุด บางคนกระชากเปียผมเพื่อน จิกข่วนกันจนเป็นแผลเลือดซิบๆก็มี สุดท้ายซิสเตอร์กวานก็เป็นคนมาห้ามศึกและเรียกพวกเราทุกคนไปอบรม”

คนเล่าเงียบไปชั่วลมหายใจหนึ่ง “ตอนนั้นซิสเตอร์พูดอะไรบ้างหนูก็จำได้ไม่หมด แต่สิ่งหนึ่งที่หนูไม่ลืมเลยก็คือคำพูดที่ว่า ‘คนเราสามารถอยู่กับสิ่งที่มีอย่างสุขสบายใจได้ ตราบเท่าที่เรายังไม่รู้จักสิ่งที่ดีกว่านั้น’ เพราะทันทีที่พวกเราเห็นเสื้อผ้าที่สวยกว่า เราก็แย่งชิงพวกมันอย่างเอาเป็นเอาตายจนลืมไปเลยว่าศัตรูที่เราแย่งของด้วยนั้นเป็นเพื่อนที่ร่วมกินนอนมากับเรา”

“เรื่องที่หนูกำลังเล่าเกี่ยวอะไรกับบ้านหลังนี้หรือเปล่า”

ป้าเซาถามแทรกด้วยจนปัญญาจะคิดตาม

“เกี่ยวซิคะ” เหล่ฟั้นพยักหน้า “ก่อนที่หนูจะมาอยู่ที่นี่ หนูรู้แต่ว่าตัวเองขัดสน แต่หนูก็ไม่รู้ว่าคนที่เขามีพร้อมทุกอย่างเป็นยังไง เพราะคนรอบข้างหนูก็เป็นแบบเดียวกับหนูทั้งหมด ทว่าพอได้พบคนตระกูลหมั่น หนูก็มองเห็นสิ่งที่หนูขาดชัดขึ้นๆ จนไม่รู้ว่าจะมีความสุขได้เหมือนเมื่อก่อนอีกมั้ย”

นิ้วมือเรียวรีของเด็กหญิงจากฝอซานลูบคลำตามรอยเลื่อมบนชุดราตรีที่คุณนายสวมใส่เป็นประจำ เธอเผลอยิ้มอย่างนึกขันที่ครั้งหนึ่งเคยใฝ่ฝันอยากใส่ชุดลักษณะนี้เหมือนอย่างนักร้องคนโปรด แต่แล้วก็ต้องหุบยิ้มลงเมื่อคิดขึ้นได้ว่ามันไม่ต่างจากมนุษย์ที่ฝันอยากบินได้เหมือนนก เมื่อย้อนมองสภาพจริงของตน

“ป้ารู้ดีว่าหนูคิดยังไง” เจิง เซา ทอดสายตาดูผู้อ่อนวัยกว่า “แต่ป้าก็อยากบอกให้หนูเบาใจว่าความปรารถนาของคนทุกคนไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งสำหรับคนรวยนั้น พวกเขาก็มีความทุกข์กับบางเรื่องที่คนจนอย่างเราไม่เคยสัมผัสเช่นกัน”

ณ จวนผู้บังคับการเรือฉิวที่ถูกดัดแปลงเป็นสโมสรผู้ดียามบ่าย เสียงฮือฮาที่ดังขึ้นปานฟ้าผ่าทำให้บรรดาภริยาคนใหญ่คนโตที่กระจัดกระจายอยู่ตามหลืบมุมต่างๆของห้องนั่งเล่นหันหน้ามองหาต้นเสียงกันสะพรึบพร้อม

“โต๊ะนั้นกินกันแล้ว” สตรีในชุดกระโปรงติดกันเอ่ยลอยๆ คล้ายจะแจ้งข่าวแก่มิตรสหายที่นั่งเล่นหมากรุกร่วมโต๊ะตัวเดียวกัน

“พวกไพ่นกกระจอกก็เป็นกันซะอย่างนี้ ใครเป็นอะไรหน่อยเดียวก็ตะเบ็งเสียงกันลั่นห้อง” คนอายุมากสุดในกลุ่มพูดเหน็บ

“แต่ฉันว่าคราวนี้เสียงดังพิลึก อยากรู้ตานี้ใครแพ้กันนะ”

พูดจบ คนพูดก็สอดส่ายสายตาไปยังโต๊ะกลางห้อง แล้วหล่อนก็ต้องเผชิญกับความจริงอันน่าตกใจ “คุณพระช่วย! คุณนายหมั่นแพ้อีกแล้ว”

“แพ้ใครไม่ว่า แพ้นังคุณนายผ่องจอมเฟอะฟะ” อีกคนสมทบ

“อย่างนี้แม่เจ้าประคุณหยิงโถวจะยอมได้หรือ”

“หมู่นี้ยัยนั่นแพ้บ่อยนะ จากเดิมที่ไม่เคยเป็นสองรองใครก็พ่ายติดกันรัวๆ” ภริยาอัยการออกความเห็น “ที่จริงก็ตั้งแต่แพ้อีตาฝรั่งที่ชื่อสแตนลีย์เมื่อเกือบปีที่แล้วก็เห็นหล่อนแพ้เขาไปทั่ว ยังกับผีพรายที่ถูกนักพรตปราบจนสิ้นฤทธิ์ ไม่มีน้ำยาหลอกหลอนคน มีแต่จะโดนเขาย่ำยีบีฑาเอา”

“จริงอย่างที่คุณพี่บอก หล่อนคงเสียความมั่นใจ” คนเริ่มเรื่องทำท่าเห็นใจ “แต่นี่สแตนลีย์ก็หายหน้าไปนานแล้ว ไม่รู้ไปไหน”

ภริยาตำรวจใหญ่เดินหมากเมื่อมาถึงตาตัวเอง พลันนินทาอย่างระมัดระวัง “เป็นไปได้มั้ยว่าการจากไปของเขาเป็นต้นเหตุให้คุณนายหมั่นฝีมือตก”

“พูดอะไรอย่างนั้นเล่า” คนที่ไม่เห็นด้วยตั้งท่าจะเถียง

“ฉันไม่ได้กล่าวหาลอยๆนะยะ ถ้าเรื่องไหนไม่มีมูลคนอย่างฉันก็ไม่พูดหรอก” หล่อนขึ้นเสียงแข่ง ตามองคนที่กล่าวถึงซึ่งกำลังก้าวออกไปจากห้องด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์ รอจนกระทั่งร่างอรชรลับตา หล่อนจึงกล่าวต่อ “วันนั้นฉันเห็นอยู่ ตลอดเวลาที่เล่นไพ่กับตานั่น สุ้มเสียงแววตาหล่อนงี้หวานฉ่ำเชียว ทำยังกับสาวๆที่หลงใหลได้ปลื้มหนุ่มตะวันตก ทั้งที่ตัวก็มีลูกมีผัวแล้วแท้ๆ”

“เสือยังไงก็เป็นเสือ พรางตัวดีเท่าไหร่ก็ไม่อาจเก็บซ่อนลายได้” สาวใหญ่ตีโวหารพร้อมยกน้ำชาขึ้นจิบดับกระหาย “ผู้หญิงหากินยังไงก็ยังเป็นผู้หญิงหากินวันยังค่ำ ต่อให้เสกสมรสกับคนมีอิทธิพลแล้วยกระดับตัวเองเป็นคุณหญิงคุณนาย ก็ไม่ช่วยให้สันดานที่ติดตัวมาจากสถานบันเทิงหลุดล่อนไปหรอก”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น