kimchan108

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ซูลี่ที่ 2 - แขกมาเยือน

ชื่อตอน : ซูลี่ที่ 2 - แขกมาเยือน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.8k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ต.ค. 2561 14:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ซูลี่ที่ 2 - แขกมาเยือน
แบบอักษร

"คุณหนูจะรับน้ำชาหรือว่าขนมทานเล่นสักหน่อยหรือไม่เจ้าค่ะ"เสียงสาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักนาม ฟางฟาง พูดด้วยวาจาที่สดใสร่าเริง ทำเอาข้านั้นแทบจำสตรีที่น้ำตาอาบแก้มเพราะผู้เป็นนายหยุดลมหายใจเมื่อตอนนั้นไม่ได้เลย     

ข้ายกยิ้มหวานๆให้นางไปหนึ่งทีจนนางสะดุ้ง ช่างน่าตลกเสียจริง รอยยิ้มของข้ามันทำให้สีหน้าของคนเปลี่ยนได้รวดเร็วมากเช่นนี้หรือ

แม้ความทรงจำจะบอกว่าร่างนี้นั้นแต่เดิมเป็นคนมีจิตใจดีโอบอ้อมอารีเพียงใด แต่กับไม่ค่อยยิ้มให้แก่ผู้ใดง่ายนักยิ่งระหว่างที่คู่หมั้นสี่มังกรไปทำศึก พวกนางอิจฉาไม่ทำเพียงแค่ใส่ร้ายป้ายสีจนตัวนางกลายร่างเป็นนางมารร้ายในสายตาผู้อื่น

พวกนั้นยังรวมหัวกันวางยาพิษตลอดห้าปีจนร่างกายนางรับไม่ไหวไม่สามารถขยับปากได้ ร่างกายไร้เรี่ยวแรง ตัวซีดเผือดจนเกือบเป็นกระดาษ ทุกครั้งเวลากินอาหารเหล่าบ่าวไพร่ต้องทำน้ำต้มข้าวและกรอกปากนาง

เป็นธรรมดาของชีวิตนางเอกที่ถูกมองว่าเป็นนางร้ายย่อมโดนกลั่นแกล้งมากมายจนน่าสงสาร แต่ตอนนี้อย่าหวังว่าใครจะได้แตะแม้แต่ปลายเล็บของตัวข้า ข้านั้นจะตบให้กระเด็นเสียให้หมด

ยิ่งพอพวกคู่หมั้นมังกรกลับมาจากศึกและแวะเข้าบ้านนางทันทีพร้อมหนังสือหย่าหมั้น

ตัวนางร้องไห้จนน้ำตาหมดตัว ก้มลงกราบแทบเท้ามังกรทั้งสี่อย่างน่าสงสาร หกล้มคลุกคลานเพราะร่างไร้เรี่ยวแรง

แต่สายตาพวกเขามีเพียงความสมเพช

ทั้งที่ไม่รู้ตัวบ้างเลยว่าคู่หมั้นของตัวเองนั้นโดนอะไรมาบ้าง

ข้านั้นรู้สึกสมเพชพวกเขายิ่งกว่า

"อากาศวันนี้ดียิ่งคุณหนูจะออกไป..."ฟางฟางพูดต่อไม่หยุดพลางชี้นิ้วผ่านหน้าต่างไปยังสวนดอกไม้

"ฟางฟาง"

"เจ้าค่ะ"

"ช่วยจัดน้ำชาและขนมทานเล่นให้ข้าที่ศาลาริมน้ำซักหน่อยได้หรือไม่?"

"ได้เจ้าค่ะฟางฟางจะจัดเตรียมให้เดี้ยวนี้"ฟางฟางย่อตัวเล็กน้อยแล้วก้มหน้าก้มตาเดินออกไปด้วยกิริยาสำรวม

ข้ายิ้มส่งท้ายให้นางเล็กน้อยแล้วหันมาสนใจกระจกเบื้องหน้าที่กำลังสะท้อนเงางามของร่างบอบบางนี้แม้ร่างเก่าของข้าจะเป็นถึงนายร้ายขึ้นจอทองมีผลงานการันตีไม่ตำกว่าสิบเรื่องและใบหน้าที่สวยสะดุดตา

แต่ร่างนี้งามยิ่งกว่า...

ใบหน้าเรียวรูปไข่ ผิวพรรณขาวดุจหิมะตัดกับริมฝีปากรูปกระจับสีแดงสดเหมือนดอกเหมยแดงที่บานกลางหิมะ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนหวานหยดเหมือนน้ำผึ้งแต่ทว่ากับเฉี่ยวคมด้วยหางตาที่ชี้ขึ้น แก้มขาวอมชมพูเปล่งปลั่งลบเลือนภาพโฉมงามที่เคยตัวซีดเผือกไร้เรี่ยวแรงเมื่อวันก่อนไปได้เลย

การที่ข้ามาเข้าร่างนี้อาจจะหักล้างพิษและโรคทุกอย่างของนางออกไป

ความงดงามไร้ที่ติ

"หึ.."

ข้าแค่นเสียงในลำคอพร้อมยกรอยยิ้มสมเพช พลางนึกถึงใบหน้าหล่อเหลาเหมือนเทพบุตรของคู่หมั้น ไม่สิ..อดีตคู่หมั้นของข้า โถ่..หน้านั้นนะหรือก็แสนจะดูดีเทียบเท่าเทวดา แต่วาจาและสันดานกลับดำดิน หูเบาเหมือนใยนุ่นตามืดบอดหลงเชื่อข่าวลือ

เอาเถอะนะ..

"พวกเขากล้าทิ้งโฉมงามเช่นเจ้าไป ข้าก็จะสั่งสอนให้รู้จักคำว่าเสียดายเจียนตาย"ข้าแสยะยิ้มให้กระจกพลางลูบไล้เส้นผมเงางามสีดำสนิท สวยๆแบบนี้ต้องสตรองบุรุษไม่มองต้องพุ่งชน 

คอยดูเสียเถอะพวกอดีตคู่หมั้นชื่อนะหรือมีคำว่าหลง(มังกร) การรบการศึกก็ชนะมาตั้งมาก แต่กับเชื่อคำพูดลอยๆไร้หลักฐาน 

ข้าจะล่อลวง เอ๊ย ชักนำให้เหล่าบุรุษติดกับดักหลงใหลข้าจนโงหัวไม่ขึ้น จะผลิกคดีความร้ายกาจทั้งหมดที่นางไม่ได้ทำแต่ดันถูกตัวอิจฉาสาดสีใส่จนเปื้อนไปหมด จะกระชากหน้ากากพวกตัวอิจฉาออกให้เหลือแต่ชื่อ

"คณหนูขอรับพี่น้องตละกูลหลิวขอเข้าพบขอรับ"เสียงแหบบ่งบอกความชราของท่านพ่อบ้านดังขึ้นหน้าประตู ข้าขมวดคิ้วนึกถึงสองพี่น้องตละกูลหลิว หากจำไม่ผิดตระกูลหลิวเป็นตระกูลพ่อค้าใหญ่ มีภรรยาเอกและอนุอีกสามนาง โดยภรรยาเอกมีฝาแฝดชายหญิงที่เลืองชื่อความงดงาม

โอ้.. ฝาแฝดงั้นหรือ?

สองพี่ใหญ่แห่งตระกูลหลิว หลิว อี้ฟาน พี่ชายคนโตและหลิว อี้เหวิน พี่สาวคนโต

"บุรุษรูปงาม..."ข้าพึมพำออกมาแผ่วเบาและนึกถึงใบหน้าลางๆของพี่ชายคนโตของตระกูลหลิวในหัว"ท่านพ่อบ้านโปรดเชิญพวกเขาไปพบข้าที่ศาลาด้านหลัง"

"ขอรับคุณหนู"

เสียงฝีเท้าเดินห่างออกไปจากบริเวณหน้าประตู ข้าหลับตาลงสูดหายใจลึกๆและรวบรวมสติและแผนการอ่อย หมายถึง.. การเกี้ยวพาราสีบุรุษแบบไม่ให้เขารู้ตัว

ในตอนที่ยังเป็นนางร้ายชื่อดังอยู่มีบ้างที่จะต้องแสดงหนังย้อนยุคที่ต้องสวมใส่เสื้อผ้าอาภรแบบนี้จึงพอใส่เป็นอยู่บ้าง ข้าเลือกชุดสีขาวล้วนแต่ทว่ากลับมีลายดอกเหมยแดงปักไว้ตรงชายกระโปรงเล็กน้อยออกมาสวมใส่ จัดการรวบผมสีดำเงาขึ้นครึ่งหัวปักปิ่นหยกสีเขียวเรียบง่าย แต้มชาดที่ริมฝีปากและเปลือกตาเล็กน้อย พวงแก้มใสนี่ไม่อยากแต่งเติมอะไรมากคงความธรรมชาติไว้เช่นเดิม

ข้ายืนสำรวจรูปร่างวัยสิบแปดหนาวของตัวเองในกระจก ที่มีสัดส่วนยั่วยวนกินใจบุรุษได้แน่นอน หน้าอกเนียนมีความใหญ่โตจนเก็บเข้าเกาะอกไม่มิดโผล่พ้นออกมาจนเห็นเนินอกเนียน เอวคอดกิ้วราวกับนาฬิกาทราย

ดูสิร่างนี้นั้นงามไร้ที่ติ! แต่เหล่าสี่มังกรกลับเมินเฉยและถอนหมั้น แต่ไม่เป็นไรหรอกหนาอดีตคู่หมั้น.. แม้จะเจ็บใจแทนเจ้าของร่างนี้แต่ตอนนี้ก็เป็นร่างข้าไปเสียแล้ว

ดีเสียอีกที่ข้านั้นถอนหมั้นกับพวกเขา ข้าจะได้มีโอกาสพบเจอบุรุษรูปงามมาเก็บไว้ข้างกายอีกมากและนำไปตอกหน้าให้พวกเขาเสียดายเล่น

หลิว อี้ฟาน ท่านคงเป็นบุรุษคนแรกที่ข้าจะปักธง

ข้ายกยิ้มให้โฉมงามนาม มี่ ซูลี่ ในกระจก จะหาว่าตัวข้านั้นอวยหน้าตาตัวเองเกินจริงมากไปก็คงไม่ได้ เพราะนางนี้งดงามไร้ที่ติอย่างแท้จริง หน้าตาแค่ครึ่งเสี้ยวก็งามกว่านางงามในยุคของข้าไปหลายขุม หรือแม้แต่เดินตลาดพวกชะนี เอ๊ย สตรีทั้งหลายต้องแหวกซ้ายขวาให้ข้าเดินไม่กล้าเดินเทียบข้าเป็นแน่

พวกสี่มังกรนั้นดูพลาดแล้วที่มาถอนหมั้นข้าเพราะของหมั้นไร้เหตุผล

"อดีตคู่หมั้น..สักวันข้าจะทำให้พวกท่านหลงข้าจนโงหัวไม่ขึ้น แต่ตอนนี้พวกท่านต้องทำความรู้จักกับคำว่าเสียดายกันไปก่อนแล้วกัน"ข้ายกมือขึ้นลูบไล้กระจกตามเงาสะท้อนโครงหน้าของตัวเองพลางนึกถึงใบหน้าของอดีตคู่หมั้นทั้งสี่มือเรียวพลันกำหมัดแน่นด้วยอารมณ์โกรธ

พวกสี่มังกรนั้นมีของดีอยู่กลับตัวถึงเพียงนี้แต่กับเมินเฉย กลับจากสนามรบก็แวะมาเยี่ยมเยียนพร้อมใบหย่าหมั้นหาได้ใส่ใจร่างกายนางที่ซูบผอมไร้เรี่ยวแรงเนื่องจากไม่สบายแม้แต่น้อย ตัวนางนั้นน่ะหรือก็รอคอยจนโดนกลั่นแกล้งไม่เว้นแต่ละวันจนน่าสงสาร ข่าวลือเสียหายนับไม่ถ้วนจนข้าไม่อยากจะจำให้รกสมองเล่น พวกตัวมารตัวอิจฉาก็ช่างได้ใจกันเสียจริง

แล้วจะได้รู้กันว่าหากผู้ใดมันจะกล้าแตะ มี่ ซูลี่ คนใหม่อีกข้านั้นจะปั่นหัวให้หนีกลับลงหลุมกันเสียไม่ทันเลยคอยดู

"แต่เอาเถอะ..."ข้าผละมือออกจากกระจกและจัดอาภรณ์ตนเองให้เข้าที่อีกเล็กน้อยยิ้มมุมปากส่งท้ายให้กับตัวเองในกระจกแล้วก้าวเท้านำขาเรียวยาวของตนเดินไปที่หน้าประตู ก่อนจะยกมือเรียวเลื่อนบานประตูออกเผยให้เห็นทุ่งดอกไม้สุดลูกหูลูกตาของเรือนซูลี่

"ตอนนี้ข้าขอเปลี่ยนความคิดชาวบ้านจากการมองข้าเป็นดั่งนางมารร้ายให้พลิกคดีเป็นางฟ้าผู้ใฝ่ธรรมมะเสียก่อน"ข้าเอ่ยพึมพำกับตัวเองแล้วก้าวเท้าออกจากห้องเดินลงสวนดอกไม้แล้วหยุดฝีเท้าลงมองทางหินอ่อนที่แยกไปหลายทาง ข้าขมวดคิ้วและพยายามเรียกความทรงจำว่าทางใดไปศาลาด้านหลังของข้า

"หืม..?"

ข้ากอดอกทบทวนความทรงจำชั่วครู่จนพึ่งนึกอะไรบ้างอย่างออกเกี่ยวกับสวนนี้ ในความทรงจำของนางนั่นแท้จริงแล้วเรือนนางอยู่อีกที่หนึ่งแต่ด้วยความชื่นชอบธรรมชาติของนางจึงขอท่านพ่อสร้างเรือนหลังใหม่ให้ไกลตัวเรือนอื่นของจวนเสียหน่อยเพื่อปลูกดอกไม้นานาพันธุ์ในวัยเยาว์ทั้งที่ก่อนหน้านั้นนางชื่นชอบเพียงหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์บ้านเมือง ด้วยความที่เอาใจบุตรีของตนท่านพ่อจึงสร้างเรือนหลังใหม่ให้ติดกับภูเขาเพื่อที่ซูลี่จะได้อยู่ใกล้ธรรมชาติเต็มที่

ดอกไม้หลายสายพันธุ์ที่ข้าเห็นอยู่ในสวนแห่งนี้ตามหลักแล้วควรใช้เวลาหลายปีในการเติบโตแต่เพียงโรยเมล็ดไว้ไม่นานวันรุ่งขึ้นก็เติบโตแข่งกันเบ่งบายโดยไม่เหี่ยวไม่เฉามาหลายปี แม้ไม่รู้สาเหตุแต่ตัวนางนั้นกับชื่นชอบการเจริญเติบโตไวของพันธุ์ดอกไม้นี้ยิ่งมักอ้อนขอท่านพ่อให้หาเมล็ดพันธุ์มาปลูกใหม่เสียทุกครั้งที่พบหน้า 

ครึ่งหนึ่งของสวนแห่งนี้ฮ่องเต้เป็นคนประทานเมล็ดพันธุ์หายากให้ทั้งสิ้น

และหากจำไม่ผิดพระองค์ทรงมอบจิ้งจอกขาวแสนหายากให้หนึ่งตัวเป็นรางวัลพระราชทานที่ทรงเคยช่วยชีวิตพระองค์ไว้สมัยเป็นเพียงรัชทายาทเมื่อครั้งนางวัยเยาว์อายุได้เพียงหกหนาว นางนั่นดื้อรั้นอยากออกล่าสัตว์กับองค์ฮ่องเต้จึงขอบิดาและฮ่องเต้ก็ทรงเอ็นดูนางเหมือนลูกจึงอนุญาติให้นางไปด้วยได้ แต่เป็นโชคร้ายที่พระองค์ทรงโดนลอบปลงพระชนและพลัดหลงกับ มี่ หลิ่งฟู่ บิดาของซูลี่ระหว่างการหลบหนี เมื่อจนมุมพระองค์สู้จนร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัสในตอนท้ายการต่อสู้พวกมันคิดสกปรกยิงเข็มพิษใส่พระองค์ แต่ซูลี่ที่หลบอยู่หลังต้นไม้นั้นวิ่งออกมารับเข็มพิษแทนจนตัวนางเดินเซพลัดตกเหวพิษลงไปไม่รู้เป็นตายร้ายดีเพียงใด ออกหากันอยู่แรมเดือน ชาวประมงก็บังเอิญพบร่างนางนอนสลบไร้รอยขีดขวนอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำระหว่างกลับจากการหาปลา 

แต่นางกลับตื่นมาจำอะไรไม่ได้แม้แต่น้อย

พระองค์จึงมักประทานสิ่งของแทบทุกอย่างที่นางต้องการให้นางเสมอ

"เช่นนั้น..."ข้าเอ่ยพึมพำกับตัวเองแล้วมองรอบๆ"ข้าก็คงเป็นที่รักขององค์ฮ่องเต้เป็นแน่"

ข้ามองดอกไม้รอบๆและชื่นชมความงามอยู่ในใจ นางปลูกดอกไม้แบบไล่สีกันราวกับสีรุ้งอย่างสวยงาม

ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับบางอย่าง

"นั่นมัน!"ข้ายกนิ้วชี้ไปที่ต้นไม้แสนสะดุดตาก่อนจะถกกระโปรงขึ้นวิ่งไปสำรวจมันใกล้ๆ ตาข้าต้องมีแววระยิบระยับมากแน่ๆในตอนนี้

"ดอกวิสทีเรียนี่นา..ว้าวรากของมันปลูกที่นี้แล้วใหญ่ถึงเพียงนี้เลยหรือ?"

"สุดยอด.."

ข้าเดินลอดผ่านซุ่มไม้ไผ่ที่ใต้ต้นวิสทีเรียหรือต้นจื่อเถิงหลั่วสีสวยทั้งหลายอย่างตื่นตาตื่นใจ ต้นวิสทีเรียเป็นไม้ที่มีดอกดกและมีกลิ่นหอม เป็นพืชตระกูลถั่ว ลักษณะของมันจะคล้ายดอกสวีทพี คนทั่วไปจึงมักคิดว่าเป็นดอกไม้ที่ทานได้ แต่ดอกไม้งามย่อมมีพิษเป็นแน่แท้เช่นหญิงงามที่ยิ่งงามก็ยิ่งมีพิษ 

วิสทีเรียเป็นดอกไม้พิษชนิดหนึ่งที่หากกินเข้าไปแล้วอาจจะทำให้มีอาการคลื่นไส้ วิงเวียน อาเจียน ท้องร่วง และเป็นตะคริวได้

ข้าใช้สายตามองเถาของมันที่พันทวนเข็มนาฬิกาหากเดาไม่ผิดคงจะเป็นพันธุ์ไชนีสวิสทีเรีย

"อ่า..กลิ่นหอม"

"อุ้ย! นั่นมัน"ข้ายกมือปิดปากตัวเองแล้วอุทานอย่างตกใจก่อนจะก้าวเท้าอย่างรวดเร็วจนพ้นซุ้มดอกวิสทีเรียมาจนถึงดอกกุหลาบหรือดอกเหมยกุ้ย

ทุกดอกนั้นตอนนี้บานแข่งกันอวดสีกันเสียยกใหญ่ กลิ่นหอมโชยคลุ้งอยู่กลางอากาศ

"โอ๊ะ.."ข้าเอื้อมมือไปหวังจะเด็ดสักดอกออกมาเชยชมแต่หนามแหลมของกุหลาบกับทิ่มเข้านิ้วเสียจนเลือดออก

ไม่เป็นไร..ดอกไม้งามอยู่กับที่อาจจะเหมาะสมกว่า

ข้าเคยได้ยินคำกล่าวไว้ว่าสตรีงามก็เหมือนดอกกุหลาบ เพราะดอกกุหลาบนั้นแม้ภายนอกจะสวยสดงดงามและกลิ่นหอมเย้ายวนชวนดมเพียงใด มันก็มีหนามแหลมไว้ป้องกันตัวเฉกเช่นสตรีที่หากไม่ทันระวังตัวอาจโดนหนามนั้นบาดหัวใจจนเป็นแผลลึก

ข้าทอดสายตามองสวนกุหลาบตรงหน้าไปเรื่อยๆ จนหลงลืมไปเสียแล้วว่าตอนนี้ข้าควรทำอันใด ข้าเดินชมมาเรื่อยๆจนถึงทางหินอ่อนที่ลาดลงไปคล้ายบันไดห้าถึงหกขั้น บริเวณนั้นมีโต๊ะไม้และศาลาอยู่ใกล้กับริมสระบัวสีสวย

ข้าเห็นดังนั่นก็เตรียมจะก้าวข้าลงไปดูเสียหน่อย

"แม่นาง..."

"แม่นางขอรับ..."

หมับ!

"แม่นางมี่ขอรับ"เสียงทุ้มดังใกล้หูพร้อมมือที่จับไหล่ข้าจากข้างหลังทำเอาข้านั้นสะดุ้งตัวด้วยความตกใจ ข้าจึงรีบหันหน้าหมายจะขานรับบุรุษปริศนาแต่เท้าของข้านั้นดันเกิดลื่นจนเสียหลักล้ม

วินาทีนั้นข้ารีบคว้าเอาสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุดอย่างชายเสื้อของบุรุษปริศนาตรงหน้าไว้พร้อมหลับตาแน่น พลางคิดว่าหัวข้าต้องฟาดพื้นอย่างแน่นอน

ไม่นะนี่ข้าต้องเอาหัวงามๆไปโขกกับพื้นดินอย่างนั่นหรือ? ข้าอาจต้องหัวแตกหรือไม่ก็ดั้งหักสักอย่างเป็นแน่  ขะ..ข้ากลัว

ปัก! ปึก! 

เสียงกลิ้งลงจากทางหินอ่อนดังขึ้นก้องในสมองของข้า ด้วยความกลัวข้าจึงหลับตาแน่นซุกตัวเข้ากับวัตถุแข็งกระด้างแต่ทว่ากลับมีกลิ่นหอมตรงหน้า และความหวาดกลัวทำให้ข้าไม่ได้สังเกตุถึงแรงรัดบริเวณหลังและสะโพกแม้แต่น้อย 

ท่านเง๊กเซียนฮ่องเต้! ได้โปรดช่วยลูกด้วย!!!

ปัก! โครมมม!!!!

เสียงร่างชนเข้ากับศาลาดังปักพร้อมกับเสียงกระเบื้องหล่นลงมาจากหลังคาศาลาดังก้องไปหมด ตัวข้านั้นสั่นระริกอย่างหวาดกลัวหลับหูหลับตาร้องไห้จนหน้าเปียกปอน สองมือข้านั้นกระชับเสื้อของบุรุษตรงหน้าแน่น..

หื้ม ดะ..เดี๋ยวก่อนนะ

ข้ากระชับเสื้อ?...

บุรุษตรงหน้า?...

!!!!!!!!!!

ข้าลืมตาโพลงด้วยความตกใจ ภาพแรกที่เห็นคือเสื้อสีฟ้าอ่อนที่ถูกมือข้าดึงกระชากจนสาบเสื้อหลุดออกเผยให้เห็นหน้าอกกว้างๆของใครสักคน หลักฐานนั้นยังคามือของข้าที่จับขอบเสื้อเขาอย่างแน่นหนา ข้าขมวดคิ้วและเม้มปากแน่นพลางเลื่อนสายตาขึ้นไปจนเห็นคางเขาแต่ทว่ากลับไม่เห็นใบหน้าเพราะตัวข้านั้นถูกเขาโอบกอดไว้แน่นจนแก้มข้าฝังเข้ากับอกของเขา ตอนนี้ตัวข้าเองจึงนอนทับตัวของเขาอยู่อย่างแนบชิดเพราะแรงโอบรัดจากแขนของบุรุษปริศนานั้นรั้งร่างของข้าไว้

เขาช่วยข้าไว้งั้นหรือ?

"อะ..โอ๊ะ"

"ทะ..ท่านเป็นอันใดมากหรือไม่"ข้าถามเสียงอ้อมแอ้มอย่างเป็นห่วงเมื่อได้ยินเสียงเขาอุทาน

"ข้าไม่เป็นอะไรมากหรอกแม่นาง..."เขาตอบข้าเสียงเบาแต่ก็ยังคงไม่คลายอ้อมกอดข้าเสียที

"จะ..จริงหรือ"

"ขอรับ"

"แต่ข้าว่าท่านโดนกระเบื้องหลังคาเมื่อครู่ต้อ-"

"ข้าไม่เป็นอะไรจริงๆขอรับแม่นางมี่"

"ทะ..ท่าน-"

"ข้านั้นไม่เป็นอะไรจริงๆขอบรับ"

"คือข้าหมายถึง-"

"เหตุใดแม่นางจึงดื้อเหมือนกับเด็กนักเล่าหากข้าบอกว่าไม่เป็นอะไรก็คือข้านั้นสบายดีเป็นแน่แม่นางมี่"น้ำเสียงทุ่มนั้นคล้ายหงุดหงิดใจจนข้าขมวดคิ้วแน่น

"ข้าไม่ได้ดื้อนะ! ข้าเพียงแต่จะบอกท่านว่าปล่อยข้าได้แล้วต่างหากเล่า!!!"

ข้านั้นเผลอขึ้นเสียงและทุบอกบุรุษปริศนาผู้มีพระคุณไปหนึ่งทีด้วยความไม่พอใจ เหตุใดเขาจึงว่าข้านั้นเป็นเด็กดื้อด้วยเล่า!?

ข้านั้นเพียงแต่เป็นห่วงเขาเพราะข้ามั่นใจว่าเมื่อครู่มีเสียงกระเบื้องหล่นและมันอาจจะหล่นลงมาทับหัวหรือไม่ก็หน้าเขาบ้างบางชิ้นเป็นแน่ หากแต่ยังสามารถพูดจาไม่เข้าหูข้าเช่นนี้ได้ข้าก็มั่นใจได้แล้วว่าเขายังปกติดีและครบสามสิบสอง

ข้าไม่น่าไปห่วงคนเช่นเขาเลยเสียด้วยซ้ำ!

"โอ้จริงหรือ?"น้ำเสียงนั้นเอ่ยออกมาเสียงราวเรียบแต่มันกับช่างกวนบาทาข้ายิ่งนัก

"ก็ใช่นะสิ!"

"ข้าขออภัย"เขาคลายอ้อมกอดออกจากตัวข้าแต่อุ้มตัวข้านั้นขึ้นมานั่งบนตักของเขาแทน!

"นี่ท่าน...!!"

ข้านั้นเงยหน้าขึ้นไปหมายจะด่ากราดเสียให้เข็ดที่มาแอบลวนลามข้า แต่ทุกอย่างก็หยุดชะงักในวินาทีที่สบตากับเขา

อ่า...

ข้ารู้สึกเหมือนว่าเสียงโดยรอบเงียบลงโดยพลัน ข้าเองก็เผลอกลั้นหายใจลงทันทีที่มองนัยน์ตาสีดำราวกับตาเหยี่ยวของเขา ข้ารู้สึกถึงความร้อนของใบหน้าที่เริ่มแดงจัดของตัวเอง

ทำไมข้ารู้สึกเขินอายกับสายตานิ่งเรียบของเขาแบบนี้กัน!

ข้าที่ทนสายตาเขาไม่ไหวจึงเปลี่ยนเป็นสำรวจใบหน้าของบุรุษปริศนาแทน เขามีใบหน้าคมเข้มแต่ทว่าเรียบเฉยราวกับน้ำแข็ง คิ้วกระบี่นั้นตอนนี้กำลังขมวดคิ้วไม่ชอบใจอะไรบ้างอย่าง จมูกโด่งรับกับใบหน้าหล่อเหลาจนข้าเผลอเอื้อมมือไปแตะอย่างเหม่อลอย เขามองมือเรียวของข้าที่กำลังลูบไล้จมูกของเขาด้วยสายตานิ่งเฉยก่อนเขาจะเบนสายตาออกจากมือของข้าแล้วสำรวจใบหน้าของข้าบ้าง 

มือเรียวของข้านั้นลูบไล้ใบหน้าเขาอย่างลืมตัวว่าเมื่อครู่รู้สึกหงุดหงิดเพียงใด บุรุษปริศนานั้นก็ไม่ปล่อยให้ข้าลูบหน้าเขาเพียงผู้เดียวมือหนาของเขาก็ยกขึ้นมาลูบไล้ใบหน้าของข้าเช่นกัน

ข้าลูบใบหน้าของเขาตั้งแต่คิ้วกระบี่ที่ขมวดเป็นปมจนมาถึงแก้มเนียนที่ติดจะสากเล็กน้อยเหมือนบุรุษทั่วไป ยกมือไปดึงจมูกเขาเล่นเล็กน้อยเพื่อพิสูจว่ามันเป็นของจริงแน่แท้ไม่ใช่รูปปั้นแต่อย่างใด และสุดท้ายมือของข้าก็ไปแตะเข้าที่...

ริมฝีปากของเขา...

เป็นจังหวะเดียวกับที่เขาใช้ฝ่ามือเช็ดน้ำตาที่อาบแก้มข้าเพราะความตกใจเมื่อครู่นี้อย่างเบามือ นิ้วยาวของบุรุษปริศนาปาดหยดน้ำที่หางตาข้าอย่างแผ่วเบา ข้าจึงเงยหน้าขึ้นไปสบตากับเขาอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว เขาสบตาข้าครั้งนี้มีอะไรแปลกไปจากเมื่อครู่สายตาเรียบเฉยของเขามีแววตาสั่นไหวเจือปน

เราสบตากันเนินนาน จน...

"อืม.."

ริมฝีปากเรานั้นประกบกันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ดวงตาของข้านั้นก็หลับพริ้มรับความรู้สึกจากริมฝีปากของเขาด้วยความเผลอไผล เขากดจูบลงมาแผ่วเบาก่อนจะผละออกไป

"ข้าขออภัย"เขาเอ่ยเสียงแผ่วเบาราวกับรู้สึกผิดแต่ยังคงจับจ้องอยู่ที่ริมฝีปากของข้า

เมื่อครู่ข้าจูบ...

ห่ะ!?

ข้าจูบกับเขาอย่างนั้นหรือ!! ทันทีที่รู้ว่าตัวเองเผลอทำอะไรลงไปก็รู้สึกว่าตัวเองหน้าร้อนมากกว่าเดิมหลายเท่านัก จึงซบลงที่ไหล่กว้างของเขาแล้วทุบไหล่เขาไปหลายๆทีโทษฐานที่แอบขโมยจูบแรกของข้าจากร่างนี้!!

"หึ.."เขาหัวเราะในลำคอรู้สึกว่าเขากำลังตลกกับท่าทางของข้า

เพียงแค่นั่นไม่พอยังโอบเอวข้าไว้ด้วยสองมือทั้งที่ข้ายังนั่งอยู่บนตักของเขาอีกต่างหาก

"นี่ท่านจะ-"คิดจะเงยหน้าขึ้นไปเพื่อต่อว่าเขาให้สำนึกแต่คำพูดของข้านั่นกลับโดนริมฝีปากของเขากลืนกินอีกครั้งจนไม่สามารถพูดได้"อืม.."

ข้าเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สองมือนั้นก็ทุบหน้าอกของเขาดังปึกไปหลายหนแต่เขาก็หลับตาไม่สนแต่คิ้วกลับขมวดอย่างไม่ชอบใจในการกระทำของข้าจึงลงโทษด้วยการกัดริมฝีปากข้าไปหนึ่งที"อะ...อือ!"

ข้าเผลออ้าปากร้องจนเปิดโอกาสให้เขาสอดลิ้นหนาเข้ามาในโพรงปากข้าได้ ข้าจึงยิ่งดิ้นและทุบเขาหนักขึ้นมือของบุรุษปริศนานั้นจึงลูบหลังข้าอย่างแผ่วเบาราวกับปลอบโยนข้าโดยไร้คำพูด เรียวลิ้นของเขาเกี่ยวกระหวัดลิ้นของข้าอย่างช้าๆ พร้อมดูดดึงริมฝีปากไปด้วยจนข้านั้นเผลอหลับตาลงรับรสจูบแสนอ่อนโยนด้วยความเคลิ้มก่อนที่จะจูบตอบเขากลับไปด้วยความชำนาญจากร่างเก่าที่เคยผ่านบทจูบมาหลายครั้ง การจูบผ่านไปด้วยความอ่อนโยนก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นร้อนแรงมากขึ้น ทั้งข้าและเขาต่างผลัดกันดูดดึงริมฝีปากของอีกฝ่ายราวกับโหยหากันและกัน

มือหนาของเขาเลื่อนขึ้นมาที่หลังคอของข้าแล้วกดมันเพื่อให้ริมฝีปากแนบชิดกันมากขึ้น ตัวข้านั้นก็ไม่ได้น้อยหน้าโอบคอเขาไว้แน่น ริมฝีปากของเราประกบจูบดูดดึงสอดเรียวลิ้นเกี่ยวประสานซึ่งกันและกันอยู่นานจนข้านั้นเริ่มหายใจไม่คล่องนักจึงทุบอกเขาเป็นสัญญานบอกว่าข้านั้นไม่ไหว

"แฮ่ก..แฮ่ก"ข้าซบอกเขาหอบจนตัวโยนแต่มือทั้งสองข้างก็ยังคงโอบคอเข้าไว้แน่นเช่นเดิม

"หวาน.."เสียงทุ่มกระซิบข้างหูข้าด้วยน้ำเสียงที่กระเส่าจนข้านั้นขนลุกทั่วร่าง มือหนาของเขาลูบหลังของข้าคล้ายให้กำลังใจในการกอบโกยอากาศของข้า

นะ...นี่ข้า

สมยอมเขาไปได้อย่างไรกัน!!! หากแม่ของข้ารู้ว่าลูกตัวเองชิงสุกก่อนห่ามละก็คงได้ตีข้าจนหลังลายเป็นแน่ แต่! เดี้ยวก่อนข้านั้นอยู่ในโลกใหม่หาใช่โลกเก่าดังนั้นไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรเพราะท่านพ่อก็คงไม่ลงโทษบุตรีสุดรักหรอกมั้ง

"ท่าน!..ท่านจูบข้า"ข้าทุบไหล่เขาแล้วซุกหน้าลงพูดเสียงอู้อี้ในลำคอ

"เราจูบกัน"

"ไม่ใช่เสียหน่อยท่านนะ..ท่าน.."

"เราจูบกัน"เขาเน้นย้ำอีกครั้ง ข้าที่เขินอายจนหน้าดำหน้าแดงลามไปถึงหูจึงกำหมัดทุบเขาอีกรอบ

ทั้งๆที่รู้ว่าไม่สะเทือนแต่ข้าก็ยังจะทุบแก้เขินอยู่ดีนั้นแหละ

"......"ข้านิ่งเงียบ ในเมื่อพูดอะไรไม่ได้จึงเลือกที่จะเงียบแทนเสียยังดีกว่า หากคิดว่าข้ากำลังงอนเขาอยู่นั้นก็หยุดความคิดนั้นไปเสียข้าโกรธเขาต่างหากเล่า บุรุษที่ไหนกันข้าไม่รู้จักเสียหน่อยมาช่วยข้าไว้แต่ทำตัวเป็นจอมโจรเด็กบุปผาเสียอย่างนั้น

"งอนหรือหื้ม?"เขากระชับกอดข้าแน่นขึ้น

"ไม่"

"เจ้ากำลังงอน"

"ไม่ใช่"

"งอนสินะ"

"ก็บอกว่าไม่ไง"

"งอนจริงๆด้วย"เขากลับมาพูดเสียงเรียบเช่นเดิมอีกครั้งแทนเสียงกระเส่า ข้าแอบเบะปากเล็กน้อยเพราะรู้สึกหมั่นไส้เขาเสียจริง

"ปล่อยข้าได้หรือยัง?"ข้าเงยหน้ามองเขาตาเขียวก่อนจะกอดอกแล้วพูดกระชากเสียงใส่

"ไม่"เขาพูดเสียงเรียบตาจ้องมองหน้าข้า

"นี่ท่าน! จะมาทำอย่างนี้กับข้ามันไม่ถูกไม่รู้หรือไงกัน!! ชายหญิงสองคนที่ไม่เคยพบเจอหน้ากันมาก่อนแต่มากอดจูบกันเช่นนี้มันผิดประเพณี! คิดจะจูบข้าหรือแตะต้องข้าก็ช่วยบอกชื่อแซ่ให้ข้ารู้จักเสียหน่อยเถิดและโปรดสำเนียกเสียด้วยว่าข้านั้นเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือนหากผู้ใดมาพบเห็นข้ากับท่านทำเยี่ยงนี้กันในที่ลับตาคนข้านั้นคงถูกคำนินทาว่าร้ายเพื่มอีกหลายเรื่องจนปนกับเรื่องเก่าไปคุยกันเสียสนุกปากชาวบ้าน ข้านั้นจะถือว่าจูบเมื่อครู่เป็นของตอบแทนที่ท่านช่วยชีวิตข้าไว้ก็แล้วกัน"ข้าพูดยาวเหยียดพร้อมกับทำหน้ายักษ์ใส่เขาที่นั่งปั้นหน้านิ่งกอดข้าเช่นเดิมไม่ขยับ ข้าจึงตั้งท่าจะลุกจากตักเขาแต่เจ้าของตักนั้นไม่ยอมโดยง่ายกดตัวข้าลงให้นั่งเช่นเดิม ข้าตวัดสายตามองเขาอย่างไม่ชอบใจ นี่จะหลอกกินเต้าหู้ข้าอีกนานหรือไม่!

"แล้วทำอย่างไรข้าจึงจะจูบเจ้าได้ตลอดเวลาเล่า?"เขาขมวดคิ้วแล้วทำสีหน้าจริงจัง

คิดจะกินเต้าหู้ข้าบ่อยๆนั้นนะหรือหึ!

"ก็ส่งผู้ใหญ่มาหมั้นหมายกับข้าเสียสิ หึ!แต่คงไม่กล้าทำกระมังเพราะชื่อเสียงของข้านั้นมีแต่ข่าวลือเสียๆหายๆที่ล้วนไม่เป็นความจริงแต่ทุกคนกลับเชื่อเสียสนิทใจ จนคู่หมั้นหมายนั้นถอนหมั้นข้าไปเมื่อวานนี้และทางครอบครัวท่านก็คง-...."

"หากเป็นเช่นนั้นพรุ่งนี้เจ้าเตรียมตัวเป็นคู่หมั้นหมายกับข้าได้เลยแม่นางมี่"

"ห่ะ!?"ข้าอุทานอย่างตกใจก่อนจะหันหน้าไปมองใบหน้าของเขาที่มีแต่แววจริงจังไร้วี่แววของการโกหกแม้แต่น้อยบนใบหน้า เอาจริงหรือ? แค่ต้องการจะจูบข้าน่ะหรือ?

"ข้าไม่เชื่อท่านหรอก ข้าจะถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนก็แล้วกันโปรดปล่อยข้าด้วย"ข้านั้นยังคงดื้อดึงจะไม่เชื่อคำพูดของเขาต่อไป มีใครที่ไหนจะทนต่อข่าวลือเหล่านั้นได้กันเล่า ขนาดสี่มังกรยังขอถอนหมั้นเลยด้วยซ้ำ

"ทำไมเจ้าจึงดื้อดึวนัก"บุรุษปริศนารวบมือข้าไว้แล้วจ้องตาข้าเหมือนจะสื่อว่าที่พูดมานั้นเป็นเรื่องจริง"ทำอย่างไรเจ้าจึงจะเชื่อข้า?"

ข้าเม้มปากแน่นพร้อมขมวดคิ้ว ข้านั้นไม่รู้ว่าเขาพูดจริงหรือเพียงหลอกหวังจะลวนลามข้าเล่นในวันนี้เท่านั้น หากเขาพูดจริงก็เท่ากับว่าข้านั้นมีคู่หมั้นคู่หมายใหม่ทันทีหลังจากถอนหมั้นกับสี่มังกรได้เพียงหนึ่งวันพวกเขาต้องเสียหน้าเป็นแน่แท้

จึก

"อย่าขมวดคิ้ว"เขาใช้นิ้วชี้จิ้มลงตรงกลางระหว่างคิ้วที่ข้าขมวดไว้แล้วพูดเสียงเรียบ

"ท่านต้องจีบข้าก่อน"

"หื้ม?"

"ท่านต้องจีบข้าก่อนข้าถึงจะเชื่อท่าน"ข้าว่าพลางดึงมือของเขาออกจากหน้าผากตัวเอง

"จีบ?"

แต่คงลืมไปว่าภาษาเราไม่เหมื่อนกัน ยุคประมาณนี้เขาควรเรียกการจีบกันเป็นอะไรนะ?

อ่อ..

"ก็คือการเกี้ยวพาราสีข้าอย่างไงเล่า"ข้าทำหน้าบึ้งเมื่อเขาเริ่มทำหน้าเหมือนไม่พอใจขมวดคิ้วกับคำพูดของข้าอย่างเห็นได้ชัด

เห็นไหมเล่าเขาแค่ต้องการจะลวนลามข้าแค่ชั่วครั้งชั่วคราว ส่วนตัวข้ามันใจง่ายยอมจูบเขาไปเอง 

ก็ถือว่าให้กินเต้าหู้ตอบแทนกับเรื่องเมื่อครู่ไปเสียก็แล้วกัน

"ข้าไม่ทำได้หรือไม่?"นั้นไงเล่า ข้าพูดผิดที่ไหนกัน

"ไม่ทำก็แสดงว่าไม่จริงจังกับข้า"

"ที่ข้าไม่เกี้ยวพาราสีเจ้าตอนนี้เพราะต้องการหมั้นหมายเจ้าไว้เสียก่อนแล้วข้าสัญญาจะมาเกี้ยวพาราสีเจ้าอีกทีหลังข้าหมั้นกับเจ้าแล้ว"เขาพูดพร้อมกับกระชับร่างข้าในอ้อมแขนให้แน่นขึ้น แต้ตัวข้านั้นกลับดิ้นอยู่ในอ้อมกอดเพราะไม่พอใจในคำพูดของเขาอย่างยิ่ง

คำสัญญาปากเปล่าใครเขาก็สามารถพูดได้กันทั้งนั้นแหละ หากข้าหลงเชื่อและเขามาขอหมั้นข้าวันพรุ่งนี้จริงข้านั้นคงรู้สึกปลื้มปิติที่ยังไม่ทันเกี่ยวเบ็ดหรือวางหลุมอันใดไว้ก็มีบุรุษรูปงามหน้าตาราวกับเทพบุตรไม่แพ้สี่มังกรมาขอข้าหมั้นหมาย

หากเป็นเช่นนั้นจริงข้าคงสะใจยิ่งนักที่จะได้เห็นพวกเขาร้อนรนเพราะอดีตคู่หมั้นหมายเช่นข้าถูกขอหมั้นในไม่กี่วันหลังจากพวกเขาถอนหมั้นไปได้ไม่นาน พวกนางอิจฉาตัวมารร้ายก็คงจะต้องจิกตากำหมัดเสียจนเล็บจิกมือด้วยความอิจฉาริษยาเป็นแน่

ทำไมข้ารู้สึกเห็นแววความสะใจบินลอยกระทบเข้าหน้าเช่นนี้กัน

"ทำไมต้องหมั้นกับข้าก่อนด้วยเล่า"ข้าเอ่ยถามเขาด้วยรอยยิ้มที่มุมปากผิดกับเมื่อครู่ พอนึกขึ้นได้ว่าหากข้าได้คู่หมั้นคู่หมายในเร็ววันจะต้องมีใครหลายคนทุรนทุรายมากโขอยู่เหมือนกัน

"ข้าจะได้จองเจ้าไว้เป็นเจ้าของตำแหน่งว่าที่ชายาเอกของข้าไว้ก่อนไงเล่า"

"ชายา?"ข้าขมวดคิ้วอีกครั้งเมื่อเริ่มไม่เข้าใจที่เขาพูด

"หึ..รับนี่ไปรักษามันไว้ให้ดี"เขาหยิบหยกสีขาวสลักรูปมังกรพร้อมห้อยพู่สีแดงออกมาจากสาบเสื้อที่หลุดลุ่ยของตัวเองหยกนั้นสลักชื่อไว้ว่า 'หานเจี้ย' ข้ายื่นมือไปรับมันมาไว้ที่ฝ่ามือพลางจ้องลายมังกรแสนปราณีตนั้นพรางครุ่นคิด

ข้ารู้สึกคุ้นยิ่งนักกับชื่อนี้จึงทบทวนความทรงจำ หยกสลักรูปมังกรจะเป็นหยกประจำตัวของขุนนางที่มีผลงานดีบ้างท่านเช่นสี่มังกรที่เคยมอบหยกเช่นนี้ให้แก่ข้าเพื่อเป็นของหมั้นหมายและจับจองตัว

แต่เมื่อหยกเป็นสีขาว...

มันจะหมายถึง...

หมายถึงเชื้อพระวงศ์!!!

"ทะ..ท่านคือ"ข้าพูดเสียงตะกุกตะกักเมื่อนึกถึงตำแหน่งของบุรุษปริศนาตรงหน้าได้เสียที

"อ๋องสี่ หย่ง หานเจี้ย..."ข้าพูดเสียงเบาเพราะเริ่มรู้สึกถึงความผิดที่ตัวเองทำไว้

"เป็นข้าเอง.."

โอ๊ยข้าอยากเป็นลม!! ข้านั้นพึ่งอาละวาดด่าทอให้เขาสำเนียกตัวเองไปเมื่อครู่ ข้าพึ่งทุบตีคนที่มีสิทธิครองบัลลังก์แผ่นดินเช่นเขาไปเมื่อครู่

บอกทีว่าเป็นความฝัน!

โอ้ องค์เง็กเซียนฮ่องเต้..

"แม่นาง!...แม่นาง.."เหมือนข้าได้ยินเสียงเขาแผ่วเบาลงเรื่อยๆ สติเริ่มเลื่อนลางจนเห็นภาพตรงหน้ามัวไปหมด 

และมืดมิด..

ร่างบางเป็นลมคาตักอ๋องสี่แห่งแคว้นหย่งอย่างกะทันหัน หานเจี้ยตกอกตกใจประคองร่างอ่อนปวกเปียกของนางนั้นไว้แทบไม่ทัน มือหนาทาบลงบนหน้าผากวัดอุณหภูมิที่ขึ้นสูงของตัวนางจนร้อนจัด ใบหน้างามของร่างเล็กเริ่มซีดเซียว หานเจี้ยขมวดคิ้วทำหน้าเคร่งเครียด

"ซิ่นเฉิง!"อ๋องสี่ตะโกนออกมาเสียงดังพร้อมกับอุ้มร่างงามแนบอกและยื่นขึ้นเต็มความสูง ทันใดนั้นองครักษ์ประจำกายที่ซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆตั้งแต่ต้นก็ปรากฏตัวตามเสียงเรียกของผู้เป็นนาย

"ขอรับ"

"ตามหมอหลวงมาดูอาการว่าที่ชายาของข้าเดี้ยวนี้!!"หานเจี้ยออกคำสั้งทันทีและใช้วิชาตัวเบาอุ้มร่างบางกลับเรือนอย่างรีบร้อน สีหน้าอ๋องสี่หน้าตายนั้นกระวนกระวายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หัวใจของเขาเต้นดังระรั่วเมื่อเห็นหน้าของนางซีดลงเรื่อยๆ ในหัวสมองก็นึกถึงบทสนทนาระหว่างองค์ฮ่องเต้ผู้เป็นพ่อกับตนเองก่อนที่จะก้าวออกจากวังเพื่อมาเยี่ยมเยียนจวนมี่ที่ตั้งอยู่ห่างไกลและต้องเดินมาอีกครึ่งชั่วยามเพื่อมาเรือนของนาง

'ข้าขอฝากเจ้าเยี่ยมลี่เอ๋อร์แทนข้าด้วย'

'ท่านก็ทรงว่างงานเหตุใดจึงไม่ไปเองเล่าท่านพ่อ'

'เจ้าก็รู้เหตุผลอยู่แล้วใช่หรือไม่เจ้าลูกตัวดี'

'ท่านคิดจะจับคู่ข้ากับแม่นางมี่ที่มีแต่ข่าวเสียหายให้เสียชื่อราชวงศ์อีกทำไมในเมื่อข้านั้นไม่เคยสนใจไปหานางตามท่านสั่งแม้แต่น้อยอยู่แล้ว'

'หากเจ้าได้พบนางครั้งหนึ่งเจ้าจะต้องขอบคุณพ่อที่คอยผลักเจ้าไปหาลี่เอ๋อร์เป็นแน่เจ้าลูกรัก'

'สี่มังกรก็พึ่งถอนหมั้นกับแม่นางมี่ไปนั่นก็ยืนยันแล้วว่านางเลวร้ายเกินกว่าจะเป็นภรรยาของใครได้'

'ดีเสียอีกหานเจี้ย เจ้าจะได้ครอบครองนางเพียงผู้เดียวไงเล่า'

'หากท่านพ่ออยากให้ข้าพบนางนักข้าจะไปพบนางเพียงครั้งเดียวแล้วจะรีบกลับวังทันที'

'ข้าจะจำคำเจ้าไว้หานเจี้ย"

"หึ.."ร่างสูงหัวเราะในลำคอเมื่อตนเองนั้นติดกับดักของผู้เป็นพ่อเข้าเต็มๆอย่างโงหัวไม่ขึ้นและรู้สึกเฉกเช่นผู้เป็นพ่อบอกอย่างไม่มีผิด 

มือหนาวางร่างบางลงบนเตียงนุ่มอย่างแผ่วเบาราวกับกลัวร่างงามบุบสลายคามือ

"ขอบคุณท่านพ่อ"อ๋องสี่กล่าวขึ้นมาท่ามกลางความเงียบพร้อมจุมพิศแผ่วเบาที่หน้าผากเนียนของ มี่ ซูลี่

ผ่านไปยังไม่ถึงครึ่งชั่วยามหมอหลวงใบหน้าแก่ชราก็มาถึงเรือนซูลี่ด้วยใบหน้าเคร่งเครียดและเหงื่อตกข้างขมับในหัวสมองนึกถึงคำพูดเชิงข่มขู่ขององครักษ์ไว้ในใจ 'สตรีนางนี้สำคัญยิ่งหากท่านไปช้าเกรงว่าหัวท่านจะไม่อยู่ประดับบ่า'

"เหตุใดจึงมาช้านัก!!"อ๋องสี่หย่ง หานเจี้ย กล่าวตวาดลั่นเมื่อเห็นหมอหลวงผู้แก่ชราเดินเข้ามาในห้อง

"ขะ..ขอประทานอภัยหม่อมฉัน..."

"ข้าไม่อยากฟังคำแก้ตัว"

"ท่านอ๋องได้โปรดไว้ชีวิตของข้าด้วย!!"ท่านหมอหลวงตัวสั่นงกราวกับลูกนกก้มลงหมอบแทบเท้าผู้เป็นอ๋องด้วยความหวาดกลัวไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมามองแม้แต่ปลายเท้าของหานเจี้ย

"หากเจ้าไม่รีบรักษานาง-"ท่านอ๋องกดเสียงต่ำลงจนน่ากลัว ปล่อยไอพลังลมปราณแผ่ซานทั่วห้องกดดันหมอหลวงจนน่าสงสาร

"ข้าจะรีบรักษาขอรับ!!!"หมอหลวงกุลีกุจอลุกขึ้นจนร่างผอมแห้งแทบเซไปชนแจกันประดับห้อง มือผอมแห้งถกชายเสื้อของนางขึ้นเล็กน้อยก่อนจะจับชีพจรบนข้อมือของนาง หมอหลวงหลับตาแน่นขมวดคิ้วเป็นปมก่อนจะลืมตาขึ้นมามองใบหน้าซีดเซียวไร้เลือดฝาดของสตรีตรงหน้า "แม่นางเป็นลมแดดขอรับ"

"เพียงแค่เป็นลมแดดเหตุใดหน้านางจึงซีดเซียวเช่นนี้เล่า!"

"คะ..คือ"

"ข้าถามเจ้าก็ต้องตอบข้ามา!!!"

"แม่นางมี่นั้นมีร่างกายอ่อนแอซูบผอมมาหลายปี มีข่าวลือหนาหูว่านางนั้นโดนลอบวางยาพิษจนทำให้ร่างกายไร้เรี่ยวแรงและเมื่อต้นปีอาการของนางหนักมากขึ้นเสียจนไม่สามารถขยับร่างกายได้เพียงแต่นอนหายใจรวยรินท่านหลิ่งฟู่ทรงเชิญหมอหลวงมาตรวจอาการหลายครั้งก็มิพบสาเหตุ ข่าวล่าสุดที่ได้ยินเมื่อครึ่งปีหลังนี้อาการของนางหนักจนถึงขั้นเป็นใบ้ และเมื่อวาน...เอ่อ.."หมอหลวงพูดจายาวเหยียดด้วยความร้อนรนเกรงว่าจะโดนประหารแต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อจะกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อวานที่ลือกันเสียหนาหูไปต่างๆนาๆจนแทบไม่มีมูลความจริง

"พูดต่อสิ..."เสียงทุ้มราบเรียบเช่นเคยแต่ทว่ามือหนากลับกำหมัดแน่นด้วยความกรุ่นโกรธ 

"เมื่อวานเหล่าสี่มังกรทรงกลับมาจากการศึกยาวนานนับห้าปีก็มาเยี่ยมเยียนเรือนซูลี่ พะ..พร้อม..เอ่อ..ใบหย่าหมั้น แม่นางมี่นั้นเศร้าเสียใจไม่ยอมหย่าแต่พวกเขาอ้างว่าแม่นางมี่ทำของหมั้นหมายหาย แม่นางมี่จึงก้มลงกราบแทบเท้าแต่ไร้เสียงพูดจามีเพียงหยดน้ำตาที่ลงพื้นเนื่องจากแม่นางมี่นั้นเป็นใบ้.. ท้ายที่สุดเพราะฝืนร่างกายเกินไปทำให้แม่นางมี่สิ้นลมหายใจ"หมอหลวงกล่าวอึกอักก้มหน้าลงต่ำมองพื้นไม่สบตากับผู้เป็นอ๋อง แรงกดดันถาโถมเข้าร่างหมอหลวงจนขาสั่นด้วยความกลัว พลังลมปราณของหานเจี้ยปกคลุมทั่วห้องจนคลุ้งไปข้างนอก มือหนากำหมัดแน่นขมวดคิ้วเป็นปมไม่พอใจกับเรื่องราวที่ได้ยิน

"ตะ..แต่ว่าไม่นานนักนางก็ฟื้นขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ หมอชาวบ้านตรวจอาการดูแล้วก็ยิ่งน่าประหลาดที่ร่างกายนางแข็งแรงดีทุกส่วนและสามารถพูดได้ หนำซ้ำนางยังยิ้มให้หมอผู้นั้นทั้งที่สี่มังกรยังแทบไม่ได้เห็นรอยยิ้มของนางเสียด้วยซ้ำ ก่อนนางจะแปะโป้งหนังสือหย่าหมั้นด้วยเลือด.."

"ยิ้ม..?"

"ขอรับแม่นางมี่นั้นเป็นสตรียิ้มยาก"หมอหลวงก้มหน้าก้มตาพูด

"หึ.."เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นพร้อมกับแรงกดดันที่หายไป หานเจี้ยรู้สึกตนเองเป็นผู้ชนะอย่างไรก็ไม่รู้หากจำไม่ผิดหรือเขาไม่ได้ตาฝาดไปตอนร่างนุ่มนิ่มนั่งอยู่ในอ้อมกอดของเขานั้นมีชั่ววูบที่อยู่ๆนางก็ยิ้มให้เขาใช่หรือไม่

ให้ตายเถอะ..

ทำไมข้าถึงรู้สึหน้าร้อนราวกับเขินอายเช่นนี้

"ขะ...ขะ..ข้าขอตัวไปเตรียมยาบำรุงร่างกายให้แม่นางมี่นะขอรับ"หมอหลวงหาทางรอดให้ตนเองก้มหัวคำนับอย่างรวดเร็วก่อนจะสับเท้าก้าวออกจากห้องซูลี่ด้วยความว่องไวเกรงว่าหากช้าตัวเองจะหัวหลุดได้

ท่ามกลางห้องกว้างหนึ่งสตรีโฉมงามนอนหลับไหล หนึ่งบุรุษยื่นนิ่งทอดสายตามองใบหน้าซีดเซียวด้วยความเป็นห่วงในใจ มือหนาเอื้อมไปปัดปอยผมที่กรอบหน้าเนียนแผ่วเบา ก่อนฝูกหนาจะยุบตัวลงตามน้ำหนักของร่างสูงที่ทิ้งตัวนั่งลง

"....."

อ๋องสี่ไม่กล่าววาจาใดออกมาเพียงแต่ใช้สายตาทอดมองใบหน้างดงามกว่าสตรีนางไหนตรงหน้าอย่างเรียบเฉย แม้จะได้ยินข่าวลือว่าแม่นางมี่งดงามยิ่งกว่าสนมเอกหวงกุ้ยเฟยของเสด็จพ่อแต่ก็ไม่คิดว่าจะงามลิศถึงเพียงแค่มองแผ่นหลังบางเดินชมสวนดอกไม้ของตัวเองด้วยความกระตือรือร้นราวกับไม่เคยพบเห็นนั้นก็ทำเอาหัวใจของข้าเต้นกระส่ำไม่เป็นจังหวะ กลิ่นหอมหวานจากตัวนางนั้นกลบกลิ่นดอกไม้เสียหมด กลิ่นหอมที่ข้าได้กลินนั้นหอมยิ่งกว่าเครื่องหอมหรือดอกไม้ชนิดไหนเป็นกลิ่นเจือจางโฉยมาตามลมคล้ายกับกลิ่นดอกเหมย

มือของข้าสางเส้นผมเงางามของแม่นางมี่เล่นอยู่ชั่วครู่ก่อนจะอดใจไม่ไหวยกขึ้นมาสูดดม

"หอม.."ข้าผละหน้าออกจากเส้นผมเงางามจับจ้องไปที่ปิ่นและทรงผมที่นางประดับหัวอยู่ก่อนจะใช้สมาธิแกะเครื่องประดับชิ้นเล็กและปิ่นออกจากศรีษะนางด้วยความบรรจง ข้าเคยได้ยินท่านแม่เล่าให้ฟังในครั้งข้ายังเด็กว่าสมัยท่านพ่อทรงเกี้ยวพาราสีท่านแม่ใหม่ๆท่านแม่ชอบแกล้งหลับในเวลากลางคืนเพื่อรอคอยจอมโจรเด็ดบุปผา

ข้าคงไม่ต้องกล่าวว่าใครคือจอมโจรเด็ดบุปผาผู้นั้น ประชาชนคงต้องหัวเราะชอบใจเป็นแน่แท้หากรู้ว่ากว่าจะได้แม่แห่งแผ่นดินฮ่องเต้ต้องปลอมตัวลอบเข้าจวนเป็นโจรเด็ดบุบผาอยู่หลายเดือน

ท่านแม่ข้าก็ชอบแกล้งหลับทุกครั้ง แต่ท่านพ่อก็ไม่ได้ปลุกหรือกระทำอันใดเกินเลยไปกว่าหอมแก้มหรือจุมพิศหน้าผาก บางครั้งท่านแม่ของข้าก็เหนื่อยล้าจากการคิดแผนการปราบปรามกบฎจึงหลับไปทั้งที่ยังใส่เครื่องประดับอยู่เต็มหัว ท่านพ่อของข้าก็ช่างอ่อนโยนถนุถนอมท่านแม่แอบถอดเครื่องประดับให้ทุกครั้ง

ท่านแม่บอกข้าว่าหากผู้ชายคนใดยอมทำเรื่องยุ่งยากอย่างการล้างเครื่องประทินผิวบนใบหน้าหรือถอดเครื่องประดับบนศรีษะให้

แสดงว่าบุรุษผู้นั้นมีความจริงใจ

ข้าเผลอยกยิ้มมุมปากอย่างอารมณ์ดีเมื่อนึกถึงคำพูดของท่านแม่ที่เคยกล่าวหยอกเย้ากับข้าไว้ในตอนนั้น 'มันคงจะเป็นเรื่องน่าขำยิ่งนักหากบุรุษหน้าตายเช่นลูกนั่งหน้านิ่งถอดเครื่องประดับให้สตรี'

อ่า..ท่านแม่ต้องเป็นนักพยากรเป็นแน่แท้

อาจจะผิดแปลกจากคำพูดท่านแม่ไปเสียหน่อยว่าตัวข้านั้นไม่ได้ทำหน้านิ่งแต่ข้ากำลังยิ้มอยู่ต่างหากเล่า

"ท่านอ๋องขอรับ..."

"มีอะไรเกิดขึ้น"อ๋องสี่หุบยิ้มทำหน้านิ่งไม่พูดไม่จาหันไปหาองครักษ์เงาประจำกายซิ่นเฉิง

"คุณชายหลิว อี้ฟานและแม่นางหลิว อี้เหวินกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ขอรับ"

"....."

หานเจี้ยมองสตรีใกล้ตัวก่อนจะลูบหัวและจุมพิศไปหนึ่งที และก้มลงกระซิบข้างหูอย่างใกล้ชิดด้วยเสียงกระเซ่า"แล้วเจอกันลี่เอ๋อร์ของข้า"

สิ้นเสียงบุรุษทั้งสองในห้องก็กระโจนออกนอกหน้าต่างหายวับไปกับสายลมด้วยวิชาตัวเบาในทันที

ผลั่ว!

"คุณหนูของฟางฟาง..โถ่.."ฟางฟางสาวใช้ประจำกายวิ่งหน้าตั้งน้ำตาอาบแก้มเปิดประตูห้องดังลั่น สาวใช้คุกเข่านั่งข้างเตียงซูลี่พลางจับไม้จับมือผู้เป็นนายตรวจดูอาการด้วยความเป็นห่วง

"อือ....ฟะ..ฟาง"เสียงแหบพร่าดังขึ้นเรียกสติสาวใช้ผู้กระวนกระวาย ซูลี่ปรือตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า

"นะ...น้ำ"

"เดี้ยวฟางฟางจะไปเอามาให้นะเจ้าค่ะ"ฟางฟางลุกขึ้นวิ่งออกนอกห้องอย่างรวดเร็ว

ปั๊ก!!

"ว้าย..!"เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นหน้าห้องคล้ายเป็นเสียงการวิ่งชนอะไรสักอย่างกัน ซูลี่ที่นอนอยูบนเตียงขมวดคิ้วเมื่อมีเสียงรบกวนดังเข้าโสตประสาท ข้าจึงพยายามลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก 

ภาพแรกที่เห็นก็คือห้องของข้าเอง..

ข้ารู้สึกเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวไปหมดทั่วร่างกาย เหมือนถูกสูบพลังงานออกจากร่างไม่ร่าเริงเช่นเมื่อก่อนหน้านี้ ข้าพยายามพยุงตัวขึ้นจากที่นอนด้วยความทุลักทุเล ทันทีที่ขาข้างแรกแตะพื้นและข้ายืนขึ้นเต็มตัว 

ข้านั้นไร้เรี่ยวแรงทรุดตัวล้มลงกับพื้น...

หมับ!

"เป็นอะไรหรือไม่แม่นางมี่"เสียงนุ่มดังขึ้นอยู่ข้างหูพร้อมอ้อมกอดอุ่น เมื่อข้าเงยหน้าขึ้นไปก็พบกับบุคคลที่ข้าคิดจะปักธงคนแรก..

เอาเถอะอย่างไรข้าก็จะอ่อยเขาอยู่แล้ว..แม้สภาพไม่อำนวยข้าก็ยังคงจะเกี้ยวบุรุษได้อยู่ดี

ข้าจับไหล่เขาแน่นแล้วแกล้งซบไหล่เขาราวกับคนหมดแรงพลางพูดเสียงแผ่วเบาแต่พยายามให้มันเซ็กซี่มากที่สุด

"คุณชายหลิว..ข้าร้อน...."

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น