ลมหนาว l เคียงจันทร์ l ัYoshisuki

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ไม่มีความรู้สึก 100%

ชื่อตอน : ไม่มีความรู้สึก 100%

คำค้น : วิวาห์ / แค้น / ร้าย /รัก /โหด / ทรมาน / ดราม่า

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 26.8k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 13 เม.ย. 2562 14:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ไม่มีความรู้สึก 100%
แบบอักษร

เวลานี้เขมมิกากำลังเดินทอดน่องไปเรื่อยๆตามทางที่เห็น มันดึกมากแล้วจนบางทีเธอก็คงต้องกลับแล้วสิ แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่านี้เธอจะกลับมันยังไงกัน เขมมิกายังเดินต่อเพื่อหวังว่าจะเจอรถที่สามารถใช้พึ่งพาได้สักคันหนึ่ง แต่ทว่าจู่ๆก็มีผ้าพื้นหนึ่งมาปิดจมูกเธอจากด้านหลังจากนั้นสิ่งที่เคยเห็นอยู่รอบข้างกับวูบไปราวกับว่ามีคนมาปิดไฟทั้งเมืองให้มืดลง...

 “ฮัลโหล เจอตัวแล้ว” เสียงทุ้มลึกเอ่ยบอกเสียงปลายสาย ก่อนจะกดวางมันลงไป แล้วหันไปช้อนร่างของหญิงสาวที่ลูกน้องกำลังประคองอยู่ เดินขึ้นรถทันที

สายตาปรับสภาพแสงให้อยู่ในหมวดปกติ ก่อนจะค่อยๆยันร่างกายขึ้น เธอจำได้ว่าที่นี่มันที่ไหน แต่มันต่างตรงที่เธอมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไร จำได้เพียงแค่ว่าได้เดินอยู่แถวริมหาดพัทยาจากนั้นเสียงไฟทุกอย่างมันก็ดับลง

 “ไงตื่นแล้วหรอ สนุกมั้ยล่ะได้ออกไปเที่ยวอ่อยผู้ชายข้างนอกน่ะห๊ะ” เสียงที่แสนคุ้นเคยอย่างไม่มีวันลืม ดังเข้ามาในโสตประสาทของเขมมิกาอย่างจัง นี่คงจะเป็นคำทักทายของเขาในยามเช้าใช่มั้ย

 “ก็สนุกดีค่ะ ได้เยอะเลยล่ะหรือคุณวินสนใจค่ะ” แม้ว่าจะหวาดกลัวเสียงทุ้มลึกนั้นเพียงใดแต่สุดท้ายเธอเองก็ต้องทำเป็นใจดีสู้เสือ

 “สงสัยจะยังสนุกไม่หายสินะ ตื่นขึ้นมาความร่านของเธอมันยังอยู่” เขาเดินเข้าไปใกล้กับหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเตียง ก่อนจะจับกระชากแล้วดึงเข้าหาตัว

 “คงเพราะคุณวินอาจจะทำไม่ถึงใจไงค่ะ ฉันเลยต้องออกไปหาเอาข้างนอก”

 “สงสัยว่าข้างนอกมันจะสะใจจริงๆสินะ สันดานเธอมันถึงออกมาได้ขนาดนี้น่ะห๊ะ”

ในใจเขาก็นึกเป็นห่วงหญิงสาวแต่อีกใจหนึ่งมันก็โกรธไม่น้อย เธอกล้ามากที่ขัดคำสั่งของเขาทั้งๆที่เขาเองก็บอกไว้แล้วว่าอย่าออกไปไหนจนกว่าตนนั้นจะกลับมา หากทว่าคนที่เข้าไปพบเธอในตอนนั้นมันไม่ใช่เพื่อนของตนที่ทำงานเป็นตำรวจอยู่ที่นี้แล้วเขาทำเช่นไรกัน

 “มันก็สนุกมากกว่าที่คุณทำค่ะ คิดเอาก็แล้วกัน สงสัยรสนิยมความป่าเถื่อนแบบคุณมันอาจจะไม่ได้เรื่องแล้วมั้งค่ะ” เธอต่อปากต่อคำกับเขาอย่างใจกล้า หาใช่ว่าไม่กลัว แต่ความที่อยากจะเอาชนะมันกลับมีมากกว่าก็เท่านั้น

ได้ยินเท่านั้นเลือดก็แทบจะขึ้นหน้าเขา เขาเกลียดผู้หญิงคนนี้เกลียดมากกว่าคนไหนๆ แม้ว่าสมมติเจ้าตัวจะไม่ได้เป็นคนที่ทำให้คนรักเขาตาย ยังไงเขาก็เชื่อว่าภายในใจก็ยังคงรังเกลียด ขยะแขยงเธอเหมือนเดิมไม่มีวันที่จะเปลี่ยนแปลงไปได้แน่นอน

 “เขมมิกา!” อัศวินเดินเข้าไปกระชากข้อมือของสาวเจ้าให้ขึ้นมาเผชิญหน้ากับตน

 “ปล่อยฉันนะ คุณไม่มีสิทธิ์มาจับต้องตัวฉัน”

 “ทำไมฉันจะไม่มีสิทธิ์ในเมื่อทั้งตัวเธอฉันก็จับมันมาหมดแล้ว ทั้งนอกทั้งใน อย่างนี้เรียกว่าไม่มีสิทธิ์มั้ย”

 “ต่อให้คุณจับหรือสัมผัสมันมาทั้งนอกทั้งในยังไง ตอนนี้คุณก็ไม่มีสิทธิ์!”

 “ปากเก่งขึ้นเยอะดีนะ เก่งอย่างนี้ให้มันได้นานๆก็แล้วกันนะ ฉันจะคอยดูน้ำหน้าคนอย่างเธอว่ามันจะไปได้สักกี่น้ำ!” พูดจบก็ผลักให้สาวเจ้าออกหากจากตัวแรงๆ ราวกับว่ารังเกียจนักหนา จากนั้นก็เดินหายออกไปจากห้องที่มีเขมมิกาอยู่ทันที

 “ฮัลโหล เป็นไงบ้าง” เสียงปลายสายถามคนที่เพิ่งกดรับสายเขาได้ไม่ถึงนาที

 “ถามถึงฉันหรือถามถึงเขมมิกา” เขากรอกเสียงไปตามสายของคู่สนทนา

 “ฉันก็ถามทั้งคู่นั้นแหละวะ เป็นไง ฟื้นหรือยัง”

 “ฟื้นแล้ว”

 “ถ้างั้นก็ดี ดีนะที่ฉันใส่เข้าไปไม่เท่าไร แล้วทำไมแกให้ฉันทำแบบนั้นวะ ตามกลับมาดีๆก็ได้นี้หว่า”

 “คนอย่างเขมมิกาแบบนั้นแหละดีแล้ว ทำดีด้วยแล้วเดี๋ยวได้ใจไป ฉันไม่ชอบ”

 “แกไม่ได้รักเขาแล้วจะเต่งงานกันทำไมวะ ฉันไม่เข้าใจ มันจะทรมานใจตัวเองเปล่าๆเปล่าวะ” ถ้าเป็นเขาเองเขาก็ทรมาน การที่ต้องอยู่กับคนที่ตัวเองไม่ได้รักตลอดชีวิตเท่ากับว่าตัวเขาเองจะไม่ได้เจอคนที่หัวใจต้องการเลย แบบนี้มันจะไม่เจ็บทั้งสองฝ่ายเลยหรือ 

  “แบบนี้แหละที่ฉันต้องการ ฉันไม่สนว่าใครจะรู้สึกยังไง ฉันสนแค่ว่าฉันรู้สึกยังไงก็เท่านั้น”

ใช่ว่ามันจะตรงกับคำพูดที่ออกมาทั้งหมด ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้สึกถึงจิตใจใคร แต่เขาแค่ใส่ใจความรู้สึกของตัวเองมากไปก็เท่านั้น เขารู้ว่าเขมมิกาเองก็ทรมาน แต่เขาก็จะไม่ยอมที่จะปล่อยเธอไปอย่างง่ายๆเด็ดขาด

 “ถ้าเป็นอย่างนั้นแกเอาที่แกสบายใจเถอะวะ แต่ฉันขอเตือนไว้ก่อนนะว่า จะไม่ใช่แค่คุณเขมที่เจ็บเพียงแค่ฝ่ายเดียวแต่พวกแกทั้งสองจะทรมานทั้งคู่” เขาพูดไว้แค่นั้นก็กดตัดวางสายจากคู่สนทนาเพื่อนรักอย่างอัศวินทันที

ข้อนั้นเขารู้ดีเลยล่ะว่าจะไม่ได้มีแค่เขมมิกาเท่านั้นที่จะเจ็บอย่างเดียวเพราะเขาเองก็คงต้องเจ็บด้วยเหมือนกัน แต่มันจะทำเช่นไรได้ในเมื่อเส้นทางที่ต้องการมันก็เดินทางมาได้ขนาดนี้แล้ว หากให้หยุด แล้วคนบนนั้นเล่า เขาจะไม่มีทางให้วิชุดาต้องตายอย่างไร้ค่าแน่นอน...

หลังจากที่เขาวางสายจากเพื่อนอีกคนอย่างทัศนัยแล้ว หัวของอัศวินมันก็ยิ่งเสียเข้าไปยกใหญ่ เพื่อนรักแสดงความรักความห่วงใยคนที่เขาเกลียดออกนอกหน้า สงสัยคงจะไปหว่านเสน่ห์ไว้เยอะล่ะสิ!!!

 “กรี๊ด!!!!!!!” 

 “เป็นอะไรไปยัยสาเสียงเอะอะโวยวายลั่นบ้าน” เสียงหญิงวัยกลางคนดังขึ้นท่ามกลางบ้าน

 “คุณแม่ก็ดูนี่สิค่ะ นังเขม นังเขมมันเสนอหน้าทำงานแทนเลขาของพี่วินที่พัทยาค่ะ คุณแม่ดูมันสิคะ” เธอยืนหนังสือพิมพ์ที่มันเละ และถูกขยี้ด้วยมือเธอเองให้มารดาดู

 “ไหน มันกล้าดียังไงเนี่ยห๊ะ ทำให้ยัยวิต้องตายแล้วยังมีหน้ามาเสนอแบบนี้อีกหรอ แค่ฉันยอมให้ตาวินแต่งงานกับคนที่มันฆ่าลูกสาวฉันมันก็เกินพอแล้วนะ อย่างนี้ฉันรับไม่ได้” เธอเองก็เลือดขึ้นหน้าใช่ย่อย ทั้งความแค้นที่ตนนั้นจะได้เป็นแม่ยายที่รวยมีเงินมีทองใช้อยู่แล้วเชี่ยว แต่กลับมีมารมาผจญทั้งยังพลางลูกสาวคนโตของตัวเองไปอีก

 “เราจะทำยังไงค่ะคุณแม่ อย่างนี้เท่ากับว่ามันไม่ได้สำนึกอะไรเลยนะคะ ขนาดพี่วิที่คบกับพี่วินมาหลายปียังไม่ได้ทำงานใกล้ชิดขนาดนี้เลยด้วยซ้ำ แล้วมันเป็นใครค่ะมันถึงได้หน้าด้านขนาดนี้”

 “แม่จะโทรหาตาวิน” ว่าเสร็จก็เดินตรงไปยังที่โทรศัพท์ก่อนจะออกแรงจิ้มนิ้วลงไปที่ปุ่มตัวเลข

 “ฮัลโหลครับ คุณแม่” ออกน้ำเสียงแสดงความเคารพมารดาของคนรัก

“แม่เห็นข่าวแล้วนะตาวิน ทำไมทำกับยัยวิแบบนี้ แม่ก็เห็นว่าคบกับยัยวิมาตั้งนานวินไม่เคยทำแบบนี้เลยแล้วทำไมต้องเอานังนั้นมาทำด้วยห๊ะ อธิบายมาสิ ไหนเราตกลงแล้วไง” รีบสาธยายบทความราวกับถูกเขียนลงใส่กระดาษออกไปให้อดีตลูกเขยได้ฟัง

 “ข่าวอะไรครับทำไมผมไม่เห็นรู้เรื่อง” ข่าวอะไรกัน เขาไม่ยักจะรู้

 “ก็ที่พัทยาไง”

ว่าแล้วก็รีบเลื่อนไอแพ็ทที่มันถูกวางอยู่บนโต๊ะทำงานด้านหน้า ยามที่เห็นข่าวก็ต้องถึงกับอยากจะรู้คนที่มันพาดหัวข่าวซะเหลือเกิน

 “มันไม่ใช่ตามที่ข่าวมันบอกหรอนะครับ ก็แค่เลขาผมไม่สบายผมเลยให้เธอไปทำแทนก็เท่านั้น”

 “แม่จะยังเชื่อใจวินได้อยู่อีกหรอว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆน่ะ เขมมิกาคือคนที่ทำให้ยัยวิต้องตายนะตาวิน จำไว้อย่าลืม แม่เสียใจกับการสูญเสียอยู่ตลอดเวลา แม่หวังว่าวินเองก็น่าจะเข้าใจแม่เหมือนกันใช่มั้ย ฮึ วินยังจำมันได้อยู่ใช่มั้ย”

 “ครับ ผมจำไม่มีวันลืมว่าใครเป็นคนทำให้วิต้องตาย แม่เชื่อใจผมนะครับ ผมไม่มีทางลืมแน่นอน”

 “ถ้าวินบอกแม่อย่างนี้แม่ก็วางใจ”

 “ครับ งั้นแค่นี้นะครับ” รอปลายสายตอบรับแล้วก็วางสายลงทันทีสายตาเขาเพ่งมองยังอีกห้องนึงที่ยังไม่มีทีท่าว่าใครจะออกมา

 “เรียบร้อยแล้วยัยสา เรื่องแค่นี้แกก็ทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่” เดินเข้ามาหาลูกสาวคนเล็กที่นั่งรออยู่ที่ห้องนั่งเล่นภายในบ้านที่ในมือนั้น็ยังคงกำสิ่งเดิมที่เคยถือไว้อยู่

 “คุณแม่ พูดอะไรกับพี่วินค่ะ”

 “ก็เรื่องเดิมๆนั้นแหละ กรอกหูเข้าไว้จะได้ไม่ลืมว่าใครที่มันเป็นคนทำ”

 “คุณแม่แน่ใจนะคะว่ามันจะได้ผล”

 “ระดับฉันแล้วนะยัยสา แกไม่เชื่อแม่แกแล้วแกจะเชื่อใคร”

 “งั้นก็ โอเคค่ะ” เธอได้ยินสิ่งที่มารดาพูดเช่นนั้นเธอก็วางใจ ผู้หญิงอย่างเขมมิกาไม่น่าจะทำอะไรได้มากนักหรอก

 “ฉันไม่ปล่อยแกไว้นานหลอกนะ ระเริงอยู่กับรักข้างเดียวต่อไปก่อนเถอะ ถึงตาของฉันเมื่อไร ทุกอย่างมันจะจบลง” มือบางกำแน่ด้วยความคับแค้น เธอเฝ้ารอเวลานี้มานาน อีกเพียงแค่นิดนึงเท่านั้น

 “ลุกได้แล้วเขมมิกา เราต้องกลับกรุงเทพ ฉันไม่มีเวลามาเที่ยวเล่นหรอกนะ” เขาเดินเข้ามาดึงตัวคนที่นอนอยู่บนเตียง

 “ถ้าคุณอยากกลับก็กลับไปก่อนสิค่ะ ฉันยังไม่อยากกลับ”

 “แต่เธอต้องกลับเขมมิกา ฉันไม่ได้มีเวลามากจะลุกหรือไม่ลุก”

 “ไม่! ก็ฉันบอกว่าไม่ไง คุณจะกลับก่อนก็เรื่องของคุณไม่เกี่ยวกับฉํน”

 “ได้ ไม่ลุกใช่มั้ยห๊ะ”

 “คุณวินคุณจะทำอะไร”

 “ก็พาเธอกลับกรุงเทพไง เป็นโรคหรอห๊ะ ชอบเรียกร้องความสนใจ สงสัยมันจะซึมเข้าเส้นประสาทเธอแล้วมั้ง”

 “ฉันไม่กลับ!” คราวนี้เธอออกเสียงออกเด่นชัดว่าเอไม่มีทางที่จะกลับไปกลับเขาแน่นอน

 “เขมมิกา!”

คราวนี้เขาไม่สนใจว่าเธอจะต้านมันสักเท่าไร อัศวินรีบอุ้มหญิงสาวที่เอาแต่ดิ้นเวลาที่อยู่ในอ้อมแขนเขา มันดีที่ข้าวของทุกอย่างถูกเก็บใส่ไว้ในกระเป๋าแล้ว ดังนั้นเขาก็แค่หยิบมันแล้วก็พุ่งทะยานมันออกไปซะ

 บรรยากาศภายในรถมันเงียบ ไม่มีใครปริปากพูดออกมาสักคำ เขมมิกาก็ได้แต่นั่งมองลอดออกไปที่หน้าต่าง เธอพยายามแล้วที่จะต้านเขา กล้าเสี่ยงแม้กระทั่งใช้น้ำเสียงที่มันแข็งกร้าว แต่สุดท้ายเขาอีกที่เป็นฝ่ายชนะ

 “เธอกล้าดียังไงที่ตะคอกใส่ฉันห๊ะ เขมมิกา” เป็นเขาเองที่ไม่อาจจะเก็บความเงียบนี้ไว้ได้ แต่สิ่งที่ได้เป็นคำตอบกับไม่ใช่สิ่งที่ปรารถนา เธอนั่งเงียบไม่แม้แต่จะหันมามองเขาด้วยซ้ำ ทำอย่างนี้อยากจะลองดูนักใช่มั้ยห๊ะ

 “...” มันคือความเงียบเท่านั้นที่เขาได้คืนแทนเสียงพูดของหญิงสาว ทำให้อัศวินที่ขับรถต้องหักเข้าที่ข้างทางทันที

 “เธอเป็นอะไรเขมมิกา ฉันถามเธอดีๆแล้วทำไมไม่ตอบ” เขาหันมาถามหญิงสาวที่นั่งนิ่งหน้ามองออกไปข้างหน้า

 “...” ถามออกไปยังไงเธอก็ไม่ยอมปล่อยเสียงออกมา

เธอจะยอมนั่งอยู่นิ่งๆ ไม่เลือกที่จะโต้ตอบเขา เพราะพูดออกไปยังไงเขาก็เป็นฝ่ายที่ชนะเหมือนเดิม

 “เธอเป็นอะไรห๊ะ ฉันถามแล้วทำไมไม่ตอบ ปากอมสากกะเบือไว้อยู่หรือไง!”


 “แล้วคุณจะให้ฉันพูดอะไรล่ะคะ ฉันมีสิทธิ์พูดด้วยหรอคะ ฉันเองก็เพิ่งจะรู้”


 “ฉันก็ไม่ได้เอาอะไรไปพันปากเธอไว้นี่ แล้วฉันถามทำไมไม่ตอบ”


 “ไม่อยากตอบค่ะ พูดไปมันก็เท่านั้นเพราะเสียงของฉันยังไงมันก็สู้เสียงของคุณไม่ได้หรอกค่ะ” เป็นคำตอบที่หลุดปากออกมาจากหญิงสาวที่สร้างอารมณ์ให้กับอัศวินไม่น้อย


 “หรอ งั้นฉันว่าครั้งนี้เธอก็ใช่เสียงใช่ปากเธอให้เต็มทีแล้วกันนะ” พูดจบเขาก็หันไปเปิดประตูรถและเดินลงมาตรงมาที่เธอ


 “ลงมา!” เปิดประตูได้ก็จับกระชากข้อมือของหญิงสาวลงมาจากเบาะที่นั่งทันที


 “จะทำอะไรค่ะ ดึงฉันลงมาทำไม” เอ่ยปากถามออกไปอย่างไม่เข้าใจต่อสิ่งที่เขากระทำ


 “ก็เธออยากให้เสียงเธอมันใช้สิทธิ์ได้ไม่ใช่หรอ นี่ไง ฉันกำลังจะให้เธอใช้มันอยู่” พูดจบเขาก็เดินอ้อมไปที่นั่งคนขับปล่อยทิ้งให้เขมมิกายืนนิ่งอยู่เพียงลำพัง


 “คุณวิน คุณจะทำอะไร” รถที่เคลื่อนออกไปค่อยๆห่างออกจากตัวของเขมมิกามากขึ้นเรื่อยๆ เขาจะปล่อยเธอทิ้งไว้แบบนี้หรอ จะปล่อยให้เธอต้องกลับอย่างนี้ใช่มั้ย? เท้าบางวิ่งสาวตามรถเขาไปแต่ท้ายสุดแล้วเธอก็ตามมันไม่ทัน



‘ครืน ครืน’

เดินออกมาได้ไม่นานเสียงฟ้ามันก็เริ่มประท้วงส่งเสียงคำราม หญิงสาวที่เดินเคียงข้างอยู่ที่ริมฟุตบาทก็ต้องรีบหาหนทางหลบฝน จากจุดนั้นจนถึงจุดนี้เธอก็เดินออกมาได้ระยะทางที่ไกลมากแล้ว แล้วตอนนี้คนที่ปล่อยเธอทิ้งเขาก็หายไปอย่างลับตาไม่เห็นแม้แต่เงา


 ‘ซ่า ซ่า ซ่า’ เม็ดฝนตกกระหนำลงมาจนหญิงสาวที่กำลังเร่งฝีเท้าอยู่นั้นต้องเร่งสปีดคูณสองเข้าไปอีกเป็นเท่าตัว สายตาก็แลซ้ายแลขวามองหารถที่พอจะพึ่งพาได้บ้าง แต่ผ่านไปแล้วหลายต่อหลายคันเธอก็ยังคงไม่ทันได้นั่งรถเสียที


 “ฉันขอติดรถเข้ากรุงเทพด้วยได้มั้ย” มีรถคันหนึ่งที่หยุดตามมือที่โบกเรียก เขมมิกาก็เอ่ยบอกปากถามถึงเส้นทางในทันที 


“ได้ค่ะ แต่ว่า...” หญิงสาวที่ตอบคำถามของเขมมิกาหันไปทางเบาะด้านหลัง ซึ่งสิ่งที่เธอเห็นคือข้าวของที่ถูกว่างเรียงรายเต็มไปหมด

 “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวนั่งข้างหลังกระบะก็ได้ค่ะ ยังไงตัวก็เปียกอยู่แล้ว อีกอย่างกลัวว่ารถคุณมันจะเปื้อนด้วยค่ะ” เธอเลือกที่จะนั่งด้านหลังดีกว่าแม้ว่ามันจะเปียกก็เถอะ แต่หากหาอะไรมาคลุมตัวนิดหน่อยก็น่าจะพอใช้ได้ แล้วนี่มันก็คงจะเป็นสิ่งที่เขาให้สิทธิ์เธอได้ใช่เสียงของตัวเองอย่างเต็มทีสินะ


 “มันจะไม่เป็นไรใช่มั้ยค่ะ”


 “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะคะ” สนทนากันเสร็จเธอก็เดินไปยังที่กระบะหลังทันที เธอถือว่าผู้หญิงคนนั้นใจดีมากที่ยอมให้เธอนั่งข้างหน้าแต่ว่าด้วยความเกรงใจเธอจึงไม่อยากจะรบกวนมากกว่านี้เพราะแค่นี้มันก็มากพอแล้ว


ร่างบางค่อยๆเดินเข้าไปยังบนเส้นทางที่แม้ว่าจะไม่ได้มาบ่อยนักแต่มันก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี ยามเมื่อฝนหยุดตกลงมาได้สักพักแล้วแต่ตัวเธอมันก็ยังคงชื้นอยู่นานกว่าจะแห้ง ร่างที่เริ่มจะไม่มีแรงเดินก็ต้องกัดฟันสู้เดินทอดน่องต่อไปเพื่อให้ถึงจุดหมาย


 ‘กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง’


มือบางเอื้อมไปกดกริ๊งที่อยู่หน้าบ้านของเพื่อนสาว เธอไม่อยากจะกลับไปเจอหน้าผู้ชายคนนั้นเลย เธออยากจะหนีเหลือเกิน แต่ทว่าใจมันกลับทำไม่ได้เพราะมันยังเข้มแข็งไม่มากพอ แต่ตอนนี้เธอขอใครสักคนเป็นที่พักใจให้ก่อนเถิด


 “ดา” เสียงที่เกือบจะไม่มีเสียงของเขมมิกาขานเรียกเพื่อนสาวที่เดินออกมาดูบุคคลที่มากดกริ๊งในเวลานี้


 “เขม” เสียงที่ขานกลับเบาๆเมื่อเห็นสภาพของบุคคลที่เขามายืนอยู่ที่ประตูบ้าน สภาพที่เธอเห็นไม่ต่างจากลูกหมาตกน้ำก็ไม่บานเพาะมันเปียกและชื้นไปทั้งตัว


 “ทำไมเป็นแบบนี้ได้เขม”

“ฉันไม่อยากพูดอะไรมากเราเข้าบ้านเถอะนะ” ทิ้งไว้แค่นั้นก็เดินสวนเข้าไปภายข้างในทันที


พอเข้ามาถึงเห็นว่ามารดาของปานธิดากำลังนั่งถักผ้าพันคอไหมพรมก็ยกมือขึ้นพนมไหว้ทันที เพราะเธอกับมารดาของปานธิดาก็สนิทกันเมื่อเจอกันแล้วก็แทบอยากจะเดินเข้าไปโอบกอดไว้แต่มันติดก็ตรงที่สภาพเธอในตอนนี้มันไม่เหมาะเสียเลย


 “แม่สวัสดีค่ะ”


 “อ้าว เขมไปไงมาไงล่ะลูก แล้วทำไมสภาพเป็นแบบนี้ ฮึ”


 “ตากฝนมานิดหน่อยน่ะคะ”


 “ขนาดนี้มันไม่หน่อยแล้วมั้งลูก” เปียกชื้นทั้งตัวขนาดนี้ไม่น่าจะนิดหน่อยแล้วมั้ง ถ้าจะเรียกให้ถูกคือตากฝนมาเลยแหละ


 “เขมขออยู่ที่นี้สักพักได้มั้ยค่ะแม่” ส่งยิ้มให้กับหญิงวัยกลางคนก่อนจะขอความช่วยเหลือในการขอที่พักอาศัย แม้ว่าจะขออยู่ได้ไม่นานเพราะเกรงใจแต่ขอให้เธอได้อยู่สักสองสามวันก็ยังคงดี  


“ได้สิลูก แล้วเรามีปัญหาอะไรรึเปล่าบอกแม่ได้นะ” เด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างหน้านี้ก็เหมือนกับเป็นลูกหลานเธอ เรื่องแค่นี้ทำไมจะช่วยเหลือกันไม่ได้


 “......” เธอยิ้มให้กับหญิงตรงหน้าเป็นคำตอบ ทางด้านของมารดาปานธิดาก็เข้าใจว่าเรื่องบางเรื่องถ้าคนเรามีปัญหาเขาอาจจะไม่อยากที่จะบอกหรือยังไม่พร้อมก็เป็นได้


 “งั้นก็ไม่เป็นไรเนอะ ถ้าไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไรลูก เดี๋ยวแม่ไปนอนก่อนนะ เริ่มง่วงๆแล้ว ดาอย่าลืมหาชุดให้เขมเปลี่ยนด้วยล่ะลูก”


 “ค่ะแม่”

 “เป็นอะไรบอกฉันได้นะ ทะเลาะกับคุณวินหรอ” เดินไปเอาเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เขมมิกาก่อนจะถามถึงเรื่องราวของหญิงสาว เธอเป็นห่วงเพื่อนคนนี้มาก แม้ว่าเรื่องราวมันจะเป็นยังไง เธอเข้าใจว่าการที่เรามีใจแค่ข้างเดียวมันเป็นยังไง

 “เขา...ฮึก ฉันเจ็บเหลือเกินดา มันเจ็บมาก ฮึก” เสียงที่มันสะอื้นออกมาของเขมมิกาทำให้ปานธิดารีบเดินเข้าโอบกอดเพื่อนสาวไว้ ไม่เพียงแค่หญิงสาวเท่านั้นที่เจ็บตัวเธอเองก็เจ็บ แม้ว่ามันอาจจะเทียบกันไม่ได้กับความรู้สึกของเขมมิกาตอนนี้ แต่เธอก็เข้าใจมันดี

เธอเข้าใจทุกอย่าง มันเจ็บมาก จับเกินกว่าที่บางครั้งใจมันก็เกินจะยอมรับไหวเหลือ แต่ทำไมกันเธอกลับเต็มใจที่จะยอมใช้ชีวิตที่มีอยู่ร่วมกับเขากัน ครั้งนี้เขาจะเดือดร้อนตามหาเธอรึเปล่า 

เป็นห่วงเธอบ้างมั้ย การที่ถูกปล่อยทิ้งลงอย่างนั้นมันโดดเดียวมาก เขาจะรับรู้ความรู้สึกเธอบ้างมั้ย มันก็คงเป็นแค่ความนึกคิดของเธอคนเดียว

 “ไม่เป็นไรนะเขม”

 “อือ พอเถอะค่ะ สาเหนื่อยแล้วนะคะ” ร่างของสาวเจ้าหันไปบอกกับคู่นอนข้างกาย ที่กำลังจะคลอเคลียทำศึกรักกับเธอต่อ แต่กลับโดนปากหวานห้ามไหวเสียก่อน

 “ทำไมละ ฮึ พี่ยังอยากสัมผัสสาอยู่เลยนะ” พูดขณะที่ขยับตัวขึ้นคร่อมบนกายสาว

 “แต่สาว่าเราพอเถอะค่ะ นี้ก็ปาเข้ามาหลายชั่วโมงแล้วนะคะ พี่ภพไม่เหนื่อยบ้างหรอค่ะ” พี่ภพชื่อที่เธอใช้เอ่ยเรียกชื่อของชายหนุ่มที่กำลังบรรเลงบทรักให้เธออีกรอบ

 “อีกอย่างพี่ภพไม่ไปไร่แล้วหรอค่ะ สาเห็นลงมาตั้งหลายวันแล้ว”

 “ไม่ล่ะครับ พี่กำลังทำธุระอยู่ยังไม่เสร็จ” เขาตอบออกมาก่อนจะพลิกตัวล้มลงไปนอนข้างๆสาวเจ้า

 “อ้อ อย่างงั้นหรอ งั้นก็แสดงว่าถ้าพี่ไม่มีเรื่องที่ต้องมาทำธุระที่กรุงเทพ พี่ก็ไม่คิดที่จะมาหาสาเลยใช่มั้ยค่ะ” เธอพูดออกแนวเสียงหวานปนเศร้า น้อยใจนิดๆ จริตเสแสร้งหน่อยๆ

ระหว่างเธอกับติณภพมีความสัมพันธ์กันแบบนี้ได้เกือบจะสามเดือนแล้วโดยที่ไม่มีใครรู้เลยนอกจากคนทั้งสอง ความสัมพันธ์ที่ไม่ผูกมัดสนองตัณหาและราคะของทั้งสองก็เท่านั้น 

แต่ทว่าการนัดพบกันของทั้งสองมันเป็นไปได้น้อยมากในเวลาสามเดือนเพราะฝ่ายทางด้านของติณภพเองก็มีเรื่องที่ต้องรับผิดชอบและสะสางมากมาย

 ‘กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง’

เสียงโทรศัพท์ราคาแพงของติณภพดังขึ้น มือหนาก็ควานหามันเพื่อรับจากปลายสายทันที เขาต้องการรู้ว่างานที่เขาสั่งให้ลูกน้องไปทำมันเป็นเช่นไรบ้าง

 “ฮัลโหล ว่าไง” สีหน้าที่เพิ่งเห็นเมื่อครู่มันเปลี่ยนไปราวกับว่าเขาไม่ใช่คนๆเดียวกัน ครั้งนี้ดูมีสีหน้าที่เคร่งเครียดราวกับว่ากำลังรอการรายงานที่สำคัญจากปลายสาย

 “โอเค นัดมาให้ได้” เพียงแค่นั้นเขาก็ว่างสายทิ้งไปก่อนจะลงจากเตียงกว้างที่เพิ่งผ่านศึกรักอันเร่าร้อนมา แล้วตรงเข้าไปห้องน้ำเพื่อชำระร่างกายทันที

 “จะกลับแล้วหรอค่ะ แต่สาเปลี่ยนใจแล้วนะคะ สาว่าเรามาทำอะไรสนุกๆกันต่อดีกว่าค่ะ” เสียงหญิงสาวดังถามคนที่กำลังลุกไปแต่งตัวให้เรียบร้อยเพื่อออกไปข้างนอก

 “คงไม่ได้แล้วล่ะสา พี่มีธุระต้องทำ อ้อ อีกอย่างพี่น่าจะไม่ได้มาเจอสาแล้วนะเพราะพี่มีสิ่งที่สำคัญต้องทำ” เขาบอกในสิ่งที่คิดว่าควรบอกให้กับหญิงสาวเพราะยังไงแล้วเขาและเธอก็ไม่น่าจะได้เจอกันอีกนาน

 “ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะคะ เมื่อกี้เรายังสนุกด้วยกันอยู่เลยไม่ใช่หรอค่ะ สาคิดถึงพี่มากเลยนะคะ”

 “พี่รู้ว่าเราไม่ต้องการการผูกมัดเพราะฉะนั้น...”

พูดจบเท่านั้นเขาก็สาวเท้าออกจากห้องทันที โดยที่ทิ้งให้หญิงสาวที่อยู่ในห้องต้องแทบจะลมออกหู เมื่อกี้เขายังบอกว่าอยากจะสัมผัสเธอให้มากกว่านี้ ไหงเป็นเช่นนี้เล่า

 “พี่ภพค่ะ พี่ภพ พี่ภพ!!!!!!”

 ‘กรี๊ดดดดดดดด!!!!’

 “โครม!”

ข้าวของเครื่องใช้ที่ว่างอยู่ภายในห้องถูกมือบางกวาดและขว้างมันทิ้งอย่างไม่ใยดี ใช่ว่าเธอไม่รู้ว่าติณภพมีฐานะหน้าที่การงานเช่นไรยิ่งคิดมันก็ยิ่งเสียดายนัก 

ยิ่งหากจับอัศวินไม่ได้แล้วติณภพอาจจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของเธอ แต่ยังไม่ทันที่จะทำได้สำเร็จเขากลับดันมาชิงหนีเสียนิ

“หาเจอมั้ย”




แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น