หอหมื่นอักษร

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 14 การกลับมาของสายลับ

ชื่อตอน : บทที่ 14 การกลับมาของสายลับ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 8k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ต.ค. 2561 12:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 14 การกลับมาของสายลับ
แบบอักษร

ยังไม่ถึงเวลาเที่ยงตรง ข่าวคราวต่างๆ ก็แพร่กระจายออกไปต่างๆ นานา แล้วก็แพร่มาถึงตำหนักหลันถิงโดยไม่ตั้งใจ ชิงเซี่ยนั่งอย่างสงบอยู่บนตั่งอันหรูหรา สวมอาภรณ์งดงาม ทำใบหน้าเย็นชา และใช้สายตาดุดันจ้องไปยังไฉเหรินหลายคนที่ถูกส่งเข้ามา 

เสียงบอกเวลาเที่ยงตรงดังขึ้นติดต่อกันสามครั้ง ม้าเร็วที่อยู่บนถนนด้านนอกเมือง วิ่งกันตลบอบอวล ใต้เกือกม้าเต็มไปด้วยหิมะ หิมะที่โปรยปรายลงมาราวกับพายุหิมะเดือนสิบสอง ลมระลอกใหม่ได้พัดเข้ามาใจกลางเมืองและสร้างความปั่นป่วนอีกครั้ง  

 ที่ฉู่หลีต้องลำบากเช่นนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่เพียงเพื่อรายงานเรื่องน่าอับอายที่เกิดขึ้นในต้าฉีวันนี้เท่านั้น ยังมีเรื่องที่รัชทายาทฉีอันถูกคุมขังอยู่ในคุกหลวง โดยมีกองกำลังสวมชุดเกราะเฝ้ายามอย่างแน่นหนา เกรงว่าแม้แต่แมลงก็ไม่อาจเล็ดรอดเข้าไปได้ 

สองวันให้หลัง การสู้รบระหว่างฉีและฉู่ได้ยุติลง กองทัพแคว้นฉีถอยหนีไปยี่สิบลี้ ตั้งค่ายอยู่ที่เขาโซ่วซาน แต่ในขณะเดียวกัน ต้าฉีกลับลักลอบส่งคนสอดแนมเข้าไปในกองทัพ เพื่อนำข่าวของหนานฉู่กลับไปรายงาน โดยจิ้งเจียงอ๋องได้บัญชาการให้วางกองกำลังไว้ที่ด่านจูหยงทางตะวันตก ตอนนี้กำลังควบม้าเดินทางมาอย่างเร็ว ในที่สุดก็มาถึงภูเขาหมิ่นหลัน นอกจากนี้เงินคงคลังของแคว้นฉีก็ถูกนำออกมาเพื่อซื้อสิ่งของทางการทหารจากเฉียงฉินในราคาสูง ไม่ถึงสองวันก็สามารถรวบรวมเสบียง ทหาร และอาหารสัตว์ได้จำนวนมาก เรื่องราวทั้งหมดดำเนินไปในทิศทางที่ดี หากว่ารัชทายาทฉีอันได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แคว้นฉีจะต้องทุ่มเทกำลังทั้งหมดที่มี มากดดันหนานฉู่เป็นแน่ 

ส่วนแคว้นฉู่ก็ส่งกองทัพทหารสามแสนนายไปยังชายแดน ชาวบ้านที่อยู่ในแถบชายแดนตะวันออกระหว่างฉีและฉู่ต่างพากันอพยพลงไปทางใต้ บรรยากาศของสงครามเริ่มชัดเจนขึ้นทุกขณะ แม้แต่เมืองทางใต้เองก็มีบรรยากาศตึงเครียดไปด้วย ราวกับจะแตกหักได้ตลอดเวลา ส่วนเรื่องประณามชิงเซี่ยเองก็แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วราวกับโรคระบาด  

เวลานี้จิตใจของราษฎรกำลังอ่อนไหว สำหรับผู้ที่ได้รับผลจากสงครามโดยตรง พวกเขาทำได้เพียงตำหนิทั้งสองแว่นแคว้น ที่ทำลายความสุขสงบของพวกเขา  

และในเวลานี้ จวงชิงเซี่ยในชุดสีแดงหรูหราที่ถูกผู้คนในใต้หล้าประณามก็กำลังอยู่ในโถงของตำหนักหลันถิง นำเอาสิ่งของมีค่ามากองไว้เต็มโต๊ะ จากนั้นเสียงเครื่องปั้นที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็ดังขึ้น เศษที่แตกเหล่านั้นบาดเข้ากับผิวขาวของนาง แต่ดูเหมือนนางจะไม่ได้ใส่ใจมันแม้แต่น้อย ยังคงร้องด้วยใบหน้าอาบน้ำตา “ไป! ออกไปให้หมด!” เสียงนั้นโหยหวน ราวกับเสียงร่ำไห้ของภูตผี  

บ่าวรับใช้ตัวสั่นงันงก ต่างพากันออกจากโถงใหญ่อย่างเร่งรีบ บรรดาข้าทาสที่มีมากขึ้นเท่าตัวนั่งคุกเข่าอยู่นอกประตู ชิงเซี่ยอาละวาดไปทั่วด้วยท่าทางเศร้าโศกเสียใจ นางที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงเดินไปรอบตำหนัก พร้อมทั้งขว้างปาสิ่งของเต็มห้องโถง ทำให้ได้ยินเสียงดังโครมครามไม่ขาดสาย ทว่าอาละวาดได้ไม่นานก็เหนื่อยล้า ชิงเซี่ยร้องออกมาเสียงดัง ก่อนจะกลับเข้าไปในห้องด้านใน แล้วปิดประตูลง 

ประตูเพิ่งปิดลง หญิงที่เคยร้องไห้โวยวายก็เงียบลงทันที นางขมวดคิ้วครุ่นคิด เมื่อวานจวงเตี่ยนหรูได้พาบัณฑิตมากสามารถเดินทางไปยังชายแดน และตั้งแต่วันนั้นฉู่หลีก็ไม่ได้มาที่ตำหนักหลันถิงอีกเลย นางไม่อาจรอได้อีก 

ในเมื่อทุกคนคิดว่าจวงชิงเซี่ยและรัชทายาทฉีอันเป็นตายอย่างไรก็ไม่อาจแยกจากกันได้ เช่นนั้นนางจึงทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการ 

แพรขาวเส้นหนึ่งถูกแขวนเอาไว้ ชิงเซี่ยจับชายผ้าผูกเป็นปม ในความเงียบก็มีเสียงฝีเท้าของเซียงจวี๋ดังขึ้นมา ชิงเซี่ยค่อยๆ ก้าวขึ้นไปบนเก้าอี้  

“ทำไมพวกเจ้ามาคุกเข่าอยู่ตรงนี้? ด้านในมีใครอยู่หรือไม่?” 

เมื่อได้เวลาเหมาะ มุมปากของชิงเซี่ยก็ยกยิ้มขึ้น แล้วออกแรงผลักที่เท้าเล็กน้อย เก้าอี้จึงล้มลงไปกับพื้น  

เมื่อประตูห้องถูกเปิดออก เสียงร้องด้วยความหวาดกลัวของเซียงจวี๋ก็ดังไปทั่วทั้งตำหนัก! 

“กรี๊ด! พระชายา!” 

หากจวงชิงเซี่ยตัวจริงยังอยู่ นางก็คงจะทำเช่นนี้ 

แต่ถังเสี่ยวซือกลับไม่ใช่แบบนั้น เมื่อทำผิดย่อมต้องแก้ไข ส่วนคนที่เคยทำร้ายนางก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องให้ค่า! 


 


“รัชทายาทเสด็จ!” 


เสียงยาวแหลมดังขึ้นมา ทำลายความเงียบของวังหนานฉู่ในยามค่ำคืนลง ม้าหลายตัววิ่งอย่างรวดเร็วจากถนนจื่อจิน ผ่านตำหนักหลัก จนกระทั่งหยุดลงที่หน้าตำหนักหลันถิง 

ฉู่หลีที่สวมเกราะสีเงิน รูปงามโดดเด่น บนศีรษะสวมหมวกเหล็กให้ความรู้สึกของนักรบ เพียงแต่ตอนนี้เขาดูราวกับปีศาจ ทำให้ผู้คนกลัวจนตัวสั่น ผู้ติดตามทั้งซ้ายขวาเองก็ไม่อาจแสดงความเห็นได้โดยอิสระ และต้องรักษาระยะห่าง เพื่อหลีกเลี่ยงภัยที่จะลุกลามมาถึงตัว 

“ต้อนรับรัชทายาท ขอรัชทายาทอายุยืนหมื่นปี” บ่าวไพร่คุกเข่าคำนับพร้อมส่งเสียงถวายพระพรอย่างพร้อมเพรียง ทว่าบนใบหน้ากลับไม่อาจปกปิดร่องรอยความหวาดกลัวได้เลย มือเท้าของเซียงจวี๋ยังคงสั่นน้อยๆ แต่ก็ยังใจกล้าโค้งตัวก้าวไปข้างหน้า พลางเอ่ยเสียงเบาว่า “บ่าวมีความผิด...” 

ทว่ายังพูดไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้น ฉู่หลียกแส้ม้าในมือขึ้น ตวัดลงไปบนใบหน้าของเซียงจวี๋อย่างแรง 

เซียงจวี๋ร้องด้วยความเจ็บปวดออกมาครั้งหนึ่ง แล้วก็รีบคุกเข่าลงไปกับพื้น นางสั่นไปทั้งตัว โขกศีรษะซ้ำๆ ไม่พูดจาแม้แต่ประโยคเดียว 

“พวกตัวไร้ประโยชน์ เอาออกไปประหารให้หมด!” กลุ่มคนทำตามคำสั่ง เดินเข้ามาดึงบรรดาข้ารับใช้ที่ร้องไห้อยู่กับพื้นขึ้นมา เพื่อจะพาออกไป 

“ท่านลากข้าออกไปประหารด้วยกันไม่ดีกว่าหรือ!” จู่ๆ ก็มีเสียงเย็นเยียบดังออกมาจากห้องด้านใน แม้น้ำเสียงจะแหบพร่า แต่ฉู่หลีก็ยังคงได้ยินชัดเจน เขาค่อยๆ หันกลับไป เห็นเพียงชิงเซี่ยที่พยายามพยุงร่างตนเองขึ้นมา แล้วเอนกายอยู่บนเตียง นางหน้าซีดขาว ริมฝีปากแดงดุจเลือด เมื่อพูดออกมาประโยคหนึ่งก็หอบหายใจราวกับร่างกายกำลังเหนื่อยล้า 

สายตาของฉู่หลีเย็นชา เขาเม้มปากแน่นพลางก้าวยาวๆ ไปด้านหน้า มือข้างหนึ่งคว้าไปที่ปลายคางของชิงเซี่ย ในดวงตาทั้งสองข้างราวกับพายุ ดำลึกแต่ก็เต็มไปด้วยความโหดร้าย ได้ยินเพียงเสียงทุ้มต่ำของฉู่หลีที่ตอบกลับไป “ในที่สุดก็เสแสร้งต่อไม่ไหวแล้วหรือ? เวลานี้ความเยือกเย็นของเจ้าหายไปไหนเสียแล้ว? แม้แต่ความตายก็ไม่กลัวแล้วหรือ? ทำไมเล่า จับเขาแล้ว เจ้าถึงกับอยู่ไม่ได้เลยหรือ? ถึงกับอยากตายเลยหรือ?” 

 “เจ้าหลอกใช้ข้า!” น้ำตาของหญิงสาวบนเตียงค่อยๆ ร่วงลงมา นางเงยหน้าซีดขาวของตนขึ้น เอ่ยกับฉู่หลี่ด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดว่า “เจ้าทำให้เขาเข้าใจข้าผิดเช่นนี้ ยังไม่เท่ากับฆ่าข้าหรอกหรือ!” 

ฉู่หลีได้ยินสีหน้าพลันเย็นชา ตอบกลับด้วยความโกรธ “หากเจ้าอยากตาย ข้าจะให้คนข้างนอกนั่นไปตายพร้อมกับเจ้า!” 

“พวกเขาจะเป็นจะตายเกี่ยวอะไรกับข้า?” ใบหน้าของหญิงสาวดุร้าย “ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตของคนที่ไม่เกี่ยวข้องมาข่มขู่ข้า!” 

“แล้วข้าเล่า?” ทันใดนั้นฉู่หลีก็จับใบหน้าชิงเซี่ย แรงพอที่จะทำให้หน้าของนางบิดเบี้ยว ดวงตาดำขลับทั้งสองข้างเต็มไปด้วยแววของคนกล้าได้กล้าเสีย เสียงของเขาทุ้มต่ำ พ่นคำออกมาทีละคำทีละคำ “สงครามเป็นตายระหว่างฉีและฉู่ หากเขาไม่ตาย ข้าก็ตาย แล้วข้าเล่า? ข้ามิใช่คนที่เกี่ยวข้องด้วยอย่างนั้นหรือ?” 

ชิงเซี่ยนิ่งงันไปชั่วขณะ มองไปที่ชายเผด็จการผู้นั้น ในใจของนางสับสนเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สนใจไยดีจวงชิงเซี่ยมิใช่หรือ? เพื่อรักษาสมดุลของกองทัพแล้วเขาจึงแต่งจวงชิงเซี่ยเข้าวังมิใช่หรือ? ก่อนหน้าที่นางจะมาอยู่ในร่างนี้ เขาก็มิเคยย่างเท้าเข้ามาในตำหนักหลันถิงเลยมิใช่หรือ? แต่ทำไมตอนนี้ เขาจึงพูดเช่นนี้กัน? ใบหน้าพลันปรากฏร่องรอยความเจ็บปวด เมื่อความรู้สึกของชิงเซี่ยย้อนกลับเข้ามา สองตาของนางก็เปลี่ยนเป็นเย็นชา และเต็มไปด้วยความเกลียดชัง “หากเป็นไปได้ ข้าก็จะลงมือด้วยตัวเอง” 

“ตุบ!” เสียงหนึ่งพลันดังขึ้น กำปั้นของฉู่หลีทุบที่เสาเตียง เศษไม้ปลิวกระเด็น แล้วเลือดที่มือก็ไหลออกมา 

“ออกไปให้หมด!” จู่ๆ ฉู่หลีก็ตะโกนเสียงดัง “หากไม่มีคำสั่งข้า ห้ามผู้ใดเข้ามา!”  

ประตูใหญ่ถูกปิดลง ฉู่หลีดึงเกราะขึ้นมา วางบนร่างของชิงเซี่ยพลางเอนเสียงเย็น “ตอนนี้ข้าจะทำให้เจ้ารู้ ว่าข้าไม่มีทางเป็นคนที่ไม่เกี่ยวข้องในชีวิตเจ้า!” 

ทันใดนั้นเขาก็ใช้แรงมหาศาล ฉีกทึ้งเสื้อที่ไหล่ของชิงเซี่ยออก หัวไหล่ขาวราวหิมะปรากฏต่อสายตาของฉู่หลี เขาก้มศีรษะลงไป ขบเม้มลงบนร่างกายของชิงเซี่ยทันที 

แต่น่าเสียดาย ที่เขากลับมองไม่เห็นว่าสตรีนางนั้นแสดงท่าทางเช่นไรออกมา 

นางตั้งมือขึ้นราวกับมีด กดลงไปบนจุดชีพจร จากการฝึกซ้อมมานับหมื่นนับพันครั้ง ผนวกกับประสบการณ์จริงในสมรภูมิรบทำให้ลงมือได้อย่างง่ายดาย พริบตาเดียวราชสีห์ก็กลายเป็นลูกแมวน้อยเชื่อง ที่หลับไปอย่างสบาย  

หลังจุดไม้หอมเล็กน้อย ชิงเซี่ยก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ทุกอย่างผ่านไปอย่างเรียบร้อย เป็นไปตามแผนที่นางได้วางไว้ ฉู่หลีกลับเข้าเมืองหลวง และมาที่ตำหนักหลันถิง ต่อมาถูกนางทำให้โกรธเพราะไม่ต้องการให้ใครเข้ามายุ่มย่าม แล้วเขาก็ถูกกดจุดจนสลบไป และจะไม่ตื่นไปอีกสองชั่วยาม นั่นทำให้นางมีเวลามากพอที่จะจัดการเรื่องต่างๆ ที่ต้องทำ  

นางเปลี่ยนเป็นชุดคลุมสีดำอย่างคล่องแคล่ว พกมีดสั้น เชือก หินจุดไฟ และลวดไปอีกเล็กน้อย ชิงเซี่ยค่อยๆ เปิดหน้าต่างด้านหลังออก หันกลับไปมองฉู่หลีที่สลบไสลอยู่บนเตียง ก่อนจะหายเข้าไปในความมืด 

เสียงบอกเวลายามสามดังขึ้น ชิงเซี่ยหนีออกมาจากวังหลวงได้สำเร็จ ที่นี่ไม่มีอินฟราเรด ไม่มีเซ็นเซอร์ ในวังหลวงที่ไม่มีเครื่องมือทันสมัยใดๆ เช่นนี้ นางจึงเหมือนกับปลาที่ว่ายไปมาได้อย่างอิสระ จากนั้นนางก็ค่อยๆ หายไปทางตะวันออกของเมืองอย่างเงียบๆ  

ค่ำคืนมืดสนิท นกกาส่งเสียงร้องดังระคายหู 

ที่ขอบฟ้า ดวงจันทร์ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆดำ ค่ำคืนที่พระจันทร์เต็มดวง กลิ่นเลือดก็คละคลุ้งไปในอากาศอย่างช้าๆ  

ไฉเหริน** คือตำแหน่งพระสนมในองค์จักรพรรดิขั้นห้า เป็นตำแหน่งเริ่มต้นของสตรีผู้ได้รับคัดเลือกเป็นพระสนม

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น