หอหมื่นอักษร

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 13 คุณธรรมแห่งใต้หล้า

ชื่อตอน : บทที่ 13 คุณธรรมแห่งใต้หล้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.4k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ต.ค. 2561 12:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 13 คุณธรรมแห่งใต้หล้า
แบบอักษร

กลางห้องโถงที่กว้างขวางและสว่างไสวของตำหนักหลันถิง ตรงกลางมีหม้อสำริดอันหนึ่งตั้งอยู่ มันทั้งหนา หนัก เก่า และดูเรียบง่าย ดูไปก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ ถือว่าเป็นวัตถุโบราณในสมัยโจว ถ้านับถึงวันนี้ก็เป็นเวลาหลายพันปีแล้ว ผนวกกับกลิ่นหอมของไม้กฤษณาที่กระจายอยู่รอบๆ และกลุ่มควันจางๆ ที่ลอยออกมาจากหม้อสัมฤทธิ์ เท่านี้ก็ให้บรรยากาศค่อนข้างสลัวอย่างเห็นได้ชัดแล้ว 

 ผู้คนในตำหนักหลันถิง ซึ่งนำโดยเซียงจวี๋ต่างก็ยิ้มแย้มแจ่มใส บรรยากาศในตำหนักใหญ่เต็มไปด้วยความคึกครื้น ก่อนหน้านั้นได้มีของรางวัลจากรัชทายาทส่งมาที่ตำหนักหลันถิงจำนวนมาก แต่ในจำนวนนั้นไม่ได้มีของมีค่า นอกจากนั้นหลันเฟยที่เคยอ่อนแอก็ได้แปรเปลี่ยนไป ทำให้เมื่อข่าวนี้แพร่ไปทั่วทั้งราชวัง แม้แต่บรรดาสนมทั้งหลายในวังตงกงต่างก็พากันมาที่ตำหนักหลันถิง เพื่อมาพบประจบประแจงผู้ได้รับเกียรติที่สุดในวังหลังขณะนี้ 

หลังจากวุ่นวายมานาน ในที่สุดก็ได้เวลาเก็บกวาด เพื่อทำให้ห้องโถงนี้อบอุ่นเซียงจวี๋จึงเปลี่ยนเตาอย่างระมัดระวัง ในขณะที่หลันเฟยกับราชครูจวงเองก็พบปะกันมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว  

ราชครูจวงที่จอนผมทั้งสองข้างเริ่มมีสีขาว สวมชุดสีเขียว ผ้าคาดเอวสีเขียวเรียบง่าย และสวมรองเท้าผ้าสีดำดูสะอาดสะอ้าน นั่งอยู่ในห้องโถงของตำหนักหลันถิง แม้จะดูโทรมไปบ้างแต่ภายนอกนั้นไม่เหมือนกับคนเลวที่ขายบ้านขายเมืองอย่างเช่นที่เขาเล่าลือกันเลยแม้แต่น้อย นั่งเช่นนั้นอยู่ครึ่งชั่วยามก็ทำให้เอวของเขารู้สึกปวดขึ้นมาเล็กน้อย เขาจึงขมวดคิ้ว และพยายามขยับร่างกายเบาๆ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนหญิงสาวในชุดผ้าไหมที่กำลังก้มจิบชาอยู่ ชิงเซี่ยค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา แล้วปรายตาไปที่เขาครู่หนึ่ง แต่กลับไม่มีคำพูดใดออกจากปากนาง  

อดทนหรือ? นางกำลังอดทน 

“เซี่ยเอ๋อร์ เจ้าโทษพ่อหรือ?” ในที่สุดก็ทนกับความน่าอึดอัดนี้ไม่ได้ ราชครูจวงที่เคยผ่านประสบการณ์ต่างๆ มามากมายนับทศวรรษเอ่ยปากขึ้นมาก่อน 

ชิงเซี่ยที่สวมชุดหรูหรา บนศีรษะปักปิ่นล้ำค่า ทำใบหน้าเย็นชาเหมือนน้ำแข็ง แล้วหันหน้ามาอย่างเย็นชาพร้อมยกยิ้มเย็น เอ่ยตอบเบาๆ ว่า “ชิงเซี่ยเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในมือท่าน ใยต้องใส่ใจความรู้สึกกันด้วยเล่า จะโทษท่านหรือไม่นั้น ท่านยังจะทำอะไรได้อีกหรือ?” 

ราชครูจวงขมวดคิ้วแน่น จ้องมองชิงเซี่ยอย่างเจ็บปวด ผ่านไปครู่หนึ่งค่อยถอนใจออกมา ก่อนเอ่ยว่า “เจ้าเปลี่ยนไปแล้ว หากเป็นเมื่อก่อนเจ้าคงไม่มีทางพูดกับพ่อเช่นนี้” 

“เปลี่ยนไปหรือ?” ชิงเซี่ยหัวเราะเสียงเย็น นางยืดตัวขึ้น พร้อมทั้งยกศีรษะขึ้นเล็กน้อย “ท่านเป็นพ่อคน ย่อมรู้ดีว่าบุตรสาวมีความคิดเช่นไร แต่กลับใช้วิธีโหดร้ายกับความรู้สึกของนาง หากเป็นจวงชิงเซี่ยเมื่อก่อน เวลานี้คงไม่อาจมานั่งคุยกับท่านตรงนี้ได้ แพรขาวหนึ่งผืนเหล้าพิษหนึ่งจอก ควรต้องตายเป็นการไถ่โทษไปนานแล้ว ท่านใจร้ายจนถึงบัดนี้ แล้วเหตุใดต้องมาแสร้งเป็นพ่อที่มีเมตตาต่อหน้าข้าอีกเล่า?” 

ราชครูจวงนิ่งไป ใบหน้าของเขาปรากฏร่องรอยความอับจนหนทางและความเจ็บปวด เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชิงเซี่ย พลางเอ่ยเสียงทุ้มว่า “เซี่ยเอ๋อร์ ตอนนี้เจ้าอาจจะเกลียดข้า แต่วันหนึ่งเจ้าจะเข้าใจถึงความตั้งใจดีของพ่อ หนานฉู่เป็นบ้านของเจ้าเสมอ อีกทั้งรัชทายาทหลีก็ยังคงเป็นคนรักเพียงหนึ่งเดียวของเจ้า เช่นนั้นพ่อจึงไม่คิดเสียใจเลยที่ตัดสินใจทำเช่นนั้นกับเจ้า” 

ชิงเซี่ยไม่เอ่ยคำ นางยกยิ้มจางๆ มุมปากแฝงไว้ด้วยความเย้ยหยัน ราชครูจวงชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับแก่เฒ่าไปมาก เขาเอ่ยขึ้นมาว่า “เซี่ยเอ๋อร์ พรุ่งนี้พ่อต้องไปเป็นทูตที่ต้าฉี ยามนั้นต้องเดินทางไกล ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้พบกันอีก เจ้ายังมีอะไรจะพูดกับพ่อหรือไม่?” 

ชิงเซี่ยจ้องมองบิดาของจวงชิงเซี่ยตัวจริง จู่ๆ ก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี ตัวเองในยุคปัจจุบันเป็นเด็กกำพร้ามาตั้งแต่ห้าขวบ คำว่าพ่อจึงห่างไกลจากตัวมาก ตอนที่ยังไม่ได้พบกับจวงเตี่ยนหรู เธอคิดว่าเขาต้องเป็นเจ้าบ้านที่เสียสละความสุขของบุตรสาวเพื่อผลประโยชน์ และความก้าวหน้าของตนเอง แต่เมื่อได้พบกับเขาจริงๆ สิ่งที่คาดการณ์ไว้ทั้งหมดพลันแหลกสลาย พอได้เห็นหลังที่ค่อยๆ งองุ้มของเขา ในใจก็เกิดความรู้สึกเศร้า มีความอ้างว้างเข้าโจมตีจิตใจ ทำให้เธอไม่อาจแยกแยะได้ชัดเจนว่านั่นเป็นความโศกเศร้าของจวงชิงเซี่ย หรือความเศร้าของเธอเองกันแน่  

นางถอนหายใจอย่างไร้เรี่ยวแรง ยิ้มพลางกล่าว “ยังมีอะไรน่าฟังอีก ในเมื่อทุกอย่างชัดเจนหมดแล้ว เรื่องการมีของของบุรุษในครอบครองก่อนหน้า ทำให้ราชวังต้องสับสนวุ่นวาย ต่อให้ข้าไม่ต่อต้านตันเฟย พวกท่านก็มีวิธีอื่นทำให้ข้าได้รับโทษอยู่ดี ประโคมเสียยิ่งใหญ่ มิใช่เพื่อหลอกหล่อให้รัชทายาทต้าฉีติดกับหรือ? จากวันนี้ไป จวงชิงเซี่ยหญิงสำส่อนที่เลื่องชื่อทั่วทั้งใต้หล้า ชื่อเสียงฉาวโฉ่ไปนับหมื่นปี ในใต้หล้าอันกว้างใหญ่ นอกจากวังหลวงแห่งหนานฉู่นี้ ก็ไม่มีที่ให้ข้าอยู่ สิ่งที่ท่านต้องการให้ข้าเข้าใจ มิใช่สิ่งนี้หรือ?” 

“ท่านพ่อ” ชิงเซี่ยลุกขึ้นยืนโดยพลัน นางเดินไปข้างกายจวงเตี่ยนหรู แล้วมองเข้าไปในดวงตาของชายชรา พลางเอ่ยปากถามอย่างจริงจังว่า “ท่านบอกข้าได้หรือไม่ เหตุใดต้องทรยศแคว้นฉีมาที่หนานฉู่ สกุลจวงเป็นสกุลที่มีอำนาจและยิ่งใหญ่ในต้าฉี แคว้นฉีเองก็ให้ความสำคัญกับสกุลจวง บัดนี้ชิงเซี่ยได้เป็นชายารัชทายาท และอาจเป็นมารดาของแคว้นในอนาคต ความก้าวหน้าของสกุลจวงอยู่ตรงหน้า ท่านเองก็เป็นขุนนางเก่าแก่ เงินทองของมีค่าก็มีมากมาย เหตุใดต้องเปิดเผยเรื่องราวแย่ๆ ต่อทุกคน ท่านขายแคว้น และช่วยเหลือฉู่หลีในการหลบหนี เอาชีวิตของคนในครอบครัวมาเป็นเดิมพัน? หากท่านไม่ใช่คนที่แสวงหาประโยชน์ เช่นนั้นแท้จริงแล้วท่านทำเพื่ออะไรกัน?” 

ร่างของราชครูจวงชะงักนิ่ง เขาเงยหน้าขึ้นจ้องไปที่ดวงตาของบุตรสาวที่ตนไม่คุ้นเคย ริมฝีปากเองก็สั่นระริก เขาพูดไม่ออกอยู่นาน สุดท้ายก็ยิ้มออกมาทั้งๆ ที่ริมฝีปากสั่นเครือ ก่อนเอ่ยว่า “เซี่ยเอ๋อร์ ในที่สุดเจ้าก็โตแล้ว สุดท้ายข้าก็หลอกเจ้าไม่ได้” 

ราชครูจวงค่อยๆ หลับตา คิดอยู่นานก่อนเอ่ยปาก “ในปีนั้นสื่อหวงรวบรวมแผ่นดิน สร้างผลงานไว้มากมาย พอมาถึงสมัยจักรพรรดิองค์ที่สองอู่หวง ก็ได้สร้างความมั่งคั่งรุ่งเรือง ผู้คนอยู่กันอย่างสงบสุข นั่นเป็นสถานการณ์ที่สงบและมีความสุข แต่ใครจะรู้ สามร้อยปีก่อนหน้านี้จะบ่มเพาะความวุ่นวาย แคว้นฉินไร้กำลังต่อต้าน หากไม่พอมีโชคอยู่บ้าง เกรงว่าแคว้นฉินจะรักษาความสงบเอาไว้ได้อยาก สามร้อยปีต่อมาเกิดสงคราม ประชาชนคับแค้นและยากลำบาก ตอนนี้แคว้นทั้งสี่ดูเหมือนสงบสุขแต่แท้จริงแล้วยังคงมีเรื่องไม่หยุด แม้แคว้นฉีจะร่ำรวยแต่ก็มีความตายเป็นเรื่องธรรมดา เช่นเดียวกับทะเลแถบตะวันออกเฉียงใต้ที่มีเรื่องกับโจรสลัดญี่ปุ่นอยู่ตลอด แม้ทางเหนือจะมีเส้นทางการค้าพาดผ่านเพื่อขนส่งแรงงานทาส แต่ทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือของหนานฉู่เองก็ยังคงต้องปราบปรามชาวฉีอยู่เสมอ แม้ว่าทหารม้าจะแข็งแกร่งเพียงใด ชื่อเสียงโด่งดังเท่าไรก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้ จำต้องรับมือกับศึกทุกทิศทาง ย่อมมีสักวันที่ต้องพ่ายแพ้ และไร้ที่อยู่” 

ชิงเซี่ยขมวดคิ้วแน่น เอ่ยถามอย่างสงสัยว่า “แม้แคว้นฉู่จะได้เปรียบด้านภูมิประเทศที่มีแร่เหล็กมากมาย แต่เรื่องมีด อาวุธ และทหารม้าไม่แข็งแกร่ง การทหารก็สู้แคว้นฉินไม่ได้ ส่วนการรบบนม้าก็ไม่ชำนาญเท่าซีโจว เหตุใดท่านจึงมาที่นี่?” 

ราชครูจวงพยักหน้าเบาๆ ตอบว่า “เจ้าเป็นสตรี แต่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้นับว่าไม่เลว แต่ยังไม่สามารถมองภาพรวมได้ แม้กองกำลังของแคว้นฉินจะแข็งแกร่ง แต่ยุคหลังๆ มานั้น ความแข็งแกร่งเหล่านั้นก็ลดน้อยถอยลงไป เรื่องภายในไม่ใสสะอาด เหล่าราชนิกูลเองก็แก่งแย่งชิงตำแหน่งกัน หากฉินยังไม่เปลี่ยนวิธีการก็คงไม่อาจยิ่งใหญ่ได้ อ๋องซ่งเองก็โหดร้าย กษัตริย์ซีโจวก็ไร้อารยะ เป็นรัฐเถื่อนไม่น่าเกรงขาม ในทางกลับกันแม้หนานฉู่จะไม่ได้มีกองกำลังที่แข็งแกร่ง แต่มีภูมิประเทศที่เข้ามาบุกได้ยาก และมีเสบียง นอกจากนี้ยังมีรัชทายาทที่ทรงพระปรีชาสามารถ ใต้หล้าย่อมสยบอยู่ในกำมือของหนานฉู่ ข้าโชคดีที่ได้มีโอกาสช่วยใต้หล้า ใต้หล้าเองก็มีโชคที่สวรรค์เมตตา” 

กล่าวถึงตรงนี้ ราชครูจวงก็เงยหน้าขึ้น จ้องเข้าไปในดวงตาของชิงเซี่ย “เซี่ยเอ๋อร์ รัชทายาทหลีนั้นทรงพระปรีชาสามารถ ทำให้หนานฉู่ห่างจากภัยสงคราม พ่อไม่ได้ช่วยใต้หล้า เพียงแค่ช่วยอยากให้เจ้ามีชีวิตที่สงบสุข นั่นคือปณิธานอันยิ่งใหญ่ของพ่อ” 

ชิงเซี่ยได้ยินก็ยกยิ้มจางๆ รอยยิ้มนั้นขมขื่น นางอดไม่ได้ที่จะมองจ้องไปที่ชายชรา ก่อนขมวดคิ้วเอ่ย “ต้องการให้นางมีชีวิตสงบสุข แล้วเหตุใดต้องพานางเข้าวัง ก้าวเข้าประตูวังราวกับก้าวลงทะเลลึก ท่านไม่รู้หรือ?” 

ราชครูจวงส่ายหน้า ตอบเบาๆ “หากต้องการมีชีวิตอยู่ จำต้องมีหลักประกัน มีเพียงการอยู่ในจุดสูงสุดเท่านั้นจึงจะมีอิสระได้ ข้าเพียงต้องการให้อิสระนั้นกับเจ้า” 

ชิงเซี่ยหัวเราะออกมา พลางส่ายศีรษะอย่างช่วยไม่ได้ นางรู้สึกโกรธมาก ความเป็นห่วงมากมายนี้เป็นดั่งกุญแจมือที่มองไม่เห็น ทำให้ร่างกายถูกจองจำ ยังจะมาพูดเรื่องอิสระอะไรนั่นอีก ชิงเซี่ยค่อยๆ หมุนกายไปทางหน้าต่างที่ด้านนอกมีต้นไม้ซึ่งปกคลุมด้วยน้ำแข็งตั้งอยู่ ฤดูหนาวเงียบสงบ แม้แต่ในหนานฉู่ยังมีลมพัดเบาๆ นางเปิดหน้าต่างออก แล้วจึงเอ่ยว่า “ท่านพ่อไม่ใช่บิดาที่ดี แต่เป็นมหาปราชญ์แห่งใต้หล้า ท่านไม่ได้ทำเพื่อชื่อเสียงและความมั่งคั่ง แต่ท่านทำเพื่ออุดมการณ์ของตน บนโลกนี้เพื่อการบรรลุถึงปณิธานแล้ว ต้องเสียสละบางอย่าง เพื่อให้ได้มาซึ่งบางอย่าง ในมุมมองของความชอบธรรมทางโลก ข้าเคารพท่าน แต่ในมุมของจวงชิงเซี่ย ข้ากลับให้อภัยท่านไม่ได้ อนาคตยังอีกยาวไกล ท่านราชครูโปรดรักษาตัวด้วย” 

น้ำตาของราชครูจวงพลันไหลออกมาราวกับสายฝน ครึ่งชีวิตที่ถูกกล่าวหาว่าร้ายมานี้ ไม่คิดเลยว่าคนที่เข้าใจเขามากที่สุดคือบุตรสาวของเขาเอง ได้ยินคำของชิงเซี่ย ที่เรียกบิดาเป็นราชครู ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดจริงๆ บุตรสาวที่เขาไม่เคยสนใจ ต้องการไปจากเขาแล้ว เขาจึงมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นในใจ สิ่งที่เขาทำไปทั้งหมดนั้น ช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย 

จู่ๆ ลมก็พัดเข้ามาในโถงใหญ่ พัดเสื้อคลุมของชิงเซี่ยให้ปลิว ชายที่เข้ามาปล้นคุกคนนั้น ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง? 

ท่ามกลางโชคชะตานำพา ใครจะหักหลังใครกันนะ?

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น