หมอนข้างขวา

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะ ><

​เล่นรอบที่ 48 ขโมย

ชื่อตอน : ​เล่นรอบที่ 48 ขโมย

คำค้น : ของเล่นฆ่าอารมณ์,โชติก้อง,หนึ่งชิน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 20.2k

ความคิดเห็น : 172

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ต.ค. 2561 19:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
​เล่นรอบที่ 48 ขโมย
แบบอักษร

​เล่นรอบที่ 48 ขโมย

- ก้อง –

หลังจากเรื่องวุ่นวายเมื่อคืนทำให้วันนี้ผมตื่นสายและกว่าจะมาถึงที่ทำงานเวลาก็ล่วงเลยไปเกือบจะสิบเอ็ดโมง

“หึหึ” เสียงหัวเราะอย่างเป็นเอกลักษณ์ของใครบางคนดังขึ้นทำให้ผมที่นั่งทำงานอยู่ต้องเงยหน้าขึ้นไปดูเป็นรอบที่สองของวันนี้

ผมมองไปยังร่างกายหนาๆของคุณโชติที่สวมเสื้อเชิ้ตสีดำแขนยาวที่ตอนนี้กำลังนอนเหยียดขาอยู่บนโซฟาที่ตั้งไว้ชิดผนังห้อง ในมือของคุณโชติยังคงถือแท็บเล็ต และใส่หูฟังไร้สายซึ่งเป็นภาพไม่คุ้นตาทำให้ผมสงสัยและรู้สึกกังวลไปพร้อมๆกัน

“มองกูทำไม คิดถึงกูหรือไง” อยู่ดีๆคุณโชติก็ละสายตาจากจอตรงหน้าและจ้องมองมาทางผมพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

ผมเลือกที่จะไม่ตอบอะไรออกไปและก้มลงมองกองเอกสารที่อยู่ตรงหน้าเหมือนเดิม

แปลก.......คุณโชติแปลกไปมาก แปลกจนผมทำอะไรไม่ถูก ทั้งๆที่ผมควรจะดีใจที่ไม่ต้องมีสายตาคมๆคู่นั้นจ้องมองผมอยู่ตลอดเวลาที่ทำงาน ทั้งๆที่ผมควรจะรู้สึกผ่อนคลายและทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น แต่ว่าพฤติกรรมของคุณโชติตอนนี้กลับทำให้ผมรู้สึกตรงกับข้ามกับที่คิดไว้อย่างสิ้นเชิง

ผมต้องพยายามควบคุมสมาธิของตัวเองเป็นอย่างมากให้จดจ่ออยู่ที่งาน เพราะทุกครั้งที่เผลอสมองมันก็คอยแต่จะคิดไปถึงท่าทีแปลกๆของคุณโชติ คิดว่าทำไมคุณโชติถึงพูดคำหวานๆแปลกๆแบบนั้น คิดว่าในแท็บเล็ตมันมีอะไรซ่อนอยู่กันแน่

ผมทำงานที่อยู่ตรงหน้าไปเรื่อยๆโดยพยายามจะไม่สนใจคนที่กำลังนอนดูอะไรบางอย่างอยู่ ไม่สนใจเสียงหัวเราะในลำคอที่ได้ยินเป็นบางครั้งจนกระทั้งผมต้องรีบเงยหน้าขึ้นไปมองอีกครั้งเมื่อรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังลุกขึ้นจากโซฟาและเดินมาหาผม

คุณโชติเดินมาเขาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆพร้อมรอยยิ้มมุมปากส่วนผมก็ได้แต่ดูทีท่าว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรแปลกๆหรือเปล่า

คุณโชติทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ล้อเลื่อนที่ตั้งอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของผมก่อนที่จะยื่นหน้าเข้ามาใกล้และจ้องตาผมนิ่งๆ วินาทีนั้นผมพยายามควบคุมตัวเองให้ดูเป็นปกติมากที่สุดทั้งๆที่ใบหน้าคมเข้มกำลังขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นจนห่างเพียงไม่กี่คืบ หัวใจของผมมันเริ่มเต้นแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ผมต้องรีบมองลงต่ำเพื่อหลบดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่มันมีมนต์สะกดอย่างน่าประหลาด แต่หัวใจของผมก็ไม่อาจจะสงบได้เลยเมื่อสิ่งที่มองเห็นตอนนี้คือริมฝีปากได้รูปที่กำลังยิ้มอย่างมีเสน่ห์

วินาทีนั้นผมรีบลุกขึ้นยืนเพราะมันคงเป็นแค่วิธีเดียวที่ผมคิดออกในขณะที่สมองกำลังจดจำภาพของริมฝีปากนั้นไว้

คุณโชติยังคงนั่งอยู่ในท่าเดิมก่อนที่จะค่อยๆเงยหน้าขึ้นมามองผมที่ยืนอยู่

“ไปกินข้าวกัน กูจองร้านอาหารไว้แล้ว”

ผมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลา “ผมจะไปกินใกล้ๆแถวนี้ครับ ต้องรีบกลับมาทำงานที่เหลือให้เสร็จ” พูดจบผมก็รีบเดินออกจากห้องไปกดลิฟต์ทันที

คุณโชติเดินเข้ามายืนข้างผมก่อนที่จะพูดประโยคที่ทำให้ผมต้องรีบเดินหนีอีกฝ่ายเข้าไปในลิฟต์ที่เปิดออกพอดี

“กินแถวนี้ก็ได้ มึงคงจะหิวมาก ดูสิหน้ามึงแดงไปหมดแล้ว โคตรน่ารักเลย”

ทันทีที่เข้ามาในลิฟต์ผมรีบหยิบมือถือขึ้นมาเลื่อนดูทำเหมือนว่ามีงานสำคัญที่ต้องจัดการทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้วผมเสียอาการไปหมด ผมรู้สึกได้ถึงใบหน้าที่ร้อนวูบยิ่งกว่าเดิม ผมไม่รู้จะรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้านี้อย่างไรดี

“บีบแรงขนานนั้นระวังมือถือจะแหลกคามือนะ” เสียงกระซิบเบาๆดังที่ข้างหูทำให้ผมเผลอเพิ่มแรงกำมือถือไว้แน่นกว่าเดิม

เสียงของลิฟต์ดังขึ้นอีกครั้งและเปิดออกเมื่อเคลื่อนที่มาถึงชั้นล่าง ตอนนั้นผมไม่รอช้ารีบก้าวขาและเดินออกไปด้านนอกทันทีโดยไม่สนใจใครบางคนที่ตอนนี้คงกำลังยิ้มอย่างมีความสุขอยู่แน่ๆที่ได้แกล้งผม

ผมเดินฝ่าแดดร้อนๆและควันรถไปบนทางเท้าและเข้าซอยเล็กๆประมาณห้านาทีก็มาถึงร้านขายข้าวราดแกงแห่งหนึ่งซึ่งผมเคยมีโอกาสมากินอยู่บ่อยครั้งตอนที่ทำงานอยู่ที่นี้ก่อนหน้าที่ชีวิตของผมจะมีสิงโตเจ้าเล่ห์เข้ามาก่อกวนจนมันยุ่งเหยิงไปหมดแบบนี้

พอนึกขึ้นได้ผมก็หันไปมองสิงโตตัวนั้นที่ยืนนิ่งอยู่ข้างหลังผม สายตาของคุณโชติกำลังมองอย่างพิจารณาไปยังร้านอาหารที่อยู่เบื้องหน้าก่อนที่ดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถามคู่นั้นจะหันกลับมามองที่ผมอีกครั้ง

ผมเดินเข้าไปในร้านขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ การตกแต่งก็ไม่ได้พิเศษอะไร แต่ทว่ากลับมีกลิ่นของอาหารและเครื่องเทศลอยอบอวลอยู่ไปทั่ว กลิ่นที่สื่อได้ถึงรสชาติและความอร่อยของอาหารได้เป็นอย่างดี

“อ้าว พ่อหนุ่มกินอะไรดี หายหน้าหายตาไปนานเลยนะเนี้ย” ป้าที่เป็นเจ้าของร้านกล่าวทักทายเมื่อผมเดินไปดูกับข้าวหลายสิบชนิดที่จัดวางอยู่ในภาชนะ

“พอดีผมย้ายไปทำงานที่สาขาอื่น ตอนนี้ก็พึ่งจะได้ย้ายกลับมานะครับ”  ผมตอบก่อนที่เลือกเลือกผัดกระเพรา ไข่ดาว และแกงจืด

“คุณโชติกินอะไรครับ” ผมหันกลับไปถามอีกฝ่ายที่ตอนนี้กำลังยืนทำสีหน้านิ่งแต่ว่าดวงตากำลังจ้องมองไปยังกับข้าวที่อยู่เบื้องหน้าอย่างไม่ค่อยไว้วางใจ

คุณโชติเป็นคนที่ค่อนข้างจะเรื่องมากกับอาหารอยู่ไม่น้อยถึงขนาดต้องมีเชฟส่วนตัวคอยปรุงอาหารให้หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องกินอาหารในโรงแรมหรือร้านหรูๆ คงจะไม่เคยมีโอกาสกินร้านข้าวราดแกงแบบนี้แน่ๆ ผมแอบยิ้มในใจกับแววตาแปลกๆของคุณโชติที่ไม่มีโอกาสได้เห็นบ่อยนัก ถือว่าเป็นการแก้แค้นเรื่องในลิฟต์ก่อนหน้านี้ก็แล้วกันนะครับ

คุณโชติยังคงนิ่งแต่จ้องมองสำรวจอาหารที่อยู่ตรงหน้าไม่หยุด จนตอนนี้เริ่มมีคนมาต่อแถวด้านหลังแล้ว

“ป้าครับเอาแบบเมื่อกี้นี้อีกจานครับ” ผมรีบหันไปสั่งแทนเพราะถ้ารอให้คุณโชติสั่งเองกลัวว่าคนที่ต่อแถวจะหิวตายกันเสียก่อน

“ได้แล้วจ้า” ป้าพูดพร้อมรอยยิ้มก่อนที่จะยื่นจานข้าวและถ้วยแกงจืดส่งมาให้ผม

“ถือครับคุณโชติ” ผมรับจานอาหารมาก่อนที่จะยื่นไปให้คุณโชติอีกครั้ง ซึ่งตอนนั้นคุณโชติเองก็ได้แต่ยืนนิ่งๆแต่ก็รับจานข้าวกับถ้วยแกงจืดไปถืออย่างงงๆ

ผมจ่ายเงินก่อนที่จะรับอาหารอีกชุดและเดินไปหาโต๊ะนั่ง ส่วนคุณโชติที่ในมือถือจานอาหารก็เดินตามผมมาติดๆ ก่อนที่จะเจอโต๊ะว่างพอดี

“นั่งสิครับคุณโชติ” ผมที่วางจานอาหารไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้วก็หันไปพูดกับคุณโชติที่ตอนนี้อีกฝ่ายยังคงยืนงงถือจานอาหารและถ้วยแกงจืดไว้ทั้งสองมือ

วินาทีนั้นผมรีบหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพนั้นเก็บไว้ทันที ภาพที่เป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญในชีวิตที่ผมได้พบเจอ ใครจะคิดว่าคนอย่างคุณโชติที่เป็นถึงมหาเศรษฐี มีเงินทองและอำนาจมากมาย จะต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้

“ลบ” คุณโชติที่เหมือนคนพึ่งได้สติวางอาหารและนั่งลงตรงข้ามก่อนที่จะหันมาสั่งผมด้วยน้ำเสียงเข้มๆ

“คุณโชติกินน้ำอะไรดีครับ เดี๋ยวผมสั่งให้” ผมรีบเปลี่ยนเรื่องก่อนที่จะยกมือเรียกพนักงานของร้านและสั่งน้ำ

ผมหันไปมองคุณโชติอีกครั้งแต่อีกฝ่ายไม่พูดอะไรผมเลยสั่งชานมเย็นไปสองแก้ว

“ไอ้ก้อง”

“ครับ” ผมตอบรับด้วยใบหน้านิ่งๆ

“ลบรูป” คุณโชติพูดขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด

ผมส่ายศีรษะเบาๆแทนคำตอบ ก่อนที่จะลงมือจัดการกับอาหารตรงหน้า

“ดื้อ” คุณโชติพูดเบาๆแต่ว่าชัดเจน ก่อนที่จะปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนของตัวเองออกเพราะอากาศค่อนข้างจะร้อน

ผมแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินและกินข้าวต่อไป ส่วนคุณโชติเองก็หยิบช้อนส้อมในจานขึ้นมาและยังคงจ้องมองอาหารที่อยู่เบื้องหน้าอย่างลังเล

“ไม่ตายหรอกครับคุณโชติ คนปกติธรรมดาเขาก็กินกันทั้งนั้น”

“นั้นสินะ ขนาดคนที่กูจูบปากบ่อยๆยังกินได้เลยนี้เหนอะ คงจะไม่เป็นอันตรายหรอกมั้ง” คุณโชติหันมายิ้มเจ้าเล่ห์ที่ได้แกล้งผมก่อนที่จะตักอาหารคำแรกเข้าปาก

คำพูดเมื่อครู่ทำให้ผมอายไม่น้อยแต่ว่าตอนนี้ผมมีสิ่งที่กำลังสนใจมากกว่า ผมมองไปยังริมฝีปากที่กำลังขยับไปมาอย่างลุ้นๆว่าอีกฝ่ายจะอร่อยไหม ริมฝีปากสีสวยได้รูป ที่เคยมอบสัมผัสลึกซึ้งให้ผมมานับครั้งไม่ถ้วน ริมฝีปากที่ผมหลงใหล

ผมรีบละสายตาไปมองทางอื่นและเม้มริมฝีปากของตัวเองไว้แน่น ผมเป็นอะไรไปทำไมแค่เห็นริมฝีปากนั้นใจของผมต้องสั่นด้วย

“อะ....อร่อยไหมครับ” ผมถามอย่างอึกอักและหันกลับไปมองคุณโชติอีกครั้ง

คุณโชติไม่ตอบแต่ว่ายกช้อนไปตักน้ำแกงจืดขึ้นมาชิม

“ก็ดี....แต่ว่าแกงจืดของมึงอร่อยกว่า”

ผมไม่รู้ว่าคุณโชติโกหกเพื่อให้ผมดีใจหรือเปล่าแต่ที่แน่ๆตอนนี้ผมเผลอดีใจไปเรียบร้อยแล้วแต่ก็ต้องพยายามทำตัวให้ปกติที่สุด

“แต่ก็มีบางอย่างที่กูชอบกินมากกว่าแกงจืดและอาหารทุกอย่างที่มึงทำอีกนะ” คุณโชติจ้องมาที่ผมด้วยแววตาจริงจังทำเอาความดีใจเมื่อครู่แทบหายไปหมด

“กูชอบกินอะไรที่มันข้นๆ เหนียวๆ คาวๆ อุ่นๆ มากกว่า” คุณโชติพูดก่อนจะเลียริมฝีปากของตัวเองเล็กน้อย

วินาทีนั้นผมรู้สึกใบหน้าร้อนวูบเหมือนกำลังจะระเบิดออกมาแต่ผมเลือกที่จะจ้องมองคุณโชติเหมือนไม่รู้สึกอะไรกับคำพูดเมื่อครู่และรีบคว้าเอาแก้วเครื่องดื่มที่พนักงานพึ่งเอามาวางไปดื่มอย่างรวดเร็วพร้อมกับความหวังที่ว่าจะช่วยดับความร้อนไปสักนิดก็ยังดี แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ผมค่อยๆทานข้าวตรงหน้าไปเงียบๆและพยายามจะไม่เงยหน้าจ้องมองคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม

ถือว่าเป็นโชคดีที่ผมกับคุณโชติมากินข้าวเร็วเพราะผ่านไปไม่ถึงสิบนาทีร้านทั้งร้านเริ่มเต็มไปด้วยลูกค้า โต๊ะนั่งที่เคยว่างเปล่าก็ถูกจับจองอย่างรวดเร็ว ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นพนักงานบริษัทที่พักกลางวันพอดีและถือเป็นโชคร้ายที่ลูกค้าบางส่วนเป็นพนักงานที่บริษัทของผมเอง

“สวัสดีครับคุณก้อง”

“สวัสดีค่ะพี่ก้อง”

เสียงคำทักทายเริ่มมีมาเป็นระยะๆและแน่นอนว่าพนักงานที่รู้จักผมไม่มีใครรู้ว่าคนที่นั่งตรงข้ามกับผมคือใคร เต็มที่ก็อาจจะคุ้นๆหน้าเพราะเห็นผมกับคุณโชติเดินเข้า-ออกบริษัทพร้อมกันบ่อยๆ แต่คงไม่มีใครรู้ตัวจริงของคุณโชติแน่ๆว่าเป็นใคร แต่ถึงอย่างนั้นด้วยใบหน้าที่คมเข้มและรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นั้น ก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นจุดสนใจของคนในร้าน

“มึงมีที่ๆอยากไปบ้างไหม” อยู่ดีๆคุณโชติก็ถามขึ้นมา

“ผมอยากไปห้องทำงานครับ”

“เอาดีๆไอ้ก้อง เผื่อว่าวันเสาร์นี้กูจะได้พามึงไป”

พอได้ยินคุณโชติพูดแบบนั้นทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่ายังมีสัญญาไปเที่ยวกับคุณโชติอีก

“ไปที่ไหนก็ได้ครับที่ไม่มีคุณโชติ” ผมแกล้งพูดเพื่อเอาคืนอีกฝ่ายบ้าง แต่ว่าอีกฝ่ายกลับยิ้มออกมานิดหน่อย

“ไม่มีกูมึงอยู่ไม่ได้หรอกก้อง” คุณโชติพูดก่อนที่จะยกแก้วชานมเย็นขึ้นไปชิมเล็กน้อย ก่อนที่จะก้มมองน้ำสีส้มขุ่นในมือและยกขึ้นดูดอีกครั้งจนเกือบหมด

“ขอบคุณ”

“เรื่องอะไรครับ” ผมได้แต่งงที่อยู่ดีๆคุณโชติก็ขอบคุณออกมา

“ก็เรื่องที่มื้อนี้มึงเลี้ยงข้าวกูไง”

“เพราะผมรู้ว่าคุณโชติไม่พกเงินสดไงครับ แล้วอีกอย่างผมก็ไม่ได้เลี้ยงครับ ผมถือว่าทำบุญกับคนที่ไม่เคยกินข้าวราดแกงครับ” ผมถือโอกาสเอาคืนบ้าง แม้จะรู้ว่าคำพูดแค่นี้ไม่สามารถทำให้อีกฝ่ายสะทกสะท้านได้ก็ตาม

“ทั้งใจบุญ ทั้งรู้ใจกูขนาดนี้ ก็เหมาะสมแล้วที่เป็นเมียกู” คุณโชติพูดออกมาด้วยน้ำเสียงปกติแต่ทำให้ผมถึงกับอ้าปากค้าง และคงไม่ใช่แค่ผมเพียงคนเดียวที่ตกใจแต่ว่าพนักงานในบริษัทผม และลูกค้าในร้านที่นั่งใกล้ๆที่ได้ยินก็คงมีอาการไม่แตกต่างกันไม่เว้นแม้แต่ป้าเจ้าของร้านที่ยืนค้างถือทัพพีตักอาหารและมองมาทางนี้

“คุณโชติชอบพูดล้อเล่นอยู่เรื่อยเลยนะครับ ดูสิครับ คนอื่นเข้าใจผิดกันหมดแล้ว” ผมรีบตั้งสติและพูดออกมาให้เสียงดังกว่าปกติเล็กน้อยเพื่อแก้ต่างให้กับตัวเอง

ผมได้แต่จ้องมองริมฝีปากของอีกฝ่ายและหวังว่าคุณโชติจะไม่พูดอะไรอีกเช่น (กูไม่ได้ล้อเล่น)  (กูพูดจริง) แต่ว่าริมฝีปากนั้นค่อยๆขยับช้าๆ ขยับอ้าออกเหมือนกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง

ผมหลับตาลง กำหมัดแน่นและรอฟังเสียงที่จะออกมา เสียงที่มันอาจเป็นเหมือนเสียงคำรามจากสิงโตที่เหยื่อจะได้ยินเป็นเสียงสุดท้ายก่อนที่จะถูกปลิดลมหายใจด้วยคมเขี้ยว

“กูขอกินน้ำมึงนะไอ้ก้อง” คำพูดสั้นๆ ฟังดูกำกวม ดังขึ้นพร้อมกับดวงตาของผมที่เปิดออกและพบว่าสิงโตเจ้าเล่ห์ตัวนั้นกำลังยื่นกรงเล็บไปคว้าเอาแก้วชานมเย็นของผมได้ดูดพร้อมกับริมฝีปากที่กำลังฉีกยิ้มกว้าง ยิ้มที่มันช่างดูสดใสและน่าหลงใหล ยิ้มที่ตรึงทุกสายตาผู้คนที่จ้องมองอยู่ให้หยุดค้างอยู่กับภาพนั้น

....................................................................

ตอนนี้ผมกำลังนั่งอยู่ในห้องทำงานเพียงคนเดียวเพราะคุณโชติไปคุยธุระบางอย่างกับชินที่ห้องข้างๆ

ผมเป่าลมหายใจออกมายาวๆอีกครั้งก่อนจะเริ่มเปิดแฟ้มงานและตรวจเอกสารตรงหน้า ผ่านมาเกือบจะหนึ่งชั่วโมงแล้วตั้งแต่ออกมาจากร้านข้าวแต่ภาพรอยยิ้มที่กำลังคาบหลอดชานมเย็นยังคงชัดเจนในความทรงจำ มันไม่ใช้แค่รอยยิ้มเท่านั้นแต่ว่าดวงตา ใบหน้าและทุกอย่างๆของอีกฝ่ายในวินาทีนั้นมันแสดงออกถึงความสุขอย่างที่สุด

ก่อนไปกินข้าวผมทำงานได้น้อยมาก แต่หลังจากไปกินข้าวมาแล้วกลับกลายเป็นว่าทำงานได้น้อยลง และตอนนี้ผมแทบจะทำงานไม่ได้เลยเมื่อคุณโชติกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งและลากเก้าอี้มานั่งอยู่ข้างๆผม

“คุณโชติครับ จะทำอะไรครับ” ผมหันถามเมื่ออีกฝ่ายมานั่งอยู่ข้างๆมีเพียงแค่ที่วางแขนของเก้าอี้เท่านั้นที่ขว้างกันอยู่

“กูจะช่วยมึงทำงานไง ถือว่าเป็นการตอบแทนเรื่องที่กูกินน้ำมึงไปก็แล้วกัน”

“ไม่ต้องครับ ถ้าคุณโชติจะช่วยก็ช่วยไปห่างๆผมดีกว่าครับผมทำงานไม่ถนัด”

คุณโชติชะโงกหน้ามาดูเอกสารที่ว่างอยู่บนโต๊ะก่อนที่จะพูดออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ “เมื่อกี้นี้กูออกไปคุยกับไอ้ชินเกือบชั่วโมง แต่ว่างานมึงยังอยู่หน้าเดิมตั้งแต่ตอนก่อนไปกินข้าวไม่ใช่หรือไง เมื่อกี้ทำอะไรอยู่ฮะก้อง คิดถึงกูอยู่หรือไง”

“ไปนั่งที่โซฟาครับ ไม่อย่างนั้นก็ไปนั่งห้องอื่นเลยครับ” ผมหันไปสั่งซึ่งคุณโชติก็แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน

“จะขัดคำสั่งผมเหรอครับ”

“ถ้ารู้ว่ามึงจะใจร้ายแบบนี้ตอนอยู่ร้านข้าวกูน่าจะตะโกนดังๆว่ามึงเป็นเมียกู”

ผมได้แต่ถอนหายใจเบาๆกับความเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่าย “ถ้าจะนั่งตรงนี้ก็นั่งเงียบๆนะครับ ห้ามรบกวน ห้ามโดนตัวผม ไม่อย่างนั้นผมไล่คุณโชติออกนอกห้องแน่”

“ได้....แต่มึงก็รีบๆ ทำงานเข้าละ งานเสร็จแล้วจะได้รีบกลับบ้าน กูอยากนอนกกมึงจะแย่แล้ว”

ผมได้แต่ถอนหายใจออกมาอีกครั้งและกลับมาทำงานอย่างสงบสุขเหมือนเดิม ตอนนี้แม้คุณโชติจะเชื่อฟังผมทุกอย่างก็จริงแต่ไปๆมาๆผมกลับรู้สึกเหมือนกำลังตกหลุมพรางบางอย่างที่คุณโชติขุดไว้

คุณโชติเริ่มขยับพนักพิงให้นอนลงเล็กน้อยและเปิดแท็บเล็ตอีกครั้งก่อนจะหยิบหูฟังขึ้นมาใส่ ส่วนผมก็เริ่มรวบรวมสติที่มันกระจัดกระจายให้กลับมา

เสียงหัวเราะในลำคอเบาๆเริ่มดังขึ้นหลังจากเวลาผ่านไปไม่นาน ผมหันกลับไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างๆและก็พบสิ่งที่ทำให้ผมต้องประหลาดใจอย่างที่สุด

ดวงตาของคุณโชติจ้องมองไปยังจอที่อยู่เบื้องหน้า จอภาพที่ตอนนี้ปรากฏภาพเป็นนักแสดงชายและหญิงอยู่ในนั้น ถ้ามันเป็นหนังอย่างว่าผมคงจะไม่แปลกใจเท่านี้ แต่ว่าสิ่งที่คุณโชติกำลังดูอยู่คือละคร หรือซีรีย์อะไรสักเรื่อง

“หึ” คุณโชติหัวเราะอีกครั้งและยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

“คุณโชติดูละครด้วยเหรอครับ” ผมรีบถามออกไปทันที

คุณโชติค่อยๆถอดหูฟังออกและหันหน้ามาทางผม

“เมื่อวันก่อนตอนที่มึงหนีไปเที่ยว กูกับไอ้ชินนั่งกินเหล้ากัน กูถามไอ้ชินมันว่ามึงชอบคนแบบไหน ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แล้วไอ้ชินมันก็บอกว่ามึงแพ้ความอ่อนโยน”

“แล้วยังไงครับ” ผมถามเพราะไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวกับการดูละครตรงไหน

“ไอ้ชินมันแนะนำให้กูดูพวกละครรักแล้วก็จำคำพูดมาใช้กับมึงไง ตอนแรกกูก็ไม่อยากจะเชื่อมันหรอกแต่ว่าพอลองเอามาใช้แล้วมึงชอบกูก็เลยต้องดูต่อ”

ทันทีที่คุณโชติพูดจบทำให้ผมได้รู้คำตอบของหลายๆคำถามที่อยู่ในใจ ผมรู้ว่าคุณโชติดูอะไร ผมรู้ว่าทำไมเวลาคุณโชติดูแล้วหัวเราะต้องหันมามองผม ผมรู้ว่าทำไมพฤติกรรมของคุณโชติเปลี่ยนไป ผมรู้ว่าทำไมช่วงนี้คุณโชติใช้คำพูดแปลกไปจากเดิม และผมว่าผมกับชินต้องหาโอกาสคุยกันสักหน่อย

“ผมไม่เคยบอกว่าชอบครับ”

“มึงไม่บอกแต่การแสดงออกของมึงบอกว่าชอบ”

“ถ้าคุณโชติคิดอย่างนั้นก็แล้วแต่คุณโชติเลยครับ” ผมเลือกที่จะจบบทสนทนาไม่ให้ยาวไปมากกว่านี้เพราะกลัวว่าจะควบคุมความอายของตัวเองไม่อยู่

ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอะไรดี ผมควรจะดีใจไหมที่คุณโชติยอมทนดูละครแบบนี้เพื่อผม ควรจะภูมิใจไหมที่คุณโชติยอมเปลี่ยนแปลงบางอย่างเพื่อผม แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ผมสักเท่าไร แม้มันจะมีขอเสียเพียงขอเดียวก็คือหัวใจของผมคงต้องทำงานหนักมากกว่าเดิมแน่ และผมก็คงได้แต่ภาวนาว่าคุณโชติคงไม่ไปดูละครพวกตบจูบ กักขัง แล้วเอามาใช้กับผมก็พอแล้ว

วันนี้งานที่ผมวางแผนเอาไว้เดินหน้าไปได้น้อยมากๆ และมันพึ่งจะเริ่มขยับจริงจังก็ตอนที่เสียงหัวเราะของคนข้างๆหายไปเหลือไว้เพียงแค่ละครที่ยังคงดำเนินเรื่องต่อไปแม้ว่าคนที่เปิดไว้จะนอนหลับไปแล้ว

ผมหันไปมองคุณโชติที่นอนอยู่บนเก้าอี้ที่ถูกปรับเอนไว้เล็กน้อย เปลือกตาปิดสนิท สันจมูกโด่ง เสียงลมหายใจสม่ำเสมอสอดประสานกับหน้าอกแกร่งที่ขยับขึ้นลงช้าๆเป็นจังหวะ อกแกร่งที่ตอนนี้ถูกเผยให้เห็นผ่านกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนที่ถูกปลดออก ก่อนที่สายตาของผมจะมองค้างอยู่ที่ริมฝีปากสวยได้รูปรับกับโครงหน้าเข้ม ริมฝีปากสีสดแบบคนสุขภาพดี ริมฝีปากที่ทำให้คิดไปถึงรอยยิ้มน่าหลงใหลที่ยังฝังอยู่ในความทรงจำ

ผมค่อยๆหลับตาลงช้าๆ และขยับใบหน้าของตัวเองเข้าไปใกล้อีกฝ่ายที่หลับสนิทมากขึ้นเรื่อยๆ

อยากจูบ........

ความต้องการเดียวที่อยู่ภายในค่อยๆควบคุมร่างกายให้เคลื่อนไหวไปอย่างช้าๆ แม้จะรู้ดีว่าตัวเองกำลังจะทำอะไร รู้ดีว่าถ้าอีกฝ่ายตื่นขึ้นมาจะอับอายขนาดไหน แต่ก็พร้อมที่จะเสี่ยงและไม่อาจห้ามใจตัวเองได้

มันเป็นความรู้สึกที่นุ่มลึกและละเอียดอ่อนเกินบรรยาย เหมือนกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเข้ามาถึงหัวใจ ความหวานแปลกประหลาดที่เหนือจิตรนาการ ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นภายในวินาทีเดียวเท่านั้น วินาทีเดียวที่ริมฝีปากสัมผัสกัน

ผมรีบขยับใบหน้าออกมาอย่างรวดเร็วหลังจากที่พึ่งขโมยจูบของอีกฝ่ายไป หัวใจเต้นระทึก ปากกาที่อยู่ในมือถูกกำไว้แน่น ผมรีบสะบัดศีรษะของตัวเองเพื่อหวังว่ามันจะสลัดเรื่องเมื่อครู่นี้ออกไปได้

นี้สินะที่เขาเรียกว่าอารมณ์ชั่ววูบ อารมณ์ที่เกิดอย่างฉับพลัน

เปลือกตาของอีกฝ่ายยังคงปิดสนิท ไม่มีการขยับใดๆทั้งนั้น ผมไม่รู้ว่าคุณโชติรู้สึกตัวหรือเปล่า ไม่รู้จริงว่าอีกฝ่ายแกล้งหลับหรือเปล่าแต่สิ่งที่รู้และชัดเจนที่สุดก็คือ ผมมีความสุข มีความสุขมากเกินไป จนผมต้องลุกไปล้างหน้าเพื่อเรียกสติกลับมาเพราะไม่อย่างนั้นผมคงทำงานต่อไม่ได้แน่ๆ แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรหรือใช้วิธีใดสุดท้ายแล้วกลับกลายเป็นว่าผมคิดถึงเรื่องจูบนั้นมากกว่าเรื่องงานเสียอีก

....................................................

ผมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลาอีกครั้งก่อนที่จะเริ่มเก็บเอกสารที่แทบจะไม่คืบหน้าวางไว้บนโต๊ะให้เป็นระเบียบเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน

ผมหันไปมองคุณโชติที่ยังคงหลับอยู่ในท่าเดิม แท็บเล็ตที่หน้าจอเคยเคลื่อนไหวตอนนี้กลับมืดมิดพอๆกับท้องฟ้าด้านนอกหน้าต่าง ผ่านมาแล้วหลายชั่วโมงกับจูบนั้นแต่ความรู้สึกในใจยังคงชัดเจนแม้ว่าความรู้สึกที่ริมฝีปากจะสลายไปนานแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรหรือสิ่งใดที่ทำให้ผมก้มลงไปประกบริมฝีปากเพื่อเติมเต็มความต้องการของตัวเองอีกครั้ง ทั้งๆที่รู้ตัว ทั้งๆที่รู้ดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่กลับไม่ยอมขยับออกไป ในใจได้แต่โกหกตัวไปเรื่อยๆ

ขออีกหนึ่งวินาที ขออีกแค่หนึ่งวินาที ขออีกแค่เสี้ยววินาที................อย่าพึ่งตื่นนะครับคุณโชติ

*****โปรดติดตามตอนต่อไป*****

ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน และยังติดตามกันอยู่นะครับ

ขอบคุณทุกความคิดเห็น ขอบคุณทุกคำติชมครับ

ขอบคุณทุกเหรียญทุกกำลังใจครับ

หายไปนานมาก โดนตามเยอะมากทั้งใน facebook ในแชท

จึงทนไม่ไหวต้องรีบมาแต่ง 555555

ไม่ได้เขียนเกี่ยวกับความรู้สึกของพี่ก้องมานานมาก

พี่ก้องยังคงปากแข็งเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือไปจูบคุณโชติเขาทำไมมมมมม

คุณโชติเดี๋ยวนี้ก็หยอดเก่งขึ้น พี่ก้องเราจะทนไปได้อีกนานไหมเนี้ย

เจอกันใหม่ตอนหน้านะ ><

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น