greenmeat

ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ ขอให้สนุกค่ะ รักทุกคน

ชื่อตอน : ตอนที่ 24 : ฝืน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 20.2k

ความคิดเห็น : 106

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ต.ค. 2561 04:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 24 : ฝืน
แบบอักษร

ตอนที่ 24 : ฝืน



นาฬิกาดิจิตอลมีเลขแปด เลขสี่และเลขศูนย์อยู่บนนั้น แค่เห็นด้วยหางตาเสี่ยวหลิวก็ต้องพลิกหน้าลงกับหมอนที่หนุนอยู่

“ไม่เอา”

จากนั้นก็ตีขาไปมาอย่างขัดใจ

ไม่อยากลุกไปอาบน้ำ ไม่อยากออกไปทานข้าว ไม่อยากเจอคน ๆ นั้น

เสียงติ๊ด ๆ ถูกทำให้หยุดไปแล้วเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน ช่างเป็นรุ่งเช้าที่ไม่อยากตื่นขึ้นมาสักนิด แต่ถ้าจะนอนต่อไปก็ไม่ได้ ในเมื่อท้องของเสี่ยวหลิวทั้งปวดทั้งร้องจนทนไม่ไหว หลังจากที่นอนเหม่อมองเพดานอยู่นานถึงได้ยอมลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวด้วยความเกียจคร้าน

ข้างนอกนั่นเขาได้ยินเสียงบางอย่าง เสียงเปิดตู้ใส่จานชามของคนที่ทำให้เขาคิดมากทั้งคืน แม้แต่ตอนที่อยู่ในความฝันก็ยังเห็นสีแดงที่ตามมาหลอกหลอน เขาฝันเห็นสามีกำลังคุกเข่าร้องไห้จนน้ำตาท่วมห้อง มันท่วมจนมิดเพดาน เขาที่ตะเกี่ยตะกายหาอากาศหายใจสุดท้ายก็สำลักน้ำหมดสติไป ถึงจะรู้ว่ามันเกินกว่าจะเป็นความจริง ทว่าเพราะหวังหย่งเหวินไม่ใช่เหรอที่ทำให้เขาต้องฝันร้าย

เสี่ยวหลิวจามเข้ากับแขนเสื้อตัวเอง เขาพยายามทำเสียงให้เบาที่สุดตอนที่แง้มประตูออกมา ยื่นเพียงส่วนศีรษะออกไปมองที่ครัวเล็ก ๆ  เขาเห็นหวังหย่งเหวินกำลังคนบางอย่างในชามกระเบื้องที่ตนซื้อมาจากร้านตรงถนนหมายเลขสอง ควันที่ลอยขึ้นจากชามและกลิ่นหอมของพริกไทยเรียกน้ำย่อยให้วิ่งไปมามากกว่าเดิม

หิว... นี่มันใกล้จะเลยมื้อเช้าของเขาไปแล้ว แต่ว่านะ เสี่ยวหลิวไม่อยากออกไปจากที่กำบังเพียงแห่งเดียวนี้เลย ก็ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว บรรยากาศแปลก ๆ ที่มีเพียงความเงียบและรอยยิ้มบางของสามี ความอ่อนโยนที่ได้รับแทนความเกลียดชังที่ทำให้ต้องร้องไห้อย่างน่าอับอาย แล้วจู่ ๆ ทุกอย่างก็กลายเป็นภาพลวงตา

เสี่ยวหลิวไม่รู้ว่าควรจะทำตัวยังไง ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมถึงยังคงมองหน้ากันติด ไม่รู้ว่าทำไมหวังหย่งเหวินถึงยังทนความอับอายแล้วอยู่ที่นี่ได้ 

ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะไปจากเขาเสียที

ในตอนที่ครุ่นคิดอยู่ในใจ เสียงร้องจากท้องก็ดึงความสนใจของทั้งสอง หวังหย่งเหวินรับรู้จากทางหางตาได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตสีขาวแอบมองอยู่ พอเห็นว่ายังไงก็ไม่ยอมเดินเข้ามาหาสักทีจึงตัดสินใจยกมือขึ้น

เสี่ยวหลิวสะดุ้ง “ม-มีอะไร” คิ้วขมวดเชิดหน้าขึ้นอย่างไว้ตัว

จู่ ๆ ก็ส่งสัญญาณมาแบบนั้น ตกใจหมดเลย

“อรุณสวัสดิ์”

ทั้งที่เป็นการกล่าวทักทายตอนเช้าเหมือนทุกครั้ง แต่ทำไมวันนี้กลับรู้สึกแตกต่างจังนะ

“อืม” แล้วตัวเองก็เผลอตอบรับไปเสียได้

“เมื่อวานเห็นเราไม่อยากทานโจ๊ก อาหารเช้าวันนี้เฮียเลยซื้อข้าวต้มปลามาแทน ร้านนี้คนต่อแถวเยอะมากเลยนะ… เพราะเมื่อคืนตากฝนมาถึงได้ใส่พริกไทยลงไปด้วย เราทานได้ใช่ไหม อา- ลองชิมก่อนก็ได้ว่าเผ็ดไปรึเปล่า ถ้าเผ็ดไปยังมีอีกชามที่ยังไม่ได้ปรุง”

หวังหยงเหวินกล่าวเสียยืดยาวด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้สูงและต่ำ เป็นการพูดแบบธรรมชาติที่ฟังแล้วปราศจากการแสแสร้งเอาใจ แผ่นอกไม่ขยับเขยื้อนขณะที่สบตากับภรรยาอย่างรอคอยคำตอบ

ดวงตาเรียวหวานจ้องตอบอยู่เพียงครู่ เสี่ยวหลิวไม่พูดอะไร แต่เลือกที่จะเลื่อนเก้าอี้แล้วนั่งลง มือเคลื่อนชามที่ปรุงแล้วมาคน ๆ  เขาไม่ต้องเป่าให้ความร้อนหายไปด้วยซ้ำ หวังหย่งเหวินทำให้มันอุ่นพอที่ลิ้นจะทนไหว

หวังหย่งเหวินมองเสี่ยวหลิวที่ส่งช้อนเข้าปากเล็ก ๆ นั่น  พลันหัวใจที่หดเกร็งตั้งแต่เมื่อวานก็ค่อย ๆ คลายตัวออกจนเหลือไว้เพียงรอยยับย่นไม่กี่แห่ง

“คุณไม่ทานรึไง เอาแต่จ้องผมอยู่ได้”

หวังหย่งเหวินยิ้มแล้วนั่งลงฝั่งตรงข้าม   

พวกเขารับประทานอาหารเช้ากันอย่างเงียบ ๆ  ต้องยอมรับว่ารสชาติของข้าวต้มหน้าตาธรรมดาดีมากเสียจนน้ำย่อยในกระเพาะประท้วงให้ทานเข้าไปอีก เนื้อปลาก็นุ่มละลายไม่ติดลิ้น เสี่ยวหลิวก้มหน้าก้มตาตักคำแล้วคำเล่า พริกไทยที่หวังหย่งเหวินโรยไว้ด้านบนไล่อาการคัดจมูกตั้งแต่ตื่นนอนไปจนหมด มื้อเช้าที่ไม่ได้ประกอบขึ้นมาจากความโดดเดี่ยวแสนจืดชืดอย่างไส้กรอกและขนมปังนั้นดีกว่าเป็นไหน ๆ

อดคิดแก้ตัวในใจไม่ได้ เพราะขี้เกียจทำเองหรอกนะ แถมหิวแล้วด้วย เพราะฉะนั้นมื้อนี้จะยอมทานที่หวังหย่งเหวินซื้อมาก็แล้วกัน

รอเวลาผ่านไปหลายนาทีก่อนที่จะเริ่มลอบสังเกตคนตัวสูง เมื่อได้เผชิญหน้าระยะใกล้แล้วความกังวลก็ลดน้อยลง ที่บ่ากว้างมีละอองน้ำเกาะอยู่ แถมยังได้กลิ่นฝนจาง ๆ ผสมกับกลิ่นชื้นของดินอีก

คล้ายกับว่าจะเชื่อมโยงบางอย่างเข้าด้วยกันได้

“คุณ”

หวังหย่งเหวินที่จ้องชามข้าวต้มอยู่นานเงยใบหน้าที่โทรมกว่าแต่ก่อนขึ้นมา เรียบนิ่งแต่ก็ไม่ได้แข็งกระด้าง แววตาเหนื่อยล้าเหนือใต้ตาดำคล้ำเป็นประกายริบหรี่

เสี่ยวหลิวแสร้งทำเป็นไม่สนใจสภาพน่าสงสาร

“ออกไปข้างนอกมาเหรอ”

หมายถึง ออกไปซื้อข้าวต้มปลามาให้ผมเหรอ

หวังหย่งเหวินพยักหน้า “ใช่ เฮียออกไปซื้อข้าวเช้าให้เรา”

“ให้ซิ่นเฉิงไปซื้อ แล้วทำไมต้องออกไปเองอีกล่ะ”

“ไม่ได้ให้ซิ่นเฉิงไป”

หมายความว่า...

“เฮียไปซื้อให้เราเอง”

ในตอนที่ได้ยินแบบนั้นเสี่ยวหลิวก็รู้สึกว่ารสชาติน้ำข้าวต้มที่ติดอยู่บนปลายลิ้นออกจะหวานเล็กน้อย กระแสธารอบอุ่นแล่นพล่านไปทั่วร่างกายจนปลายเท้าเล็กต้องขยับเข้าหากัน ถึงกระนั้นก็ยังรักษาท่าทีไว้ไม่ให้จับได้

คนเป็นสามีเอ่ยต่อ “ตื่นตอนตีห้า ร้านเปิดหกโมงเลยได้เป็นคนแรก ๆ ”

“ให้ซิ่นเฉิงไปซื้อมาแล้วโมเมเองล่ะสิ” เห็นหลักฐานบนบ่ากว้างและได้กลิ่นละอองฝนจาง ๆ เมื่อกี้ไปแล้ว แต่เสี่ยวหลิวก็ยังไม่อยากเชื่อ เลือกที่จะมองในแง่ร้ายไว้ก่อน

น่าแปลกใจที่หวังหย่งเหวินไม่พูดอะไรแล้วก้มหน้าทานข้าวต้มต่อจนหมด ด้านเสี่ยวหลิวคิดว่าคงเป็นเพราะเขาไม่พอใจที่โดนจับได้

วันหลังจะทำอะไรก็ให้มันเนียนกว่านี้สิ   

มื้อเช้าจบลงด้วยการที่หวังหย่งเหวินอาสาเป็นคนล้างชามให้เช่นเคย เวลาอยู่ที่โรงแรมเขาเป็นท่านผู้บริหารเดินไปไหนมาไหนมีแต่คนเกรงกลัวก้มหัวปลก ๆ  เวลานี้พออยู่กับภรรยาดันกลายเป็นแค่พ่อบ้าน ไม่ใช่ภาพที่อยากให้ใครมาเห็น แต่หวังหย่งเหวินที่ไม่อยากให้ภรรยาเหนื่อยยินยอมทำเรื่องพรรคนี้โดยไม่บ่นอะไร

ดูเหมือนเสี่ยวหลิวจะไม่ได้สนใจเขาอีก เห็นเดินไปเปิดโน้ตบุ๊คปรินท์ภาพออกมาหลายแผ่น จากนั้นก็ย้ายลงมานั่งที่พื้นพรม

ในห้องที่ไร้บทสนทนาต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ จะสามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ได้ก็ด้วยเสียงของสก็อตไบรท์ที่ขัดบนจานสลับกับเสียงปากกาสีที่ขูดขีดลงบนกระดาษไปมาเท่านั้น

ชามที่เปียกถูกคว่ำเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ หวังหย่งเหวินเช็ดมือกับผ้าให้แห้ง ชั่วขณะรู้สึกศีรษะโคลงไปมาจนต้องส่ายหน้าเรียกสติ

หลายวันมานี้เขาไม่ค่อยมีแรง แต่เรื่องที่ต้องไปหาหมออะไรนั่นก็เอาไว้ก่อนจนลืมไปแล้ว 

เขาอยากจะใช้เวลากับเสี่ยวหลิวทุกวินาทีนี่  

หวังหย่งเหวินเดินมานั่งลงข้าง ๆ  ทอดสายตามองคนที่กำลังสนุกกับการวาดภาพตกแต่งงาน

เสี่ยวหลิวไม่ได้เอ่ยปากไล่ ตราบใดที่หวังหย่งเหวินทำตัวเป็นแค่หินก้อนหนึ่ง พวกเขาก็อยู่ใกล้กันได้ไม่มีปัญหา     

ทุกอากัปกิริยาของเสี่ยวหลิวสะกดสายตาให้มองได้ไม่รู้เบื่อ ศีรษะที่มีกลุ่มผมสีบลอนด์ขาวขยับไปมาดูสดใส ความเป็นเด็กที่เขาเคยพูดใส่หน้าภรรยาไปว่า ‘ไม่ชอบ’ แท้จริงแล้วคือตัวตนที่เวลานี้กลับรู้สึกโหยหามากที่สุด  

เสี่ยวหลิวที่สดใสและมีชีวิตชีวา

คิดถึง

“หยิบกรรไกรให้ผมหน่อย”

หวังหย่งเหวินบอกกับตัวเองว่าเขามีความสุขกับเสียงที่ปราศจากความไม่พอใจ มันมีสถานะเป็นกลาง ไม่ได้บวกแต่ก็ไม่ได้ลบ ถือว่าดีแล้ว น้ำเสียงเย็นชาของเสี่ยวหลิวมันโหดร้ายมากสำหรับเขา

มือใหญ่เอื้อมส่งอุปกรณ์ที่ภรรยาต้องการไปให้   

ไม่ต้องออกไปข้างนอกก็ได้ ขอแค่ได้อยู่ด้วยกันจนถึงกลางคืน จะนั่งเงียบ ๆ อยู่ตรงนี้ จะไม่ส่งเสียงอะไร จะทำตามทุกคำสั่ง อยากได้อะไรก็จะหามาให้ พรุ่งนี้เช้าเขาต้องกลับไปทำงานตามปกติ เวลาเหลืออีกไม่มาก

เพราะฉะนั้นความสุขแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ถ้าหากโลภมากล่ะก็อาจจะต้องโดนฟ้าลงโทษจนแทบขาดใจเหมือนเมื่อวาน  

จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เสี่ยวหลิวรีบวางปากกาแล้วหยิบขึ้นมารับสาย แต่ก็ช้ากว่าสายตาที่ปะทะเข้ากับชื่อที่ปรากฎบนหน้าจอ

รุ่ยจินเว่ย

กรามของร่างสูงขบกันแน่น

“สวัสดีครับ”

เสี่ยวหลิวไม่แม้แต่จะหันมามองเขาตอนที่ลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องนอน

จะคุยอะไรกัน ทำไม่ถึงไม่อยากให้เขาได้ยิน หวังหย่งเหวินมองตามแผ่นหลังที่ถูกบานประตูกลืนหายไป

ตั้งแต่เมื่อวานแล้วที่อยากถามเสี่ยวหลิว ออกไปทำอะไรกับรุ่ยจินเว่ยงั้นเหรอ ซิ่นเฉิงรายงานเรื่องน่าเหลือเชื่อว่าเสี่ยวหลิวคลาดสายตาของลูกน้องไป เพราะฉะนั้นเขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างทั้งสอง

ทำอะไรกันบ้าง อยากรู้ อยากรู้จริง ๆ

ความหึงหวงทำให้ร่างสูงต้องหายใจแรง ใจของเขาบอกให้ตัวเองเดินตามเข้าไปถามให้รู้แล้วรู้รอด แต่เหตุการณ์เมื่อวานกลับย้อนมาตรึงร่างให้ขยับไปไหนไม่ได้ ถึงจะสงสัยแล้วนายมีสิทธิอะไรล่ะ ไม่พอใจแล้วจะเรียกร้องอะไรได้ไหม เสี่ยวหลิวทำอะไรก็ไม่เกี่ยวกับนายทั้งนั้น แม้แต่ตอนที่อีกฝ่ายโกหกเทียนฉีแล้ววิ่งตากฝนกลับมา สิทธิในการดูแลภรรยานายยังไม่มีเลย         

หลังจากเสี่ยวหลิวทิ้งให้เขาคุกเข่าอยู่แบบนั้น ระหว่างที่น้ำตาไหลอาบแก้ม เขาก็ได้ทบทวนสิ่งต่าง ๆ แล้วก็ตัดสินใจอะไรได้บางอย่าง

ถึงมันจะยากลำบาก แต่ก็ต้องทำให้ได้

หวังหย่งเหวินแค่นเสียงหัวเราะใส่ตัวเอง ไม่นานก็รู้สึกว่าอุณภูมิของร่างกายเพิ่มขึ้น ดวงตาที่เคยมองชัดเริ่มพร่ามัวด้วยจุดดำมากมาย ถึงขนาดต้องปิดเปลือกตาไล่ความร้อนที่เริ่มจะลามมาถึง

ฝืนใจแค่ไหนก็ต้องทำ

นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่หวังหย่งเหวินคิด


“คุณรู้จักซุนไป่หานไหม”

เสี่ยวหลิวเลิกคิ้วตอนที่รุ่ยจินเว่ยถาม โทรมาหาตั้งแต่เช้านึกว่าจะมีอะไร

“ครับ เขาเป็นเพื่อนของสามีผม คุณรู้จักเขาด้วยเหรอ”

“เคยคุยกันสองสามครั้ง แต่พักนี้รู้สึกว่าบังเอิญเจอกันบ่อยเกินไป” คำพูดที่เหมือนมีนัยยะอะไรบางอย่างทำให้เสี่ยวหลิวสงสัย แต่ก็ไม่ได้ถามออกไปด้วยเพราะรักษามารยาท

รุ่ยจิยเว่ยถามต่อว่า “เขารู้ใช่ไหมว่าเราเป็นเพื่อนกัน”

คำถามนี้ไม่ต้องคิดก่อนตอบเลยด้วยซ้ำ “ไม่ครับ เพราะว่าผมไม่ได้คุยกับเขามาสัก...สองสามเดือนแล้ว”         

ปลายสายเงียบไปจนเสี่ยวหลิวเริ่มเป็นกังวล “เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า”

รุ่ยจินเว่ยถอนหายใจยืดยาว “เสี่ยวหลิว ผมคิดว่าตัวเองคงอยู่ได้อีกไม่นาน”

“คุณป่วย ? ”

“ไม่ใช่ แค่พลังชีวิตผมมันลดลงทุกครั้งที่เจอไป่หาน”

จะยังไงก็ยังไม่ควรบอกเสี่ยวหลิว ไอ้คนพูดมากที่พกเครื่องสำอางไปไหนมาไหน เอาแต่พูดเรื่องไร้สาระระหว่างเสี่ยวหลิวและตัวเขา ก็ปฏิเสธไปแล้วว่าเป็นแค่เพื่อนกัน หมอนั่นก็ยังคิดว่าเขาน่ะเป็นฝ่ายที่คิดอะไรเกินเลย ตั้งใจกวนประสาทกันชัด ๆ

เสี่ยวหลิวพยายามจินตนาการภาพทั้งสองเวลาอยู่ด้วยกัน แต่ก็ไม่เห็นอะไรนอกจากชายคนหนึ่งที่เงียบฟังคนอื่นพูด กับชายอีกคนที่พูดมากจนไม่รู้ว่าจะมีใครทนฟังไหวไหม

“ถ้าลองคุยกันดี ๆ  อาจจะทำให้เข้าใจกันมากขึ้นนะครับ”

“ผมลองแล้ว และเขาก็ทำลายความอดทนของผมพังไม่เป็นท่า”

ซุนไป่หานเหมือนมีความแค้นกับเขามาตั้งแต่ชาติปางก่อน ใจเย็นก็แล้ว พูดดีก็แล้ว ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้บ้าก็ควรจะมีมารยาทกับเขาบ้าง

เสี่ยวหลิวเกิดเห็นใจรุ่ยจินเว่ยขึ้นมา อยากจะคิดหาทางช่วยแต่ก็คิดไม่ออก เขาเลือกที่จะยิ้มแหยแล้วให้กำลังใจแทน “ยังไงก็สู้  ๆ นะครับ”

ถ้าเสี่ยวหลิวพูดแบบนั้นต่อหน้า รุ่ยจินเว่ยคงมีกำลังใจมากกว่าเดิมร้อยเท่า

เมื่อไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม ประธานหนุ่มก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา คุยเล่นกันสักพัก จนเมื่อถึงเวลาประชุมก็วางสายไป      

เสี่ยวหลิวเดินกลับออกมาที่ห้องรับแขก ตั้งใจว่าจะทำงานที่ค้างไว้ต่อ แต่เมื่อเห็นหวังหย่งเหวินซึ่งนั่งขัดสมาธิหลับพิงกับฐานโซฟาก็หยุดนิ่ง ร่างสูงใหญ่เอนตัวเกินมายังที่ที่เขานั่งอยู่ก่อน

เมื่อกี้เข้าไปคุยโทรศัพท์ไม่นาน หวังหย่งเหวินก็หลับสนิทแล้ว ?

แกล้งหลับรึเปล่า เสี่ยวหลิวคิดในแง่ร้าย ลองใช้นิ้วสะกิดที่ไหล่  

“คุณ”

ไม่มีเสียงตอบรับ หวังหย่งเหวินหลับไปแล้วจริง ๆ

“คุณ ไปนอนดี ๆ สิ ผมจะทำงาน” ถึงจะบอกว่านอนดี ๆ แต่มันก็แค่ขึ้นไปนอนบนโซฟาเล็กแสนอึดอัด

หวังหย่งเหวินยังคงไม่ตอบ ศีรษะห้อยตกนิ่งไม่ไหวติง​อยู่ระหว่างช่วงไหล่กว้าง

คราวนี้เสี่ยวหลิวลองผลักไหล่แข็งแรงนั่นดู แรงที่ส่งไปไม่ได้มากอะไร แต่ไม่คาดคิดว่ามันจะทำให้อีกฝ่ายล้มลงไปนอนกับพรมทั้งตัว !

เด็กหนุ่มผวาเข้าไปจับร่างของสามีที่หงายอยู่ หัวใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม

เป็นอะไร ! เมื่อกี้ยังดี ๆ อยู่เลย

เสี่ยวหลิวเขย่าร่างกายที่อ่อนปวกเปียก “คุณ ! ” ส่งเสียงเรียกดังขึ้นแล้วตบใบหน้าซีดเซียวเบา ๆ  เขาลองใช้หลังมือแตะลงบนหน้าผากชื้นเหงื่อ

ตัวร้อนมาก

ไม่สบาย

"เฮียเหวิน ! ” เสี่ยวหลิวหน้าเสียที่ยังคงไม่ได้ยินเสียงตอบรับ เสียงของเขาแทบจะเปลี่ยนเป็นกรีดร้องเมื่อเห็นว่าแม้แต่นิ้วมือของสามีก็ไม่กระดิก ใจทั้งตื่นตระหนกทั้งกระวนกระวาย พยายามรวบรวมสติกดโทรศัพท์หาเทียนฉี

“ครับ คุณ-“

ไม่ต้องรอให้ปลายสายกล่าวจบ เสี่ยวหลิวก็พูดออกไปอย่างรวดเร็ว “หย่งเหวินไม่สบาย ! เขาตัวร้อนมาก ผมเรียกแล้วแต่เขาไม่รู้สึกตัว ไม่รู้ว่าเป็นอะไร คุณขึ้นมาพาเขาไปโรงพยาบาลได้ไหม ! ”

“ผมจะรีบขึ้นไป ! ” เทียนฉีมีอาการตกใจไม่ต่างกัน หันไปเรียกซิ่นเฉิงและลูกน้องให้ลงจากรถ

ระหว่างที่รอความช่วยเหลือ เสี่ยวหลิวโกยงานของตัวเองออกไปให้พ้นทาง จัดท่านอนของสามีให้ถูกต้อง จากนั้นก็ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเพื่อให้หายใจได้สะดวก

เขาลูบใบหน้าที่เริ่มเย็นและมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมามากมายแทน โชคดีที่ไม่ต้องทำ CPR แต่ชีพจรและลมหายใจที่แผ่วเบาไม่ได้ทำให้เขารู้สึกกังวลน้อยลงสักนิด

“แกล้งกันอยู่สินะ !  ตื่นเดี๋ยวนี้เลย เฮียเหวิน ถ้าไม่ตื่นหลิวจะเอาใบหย่ามาให้เซ็นเดี๋ยวนี้เลยนะ ! ”

เสี่ยวหลิวขู่ด้วยสิ่งที่คนตรงหน้าไม่อยากได้ยินมากที่สุด หวังว่าหวังหย่งเหวินจะฟื้นขึ้นมาแล้วพูดคำว่าไม่ใส่หน้า

รอไม่นานผู้ติดตามของทั้งสามีภรรยาก็เข้ามาในห้อง ด้านหลังมีพนักงานคอนโดที่ขึ้นมาดูสถานการณ์เช่นเดียวกัน ระหว่างทางเธอออกความเห็นว่าให้เรียกรถพยาบาล แต่ซิ่นเฉิงที่เห็นสภาพไร้สติของบอสบอกว่ารอไม่ได้แล้ว  ไปรถส่วนตัวตอนนี้จะเร็วกว่า เขาตรวจดูอาการเจ้านายขั้นพื้นฐานแล้วสั่งให้ลูกน้องอีกคนช่วยกันประคองตัวออกจากห้องไป

คนที่ใบหน้าซีดไม่ต่างกันลุกขึ้นเดินตามไปหน้าประตู เขากุมมือตัวเองไว้เพื่อบังคับกายไม่ให้สั่นไปมากกว่านี้

เมื่อกลุ่มคนหายเข้าไปในลิฟต์ เทียนฉีก็หันมาหาบอกกับเขาว่า “คุณเสี่ยวหลิวไปโรงพยาบาลกับผมนะครับ รถจอดอยู่ด้านล่างแล้ว”

เสี่ยวหลิวรีบก้มลงหยิบรองเท้ามาสวม

ทว่าในตอนนั้นเองกลับชะงักนิ่งไปอย่างไม่มีสาเหตุ

“คุณเสี่ยวหลิว” เทียนฉีคิดว่าเสี่ยวหลิวยังตกใจไม่หายที่เห็นสามีในสภาพหมดสติ เขาเอ่ยปลอบใจ “คุณหวังจะต้องไม่เป็นอะไร คุณใส่รองเท้าแล้วเรารีบไปกันเถอะครับ”

ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากัน แววตาสับสน


“ไม่”


เทียนฉีมองเขาอย่างไม่เชื่อหู อย่าว่าแต่เทียนฉีเลย เสี่ยวหลิวยังไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะพูดออกไปแบบนั้น 

ทั้งที่เมื่อกี้ยังเกือบสติแตก

“ผม…ผมไม่ไป”

“แต่ว่า-”

“คุณไปเถอะ ผมจะอยู่ที่นี่”

“คุณหวังไม่สบายหนักนะครับ” เทียนฉีพยายามที่จะย้ำเตือน สภาพเมื่อกี้เห็นอยู่ว่าควรตามไปดูอาการ

สายตาของเสี่ยวหลิวที่มองมาทั้งเย็นชาและเรียบนิ่ง  

“เขาเป็นอะไรก็ไม่เกี่ยวกับผม” น้ำเสียงที่ใช้ก็ช่างไร้เยื่อใยจนคนฟังยังต้องสะอึก “คนของพวกคุณก็ดูกันเองแล้วกัน”

เกิดช่องว่างที่ไร้ซึ่งเสียงใด ๆ ผู้ติดตามกระจ่างแจ้งและเข้าใจในทันที ถึงจะพูดอะไรไปตอนนี้ก็คงไม่สามารถโน้มน้าวคนตรงหน้าได้ เขาไม่รอช้ารีบค้อมตัวแล้ววิ่งออกจากห้องไป

ไม่น่าเชื่อว่าร่างที่เคยเชิดหน้าอย่างถือดี เมื่อคล้อยหลังบานประตูที่ปิดลงกลับอ่อนแรงถึงขนาดต้องใช้มือเท้ากับผนังไว้

เขาพึมพำเสียงเบา

“ไปแล้ว”

หวังหย่งเหวินไปแล้ว ไปได้ก็ดีไม่ใช่เหรอ ป่วยแบบนั้นคงไม่กลับมาที่นี่สักพัก หรือว่าอาจจะไม่กลับมาอีกเลย

ดีใจ ใช่ นายต้องดีใจสิ

เขาพยายามปั้นรอยยิ้มขึ้นมา แต่สุดท้ายกลับได้เพียงแค่ความบิดเบี้ยวเท่านั้น ผิดรูปร่างเหมือนกับหัวใจที่กำลังยุ่งเหยิง

คนที่รู้จักตัวเองดีที่สุดตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ตนต้องการ... เขาอยากไปที่โรงพยาบาลด้วย อยากรู้ว่าหวังหย่งเหวินเป็นอะไร อีกฝ่ายจะปลอดภัยไหม อยากไปอยู่ข้าง ๆ  เป็นคนที่ขานรับเมื่อหมอถามว่าใครคือญาติหรือครอบครัวของคนไข้

แต่ว่าเขาทำไม่ได้

มันมีบางอย่างรั้งเขาเอาไว้ตอนที่กำลังก้มลงใส่รองเท้า สิ่งนั้นไม่ใช่อะไรเลย นอกจาก ‘ทิฐิ’ ในหัว น่ากลัวที่ว่ามันมีอำนาจมากกว่าหัวใจที่กำลังทุกข์ทรมานอยู่ขณะนี้

ความขัดแย้งภายในทำเอาอึดอัดใจจนแทบอยากระเบิดตัวตาย ๆ ไปเสียตรงนี้​ สีแดงจางเริ่มปรากฎขึ้นบนดวงตาเรียวหวาน มือถูกกำแน่นและคลายออกด้วยไม่รู้จะทำยังไง 

กับครั้งนี้เขาจะยังสามารถฝืนตัวเองได้อีกไหมนะ



รถยนต์คันหรูที่ใช้เคลื่อนย้ายร่างไม่ได้สติของหวังหย่งเหวินมาถึงโรงพยาบาลเอกชนที่ใกล้ที่สุด ถึงจะใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที ทว่าซิ่นเฉิงกลับรู้สึกว่ามันช่างนานเหลือเกิน

คนใกล้ชิดอย่างเขารู้ว่าร่างกายของบอสหวังไม่แข็งแรงเท่ากับเมื่อสามเดือนก่อน เพราะย้ายมาอยู่ที่คอนโดห่างไกลจากโรงแรมแบบนั้นทำให้ต้องปรับการใช้ชีวิตไปด้วย อาหารทานไม่เป็นเวลา การนอนหลับไม่เพียงพอ ไหนจะความเครียดที่สะสมตั้งแต่ภรรยาเอ่ยปากขอแยกกันอยู่อีก

หวังหย่งเหวินโหมงานหนักติดต่อกันก็เพื่อจะได้ใช้เวลากับหวังเสี่ยวหลิวมากขึ้น แล้วก็เป็นอย่างที่ซิ่นเฉิงคาดการณ์ไว้ ในที่สุดร่างกายก็ถึงขีดจำกัดจนได้

คุณหมอตรวจอาการของคนที่หลับอยู่บนเตียง เมื่อเสร็จสิ้นก็เดินเข้ามาหา “ไม่ต้องกังวลนะครับ ไม่ได้ร้ายแรงอะไร จากที่ผมทราบข้อมูลจากคุณและผลตรวจ คนไข้หมดสติไปเพราะความเครียดสะสมซึ่งมีผลต่อความดันโลหิตบวกกับร่างกายอ่อนเพลียติดต่อกันเป็นเวลานาน ที่จริงอีกประเดี๋ยวคงฟื้น แต่ว่าอาการไข้ยังสูงอยู่ หมอแนะนำว่าให้แอดมิทดูอาการสักคืนสองคืนครับ”

ได้ยินแบบนั้นก็เบาใจลง ซิ่นเฉิงพยักหน้าเดินตามหมอและพยาบาลออกไปด้านนอก เขาต้องไปจัดการเรื่องแอดมิทและหาพยาบาลพิเศษสักคน

เทียนฉีซึ่งถูกทิ้งไว้มองคนที่อยู่ในชุดคนไข้ของโรงพยาบาลแล้วก็ต้องถอนหายใจ เขาไม่คิดเลยว่าเรื่องมันจะแย่ถึงเพียงนี้ คนที่เคยหมั่นไส้ลูกชายคนโตตระกูลหวังอดรู้สึกเห็นใจอยู่ไม่น้อย

ไม่ได้จะเข้าข้าง แต่เสี่ยวหลิวนั้นใจแข็งเหลือเกิน หวังหย่งเหวินที่เคยทำตัวร้ายกาจถึงขนาดตามมาอยู่ด้วย ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ จะลำบากแค่ไหนก็ยอมทนไม่ห่วงตัวเองแม้แต่น้อย เขาเป็นคนนอกยังสัมผัสได้ว่าสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังปฏิบัติกับเสี่ยวหลิวนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนไป หากลองเปิดโอกาสให้กันสักนิด แน่นอนว่าความสัมพันธ์ทั้งสองจะดีขึ้นกว่าเดิม   

แล้วตัวเสี่ยวหลิวล่ะจะสัมผัสมันไม่ได้เชียวเหรอ ?

เทียนฉีครุ่นคิดแล้วก็ได้คำตอบ ต้องสัมผัสได้อยู่แล้วสิ ! แววตาที่มองตามสามีสั่นระริกเช่นเดียวกับร่างกายที่สั่นเทิม ดูก็รู้ว่าเสี่ยวหลิวตระหนกมากแค่ไหน หากไม่มีเยื่อใยต่อกันแล้วจะหันไปใส่รองเท้าตามที่เขาบอกทำไม

เดาไม่ยากเลยว่ากำลังทำตรงข้ามกับที่ใจอยาก 

เทียนฉีไม่รู้หรอกว่าอะไรคือสิ่งที่หยุดคนเป็นภรรยาเอาไว้ แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม ก็มีแต่เสี่ยวหลิวเท่านั้นที่จะจัดการกับมันได้



หวังหย่งเหวินได้สติอีกครั้งในตอนบ่าย ร่างสูงค่อย ๆ ฝืนเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้น พอเห็นเพดานสีขาวไม่คุ้นตาและหญิงสาวในเครื่องแบบพยาบาลก็เข้าใจได้ทันทีว่าอยู่ที่ไหน

“บอสครับ” ซิ่นเฉิงปรี่เข้ามาด้วยใบหน้าเป็นกังวล บอสหลับไปนานจนเขาอยากจะตามหมอมาดูอาการอีกสักรอบ

“เสี่ยวหลิว…”

ผู้ติดตามไม่รู้จะพูดยังไงดีเมื่อได้ยินเสียงแหบแห้งเอ่ยชื่อคนรัก คนป่วยตื่นมาสิ่งแรกที่อยากเห็นคือหน้าภรรยา 

“ดื่มน้ำก่อนนะคะ” พยาบาลสาวเอ่ยแทรกพร้อมกับยื่นแก้วน้ำที่มีหลอดมา หวังหย่งเหวินนอนราบกับเตียงดื่มมันด้วยความยากลำบาก พอปล่อยหลอดออกจากปากก็ถูกวัดไข้ด้วยปรอท

“คุณผู้ชายเป็นลมหมดสติไปเพราะร่างกายอ่อนเพลียบวกกับความเครียดสะสม ตอนนี้ยังมีไข้อยู่นะคะ คุณหมอให้น้ำเกลือไปก่อนหน้านี้และแนะนำให้แอดมิทดูอาการ ดิฉันจะนำอาหารกลางวันมาให้ คุณผู้ชายต้องทานอะไรสักหน่อยก่อนที่จะทานยานะคะ”

หวังหย่งเหวินไม่ได้สนใจสิ่งที่หล่อนกล่าวก่อนจากไป ดวงตาคมกวางมองไปทั่วห้องกว้างจนครบสามรอบ แล้วก็ได้รู้ว่าที่นี่มีแค่เขาและซิ่นเฉิงเท่านั้น

ไม่มีวี่แววของคนที่เขาถามถึงสักนิด

ใจที่ยังฟื้นฟูไม่เต็มที่คล้ายจะแตกสลายเป็นร้อยเป็นพันส่วน

“เสี่ยวหลิวไปเข้าห้องน้ำเหรอ”

อย่างน้อยก็อยากจะเชื่ออย่างนั้น ประโยคคำถามที่เหมือนไม่ต้องการคำตอบเป็นอื่นนอกจากคำว่า ‘ใช่’ ทำเอาซิ่นเฉิงต้องก้มหน้าหลบสายตา

“คุณเสี่ยวหลิวไม่ได้มาที่นี่ครับ” ไม่ได้อยากเห็นเจ้านายต้องเจ็บปวด แต่ก็โกหกไม่ได้เช่นกัน

ใบหน้าที่ยังซีดอยู่ไม่แสดงอารมณ์ ทั้งที่ข้างในกำลังถูกเขย่าด้วยความผิดหวังจนอยากอาเจียนออกมาเป็นสิ่งที่เรียกว่าความน่าสมเพช

เขามันโคตรน่าสมเพช

ที่ทำเลวต่าง ๆ นา ๆ ถึงจะพยายามแก้ไขมันก็ยังคงเหมือนเดิม เขาไม่สามารถทำลายกำแพงน้ำแข็งของเสี่ยวหลิวได้เลย

ล้มป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล คิดย้อนไปคนที่เห็นเขาหมดสติคนแรกก็ต้องเป็นภรรยาที่เดินกลับออกมาจากห้องนอน แต่ทำไมเมื่อตื่นขึ้นมากลับไม่เห็นแม้แต่เงาของอีกฝ่าย  

เมื่ออาเจียนออกมาไม่ได้ก็ต้องกลืนก้อนความจริงลงคอ รสชาติเฝื่อนฝืดคอจนอยากร้องไห้

นี่ถือว่าเป็นคำตอบที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงรึเปล่า

ทุกอย่างมันสายเกินไปแล้วใช่ไหม

เสี่ยวหลิว...หรือว่าเราจะหมดรักเฮียแล้วจริง ๆ

หวังหย่งเหวินปิดเปลือกตาลง รู้สึกว่าหายใจไม่ออก ความเสียใจกำลังปิดกั้นช่องทางหายใจ ถ้าสลบไปอีกครั้งคงดีกว่าที่จะต้องเจ็บปวดแบบนี้

“จะให้ผมติดต่อคุณเสี่ยวหลิวให้ไหมครับ” ซิ่นเฉิงถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แค่บอสสั่งมาก็จะกดโทรออกให้

“ไม่ต้อง”

“ถ้าอย่างนั้นให้ผมรายงานอาการของบอส”

“ไม่ต้องรายงาน”

ซิ่นเฉิงคิดว่าบอสคงโกรธที่ถูกทอดทิ้ง

“เรื่องของฉันมันไม่ได้สำคัญอะไร จะไปรบกวนเขาเปล่า ๆ ”

บอส…

“หมอบอกให้แอดมิท แต่ถ้าบอสอยากกลับไปอยู่คอนโดให้คุณเสี่ยวหลิวดูแล ผมจะคุยกับหมอให้” คราวนี้ลองเสนอไอเดีย “ถ้าเห็นว่าบอสป่วย คุณเสี่ยวหลิวถึงจะใจแข็งแค่ไหนก็ต้องดูแลบอสแน่ ไม่มีทางไล่บอสกลับออกมาหรอก ถ้าลองใช้วิธีนี้ความใกล้ชิดกับความสัมพันธ์จะต้องดีขึ้น”

หวังหย่งเหวินส่งสายตาดุดันมา “แค่นี้ฉันยังดูทุเรศไม่พอเหรอไง ?  ถึงอยากจะให้ฉันใช้อาการป่วยทำให้เขาใจอ่อน” ถ้าเสี่ยวหลิวจะกลับมารู้สึกดีกับเขาก็อยากให้มันออกมาจากใจจริง ไม่ใช่เพราะเห็นว่าเขาป่วยแล้วสงสาร แล้วถ้าตอนที่หายป่วยแล้วล่ะ ?  พวกเขาจะกลับไปหมางเมินแบบเดิมรึเปล่า ไม่มีทางรู้ได้เลย

“ฉันจะรักษาตัวอยู่ที่นี่ หายดีแล้วค่อยกลับไป ระหว่างนี้ไม่ต้องไปกวนเขา เสี่ยวหลิวมีงานที่ต้องทำ”

ซิ่นเฉิงหน้าเหวอ เผลอหลุดถามออกไปว่า “บอส บอสจะยอมแพ้เหรอครับ” 

พิษไข้ทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย แต่อุดมการณ์ที่แกร่งกล้ายังทำให้มีแรงพูดต่อ

“ไม่อยู่แล้ว ฉันไม่ได้พยายามจนถึงตอนนี้เพื่อที่จะยอมแพ้”

ถ้าเสี่ยวหลิวไม่หยิบมีดมาปาดคอเขาจริง ๆ  ยังไงก็ไม่มีทาง

“นายทำตามคำสั่งฉันก็พอ” หวังหย่งเหวินเอ่ยขัดซิ่นเฉิงที่ยังเป็นเดือดเป็นร้อนแทน เขาจบบทสนทนาด้วยการพลิกตัวไปอีกด้าน

ซิ่นเฉิงจนปัญญา ไม่รู้ว่าคนเป็นนายคิดอะไรอยู่ ทั้งที่มีโอกาสแล้วแต่ทำไมกลับไม่คว้าเอาไว้ !

ความคิดเห็น