มนต์ระมิงค์

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

9 : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม (50%)

ชื่อตอน : 9 : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม (50%)

คำค้น : -

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.พ. 2562 20:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
9 : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม (50%)
แบบอักษร

9 : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม


กลิ่นเหล้าที่โชยออกมาจากตัวของผู้มาใหม่ และท่าทางยืนเกือบโงนเงนนั้น ทำให้เอาพะนอขวัญรู้สึกรังเกียจขึ้นมาทันที เพราะหล่อนไม่ชอบคนดื่มเหล้าเอาเสียเลย

"นั่น หลานขวัญพาใครมานั่น มันเป็นใคร!" ถามพลางขยับตัวเข้ามาหาหญิงสาว พะนอขวัญก็ยิ่งขยับตัวให้ออกห่างไปอีก  

สายตาคู่ตรงหน้าที่มองดูหญิงสาวด้วยอาการโลมเลีย จาบจ้วง ในแบบที่ดรันเป็นผู้ชายด้วยกันยังมองออกว่า ผู้ชายคนนี้กำลังมองพะนอขวัญอย่างไร ให้ตายเถอะ! นี่คือสายตาของคุณลุงที่กำลังทอดมองหลานสาวตัวเองอยู่จริง ๆ หรือเปล่านั่น!

ดรันรีบเบียดตัวเข้าขวางพลางกำมือทั้งสองเข้าไว้ด้วยกันมั่น บ่งบอกว่าเขาพร้อมปกป้องหล่อน แล้วมองผู้ชายตรงหน้าอย่างตอบโต้ ดุดัน เขาพร้อมจะปกป้องหญิงสาวหากผู้ชายที่บอกว่าอยู่ในฐานะลุงจะเข้ามาทำอะไรหล่อน แต่จะว่าก็ว่าเถอะ นี่มันเรื่องสารเลวแบบไหน คนที่ขึ้นชื่อว่าลุงแท้ ๆ แต่กลับมองหลานสาวตัวเองด้วยสายตาชนิดนี้ 

หรือเพียงแค่สิ่งที่คิดเองเออเองว่าหล่อนไม่ใช่ลูกสาวแท้ ๆ ของน้องสาวตน ก็เพียงพอที่ผู้ชายคนนี้จะคิดอกุศลกับหล่อนหรือ มิน่า... ป้าช้อยถึงได้ออกอาการห่วงพะนอขวัญนัก

ดรันมองชายตรงหน้าแล้วนึกอยากจะเข้าไปต่อยอีกฝ่ายให้หงายหลังตกเรือนคนใช้นี้ไปเลย ถ้าทำได้​

"มันเป็นใคร หลานขวัญ ไอ้ผู้ชายคนนี้มันเป็นใคร..." เสียงห้าวนั้นถามออกมาอีก 

"นี่คือ นายใบ้ เป็นหลานของป้าช้อยเองค่ะ ป้าช้อยลุงชดไม่อยู่ ใบ้เลยมานอนเฝ้าเรือนให้ป้าช้อย" หล่อนตอบ

"เป็นใบ้ ฮ่า ๆ ๆ! หน้าตาสารรูปไม่น่าให้เป็นใบ้เลยแต่ดู ซิ สมแล้วที่เป็นใบ้!" อีกฝ่ายยังหัวเราะร่วนเมื่อเห็นความผิดปกติของผู้อื่นเป็นเรื่องตลกขบขัน 

พะนอขวัญจึงรีบบอกชายหนุ่มเบา ๆ ว่า

"ใบ้ นี่คือคุณลุงของฉันเอง" หล่อนเผลอจับมือข้างนั้นของชายหนุ่มยามเห็นเขาได้กำมือแน่นเกร็งจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนอยู่บนหลังมือ

ดรันได้หันกลับมาสบตาหล่อนทันที พะนอขวัญจึงรีบปล่อยมือเขา แล้วส่ายหน้าห้ามอีกครั้ง ดรันจำต้องถอยไปอยู่ข้างหลังหญิงสาวหนึ่งก้าว

ผู้ชายคนนั้นยังมองตาม  พร้อมพูดจาหาเรื่องอีก  "มองหน้ากูทำไม ไอ้ใบ้!" 

"ลุงทินมาทำไม..." พะนอขวัญรีบถามเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของอีกฝ่าย

สุรทินละสายตาจากผู้ชายแปลกหน้า แล้วบอกกับหล่อนว่า "มาขอยืมเงินหลานหน่อย อ้อ ไม่ได้มาเองนะ แม่รำพึงเขาใช้ให้มา บอกว่าให้มาเอาเงินที่หนูขวัญก่อนสักสองพัน"

"สองพัน!" พะนอขวัญอุทานขึ้น หล่อนจะต้องหาเงินลำบากลำบนมากแค่ไหนกว่าจะเก็บเงินได้เท่ากับจำนวนที่อีกฝ่ายมาขอยืมไปง่ายๆ เพื่อเอาไปเล่นไพ่เช่นนี้  อีกอย่างค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่หล่อนจะต้องจ่ายอีกไม่กี่วัน และที่รวมไปถึงค่าหมอ ค่ายา ค่าโรงพยาบาลที่ต้องจ่ายให้ลุงชดด้วยอีกเล่า "ขวัญไม่มีหรอกค่ะ ที่มี ก็แค่พอจะเก็บเอาไว้ใช้จ่าย ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเงินเดือนของคนที่นี่ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ด้วย" ​

สุรทินส่ายหน้าด้วยความไม่เข้าใจ และไม่เชื่อ พลางบอกไปอีกว่า "เฮ้ย! ก็แค่ยืม ไม่ได้มาเอาไปเฉย ๆ เดี๋ยวแม่รำพึงเขาได้มา เขาบอกว่าจะเอามาใช้คืนให้เอง ขอล่ะ...หลานอย่ามายึกยักน่า..."

พะนอขวัญส่ายหน้าอีกครั้ง "ไม่ได้ยึกยัก แต่ขวัญให้ไม่ได้จริงๆ ค่ะ" 

"หรือจะให้แม่รำพึงของเราตามมาเอาเอง" สุรทินขู่อีก คราวนี้เอามารดาของอีกฝ่ายมาใช้อ้างด้วย แน่นอนว่าพะนอขวัญย่อมบ่ายเบี่ยงลำบาก เพราะหล่อนเกรงกลัวผู้เป็นแม่อยู่ไม่น้อย

"แต่..." พะนอขวัญอยากร้องไห้ขึ้น ยามเห็นนิ้วกร้านทั้งห้าของอีกฝ่ายได้ยื่นมากระดิก เพื่อประกอบการขอเงินอีก   คิดไปคิดมาแม้หล่อนไม่ให้อีกฝ่ายในตอนนี้ แต่เดี๋ยวถ้าคุณแม่หล่อนมาเองจริง ๆ  หล่อนก็ต้องเอาเงินมาให้จนได้ 

หญิงสาวยืนกล้ำกลืนความเจ็บปวด ฝืนกัดฟันว่าอย่างเจ็บซ้ำ "งั้น ... รอขวัญอยู่ตรงนี้ แต่ ลุงจะต้องเอามาคืนขวัญจริง ๆ นะคะ"

"รู้แล้วน่า!"  สุรทินรับปากส่งเดช แล้วยิ้มออกมาด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง 

พะนอขวัญจึงถอนหายใจแรง ๆ หล่อนหมุนตัวจะเดินกลับขึิ้นห้องนอน  จังหวะหนึ่งได้เงยหน้าขึ้นมาสบตากับนายใบ้ เห็นเขาทอดลงมองหล่อนด้วยความสงสารและเห็นใจอยู่  แล้วหล่อนก็รีบเดินกลับขึ้นไปยังชั้นบน และกลับลงมาอีกครั้งด้วยเงินตามจำนวนที่อีกฝ่ายต้องการ

ครั้นได้เงินไปแล้ว สุรทินก็ยอมจากไปเพื่อไปเล่นการพนันต่อ โดยมีสายตาของหญิงสาวมองตามหลังอีกฝ่ายไปด้วย

จากนั้นหล่อนก็ค่อย ๆ ทรุดลงนั่งบนพื้นอย่างช้า ๆ คล้ายหมดเรี่ยวแรง พลางพึมพำอีกว่า  "ถ้าลุงทินไม่เอาเงินมาให้ฉัน แล้วค่าหมอ กับค่าโรงพยาบาลของลุงชด ฉันจะเอาจากที่ไหนมาจ่ายให้"

ดรันทน ดูสถานการณ์ตรงหน้าด้วยความอึดอัด คิดตามอย่างรวดเร็วเพื่อหาลู่ทางที่จะช่วยพะนอขวัญอีกทาง!

.

ดรันตื่นแต้เช้า ความจริงจะเรียกว่าตื่นไม่ได้ ต้องเรียกว่า เมื่อคืนเขาแทบนอนไม่หลับเสียด้วยซ้ำ ครุ่นคิดอยู่กับเรื่องของพะนอขวัญ เพราะกรรมบ้าบออะไรก็ไม่รู้ที่ดลให้เขาต้องตกมาอยู่ในสภาพของนายใบ้ อยากจะช่วยหล่อน พูดคุยก็ทำไม่ได้ จึงคิดมาทั้งคืนว่าจะรีบกลับไปจัดการบางเรื่องที่บ้านอาจณรงค์เสีย 

ครั้นสว่างแล้วจึงลุกมาล้างหน้าล้างตา เก็บที่นอนหมอนมุ้งให้เรียบร้อย รอจนกระทั่งให้หญิงสาวลงจากชั้นบนมา จะร่ำลาหล่อนเพื่อขอกลับก่อน  แต่ยามที่ได้เห็นใบหน้าอันหมองตรมของหญิงสาวที่มายืนตรงหน้า ก็ทำให้ดรันเปลี่ยนใจรอดูท่าทีของหล่อนก่อน อีกทั้งทั้งสองมือของหล่อนก็เหมือนกุมอะไรบางอย่างเอาไว้ด้วย

ดรันเข้าไปยืนตรงหน้า พลางทำท่าทางตักข้าวเข้าปาก หญิงสาวอ่านภาษากายนี้ออก จึงบอกกลับเรียบ ๆ ว่า

"ฉันยังไม่หิว และเดี๋ยวจะรีบไปหาป้าช้อยและลุงชดที่โรงพยาบาลด้วย ใบ้อยากไปมั้ย"

ดรันนิ่งก่อนจำพยักหน้า แล้วหลุบตามองของบางอย่างในมือทั้งสองของหล่อน พะนอขวัญเองก็เผลอหลุบมองตาม แล้วจึงแบมือออกให้ชายหนุ่มดู

เป็นสร้อยทองพร้อมพระเครื่องเลื่อมทององค์หนึ่ง  ดรันโคลงศีรษะไปมาอย่างไม่ค่อยแน่ใจมากนัก แต่เขาก็ยังสัมผัสได้ลาง ๆ ว่าหญิงสาวกำลังคิด จะทำอะไรบางอย่างกับสิ่งที่อยู่ในมือ

พะนอขวัญถอนหายใจ เอ่ยไปว่า "เงินที่ลุงทินมาเอาไป ฉันทำใจไว้แล้วว่าคงไม่ได้คืนแน่ ๆ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ กำลังตามมา อีกอย่างค่ารักษาลุงชด..."

"แบะ ๆ!"  ดรันพยายามส่งเสียง ส่ายหน้าทำนองว่า ไม่อยากให้หญิงสาวทำแบบนั้น แต่เขาก็พูดกับหล่อนไม่ได้อีก!

พะนอขวัญส่ายหน้า กล้ำกลืนว่าไปอีก "แม้จะเป็นสร้อยพระที่...คุณพ่อได้ถอดให้ฉันเก็บรักษาไว้ แต่มันไม่มีทางอื่นแล้วล่ะใบ้" แล้วจึงถอนหายใจน้ำตกจนได้ ก่อนจะเดินผ่านร่างสูงไปอย่างรวดเร็ว

ดรันเกาศีรษะอย่างยุ่งยาก หล่อนจะเอาของชิ้นสำคัญของชีวิตไปขายไม่ได้ เขาจึงวิ่งเข้าไปขวาง พลางส่ายหน้า ยกสองมือขึ้นมาห้ามอีก

"มันไม่มีทางอื่นแล้วล่ะใบ้ ของมีค่าอื่น ๆ ก็ไม่มีแล้ว เหลือชิ้นนี้ชิ้นเดียวแล้ว" พะนอขวัญบอกอย่างเด็ดเดี่ยว จากนั้นจึงเดินตรงไปหยิบรองเท้าขึ้นมาสวม ก่อนจะลงจากเรือนไปอย่างรวดเร็ว 

ดรันต้องวิ่งตามหล่อนออกไปอย่างนั้น อย่างน้อยก็ตามไปเพื่อให้เห็นว่า หญิงสาวเอาสร้อยทองเส้นนั้นไปขายที่ร้านไหน!

และหลังจากเดินเข้าร้านทองเพื่อนำสร้อยทองเส้นสุดท้ายที่หล่อนมีไปขาย หญิงสาวก็เดินออกมาจากร้าน พลางเหลียวมองหานายใบ้ที่เห็นเดินตามหล่อนมาตลอด แต่ตอนนี้ เขาหายไปไหนแล้ว หล่อนจึงรออยู่สักพักแต่ก็ไม่เห็นเงาของเขา คิดว่าเขาคงกลับไปแล้วจึงได้นั่งสามล้อแล้วมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลต่อทันที


.

เนื้อเรื่องดูยืด ๆ ไปป่าวคะ พยายามจะเขียนให้มีความสมเหตุสมผลที่ดรันจะยอมเปิดเผยตัวตนเพื่อแลกกับการถูกนางเอกโกรธและเกลียด หึ่ยยย  ถามว่าพูดอย่างนี้แสดงว่า… ค่ะ แน่นอนค่ะ  ไม่นานละ แต่จะออกมาในรูปแบบไหนลองวาดภาพในหัวตามไปด้วยนะคะ อึดอัดเนอะ… ^^"

และนี่ยอมตัดมายั่วกันก่อน จะบอกว่าคุณรันภาคคุณรันจริง ๆ ไม่ใช่นายใบ้ น่ารักแบบน่าทุบ น่าหยิกขนาดไหน!

'เมื่อคนบ้าใบ้ กลายมาเป็นคนบ้าบอ สุดท้ายก็กลายมาเป็นคนเจ้าเล่ห์…

คนเจ้าเล่ห์ที่แต่ละวันก็แสร้งบ่นปวดหลังบ้าง ปวดบั้นเอวบ้างล่ะ พลอยให้คนภายในบ้านอาจณรงค์จินตนาการล้ำลึกไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ร้อนถึงหล่อนที่ถูกสายตายิ้มขันขวยเขินมอง

รู้...ว่าเขาแกล้งที่จะทำให้คนอื่นตีความไปผิด ๆ  จนคนที่นอนร่วมห้อง ร่วมเตียงเดียวกันกับเขา ก็พลอยร้อนวูบวาบไปด้วยทุกครั้งที่มีคนคิดไปในทางนั้น!

คนเจ้าเล่ห์ เขาไม่ร้อนตัวเลยหรือ แต่คงจงใจจะให้หล่อนร้อนตัวแทนล่ะมากกว่า หากมีมนต์ใดศักดิ์สิทธิ์พอ หล่อนก็ขอร่ายมนต์นั้นให้เขากลายกลับไปเป็นนายใบ้เหมือนเดิมเลยเชียว!'

'

ป.ล. ค่าเงิน พันสองพัน สมัยก่อนถือว่าเยอะพอสมควรนะเคอะ  ถามว่ารู้ได้ไง สอบถามเอาจากรุ่นปู่ย่าตายายอ่ะ กร้ากกกกก…



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น