Tastsu

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 20k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 25 พ.ค. 2562 21:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่1
แบบอักษร

“วันนี้พี่ของผมสวยที่สุดในโลกเลยครับ”

 

“ขอบใจนะบัว”

 

ผมยิ้ม เพราะวันนี้พี่สาวครอบครัวเพียงคนเดียวของผมกำลังจะแต่งงาน จะไม่ให้ผมดีใจจนน้ำตาซึมได้ยังไง พี่ที่เลี้ยงผมมาคนเดียวหลายปีวันนี้จะได้มีความสุขแล้ว

 

“อย่าร้องไห้สิ”

 

“ก็ผมดีใจนี่ครับ”

 

ก๊อกๆ เสียงเคาะประตูทำให้ผมรีบเช็ดน้ำตา

 

“เข้ามาได้ค่ะ”

 

ชายวัยห้าสิบปีในชุดเจ้าบ่าวก้าวเข้ามาในห้อง ใบหน้านั้นยิ้มอย่างยินดีที่เห็นพี่ในชุดเจ้าสาวแสนสวย คุณชาติชายเป็นคนมีอายุแล้วทั้งฐานะยังเป็นถึงเศรษฐี ดังนั้นการแต่งงานครั้งนี้จึงมีหลายคนที่พูดไปในทางไม่ดี โดยเฉพาะเรื่องที่พี่สาวของผมกำลังคิดเกาะเขากิน

 

ผมในฐานะน้องชายแม้โกรธแค้นแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากก้มหน้านิ่งๆ รับคำพูดเหล่านั้น ถ้าทำได้อยากให้พวกเขามาด่าผมแทนมากกว่า พี่สาวผมไม่ได้ทำอะไรผิดเลย และความรักของพวกเขาสองคนนั้นเป็นความรักที่จริงใจไม่ใช่ความรักที่เห็นแก่เงินทองแน่นอน พี่สาวผมไม่ได้มีความคิดเลวทรามเหมือนที่พวกเขาพยายามใส่ร้าย

 

แต่ว่าคนนอกนั้นยังไม่น่าหนักใจเท่าคนในครอบครัว นั่นเพราะลูกชายของคุณชาติชายหรือก็คือคุณเอกอนันต์ที่ค้านหัวชนฝาขัดขวางความรักของทั้งสอง ถึงขนาดด่าว่าพี่ผมเป็นโสเภณีข้างทางไม่ยอมให้เข้าบ้านเด็ดขาด 

 

“บัว เดี๋ยวพี่กับคุณชาติชายจะไปรับแขกนะ บัวจะไปกับพี่เลยไหม”

 

“เอ่อ…ผมขออยู่ในห้องก่อนดีกว่าครับ”

 

พี่เขมรับคำแล้วกอดแขนคุณชาติชายออกไปพร้อมกัน งานเเบบนี้ผมไม่ถนัดนักโดยเฉพาะสถานที่ที่หรูอลังการจัดในโรงแรมใหญ่เเบบนี้ ที่ผมเคยเห็นงานแต่งก็แค่กินโต๊ะจีนทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่จัดในโรงแรมและมีแขกระดับสูงร่วมงาน ผมถอนหายใจและนั่งนิ่งมองกระจกที่กำลังสะท้อนใบหน้าตัวเอง

 

เสียงเปิดประตูเเละภาพของคนที่สะท้อนจากด้านหลังทำให้ผมหันไปมองรีบลุกยืนทันทีเพราะเป็นคุณเอกอนันต์ที่เข้ามา ท่าทางที่เดินไม่ค่อยตรงและได้กลิ่นเหล้านั้นทำให้ผมรู้สึกไม่ดีนักจนต้องยืนให้อยู่ห่างพอสมควร

 

“คุณเอกอนันต์ คุณเมาเหรอ” 

 

“ฉันไม่ได้เมา”

 

“แต่ผมว่าคุณเมา คุณ…คุณกลับบ้านไปเถอะ”

 

“กลับบ้านเหรอ ไล่ฉันกลับบ้านแล้วพี่นายจะได้แต่งงานอย่างสะดวกใช่ไหม” เขาค่อยๆ เดินมาใกล้มากขึ้น ผมก็เลี่ยงแต่ว่าหลังติดกำแพงแล้ว

 

แขนข้างหนึ่งของเขายันกำแพงกั้นตัวผมไม่ให้ออกไปได้ ส่วนอีกมือก็จับที่คางของผม

 

“พวกนายสองพี่น้องคิดจะมาหลอกพ่อฉันหรือไงฮะ! อยากได้สมบัติจนตัวสั่นเลยล่ะสิ บอกไว้ก่อนว่าตราบใดที่ฉันยังอยู่ อย่าได้หวัง!!”

 

“อื้อ!” เขาบีบคางผมจนเจ็บ แววตาก็เต็มไปด้วยความโกรธ

 

“รู้หรือเปล่าว่าพี่สาวนายทำอะไรไว้บ้าง ตอนที่แม่ฉันยังอยู่!”

 

ผมใช้สองมือผลักเขาออก แต่คนเมาก็ยังยืนมั่นไม่เซล้ม แขนที่ยันกำแพงเปลี่ยนมาจับมือของผมข้างหนึ่งตรึงกับกำแพงไว้

 

“ทำไม ทนฟังสิ่งที่พี่สาวตัวเองทำไมได้หรือไง อ้อ ฉันลืมไปว่าคงร่วมมือกันเลยทนฟังความเลวของตัวเองไม่ได้”

 

“คุณพูดอะไรของคุณ อย่ามาใส่ร้ายพวกเราไปมากกว่านี้นะ!” ผมพยายามดิ้นหลุดจากท่าทางเหล่านี้เเละเหมือนเขาจะโกรธมากเมื่อผมพูดตอบกลับออกไป

 

“กูใส่ร้ายอะไรพวกมึง! พวกมึงมันเลว พี่มึงเป็นเมียน้อยพ่อกู จนแม่กูตรอมใจจนตาย!”

 

ผมเม้มปาก “ไม่จริง! พี่ผมไม่ใช่เมียน้อย แม่ของคุณตายไปก่อนที่พวกเขาจะรักกันซะอีก”

 

“ฮะๆ ๆ ห้าเดือน! แม่กูตายห้าเดือน พี่มึงก็แต่งงานเลย นี่เหรอวะที่ไม่ใช่เมียน้อย”

 

ผมจ้องคนที่มองผมตาขวาง ผมจะไม่ยอมให้เขาว่าพี่สาวผมไปมากกว่านี้แล้ว จริงอยู่ที่แม่ของคุณเอกอนันต์เสียไปเพียง 5 เดือน พี่ผมก็แต่งงานแต่ว่า…

 

“ความรักไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลา แต่ขึ้นอยู่กับคนสองคนต่างหาก!”

 

“หึ พูดแก้ตัวได้น้ำเน่าดีนี่”

 

“อะ..เอ่อ คุณบัว….”

 

เสียงเรียกตรงประตูทำให้เราสองคนหันไปมอง เป็นแม่บ้านของตระกูลอคัมไลวัลหรือก็คือตระกูลของคนที่กำลังใช้กำลังกับผม เขาละมือออกและเดินออกไปอย่างหัวเสียทันที

 

“เกิดอะไรขึ้นคะคุณบัว คุณเอก ทำอะไรคุณหรือเปล่าคะ”

 

“ไม่ครับ…เขาแค่…เมา”

 

ผมจับคางตัวเองที่เจ็บแต่ว่าคงทำอะไรมากไม่ได้นอกจากถอนหายใจเท่านั้น

 

งานแต่งของพี่และคุณชาติชายผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ส่วนผมที่คิดจะใช้ชีวิตคนเดียวต้องหยุดความคิดทันทีเมื่อพี่เขมขอร้องให้ไปอยู่บ้านด้วยกัน แน่นอนผมปฏิเสธ ผมเป็นเเค่คนนอก

 

“คุณชาติชายเขายินดีให้บัวไปอยู่ด้วยนะ”

 

ผมนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเเล้วส่ายหน้า

 

“แต่ผมไม่อยากรบกวนนะครับ…ผมไม่อยากให้พี่ดูแลผมอีกแล้ว…พี่เหนื่อยมามาก”

 

“ทำไมพูดแบบนี้ล่ะเราเป็นพี่น้องกันนะ แล้วก็เหลือกันอยู่แค่สองคนเท่านั้น พี่ไม่อยากให้บัวอยู่คนเดียว น้องพี่สวยขนาดนี้พี่เป็นห่วงนอนไม่หลับแน่ๆ”

 

“โธ่ พี่เขม ผมเป็นผู้ชายนะ”

 

“แต่ร่างกายส่วนหนึ่งไม่ใช่”

 

คำพูดของพี่เขมทำให้ผมหยุดกวาดห้องเช่าทันที เพราะร่างกายผมส่วนหนึ่งไม่ใช่ผู้ชาย ผมมีมดลูกอยู่ในร่างกายเกาะอยู่ที่ลำไส้ พวกเรารู้เมื่อไปหาหมอเพราะมีเลือดออกมาจากก้นเเต่ผมไม่เเน่ใจว่าเเม่จะรู้เรื่องนี้หรือเปล่า ตอนนั้นผมคิดว่าตัวเองเป็นคนแปลก คนพิการ ผิดปกติ ร้องไห้ตั้งหลายวันกว่าจะสงบสติอารมณ์ได้ ตั้งแต่วันนั้นผมก็ระวังตัวเองตลอด

 

ผมไม่อยากไปเลยจริงๆ ไม่อยากอยู่ใกล้เขา อยากอยู่ห่างๆ เเต่พอมองสายตาของพี่เขมยามนี้ก็ต้องเริ่มใจอ่อน

 

“แล้ว….เขายอมเหรอครับ”

 

“เขา..ใครเหรอ”

 

“ก็…คุณเอกอนันต์”

 

พี่เขมหน้าถอดสีทันที “ไม่เป็นไรหรอก…แค่คุณชาติชายไม่ว่าอะไรก็พอแล้ว ส่วนคุณเอกเราไม่ยุ่งเกี่ยวกับเขาก็พอ”

 

“แต่ห้องเช่าใหม่ก็จ่ายค่ามัดจำไปแล้วด้วย”

 

“ก็ไม่เห็นเป็นไร”

 

“แต่ว่าเงิน…”

 

“ถือว่าพี่ขอร้องนะ….พี่เหงา…และพี่ก็กลัวด้วย….บอกตามตรงพี่กลัวคุณเอกและไม่คุ้นชินกับการอยู่บ้านคนอื่นแม้จะเป็นบ้านคุณชาติชายก็ตามอย่างน้อยมีบัวอยู่เป็นเพื่อนพี่จะได้สบายใจ”

 

ผมก้มหน้าในใจปั่นป่วนคิดหนัก

 

"เอ่อ...ถ้าบัวไม่สบายใจ..."

 

หากเป็นก่อนหน้านี้คงปฏิเสธทันที แต่ว่าผมคงยอมให้พี่อยู่คนเดียวในบ้านหลังนั้นไม่ได้ เพราะเเม้งานเเต่งจะผ่านมาสองวันเเล้วความน่ากลัวของเขาที่ทำกับผมวันนั้นยังจำได้ดี หากเขาทำแบบนั้นกับพี่เขมผมคงทนไม่ได้แน่ๆ นั่นสิผมต้องปกป้องพี่จะไม่ให้ใครรังแกทั้งนั้น

 

“ก็ได้ครับ…ผมจะไป”

 

พี่เขมยิ้มทันที “ขอบใจบัวมากเลยนะ”

 

ผมก็ยิ้มเล็กน้อย แล้วบอกว่าอย่าขอบใจผมเลยเราเป็นพี่น้องกันนี่

 

วันนั้นแทนที่ผมจะย้ายเข้าห้องเช่าใหม่ซึ่งอยู่ใกล้ที่ทำงาน กลับต้องย้ายเข้าไปในบ้านแทน เมื่อเท้าเหยียบเข้ามาในบ้านที่ระดับคฤหาสน์ ผมก็ต้องตาค้างอย่างตื่นตาตื่นใจ กระเป๋าเก่าๆ ของผมสองใบถูกพี่ผู้ชายสองคนหิ้วขึ้นไปยังชั้นสอง ส่วนตัวผมก็มองความโอ่อ่าของตัวบ้านจนแทบลืมคนรอบข้าง

 

“บัว…”

 

“คะ..ครับ”

 

“ไปดูห้องกันเถอะ”

 

ผมก็พยักหน้าและเดินตามพี่เขมไป พี่เขมบอกว่าตอนนี้คุณชาติชายไม่อยู่เพราะไปบริษัท ผมเองรู้เพียงคร่าวๆ ว่าบริษัทเขาทำงานเกี่ยวกับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น

 

เมื่อประตูห้องเปิดออก ผมก็มองอย่างยินดีเพราะใหญ่กว่าห้องเช่าที่ผมอยู่หลายเท่า ถ้าให้เทียบคงประมาณบ้านเช่าหลังย่อมๆ หลังหนึ่งเลย เตียงก็กว้างกลิ้งสามสี่ตลบถึงจะตกเตียง มีห้องน้ำในตัวอีกต่างหาก

 

“ชอบไหม”

 

ผมรีบพยักหน้า “ครับ”

 

พี่เขมยิ้มแล้วเข้ามากอดผม “บัวฟังพี่นะต่อไปนี้พี่จะดูแลบัวเอง ไม่ต้องลำบากเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วนะ”

 

“ผมก็จะดูแลพี่เหมือนกันครับ”

 

เราเหลือกันอยู่สองพี่น้อง พ่อกับแม่เสียชีวิตตั้งแต่เรายังอายุเพียงไม่กี่สิบปี พี่เขมดูเเลผมมาตลอด พอมาวันนี้เห็นพี่มีความสุขผมก็ยินด้วยและแน่นอนว่าจะไม่ให้ใครขัดขวางความสุขของพี่เด็ดขาด ผมจะต้องลุกขึ้นสู้บ้างจะหัวอ่อนเหมือนที่แล้วมาไม่ได้

 

ตอนเย็นคุณชาติชายกลับมาบ้าน เราสามคนนั่งทานข้าว แต่ผมยังไม่เห็นคุณเอกอนันต์เลย แต่ไม่ต้องถามถึงคุณชาติชายก็บ่นให้ฟังแล้ว

 

“งานการไม่ทำ เอาแต่เที่ยวผู้หญิง วันนี้มันคงไปค้างที่ไหนสักแห่ง”

 

“ใจเย็นๆ นะคะ คุณเอกอาจไปทำธุระ”

 

“มันจะมีธุระอะไร ผมรู้จักมันดี ไม่นอนกับผู้หญิงก็เมาหัวราน้ำ อายุ 25 แล้ว แต่ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย เมื่อก่อนยังกระตือรือร้นแต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้เป็นอะไรของมัน” ผมพอได้ฟังต้องลอบคิดหรือที่เขาเปลี่ยนไปจะเป็นเพราะพี่

 

หลังทานข้าว ผมจึงขึ้นไปยังห้องนอนตัวเองพลางยืนเหม่อมองทางหน้าต่าง ผมไม่รู้ว่าต่อจากนี้ไปตัวเองจะมีความสุขหรือเปล่าแต่ว่าหากพี่มีความสุขผมก็มีความสุข

 

เสียงโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าดังขึ้น เมื่อกดรับสายเป็นรุ่นพี่ที่เคยรู้จักกันสมัยผมเรียนมัธยมปลาย และตอนนี้เขาเป็นเจ้าของร้านอาหารที่ผมทำงานอยู่

 

“ฮัลโหล พี่เอ้”

 

“บัว…ห้องใหม่เป็นยังไงบ้าง…พี่กำลังจะขับรถไปหา”

 

“โธ่ ผมลืมเลย! พี่เอ้ผมขอโทษนะ..ผมลืมบอกพี่เลยว่าไม่ได้อยู่ห้องเช่าแล้ว”

 

“อ้าว…ทำไมล่ะ”

 

“คือตอนนี้ผมมาอยู่บ้านกับพี่เขมน่ะครับ”

 

“งั้นเหรอ”

 

“ขอโทษนะครับที่ไม่ได้บอก”

 

“ไม่เป็นไรๆ ดีแล้วเพราะอยู่ที่ห้องเช่าคนเดียวมันอันตราย ว่าแต่ให้พี่ไปหาได้ไหม”

 

“คือว่ายังไม่มาได้ไหมครับ ไม่ใช่ผมไม่อยากให้มานะครับ คือเพราะบ้านนี้ไม่ใช่บ้านของผม เลยเกรงใจเขา”

 

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งแล้วตอบกลับอย่างอบอุ่นเหมือนทุกครั้ง

 

“พี่เข้าใจถ้าอย่างนั้นเจอกันพรุ่งนี้นะ”

 

“ครับ”

 

ผมวางโทรศัพท์แล้วยืดเส้นสายเล็กน้อยหวังว่าชีวิตต่อจากนี้จะราบรื่น

 

………………

 

แกร็กๆ เสียงเหมือนบางอย่างกำลังจับลูกบิดประตูด้านนอก ทำให้ผมที่นอนหลับต้องตื่น พลางขยี้ตามองท่ามกลางความมืดเพื่อไปยังบานประตู นอนฟังเสียงจึงแน่ใจว่ามีบางอย่างอยู่ด้านนอกคล้ายกำลังจะเข้ามาในห้อง

 

ตอนแรกคิดว่าเป็นขโมยแต่พอนึกได้ว่าตอนนี้ผมไม่ได้อยู่ที่ห้องเช่าแล้วจึงเบาใจและเปลี่ยนความคิด เปิดโคมไฟพลางมองนาฬิกาที่หัวเตียงบ่งบอกเวลาเที่ยงคืน ยิ่งแปลกใจไปอีกแต่อาจมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็เป็นได้ ดังนั้นผมจึงตัดสินใจลุกเดินไปยังประตู

 

"ใครครับ.."

 

เเกร็กๆๆ ผมนิ่วหน้าไม่มีเสียงตอบรับเเต่ยังมีเสียงจับลูกบิดประตูด้านนอก

 

ผมค่อยๆ เปิดออกเเละเเทบผงะเมื่อประตูถูกผลักเข้ามาเเละคนที่ทำเช่นนั้นคือ...

 

“คุณเอกอนันต์”

 

กลิ่นเหล้านั้นฉุนจนผมต้องขมวดคิ้ว เขาเหมือนมองไม่เห็นผม แล้วเดินเซเข้าไปในห้อง พอถึงเตียงก็ทิ้งตัวนอนทันที ผมก็ยืนงงๆ และรีบเปิดไฟในห้องทันที ตอนนี้เขานอนคว่ำหน้าแผ่กลางเตียงเหมือนกับว่าเป็นเตียงของตัวเอง

 

ผมก็ได้แต่ยืนนิ่งอึ้งพอได้สติก็รีบเรียก

 

“คุณเอกอนันต์ คุณเอกอนันต์!”

 

ท่าทางจะหลับไปแล้ว กลิ่นเหล้านั้นผสมด้วยกลิ่นอาเจียนจนผมแทบจะทนไม่ไหว จะลงไปเรียกให้คนอื่นมาช่วยแบกเขากลับไปที่ห้องแต่ก็ไม่อยากรบกวน

 

“นี่ไม่ใช่ห้องคุณนะ”

 

ผมจิ้มนิ้วไปบนแผ่นหลังของเขาแล้วค่อยๆ สะกิดเรียก แต่ดูท่าคงจะไม่ได้ผล ตอนนี้ผมง่วงมากๆ อีกอย่างต้องนั่งรถไปทำงานแต่เช้าด้วย ที่นี่ไกลจากที่ทำงานผมพอสมควร

 

ผมถอนหายใจเลยตัดสินใจหยิบหมอนมานอนที่พื้น แม้จะอาลัยผ้าห่มเพราะอีกฝ่ายนอนทับ แต่ก็ทำเพียงแอบบ่นคนที่มาแย่งเตียงในใจ แต่ไม่นานก็ปิดไฟแล้วหลับ ไม่สนใจคนที่นอนอีก

 

…………………..

 

สิ่งแรกที่เอกอนันต์รู้สึกหลังตื่นขึ้นมาคืออาการปวดหัวจนแทบจะแตก เขาค่อยๆ ขยับตัวและใช้มือกุมหัว พร้อมกับใช้มืออีกข้างยันตัวลุกนั่ง สะบัดความมึนงง พลางนึกถึงเรื่องเมื่อคืน เขานั้นไปเที่ยวกับเพื่อนจนเมาหัวราน้ำ จากนั้นก็ไปซื้อผู้หญิงมานอนสองคน แล้วก็กลับบ้าน

 

“คุณตื่นแล้วเหรอ”

 

เสียงที่เอ่ยถาม ทำให้เขาหันไปมอง เห็นบัวในชุดผ้าคลุมยืนอยู่หน้าห้องน้ำ เส้นผมที่เปียกและมีน้ำบางส่วนไหลลงมายังต้นคอ เผลอดึงดูดสายตาของเอกอนันต์ชั่วขณะ แต่แล้วดวงตาก็เปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว

 

“เข้ามาที่ห้องฉันทำไม”

 

บัวเมื่อได้ยินต้องขมวดคิ้ว

 

“ฉันถามว่าเข้ามาในห้องฉันทำไม แล้วยังอยู่ในสภาพนี้อีก” เขาค่อยๆ ลุกยืนแต่ก็เซเล็กน้อยเพราะยังไม่สร่างเมาแต่ก็เดินไปถึงเป้าหมายที่ยังยืนหน้าห้องน้ำอย่างไม่เข้าใจ

 

“จะทำตัวเหมือนพี่สาวตัวเองหรือไง อยากได้ฉันจนตัวสั่นถึงขนาดมาอ่อยถึงห้องเลยงั้นเหรอฮะ! บอกไว้ก่อนว่าฉันไม่เอาผู้ชาย!”

 

คำที่พูดออกมาทั้งดูถูกพี่และดูถูกตัวเองทำให้บัวหงุดหงิดและผลักอีกฝ่ายให้ถอยห่างแต่ก็เพียงเล็กน้อยเพราะเอกอนันต์ยังรั้นที่จะเดินเข้าใกล้จนเกือบชิด

 

“ผมเหม็นเหล้าและอ้วกของคุณ” เขาจะเดินเลี่ยงแต่คนที่ถูกว่ากลับจับที่ข้อมือ

 

“จะไปไหน ทำไมไม่ตอบ!”

 

“นี่คุณเอก คุณแยกห้องไม่ออกเหรอว่านี่คือห้องคุณหรือเปล่า”

 

บัวแกะข้อมือออกและมันก็ถูกปล่อยแต่โดยดี เพราะคนถูกถามกำลังชะงักแล้วค่อยๆ หันไปมองรอบห้อง แม้ห้องจะออกแบบเหมือนกันแต่ว่าการตกแต่งย่อมแตกต่าง โดยเฉพาะหัวเตียงคงไม่เรียบร้อยจัดเป็นระเบียบแบบนี้

 

เขาหันมามองบัวอีกครั้งอย่างสงสัยคล้ายจะถาม แต่คนที่อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำทำท่าจะเดินเลี่ยงไปอีกครั้ง เขาจึงจับข้อมือรั้งอีกหนและกระชากให้เข้าหา

 

กลิ่นกายของอีกฝ่ายที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ทำให้เอกอนันต์หยุดการกระทำไปชั่วครู่ เขาไม่รู้ว่าเพราะกลิ่นของเครื่องอาบน้ำหรือกลิ่นอะไรกันแน่ที่โชยมายังจมูกแต่ว่ามันกลับหอมจนน่าหลงใหล แต่เมื่อได้สติเขาก็ผลักบัวจนแผ่นหลังกระแทกประตูห้องน้ำ

 

“อึก”

 

“เมื่อคืนฉันเมาหนัก นายก็เลยพาฉันมาที่ห้องนี้ใช่ไหม”

 

บัวไม่คิดเลยว่าคนที่ตัวใหญ่ตรงหน้าจะมีสมองเล็กกว่าตัวมากขนาดนี้ คิดได้ยังไงว่าเขาจะพาคนที่ไม่อยากอยู่ใกล้มาที่ห้องตัวเองเพื่อแย่งเตียง จนเขาต้องนอนพื้นทั้งคืน ตื่นขึ้นมาก็ปวดหลังอย่างนี้น่ะเหรอ

 

“แล้วทำไมผมต้องทำแบบนั้น”

 

“ก็เพราะต้องการยั่วให้ฉันเกิดความรู้สึกดีๆ ต่อนาย ถึงขนาดทำเป็นเพิ่งอาบน้ำ ใส่ผ้าคลุมให้ดูเย้ายวน” พูดพลางมองต้นคอขาว บัวก็รีบกระชับผ้าคลุมและมองอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ

 

“ผมไม่รู้นะว่าคุณเอาความคิดนี้มาจากไหน แต่ผมไม่ได้คิดอย่างที่คุณพูดแน่นอน ผมเป็นผู้ชายจะยั่วคุณทำไม”

 

“ก็เพื่อสมบัติไง ทั้งพี่ทั้งน้องคงรวมหัวเอาทั้งพ่อทั้งลูก”

 

“คุณเอกอนันต์! อย่าได้ดูถูกเราสองคนไปมากกว่านี้! สมบัติของคุณผมไม่อยากได้แม้แต่เศษเงิน แล้วก็เมื่อคืนคุณเข้ามาที่ห้องผมเอง ผมไม่ได้พาคุณมา”

 

“ปากดี”

 

“ครับผมปากดี เชิญคุณกลับห้องของตัวเองไปได้แล้ว ผมจะแต่งตัว”

 

“แต่งตัวจะไปหาผู้ชายหรือไง”

 

“นี่คุณทำไมถึงพูดแบบนี้ตลอด ผมเองก็มีศักดิ์ศรีนะ แล้วก็เลิกคิดว่าผมจะคิดอะไรกับผู้ชายได้แล้ว”

 

“ก็หน้านายมันน่าให้คิด มันเหมาะกับนอนครางมากกว่า”

 

เพี๊ยะ!

 

ฝ่ามือนั้นตบใบหน้าคนที่พูดให้เสียหายทันที ทั้งที่ความจริงอยากทำมากกว่าตบ เขาคิดอยากจะกำหมัดต่อยด้วยซ้ำแต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงให้อีกฝ่ายเจ็บเล็กน้อย

 

“มึง!”

 

“อึก!”

 

มือหนาของเอกอนันต์บีบเข้าที่ลำคอของบัวทันที แน่นอนว่าฝ่ายที่ถูกบีบพยายามดิ้นรนรีบแกะมือให้ออกอย่างตื่นตระหนก ขาป่ายเพื่อถีบอีกฝ่ายให้ไปพ้นตัว ดวงตาของเอกอนันต์ยามนี้ช่างน่ากลัวจนบัวคิดว่าเขาต้องถูกฆ่าตายแน่ๆ พลันรู้สึกกลัวตายและเป็นห่วงพี่ หากเขาตายพี่จะต้องเจอกับเรื่องโหดร้ายเพียงลำพัง

 

“กลัวหรือไง ไม่ปากดีต่อล่ะ! ทำกูเจ็บมึงต้องเจ็บมากกว่า!”

 

“อึก”

 

นิ้วเพิ่มแรงกดจนบัวหายใจไม่ออกอีกต่อไป อีกไม่กี่วิเขาจะตายแล้ว ขณะที่ภาพตรงหน้ากำลังจะมืดดับ มือของเอกอนันต์ก็ละออก ทำให้บัวถึงกลับทรุดตัวร้องไห้และไออย่างแรง

 

“แค่กๆ ๆ”

 

“กูไม่ปล่อยให้ตายง่ายๆ หรอก มึงต้องเจ็บมากกว่านี้!”

 

พูดแค่นั้นเอกอนันต์ก็เดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้คนที่จับคอตัวเองไออย่างรุนแรง สะอื้นด้วยความเสียใจและหวาดกลัว บัวไม่คิดเลยว่าเอกอนันต์จะน่ากลัวขนาดนี้ เมื่อครู่เกือบถูกฆ่าตายแล้วจริงๆ เช็ดน้ำตาแล้วค่อยๆ ลุกยืนขึ้นอีกครั้งแม้ขาจะสั่นก็ตาม

 

……………………..

 

“จะไปแล้วเหรอคะ ยังไม่ทานข้าวเช้าเลย”

 

“ต้องออกจากบ้านตอนนี้ครับ เดี๋ยวจะไปสาย ข้าวเช้าค่อยไปซื้อกินข้างหน้า” ผมยิ้มทั้งที่จริงผมไม่ได้กินข้าวเช้าหรอก อาจซื้อแค่น้ำเต้าหู้เท่านั้น

 

“ให้ป้าห่อให้ไหมคะ”

 

“ไม่ทันแล้วจริงๆ ครับ แต่พรุ่งนี้ผมขอรบกวนนะครับ” ผมทำหน้าเศร้า

 

ป้าแจ่มก็พยักหน้ายิ้มเเย้ม “เดี๋ยวให้ตาสนไปส่งนะคะ”

 

“ไม่ต้องหรอกครับ ผมขึ้นรถเมล์ไปเองครับ”

 

“แต่ว่าป้ายรถเมล์ต้องเดินไปอีกหลายเมตรเลยนะคะ”

 

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่อยากรบกวน”

 

“รบกวนอะไรคะ คุณบัวเป็นน้องคุณเขมก็ต้องเป็นเจ้านายพวกเรานะคะ”

 

ผมถอนหายใจทำแก้มพองลม

 

“โธ่ ป้าแจ่มผมเป็นแค่คนธรรมดาเท่านั้นเอง อีกอย่างไม่เรียกคุณบัวนะครับ ผมเขิน เรียกบัวก็พอ แล้วก็ไม่ต้องทำเหมือนผมเป็นเจ้านาย มองผมเป็นลูกหลานก็พอ”

 

ป้าแจ่มอึ้งไปพักหนึ่งแล้วยิ้ม “มีหลานแบบนี้ป้ารักตายเลย เอ๊ะ แล้วคอของบัวเป็นอะไร”

 

ผมรีบใช้ปกเสื้อปิด

 

“เอ่อ…คันครับเลยเกา”

 

“อ๋อ”

 

“ผมไปแล้วนะครับ”

 

“แล้วจะกลับกี่โมงคะ”

 

“มาถึงบ้านน่าจะประมาณ 5 โมงเย็นครับ”

 

“ค่ะ เดินทางดีๆ นะคะ”

 

ผมยกมือไหว้แล้วเดินไปยังหน้าประตูรั้ว ถอนหายใจ ทุกคนในบ้านดีต่อผมหมดยกเว้นก็แค่คนใจร้ายคนเดียว ผมจะอยู่บ้านหลังนี้อย่างมีความสุขได้ไหมนะ

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}