Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

พ่ายรักครั้งที่ 9 Good night Kiss

ชื่อตอน : พ่ายรักครั้งที่ 9 Good night Kiss

คำค้น : HEART , Trap , หัวใจพ่ายรัก , โซ่วา , Yaoi , Sameejaejung

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.9k

ความคิดเห็น : 60

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ต.ค. 2561 22:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พ่ายรักครั้งที่ 9 Good night Kiss
แบบอักษร



Part 9# WayoGood night Kiss

เช้าวันจันทร์ต่อมาผมและทุกคนในแผนกก็ต้องเซอร์ไพรส์ เพราะผอ.ประกาศให้ทราบว่ายัยมิ้งได้ย้ายไปฝึกงานที่แผนกอื่นเป็นที่เรียบร้อย ถึงจะบอกว่าเป็นเพราะอยากเรียนรู้งานจากหลายๆ แผนก แต่ใครจะไปเชื่อเพราะปกติยัยนั่นขยันทำงานที่ไหน เอาแต่นั่งเมาท์ นั่งแชท แล้วก็หายใจทิ้งไปวันๆ มากกว่า

“ก็ไม่รู้หรอกนะว่าอีเด็กดอกมิ้งย้ายไปทำไม แต่นางไปได้ก็ดี อย่างนี้ต้องฉลอง!” พี่จ๋าพูดขึ้นเมื่อผอ.เดินเข้าห้องไปแล้ว เท่านั้นแหละเสียงเฮแบบย่อมๆ ก็ดังขึ้นอย่างเกรียวกราว มีแต่ผมกับไอ้พี่โซ่ที่รู้สาเหตุเลยนั่งนิ่งๆ แต่ถึงอย่างนั้นภายในใจก็รู้สึกโล่งเพราะยัยมิ้งคงจะไม่มายุ่งกับพวกเราแล้ว

จะว่าไป ผมรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองลืมเรื่องอะไรไปสักอย่าง แล้วถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นเรื่องสำคัญซะด้วย แต่ไม่ว่าจะคิดเท่าไหร่ผมก็คิดไม่ออก สมองดันคิดออกแต่เรื่องที่ไอ้พี่โซ่สารภาพรักกับจูบผมอย่างเดียวเท่านั้น

บ้าจริง!

ส่วนเรื่องฉลองอย่างที่พี่จ๋าว่านั่นไม่ใช่แค่พูดล้อเล่นขำๆ หรอกนะ เพราะหลังจากเลิกงานพวกเราทั้งแผนก (ยกเว้นผอ.) ก็ไปฉลองกันจริงๆ เพราะงั้นคงไม่ต้องให้ผมบอกหรอกเนอะว่าทุกคนที่แผนกนี้รักยัยมิ้งกันแค่ไหน

“เอ้าชน!!!”

หลังจากนั้นความสงบสุขก็กลับคืนสู่แผนกของพวกผม ส่วนความวุ่นวายก็ตกไปอยู่ที่แผนกจัดซื้อที่ยัยมิ้งไปอยู่แทน แว่วๆ ว่าแม่คุณไปอ่อยผู้ชายแทบจะทั้งแผนก ขยันจริงจริ้งไอ้เรื่องบริหารเสน่ห์ เหมือนกับคนที่นั่งข้างๆ ผมเด๊ะ ขนาดบอกว่ารักผมแล้วยังชอบทำใจดีกับคนอื่นไปทั่วอยู่ได้ ถึงผมจะรู้ก็เถอะว่าไอ้พี่มันเป็นคนมีน้ำใจ แต่มันก็อดที่จะหงุดหงิดไม่ได้นี่นา

“หน้าบูดเชียวนะ เป็นอะไรไปครับ” ไอ้พี่โซ่เดินกลับมานั่งที่โต๊ะ เสียงหล่อไม่พอหน้ายังหล่อด้วยอีกต่างหาก นี่ถ้าหากไอ้พี่มันหล่อน้อยลงกว่านี้ก็ดีสิ พี่สาวแถวนี้จะได้ไปกรี๊ดหนุ่มๆ คนอื่นบ้าง

“เปล่านี่ครับพี่โซ่ ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”

“แต่พี่ว่าไม่น่าใช่นะ เอ...หรือจะเป็นเพราะวาหึงที่เห็นพี่อยู่ใกล้กับผู้หญิงคนอื่น?” ไอ้พี่โซ่ยิ้มกรุ้มกริ่ม ผิดกับผมที่ถึงกับเหวอจนอ้าปากพะงาบๆ

“ผะ...ผมเนี่ยนะหึงพี่?” คนอะไรหลงตัวเองชะมัด!

“หรือวาจะบอกว่าไม่ใช่?”

“มันก็ต้องไม่ใช่แน่นอนสิพี่”

“โกหกแบบนี้เป็นเด็กไม่ดีเลยนะครับ นี่ถ้าอยู่กันสองคนพี่คงจะจูบลงโทษไปแล้ว” ประโยคหลังไอ้พี่โซ่กระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคน เล่นเอาผมถึงกับหูแดงหน้าแดงขึ้นมา

ก็แน่ล่ะสิ ตอนนี้หัวของผมมันร้อนไปหมดแล้ว!

“พี่อย่ามาพูดเหมือนกับว่าผมเป็นแฟนพี่จะได้มั้ยครับ!” ผมเค้นเสียงรอดไรฟัน นี่ถ้าไม่ติดว่ามีคนอื่นอยู่ด้วยนะ ผมวีนแตกโวยวายดังลั่นแน่นอน

“ถ้าเป็นแฟนแล้วแสดงว่าพูดได้ใช่มั้ย ถ้างั้นวาก็ยอมเป็นแฟนพี่สักทีสิครับ” เฮอะ! ได้โอกาสเมื่อไหร่ก็ขอมันตลอดเลยนะ แต่ฝันไปเถอะว่าผมจะยอมง่ายๆ

“ผมยังไม่อยากคิดเรื่องแฟนตอนนี้ อยากโฟกัสที่เรื่องฝึกงานก่อนน่ะครับ”

“โธ่...นี่มันข้ออ้างของพวกดาราชัดๆ” ไอ้พี่โซ่ทำหน้าเซ็ง ส่วนผมก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แต่ก่อนที่จะมีใครพูดอะไรออกมาพี่หัวหน้าก็ตะโกนขึ้นมาซะก่อน

“จ๋า ฟลุค โซ่ วา ผอ.เรียกให้เข้าไปพบในห้อง!”

หืม? ผมกับไอ้พี่โซ่มองหน้ากัน จากนั้นจึงได้หันไปมองพี่ฟลุคแล้วก็พี่จ๋า ซึ่งพวกพี่เขาต่างก็ยักไหล่แล้วก็ส่ายหน้าไปมาอย่างไม่รู้เรื่อง

“พี่ว่าผอ.เรียกพบพวกเราทำไมครับ” ผมแอบถามไอ้พี่โซ่ ตอนนี้ขอสงบศึกก่อนก็แล้วกัน

“ไม่รู้สิ แต่ถ้าให้พี่เดาน่าจะเกี่ยวกับงานด่วนที่พวกเราทำโอทีไปเมื่อวันก่อนล่ะมั้ง”

“อ้อ นั่นสินะครับ”

“พี่ว่าเรารีบไปกันเถอะ” ผมพยักหน้าแล้วลุกขึ้นเดินตามไอ้พี่โซ่เข้าไปในห้องผอ. โดยมีพี่ฟลุคกับพี่จ๋าเดินตามมาติดๆ ถึงแม้ผมจะมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรผิดก็เถอะ แต่พอโดนผู้ใหญ่เรียกพบโดยไม่ได้บอกสาเหตุแบบนี้ ผมเชื่อว่าทุกคนก็ต้องแอบมีวิตกจริตกันบ้างแหละน่า

“เห็นว่าผอ.เรียกพบพวกเราหรอคะ” พี่จ๋าที่อาวุโสที่สุดในนี้พูดขึ้นด้วยท่าทางหวาดหวั่น

“ใช่ เอ้านั่งลงก่อน” พอผอ.พูดอย่างนั้นพวกเราทั้ง 4 คนก็นั่งลงตรงเก้าอี้ แล้วหลังจากที่พวกเรานั่งลงผอ.ก็ยื่นซองสีขาวมาให้

นี่อย่าบอกนะว่า...

“ผอ.จะไล่พวกเราทุกคนออกหรอคะ!” พี่จ๋าพูดขึ้นด้วยความตกใจ ส่วนพี่ฟลุคก็ไม่ต่างกัน ไม่สิ เป็นหนักกว่าพี่จ๋าซะอีก

“ไม่นะครับผอ.! ถ้าผมทำอะไรผิดผมก็พร้อมจะรับผิดชอบทุกอย่าง หรือถ้าผมทำตัวไม่ดีผมก็พร้อมจะปรับปรุงตัว แต่ขออย่างเดียวผอ.อย่าไล่ผมออกเลยนะครับ ผมยังต้องส่งเงินให้แม่ที่บ้านนอก แล้วก็ต้องส่งน้องอีก 3 คนที่ยังเรียนอยู่ด้วยนะครับผอ.” พี่ฟลุคพูดอย่างน้ำตาคลอ ส่วนน้ำเสียงก็สั่นเครือ

เรื่องของพี่ฟลุคที่ได้ยินมันทำให้ผมรู้สึกสะเทือนใจมากจนเกือบจะร้องไห้ออกมา แต่ไอ้พี่โซ่ก็เหลือบตามองบนแล้วเบรกขึ้นซะก่อน

“แม่ที่บ้านนอกอะไร ได้ข่าวว่าอยู่เมืองนอกไม่ใช่เรอะ ส่วนเรื่องน้อง 3 คน ได้ข่าวว่ามึงเป็นลูกคนเดียว” เวรกรรม! เอาความสงสารของผมคืนมา!

 “ไอ้ห่า! ซีนดราม่ากำลังไปได้สวยมึงจะมาขัดกูเพื่อ!” พี่ฟลุคแยกเขี้ยวใส่ไอ้พี่โซ่ จากนั้นก็หันไปยิ้มแห้งๆ ให้กับผอ. “แหะๆ ผมขอโทษนะครับที่โกหก แต่ว่าผมยังไม่อยากถูกไล่ออกนี่นา”

“ไล่ออกอะไร เข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว นี่คือซองโอทีที่ผมบอกจะเพิ่มให้พิเศษต่างหาก” พอได้ยินแบบนั้นพี่ฟลุคก็เบิกตากว้าง จากนั้นก็รีบหยิบซองมาเปิดดู พอเห็นว่าเป็นเงินโอทีจริงๆ ก็รีบหันไปแง่งๆ ใส่พี่จ๋าใหญ่เลย

“พี่จ๋าอะ! ทำผมตกใจหมด!”

“อะไรกันเล่า เห็นเรียกมาพบแถมยังให้ซองขาว มันก็น่าคิดว่าต้องโดนไล่ออกมั้ยล่ะ” พี่จ๋าพูดอย่างอ้อมแอ้มด้วยท่าทางอายๆ

“แต่ถ้าอย่างนั้นผอ.ก็ไม่น่าจะเรียกวาเข้ามาด้วยจริงมั้ยครับ” ประโยคนี้พี่โซ่พูดขึ้น จะว่าไปก็จริงอย่างที่ไอ้พี่มันว่า

“นั่นสินะ พี่ก็ตกใจจนลืมคิดไปเลย” พี่จ๋ายิ้มแห้งๆ พอเรื่องที่คิดว่าใหญ่แต่ดันไม่มีอะไร ทุกคนเลยโล่งใจแล้วก็หัวเราะออกมาอย่างขำๆ รวมทั้งผอ.ก็ด้วย

“เอาล่ะ ผมยังมีอีกเรื่องที่จะแจ้งให้ทราบ อีกเกือบๆ 3 สัปดาห์จะมีงานออกบูธของบริษัทชั้นนำที่เชียงใหม่ มีนักลงทุนเป็นร้อยๆ ที่จะเข้าร่วมงานนี้ ผมที่เห็นศักยภาพของพวกคุณ เลยอยากให้พวกคุณทั้ง 3 คนไปเป็นตัวแทนของบริษัท”

ถ้าผอ.บอกว่า 3 คน งั้นงานนี้คงไม่เกี่ยวกับเด็กฝึกงานอย่างผมล่ะมั้ง แต่ที่เรียกเข้ามาด้วยอาจเป็นเพราะต้องการชมเชยเรื่องงานและให้ซองโอทีเฉยๆ เพราะงั้นผมเลยนั่งฟังเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไร

“จ๋าไปได้ไม่มีปัญหาค่ะ”

“ผมก็เหมือนกัน แต่ไอ้ฟลุคนี่สิครับ...” พอไอ้พี่โซ่พูดแบบนั้นผอ.เลยหันหน้าไปมองพี่ฟลุค ซึ่งตอนนี้กำลังทำหน้าลำบากใจอยู่

“ฟลุคมีปัญหาอะไรรึเปล่า”

“คือ...ผอ.อาจจะจำไม่ได้ แต่ว่าเดือนที่แล้วผมยื่นลาพักร้อน 10 วันเพื่อไปเยี่ยมแม่ที่อเมริกา แล้วมันก็ตรงกับช่วงที่ผอ.จะให้ผมไปเชียงใหม่พอดีน่ะครับ” แหม่ แล้วก็ยังสร้างเรื่องดราม่าว่าต้องส่งเงินให้แม่ที่บ้านนอกอีกเนอะพี่ฟลุค

“เอ...รู้สึกคุ้นๆ อยู่เหมือนกัน แล้วก็ดูเหมือนว่าผมจะอนุมัติด้วยแล้วใช่มั้ย”

“แหะๆ ใช่ครับ ตั๋วเครื่องบินผมก็จองไปแล้วด้วย” ลองเป็นแบบนี้ ถ้าผอ.คิดจะให้พี่ฟลุคทิ้งตั๋วอเมริกาแล้วไปเชียงใหม่ให้ได้ก็คงจะใจร้ายเกินไปแล้วล่ะ แต่ก็นะ เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวอะไรกับผม บุญพี่แกมีแต่อาจจะกรรมบังก็ได้ใครจะไปรู้

แต่หืม? ทำไมผอ.ต้องมองมาทางผมด้วย?

“เอ่อ...ผอ.มีอะไรกับผมรึเปล่าครับ” ไม่นะ มันต้องไม่ใช่อย่างที่ผมคิด

“ถ้าผมอยากให้วาไปแทนฟลุค วาสะดวกไปรึเปล่า” นั่นไง! ผมกะแล้วเชียว!

“เอ่อ...ตัวผมเองไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอกครับ แต่คนที่มีปัญหาน่าจะเป็นพี่ชายของผมมากกว่า คือพี่เขาค่อนข้างจะหวงผมมากน่ะครับ” เอาพี่ภูมาอ้างซะเลย ถ้าบอกว่าตัวเองไม่อยากไปมันก็จะดูไม่ดี เผลอๆ อาจจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาจ้างงานหลังฝึกงานจบก็ได้

ถามว่าทำไมผมถึงไม่อยากไปทำงานนี้ที่เชียงใหม่?

นั่นก็เป็นเพราะว่าผมต้องได้นอนห้องเดียวกับไอ้พี่โซ่น่ะสิ!

เรื่องนี้ต่อให้ไม่ต้องมีใครบอกแต่ก็เป็นเรื่องที่พอจะเดาได้อยู่แล้ว ถึงบริษัทนี้จะค่อนข้างป๋ากับพนักงานก็เถอะ แต่ก็คงไม่ป๋าขนาดที่จะให้พนักงานนอนกันคนละห้องในโรงแรมหรูหรอกจริงมั้ย

“ได้ร่วมเตียงเคียงหมอนพี่ ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวเลยนี่ครับ” ไอ้พี่โซ่แอบขยับมาใกล้แล้วกระซิบที่ข้างหูของผม

“ก็เพราะมีพี่อยู่ด้วยน่ะสิครับมันถึงได้น่ากลัว” ผมถลึงตาใส่ไอ้พี่มัน จากนั้นก็หันไปยิ้มให้ผอ.

“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมจะฝากส่งหนังสือไปขออนุญาตกับพี่ชายวาก็แล้วกัน”

“ได้เลยครับผอ.” ฝากมาเลยไม่มีปัญหา แต่หนังสืออย่าฝันเลยว่ามันจะไปถึงมือพี่ภู เผาวอดแน่นอนสิครัชงานนี้! (คงไม่ต้องบอกเนอะว่าพี่คนไหนเสี้ยมสอนผมมา)

“แต่ผมคิดว่าอาจจะช้าเกินไป ผอ.ไม่ลองโทรติดต่อพี่ชายของวาโดยตรงเลยล่ะครับ” บ้าเจรง! นี่ไอ้พี่โซ่อ่านใจผมได้รึไงถึงได้ทำลายแผนการของผมแบบนี้!

“ก็ดีเหมือนกันนะ” อย่าไปเออออตามไอ้พี่มันสิครับผอ.!

“ต่อสายหาพี่ชายให้ผอ.คุยเลยสิวา” ไอ้พี่โซ่หันมาพูดกับผม ดูเหมือนไอ้พี่บ้านี่จะเร่งผมยิ่งกว่าผอ.ซะอีกนะ

หวังอะไรอยู่ไหนตอบ!

“ตะ...ตอนนี้เลยหรอครับ” แล้วผมจะเอาเวลาที่ไหนไปเตี๊ยมกับพี่ภูได้ล่ะเนี่ย

“ตอนนี้แหละวา ก็นี่มันงานด่วน” แต่นี่มันก็ด่วนเกิ้นนนนนนน

“กะ...ก็ได้ครับ” ผมที่ไม่มีทางเลือกเลยต้องหยิบโทรศัพท์ออกมาโทรหาพี่ภูอย่างช่วยไม่ได้

ตอนแรกผมก็กะว่าจะกดเบอร์มั่วๆ แต่ถ้าไม่ขึ้นชื่อเดี๋ยวก็โดนไอ้พี่โซ่สงสัย อีกอย่างในประวัติของผมก็มีเบอร์จริงของพี่ภูที่เป็นผู้ปกครองของผมอยู่ดี เพราะงั้นมันเลยไม่มีประโยชน์ถ้าจะทำแบบนั้น

หลังจากที่กดโทรออกผมก็รอสายอยู่สักพัก ในระหว่างนั้นผมก็ภาวนาขอให้พี่ภูไม่รับ หรือถ้ารับก็ขอให้ไม่อนุญาตให้ผมไป แต่ก็ดูเหมือนว่าแต้มบุญของผมจะไม่เคยมีหรือใช้ไปหมดแล้ว เพราะพี่ภูดันกดรับสาย แถมยังยอมอนุญาตให้ผมไปเชียงใหม่ง่ายๆ ทั้งที่ผอ.พูดได้ไม่กี่ประโยคด้วยซ้ำ!

แถมตอนท้ายก่อนที่จะวางสาย พี่ภูยังมีการพูดกับผมอีกด้วยว่า...

[“ดีแล้วนะวาที่ผู้ใหญ่เอ็นดู ไปเก็บเกี่ยวความรู้แล้วก็ฝึกประสบการณ์ซะนะ”]

ฝึกประสบการณ์บ้าบออะไรล่ะ! เผลอๆ จะเป็นการฝึกประสบกามล่ะสิไม่ว่า! ก็ดูสีหน้ากับสายตาของไอ้พี่โซ่นั่นสิ กรุ้มกริ่มขนาดนี้มันน่าไว้ใจที่ไหน!

“หวังว่าห้องที่ทางโรงแรมจัดให้ จะเป็นเตียงเดี่ยวคิงส์ไซซ์นะครับวา” ไอ้พี่โซ่แอบก้มหน้าลงมากระซิบที่ข้างหูของผมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมก็แค่แยกเขี้ยวใส่เท่านั้น ไม่ได้ตอบโต้อะไรเพราะคิดว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ ถึงจะได้พักห้องเดียวกัน แต่ยังไงทางโรงแรมก็ต้องจัดเตียงคู่ให้พวกเราอยู่แล้ว

แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น วันจริงที่พวกผมเดินทางไปถึง...

“เนื่องจากมีลูกค้าจำนวนมากและต้องการห้องเตียงคู่เป็นส่วนใหญ่ ห้องเตียงคู่จึงไม่เพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้นห้องของคุณลูกค้าเลยเป็นห้องเตียงเดี่ยวนะคะ ขออภัยในความไม่สะดวกด้วยค่ะ”

ว้อทเดอะฟ้าคคคคคคคคคคคคค! นี่ผมทำกรรมอะไรไว้! หรือไอ้พี่โซ่มันยัดใต้โต๊ะเจ๊บอกผมมาาาาาาาาาาาาาา!

“เอาล่ะ ขึ้นไปบนห้องของเราดีกว่านะครับวา ห้องเบอร์ 969 ซะด้วย เลขมงคลเลยนะเนี่ยว่ามั้ย” มงคลกับผีอะไรเล่า! สัปดนล่ะสิไม่ว่า! แล้วมือที่กอดเอวของผมอยู่น่ะ อย่ามาเนียนจับนะไอ้คนฉวยโอกาสสสสสส!



..........................................

............................

..............

               “ห้องกว้างใช้ได้เลยนะเนี่ย ส่วนเตียงก็ใหญ่ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้หลายท่าเลยเนอะ” ไอ้พี่โซ่พูดขึ้นเมื่อเราสองคนเดินเข้ามาในห้อง สายตาของไอ้พี่มันที่จ้องผมนั้นเจ้าเล่ห์สุดๆ จนผมต้องรีบขยับออกห่าง

               “ปะ...เปลี่ยนหลายท่งหลายท่าอะไร พูดให้มันเคลียร์ๆ นะครับพี่โซ่” ผมย้ายกระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่สะพายหลังเอาไว้มากอดแน่นที่ด้านหน้า เมื่อซาตานในร่างเทวดาอย่างไอ้พี่มันย่างสามขุมเข้ามาหาผมเรื่อยๆ จนตอนนี้หลังของผมได้ชนกับกำแพงเป็นที่เรียบร้อย

หมดทางหนีแล้วสิผม!

“ก็เวลาที่พวกเราหลับนอน...”

“นอนหลับพี่! นอนหลับ!” สลับคำแล้วความหมายเปลี่ยนเป็นคนละเรื่องเลยให้ตาย!

“นั่นแหละๆ ก็เวลาที่พวกเรานอนหลับมันก็ต้องมีพลิกเปลี่ยนท่ากันบ้าง ไม่มีหรอกที่จะนอนท่าเดิมทั้งคืนจริงมั้ย” ถามอย่างเดียวก็ได้! หน้าน่ะจะเอาเข้ามาใกล้ผมทำไมมิทราบ!

“จริงก็ได้ครับพี่โซ่” ผมขี้เกียจเถียงกับไอ้พี่มันแล้ว มีลางสังหรณ์ว่าจะเปลืองตัวยังไงไม่รู้ “แล้วนี่จะถอยไปได้รึยังครับ ผมจะเอาของไปเก็บ”

“ไม่ลองไปทดสอบเตียงกับพี่ก่อนหรอ เดี๋ยวพี่จะอาสาเป็นหมอนข้างให้วากอดเอง”

“ไม่ล่ะครับ พอดีผมเป็นคนไม่ชอบกอดหมอนข้าง” ซะเมื่อไหร่ล่ะ ผมน่ะถ้าไม่มีอะไรกอดจะนอนหลับไม่ค่อยสนิทหรอก นี่ถ้าเอาหมอนข้างขึ้นเครื่องบินมาได้ผมคงทำไปแล้ว

“ว้า น่าเสียดายจัง”

“เพราะงั้นก็ถอยไปได้แล้วครับ” ผมดันที่อกของไอ้พี่โซ่ออกไป ซึ่งไอ้พี่มันก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ก่อนที่พวกเราจะพากันหยิบของออกจากกระเป๋าแล้วเอาไปไว้ตามที่ต่างๆ พอเห็นของใช้ของพวกเราที่วางข้างกันแบบนี้แล้วมันรู้สึกแปลกๆ ยังไงไม่รู้

ทั้งเสื้อผ้าที่แขวนอยู่ในตู้ด้วยกัน ไหนจะของใช้ที่อยู่หน้ากระจกรวมถึงห้องน้ำ แล้วก็ยังแปรงสีฟัน 2 ด้ามที่วางคู่กัน ช่างบังเอิญจริงๆ ที่เป็นยี่ห้อเดียวกันแต่คนละสีเท่านั้นเอง

“เหมือนคู่รักหรือคู่แต่งงานที่อยู่ด้วยกันเลยเนอะ”

“นั่นสินะ” ผมเออออตามเสียงพรายที่มากระซิบตรงข้างหู แต่เมื่อรู้ตัวว่าหลงติดกับคนเจ้าเล่ห์เข้าแล้วผมก็รีบปฏิเสธทันที

“อย่ามาเนียนนะครับพี่โซ่!”

“พี่เปล่าเนียนสักหน่อย ใจเราสองคนก็ตรงกันแท้ๆ แต่ทำไมวาถึงไม่ยอมเป็นแฟนพี่สักทีก็ไม่รู้” ก็เพราะพี่เป็นคนร้ายกาจที่ชอบสร้างภาพเป็นคนดีน่ะสิ!

“อย่ามาขี้ตู่นะครับ ใจตรงกันที่ไหน ผมเคยบอกเมื่อไหร่ว่าชอบพี่”

“ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจวาเคยได้ยินมั้ย ถึงจะไม่เคยพูดแต่ความรู้สึกของวามันก็ออกมาที่แววตาชัดเจนเลยล่ะ” คนอะไรหลงตัวเองเป็นบ้า ส่วนตาน่ะ ทำจากถั่วหรือฝาเป๊ปซี่!

“ผมว่าพี่ลองไปเช็คสายตาดูก็ดีนะครับ” ผมแสร้งยิ้มให้แล้วปลีกตัวเดินออกมา ไหนๆ ก็ไหนๆ ไปหาพี่จ๋าที่ห้องตรงข้ามแล้วชวนลงไปกินข้าวข้างล่างดีกว่า ถึงจะนัดกันตอนบ่ายโมงก็เถอะ แต่นี่ก็เที่ยงจะ 50 แล้ว

โชคดีที่พี่จ๋าเก็บของเสร็จพอดี เราสองคนเลยพากันลงลิฟต์ไปยังห้องอาหาร ส่วนไอ้พี่โซ่ก็เดินตามมาทางด้านหลัง ซึ่งพอเราสามคนทานอาหารโดยใช้คูปองที่ทางโรมแรมแจกให้เป็นที่เรียบร้อย ต่อไปก็เป็นการเข้าห้องบอลลูมไปจัดบูธออกงานในนามบริษัท

พวกเรามีเวลากันถึงเที่ยงคืนก่อนห้องจะปิด ดังนั้นเลยไม่ได้รีบร้อนมากเท่าไหร่ ทำไปคุยไปเรื่อยๆ แก๊งพวกพี่สาวที่อยู่ใกล้ๆ เห็นพวกผมค่อนข้างสบายๆ ก็เลยลองเข้ามาทัก แล้วพอพวกผม (โดยเฉพาะไอ้พี่โซ่) ตอบกลับเท่านั้นแหละ โอ้โห รีบกรูกันเข้ามาจนผมนึกว่ามีแจกของฟรี

“อะไรของยัยพวกนี้ก็ไม่รู้ น้องโซ่เป็นของพี่แท้ๆ” พี่จ๋าแอบมองค้อนไปทางแก๊งพวกพี่สาว แต่เดี๋ยวนะ...ไอ้พี่โซ่ไปเป็นของพี่จ๋าเมื่อไหร่ไม่ยักรู้?

“อย่าไปสนคนเจ้าชู้แบบนั้นเลยครับ” ผมเบ้ปากใส่ อยากเอาน้ำไปสาดให้วงแตกชะมัด!

“น้องโซ่ไม่ใช่คนเจ้าชู้นะน้องวา ก็แค่หน้าตาดี เฟรนด์ลี่ ยิ้มเก่งเท่านั้นเอง” เฮอะ! ถ้าบอกว่าหน้าหล่อ หม้อเก่ง ผมจะไม่เถียงเลย

“เอาเถอะครับ ผมว่าผมจัดบูธต่อดีกว่า” ตอนนี้แรงงานเบอร์ 1 อย่างไอ้พี่โซ่โดนฉกโดยแก๊งพี่สาวไปแล้ว เห็นว่าไม่มีผู้ชายคอยยกของหนักๆ ให้ไอ้พี่มันก็เลยไปช่วย

โธ่เอ๊ย คิดว่าผมไม่รู้รึไงว่านั่นมันก็แค่ข้ออ้าง ความจริงพี่สาวพวกนั้นอยากจะอยู่ใกล้ชิดกับไอ้พี่โซ่ต่างหากเล่า!

เฮอะ! รู้สึกหงุดหงิดชะมัด! ส่วนไอ้พี่มันผมว่าก็ไม่น่าจะโง่จนดูไม่ออก เพียงแต่ว่าความมีน้ำใจ (ที่ผมรู้สึกว่าช่างมีมากจนเกินพอดี) ทำให้ไอ้พี่มันไม่คิดอะไรมาก แต่แก๊งพี่สาวพวกนั้นก็ไม่มีเกรงใจ ไม่รู้ว่าอยากกักตัวไอ้พี่มันไว้ให้นานที่สุดรึเปล่า เพราะกว่าจะปล่อยตัวมาก็ล่อไปเกือบเที่ยงคืน!

“โอ๊ยยยย เหนื่อยจังเลยครับ” ไอ้พี่โซ่โอดครวญหลังจากเปิดประตูเข้ามาในห้อง จากนั้นก็เดินสะโหลสะเหลมาหาผมที่กำลังนอนเล่นโทรศัพท์อยู่บนเตียง ซึ่งผมรวมทั้งพี่จ๋าที่อยู่ห้องตรงข้ามพากันขึ้นมาจากห้องบอลลูมตั้งแต่ 4 ทุ่มกว่าๆ แล้ว

“สมน้ำหน้า” ก็อยากอาสาไปช่วยงานแก๊งพี่สาวพวกนั้นเองนี่นา แต่ว่าคำพูดนั้นของผม ไอ้พี่โซ่ก็ทำเป็นหูทวนลมเหมือนไม่ได้ยิน

“พี่ขอกอดชาร์ตพลังหน่อยนะเด็กดี” เหมือนจะเป็นคำถาม แต่เปล่าเลย เพราะไอ้พี่มันทิ้งตัวลงมานอนข้างๆ แล้วก็วาดแขนมากอดหมับเข้าที่เอวของผมเป็นที่เรียบร้อย

“ถ้าจะไม่รอคำตอบแบบนี้แล้วพี่จะถามผมเพื่อ” ผมทำหน้าเบื่อหน่ายแล้วยกแขนของไอ้พี่มันออกไป

ว่าแต่ไอ้หัวใจของผมมันจะเต้นแรงขึ้นทำไม?

อ้อ! ก็จะอะไรล่ะ ของมันแน่ว่าก็ต้องเป็นเพราะผมไม่พอใจอยู่แล้ว!

“งั้นต่อไปพี่ไม่ถามแล้วก็ได้ อยากทำอะไรกับวาพี่ก็ทำได้เลยใช่มั้ย” ไม่พูดเปล่า ไอ้พี่โซ่ยังทำท่าจะลุกขึ้นมาคร่อมผม แต่ว่าผมก็ดันแผ่นอกของไอ้พี่มันออกไปซะก่อน

“ทะลึ่งแล้วพี่ แล้วนี่เมื่อไหร่จะไปอาบน้ำสักที ตัวเหนียวมาถึงผมแล้วนะครับ”

“ถ้าพี่อาบน้ำแล้ว วาจะอนุญาตให้พี่กอดสินะ”

“หา? ผมพูดแบบนั้นเมื่อไหร่?”

“ไม่รู้แหละ พี่อาบน้ำเสร็จวาต้องให้พี่กอด” ไอ้พี่โซ่พูดจบก็รีบเดินตัวปลิวเข้าไปในห้องน้ำ ส่วนผมก็คงจะบ้ารอหรอก ของมันแน่อยู่แล้วว่าก็ต้องรีบปิดไฟนอนน่ะสิ!

และแล้วคืนแรกที่เชียงใหม่ร่างกายของผมก็ยังปกติดีไม่มีอะไรสึกหรอ อาจจะเพราะความเหนื่อยเลยทำให้ผมหลับไปภายในเวลาไม่กี่นาที ตอนที่ไอ้พี่โซ่ออกมาจากห้องน้ำลมหายใจของผมเลยสม่ำเสมอแล้ว

“ยังไม่รู้จักระวังตัวเหมือนเดิมเลยน้าเด็กอ้วนของพี่” ผมไม่ได้ยินประโยคนี้ แล้วผมก็ไม่ได้รับรู้เลยว่า มีมือข้างหนึ่งกำลังลูบที่ศีรษะของผมด้วยความอ่อนโยน

แต่ถึงจะไม่รับรู้ ร่างกายของผมกลับสัมผัสได้ เพราะความเครียดและความเหนื่อยล้าของผมได้จางหายไป ตอนนี้ผมรู้สึกผ่อนคลายจนริมฝีปากยกยิ้มออกมาบางๆ

“ก็ชอบทำหน้าแบบเนี้ย แล้วพี่จะอดใจไหวได้ยังไงกันครับ” พูดจบพี่โซ่ก็ก้มหน้าลงมา ริมฝีปากที่อยู่ห่างออกไปก็ขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

จากหนึ่งช่วงตัวเหลือเพียงหนึ่งฟุต...

จากหนึ่งฟุตเหลือเพียงหนึ่งคืบ...

จากหนึ่งคืบเหลือเพียงหนึ่งลมหายใจ...

และในที่สุดเราสองคนก็ได้ใช้ลมหายใจเดียวกัน...

 “Good night Kiss นะครับวา”

เนิ่นนานกว่าที่พี่โซ่จะถอนจูบออกมา น้ำเสียงอันนุ่ม ทุ้ม และอ่อนโยนที่กระซิบอยู่ใกล้ๆ รวมถึงอ้อมกอดอันอบอุ่นที่ร่างกายสัมผัสได้ ทำให้ผมนอนหลับฝันดีตลอดทั้งคืน...

2BC


​สวัสดีค่าทุกคน อ่าน Trap หัวใจพ่ายรัก ตอนนี้จบใครหน้าเป็นแบบนี้บ้างขอเสียงหน่อยยยย เห็นหลายๆคอมเมนท์ชอบบอกว่าพี่โซ่ชอบทำใจบาง พอมาเจอตอนนี้หัวใจใกล้ถึงขั้นวายแล้วรึยังคะ​ครึ่งหลังนี้ก็จะสั้นนิดนึงเนอะ แต่ก็หวังว่าจะฟินกันน้า นอกจากนี้เรื่องของพี่โซ่ยังแอบหลุดมาอีกนิดอีกแล้ว ถึงจะยังไม่เฉลยแต่ก็คาดว่าส่วนใหญ่น่าจะพอประติดประต่อกันได้แล้วเนอะ แต่ถ้ายังไม่ได้................ข้ามบรรทัดนี้ไปก็แล้วกันค่ะ อิอิ ​ส่วนตอนหน้าแอบกระซิบเลยว่าความสัมพันธ์ของพี่โซ่กับน้องวาจะพัฒนาขึ้นไปอีก แต่จะขั้นไหนไว้มาลุ้นกันนะคะ
สำหรับวันที่ลง แต่เค้าขอแจ้งนิดนึงว่าเนื่องจากตอนนี้ตาของเรายังไม่หายขาดเลย ตุ่มที่ตาถึงแม้จะยุบลงไปมากแล้วแต่ก็ยังเป็นอยู่ เพราะงั้นคุณหมอเลยอยากให้เค้าใช้คอมให้น้อยลง (ปวดใจ TT_TT) เพราะงั้น 1 สัปดาห์เค้าเลยจะลงนิยายแค่ 2 ครั้ง (วันพุธกับวันเสาร์) ซึ่งก็น่าจะลงแบบนี้ไปจนจบเรื่องเลย ยังไงก็ช่วยรอเค้าหน่อยนะคะ กอดขาทุกคนแน่นมากกกกก ​​(20 ต.ค. 61)

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg​​

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}