มนต์ระมิงค์

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

7 : เรือแห่งโชคชะตา (80%)

ชื่อตอน : 7 : เรือแห่งโชคชะตา (80%)

คำค้น : -

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ต.ค. 2561 17:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
7 : เรือแห่งโชคชะตา (80%)
แบบอักษร

(ต่อ)

เสียงผิวปากอย่างอารมณ์ดี ดังขึ้นหลังจากที่อาชาปิดประตูห้องนอนห้องหนึ่งลง แล้วเขาจึงรีบหมุนตัวกลับมาดูเจ้าของเสียงผิวปากนั่นต่อ 

วันนี้เป็นวันหยุด จากการแต่งเนื้อแต่งตัวและเสียงผิวปาก คาดว่าเจ้าของห้องนอนนี้ คงหาโอกาสไปจะขลุกอยู่ที่บ้านหลังนั้นอีกเช่นเดิมล่ะสินะ

อาชามองสภาพของเจ้าของห้องนอนนี้ แล้วจึงรู้สึกขัดตาอยู่สักหน่อยตรงที่ อีกฝ่ายมีความดูดีมากเกินไป คงลืมคิดไปกระมังว่าตนเองต้องไปในสภาพของ 'นายใบ้' ไม่ใช่ 'ดรัน อาจณรงค์' เสียหน่อย  ...

นั่นคนมีความรัก ก็ทำให้ลืมคิดหน้าคิดหลังให้ดีอย่างนี้แหละ คิดอย่างขัน ๆ แล้วจึงเอ่ยถามขึ้นเบา ๆ ต่อ

"อารมณ์ดีอย่างนี้ จะไปหาใครนะ"

ดรันหมุนตัวจากบานกระจกเงา พลางติดกระดุมเสื้อแล้วตอบ "นี่นายไม่รู้จริง ๆ หรืออาชา" 

"รูู้สิครับ แต่ก็แกล้งถามไปอย่างนั้น เพื่อจะเตือนคุณรันว่า นายใบ้เป็นคนอนาถา แต่งตัวอย่างนี้ เซ็ตผมเป็นทรงหล่ออย่างนี้ ไปหาหล่อนจะไม่แนบเนียนเอานะครับ"

"เออจริง..." ดรันพึมพำเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ แค่อารามที่จะได้เห็นใบหน้าของหญิงสาว ก็ทำเอาเขามีอารมณ์เบิกบานจนลืมคิดหน้าคิดหลังให้ดี  ว่าแล้วดรันจึงรีบหมุนตัวกลับมาดูสภาพตัวเองในกระจก ทั้งเสื้อผ้า หน้า และทรงผมที่ถูกเซ็ตเรียบแปล้นี้ดูดีเกินกว่าจะทำให้ตนเป็นนายใบ้ได้ 

ว่าแล้วชายหนุ่มจึงเดินลิ่วไปยังตู้เก็บเสื้อผ้าขนาดใหญ่ เปิดและรื้อหาเสื้อกับกางเกงที่เก่าเก็บที่สุดออกมา ครั้นพบแล้วเสื้อตนก็จัดการเอง ส่วนกางเกงก็โยนให้อาชารับไป จากนั้นทั้งสองหนุ่มจึงรีบขยี้สิ่งที่อยู่ในมือตัวเองเพื่อมันให้ยับที่สุด แล้วจากนั้นดรันจึงกลับเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำต่อ ก่อนเดินออกมาอีกทีจึงถามไปถึง นายใบ้ตัว จริงทันทีว่า

"ว่าแต่ นายใบ้เป็นยังไงบ้าง…"

 "ดีครับ ปรับตัวเข้ากับทุกคนที่นี่ได้ดี ผมพามาแล้วก็บอกกับทุกคนว่าเป็นคนสวนคนใหม่ของที่นี่ ก็ไม่มีใครสงสัยแล้ว เพราะอาณาเขตของบ้านอาจณรงค์ กินเนื้อที่ไม่ใช่น้อย ๆ การจะรับคนสวนเพิ่มคนสองคนก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ" อาชาตอบพร้อมกับอธิบายไปในตัวอย่างฉะฉาน

"ดี..." ดรันรับคำ ก่อนจะคว้าเอาผ้าขนหนูขึ้นมาเช็ดคราบน้ำมันออกจากเส้นผม  พร้อมกับนึกถึงนายใบ้ตัวจริงอีกครั้งไปด้วย  

นายใบ้ตัวจริงคนนี้ ...พวกตนใช้เวลาตามหาตัวต่อไม่กี่วันก็พบ ทั้งนี้เพราะนายใบ้ยังวนเวียนอยู่แถว ๆ ที่เรือของตัวเองได้สูญหายไปแถวนั้น ครั้นพบตัวแล้ว อาชาก็รีบพาตัวนายใบ้มาพบดรันที่คฤหาสน์เพื่อพูดจาทำความตกลงกันบางอย่าง ดรันจึงได้เห็นรูปร่างหน้าตานายใบ้ตัวจริงว่าอีกฝ่ายมีรูปร่างที่คล้ายพอ ๆ กันกับเขา 

มิน่าล่ะ คนที่บ้านนั้นจึงพากันเชื่อว่าดรันเป็นนายใบ้ตั้งแต่วันที่พบกันครั้งแรก และเนื่องจากที่คนบ้านหลังนั้นก็ไม่เคยมีใครได้พบหน้านายใบ้ตัวจริงมาก่อน อาศัยจากที่มีคนพูดว่ามีชายใบ้ชอบพายเรือลำนั้นค้าขายไปตามแม่น้ำลำคลอง ก็พากันทึกทักเอาว่าเขาคือนายใบ้เจ้าของเรือเอี๊ยมจุ๊นลำเก่านั้นนั่นเอง  

ดรันเริ่มกลับมาขยี้ผมที่หวีเก็บอย่างเรียบร้อยก่อนหน้าให้ยุ่งเหยิงเล็กน้อย  ขณะเดียวกันอาชาก็รีบพูดถึงอีกเรื่องที่สำคัญขึ้นมาว่า 

"ผมได้ความคืบหน้าจากบ้านของหล่อนมารายงานคุณรันเพิ่มด้วยนะครับ..."

ดรันยืดตัวขึ้น ถามกลับสั้น  ๆ "ว่า?"

"คุณแม่ของหล่อน คนแถวนั้นพากันเรียกว่าคุณนายรำพึง คุณนายรำพึงไม่ได้ทำงานทำการอะไร เพราะชอบเล่นไพ่เอามาก ๆ   บางคืนก็เปิดบ่อนขึ้นมาภายในบ้านหลังนั้นด้วย แต่ละคืนจะมีกลุ่มคนเดินเข้าออกที่บ้านหลังนั้นตลอด แต่ที่ยังรอดหูรอดตาเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาได้ ก็เพราะคุณนายรำพึงได้จ่ายใต้โต๊ะเอาไว้เรียบร้อยแล้ว"

เมื่อฟังเรื่องที่อาชาเล่า ดรันจึงครุ่นคิดหนักขึ้นมาว่า 

มิน่าพะนอขวัญถึงต้องย้ายตัวเองไปอยู่ที่เรือนคนใช้ เขาคิดว่าหล่อนคงเต็มใจอยากย้ายไปเองด้วย เพื่อไม่อยากอยู่ร่วมปะปนกับพวกผีพนันที่มารดาหล่อนพาเข้ามาในบ้าน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าโล่งใจสำหรับดรันขึ้นมาทีเดียว เพราะถ้ามีใครก็ไม่รู้สามารถเดินเข้าออกที่บ้านหลังนั้นได้ ย่อมหมายถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับหล่อนได้ง่าย ๆ เช่นกัน 

หากเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับหล่อน แล้วจะมีใครจะปกป้องหล่อนได้   ลำพังคุณนายรำพึงผู้เป็นแม่ก็ไม่ได้แสดงออกต่อหญิงสาวอย่างใยดีอยู่แล้ว ดีที่หล่อนได้ย้ายไปอยู่ที่เรือนคนใช้หลังนั้น อย่างน้อยลุงชดป้ากับช้อยก็พอจะคุ้มครองหล่อนได้อยู่  

แต่จะได้เสมอไปหรือเปล่า ดรันก็ชักคิดหนัก  เพราะทั้งสองก็เป็นแค่คนมีอายุเยอะทั้งคู่ อีกทั้งก็เป็นแค่คนใช้ จะมีบารมีมากพอช่วยเหลือกันได้หรือเปล่า หากจะเกิดเรื่องคับขันกับหล่อนขึ้นมาจริง ๆ 

ดรันเริ่มรู้สึกว่ากลางทรวงอกของตนราวกับกำลังมีกองไฟกองหนึ่งลุกโซนขึ้นมากระนั้น  รู้สึกร้อนรนด้วยทั้งหวงและห่วงพะนอขวัญเหลือเกิน

ว่าแล้วชายหนุ่มจึงหมุนจากบานกระจก สบตาอาชา แล้วเอ่ยเสียงเข้มจริงจังทีเดียวว่า

 "อาชา ฉันอยากจะได้บ้านหลังนั้นที่ตรงนั้นทั้งหมด ไปสืบต่อให้ได้ความว่า คุณแม่ของหล่อนเอาแหล่งเงินจากไหนมาใช้หมุนในการเล่นไพ่ ฉันรู้ดีว่าพวกคนที่ปล่อยให้ผีพนันครอบงำไม่มีเงินเย็นรอให้ใช้แน่ ๆ  แต่ที่ยังมีเงินมาเล่นอยู่ ก็คงอาศัยการกู้หนี้ยืมสินมา… ให้นายใช้จุด ๆ นี้หาทางให้โฉนดที่ดินตรงนั้นมาตกอยู่ในมือของฉัน ให้เร็วที่สุด!" 

"ได้ครับ ไม่น่าจะยาก ผมจะไปสืบ ๆ ว่าคุณนายรำพึงไปกู้ยืมเงินมาจากตรงไหนบ้าง เกมแบบนี้ผมชอบนัก...ขุดบ่อล่อปลา"

อาชาก้มหน้าลงเล็กน้อยยามรับคำด้วยรอยยิ้ม เมื่อเห็นงานชิ้นใหม่ที่ดรันโยนมาให้ทำเป็นเรื่องสนุกสนานของตนเองอยู่ไม่น้อย

เมื่อสำรวจสภาพตัวเองว่าเรียบร้อยพอจะเป็นนายใบ้แล้ว ดรันจึงเดินผ่านร่างสูงของอาชาไปที่ประตูห้อง เพื่อจะเปิดออกไป  แต่แล้วเสียงของอาชาก็ดังขึ้นมาเสียก่อน

"คิดให้ดีนะครับ ว่าคุณรันจะลงไปทางนี้จริงๆ" 

"อ้าว! ก็ไม่ให้ฉันลงทางบันไดนี้ จะให้ลงทางไหนล่ะ" ดรันหันมาถาม พลางทำหน้าแปลก ๆ  

อาชาจึงรีบเฉลยว่า "คุณรุ่งกำลังนั่งรอคุณอยู่ที่ห้องโถง เห็นบอกว่าอยากจะให้คุณรันขับรถพาไปทำบุญที่วัด ฟังแล้วอาจจะรู้สึกแปร่ง ๆ หน่อย จู่ ๆ ก็นึกอยากจะทำบุญเข้าวัดขึ้นมา" 

"แผนนัดดูตัวอีกล่ะสิท่า..." ดรันว่าต่ออย่างเหนื่อยหน่ายใจ  

อาชาก้มหน้าลงเล็กน้อย ระบายรอยยิ้มขันพราวระยับเต็มใบหน้า ความจริงเขาก็ได้ข่าวนี้มาจากคุณอัศวินที่แกล้งบอกเป็นนัย ๆ ว่าให้รีบขึ้นไปช่วยดรันเอาไว้ ก่อนที่จะโดนคุณรุ่งระวีดักฉุดตัวไปเสียก่อน

"ผมไม่แน่ใจว่า ที่วัดนั้นคุณรุ่งได้แอบนัดแนะให้ใครไปด้วยมั้ย  ทางที่ดีคุณรันอย่าลงทางนี้ให้เป็นเรื่องที่เสี่ยงเลย ลงทางระเบียงห้องจะปลอดภัยกว่านะครับ"

"ปลอดภัย? สูงขนาดนั้นนี่นะ"

"ไม่เชื่อ คุณรันก็ลองเดินไปดูเองสิครับ"

ดรันรีบเดินไปทางระเบียงห้องพร้อมชะโงกหน้ามองลงไป เขาจึงเห็นชายร่างสูงอีกคนเงยหน้าขึ้นมาพอดี ซึ่งก็คือนายใบ้ตัวจริงที่กำลังยืนยิ้มเผล่รอ พร้อมกับบันไดที่พาดเอาไว้ให้เสร็จสรรพแล้ว 

ดรันจึงหันกลับมามองอาชา ส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มขัน  พลางชี้หน้าชายหนุ่มอีก "นายนี่แน่จริง ๆ อาชา"

"ขอให้การเดินทางไปพบหล่อนคนนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น" อาชารีบอวยพร 

จากนั้นดรันก็รีบปีนป่ายขึ้นระเบียงแล้วลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว

สักพักอาชาก็ได้ยินเสียงมารดาของตน ซึ่งก็คือแม่นมของดรันร้องลั่นขึ้นมา

"ตายแล้วคุณหนู! ทำไมถึงลงมาทางนี้ละคะ เกิดพลาดตกบันไดแข้งขาหักไป จะทำอย่างไร!"


เสียงเอะอะของนมอิ่มที่ดังแว่วขึ้นทำให้สตรีที่แต่งกายอย่างภูมิฐานและกำลังนั่งรอที่โซฟารีบลุกยืนขึ้นทันที พลางส่งเสียงถามคล้ายไม่แน่ใจว่าที่ตัวเองได้ยินอยู่จะใช่อย่างที่คิดหรือเปล่านะ 

"นะ...นั่นเสียงแม่อิ่มและ ตารันใช่มั้ยนั่น"

คุณอัศวินกำลังเดินลงบันไดมา ด้านหลังห่างไปเล็กน้อยก็คือ อาชาที่แสร้งทำเป็นช่วยถือถุงกอล์ฟให้

"ก็คงจะใช่ละมั้ง" คุณอัศวินตอบคำถามให้เอง

"รัน!  รันอย่าทำอย่างนี้กับน้า!"   ว่าแล้วรุ่งระวีรีบวิ่งออกไปและได้สวนทางกับนมอิ่มตรงมุขบันได้พอดี จึงเห็นรถปอร์เซ่คันสีเขียวขี้ม้ากำลังขับออกไปอย่างรวดเร็ว รุ่งระวีถึงกับกรีดร้องด้วยความไม่พอใจขึ้น แล้วจึงหันไปต่อว่าแม่นมของชายหนุ่มอย่างหงุดหงิดต่ออีก

"ทำไมนมถึงไม่ห้ามตารันเอาไว้ล่ะ!"

"อ้าว! ก็นมไม่รู้นี่คะ ว่าคุณรุ่งจะต้องการอะไร" แม่นมของดรันตอบกลับพลางทำหน้าเหลอหลาอีก

รุ่งระวีจึงมองหน้าแม่นมของหลานชายด้วยความไม่ได้ดั่งใจ จากนั้นจึงสะบัดตัวเดินหนีอย่างแง่งอนเพื่อไปสงบสติอารมณ์ที่อื่นเสีย เนื่องจากแผนนัดดูตัวผู้หญิงให้ดรันที่วัดแห่งหนึ่งเป็นอันล้มครืนลงจนได้!

จากนั้นสองหนุ่มต่างวัยที่กำลังเดินมารอรถตรงมุขหน้าจึงลอบส่งรอยยิ้มกริ่มให้กัน ก่อนที่คุณอัศวินจะหันไปยกนิ้วโป้งให้อาชาเพื่อชื่นชมที่อีกฝ่ายสามารถช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้หลานชายของตนรอดพ้นจากแผนการดูตัวของรุ่งระวีไปได้อย่างหวุดหวิด 

อาชาเองที่แกล้งยกถุงกอล์ฟเอาไปใส่ไว้ท้ายรถเบนซ์คันที่ได้ขับมาจอดตรงหน้า ก็หันมาค้อมศีรษะรับคำชื่นชมนั้นจากคุณอัศวินอย่างยินดีเช่นกัน

.

มีความเป็นทีมเวิร์คไปอี๊กกกกกก ….


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น