เจ้านิ้วดำ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอน 7 [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 26.4k

ความคิดเห็น : 51

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ต.ค. 2561 21:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน 7 [100%]
แบบอักษร

7

///////////////

มือข้างที่คว้าแจกันตลอดจนขว้างปาออกไปจนเหลือเพียงมือเปล่าตกข้างลำตัว

มันกำลังสั่นเทา...

พฤติกรรมรุนแรงไม่ช่วยบรรเทาความขุ่นคลั่งที่ล้นอกทับใจจนเจ็บของเขาในตอนนี้ได้เลย เสี้ยวหนึ่งของสติเตือนว่าเขาพลาดแล้วที่กระทำด้วยอารมณ์ มันส่งผลให้ทั้งสองคนใกล้ชิดกันมากขึ้นไปอีก ส่วนเขาได้ตกอยู่ในสถานะของตัวร้าย เอื้อประโยชน์ให้ตรีภพมีโอกาสได้ปกป้องคุ้มภัยอิษฎี

โกรธที่ถูกแย่งอย่างไม่ทันตั้งตัว หึงหวงที่เป็นคนอื่นมาใกล้ชิดคนที่เขาเฝ้ารัก 

เป็นอย่างนี้แล้วจะให้มีสติวางตัวปกติอยู่ได้ยังไง?

คณินมองภาพเบื้องหน้า มันช่างตำตาและแทงหัวใจดีจริง แจกันกระเบื้องที่แตกเป็นเศษเสี่ยงอยู่บนพื้นไม่ต่างจากหัวใจของเขาในตอนนี้หรอก

เขากัดฟันจนได้ยินเสียงบดกรอด ในดวงตาคมกริบมีหลากความรู้สึกเข้มข้นคาขัง มือข้างนั้นยังคงสั่นเทา เอ่ยถามหาความยุติธรรม ประณามภาพเบื้องหน้าที่มันอยุติธรรมสิ้นดี “ทำอย่างนี้ได้ยังไง? ให้มันเป็นแบบนี้ได้ด้วยงั้นเหรอ?” 

คณินไม่ได้รับคำตอบจากใคร สิ่งที่เขาได้มาหลังตั้งคำถามผ่านเสียงเยียบเย็นชืดชาคือหมอนอิงใบหนึ่งที่ลอยลิ่วปลิวมากระแทกอกเข้าอย่างจัง คนขว้างคือเด็กหนุ่มอายุยี่สิบสาม คนสนิทข้างกายอิษฎี เป็นแค่คนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ร่วมสัญชาติเดียวกับเขาด้วยซ้ำ นั่นหมายถึงความต่างชนชั้น ค่าความเป็นคนที่ไม่อาจเทียบเคียงเขา

“โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า คุณณินทั้งโง่ทั้งบ้าไปแล้ว เขวี้ยงมาได้นะคุณณิน ปาแจกันแตกแล้วมันจะเปลี่ยนอะไรได้หรือไงครับ โดนคุณท่านหรือโดนคุณเอื้อขึ้นมา คนที่เสียใจก็ไม่พ้นคุณณินอยู่ดี คุณณินตอนนี้น่ะ ไม่ว่าทำอะไรก็มีแต่เจ็บกับเสียใจไปหมดอยู่ดี”

“แล้วฉันผิดอะไร วันนี้ถึงต้องเจ็บแล้วเสียใจ ก็รู้...ทุกคนก็รู้! คุณลุงก็รู้! นายก็รู้! รู้ว่าฉันรักเอื้อ! รักมานาน รักมาก่อนใคร! สิบปี...มันยังไม่คู่ควรอีกเหรอ!? สิบปีมันคืออะไร!? สิบปี...เป็นสิบปี! แต่ทำไมถึงไม่ใช่ฉันคนนี้วะ!? มันจะมีใครหน้าไหนอีกบ้างที่เฝ้ารักคนบ้ามาตั้งสิบปี!? มีแต่ไอ้คณินคนนี้เท่านั้น! ไอ้คณินคนนี้ต่างหากที่ควรได้อิษฎี!” คณินเดือดดาลถามเสียงกร้าวกระด้าง ดวงตาวาวโรจน์แดงก่ำ ในบางถ้อยคำที่เขาเอื้อนเอ่ย น้ำหนักเสียงกลับผะแผ่วราวคนไร้อ่อนแรง มันสะเทือนใจจนร้าวรวดให้กับผลตอบแทนของความรักที่เขามีให้อิษฎีมาสิบปี แต่สุดท้ายมันกลับสูญเปล่า ที่ได้มาคือความไม่ยุติธรรม

จนเขากระอัก...

“คุณณิน” ไข่ถอนหายใจ ไหล่สองข้างลู่ลงอย่างคนสลด เขาได้แต่มองด้วยความสงสารเห็นใจ เขาเป็นหนึ่งคนที่รับรู้ความรักของคณินที่มีให้เจ้านายมาตลอดสิบปี เขาเองก็ไม่คิดว่าวันนี้คนที่เปลี่ยนสถานะโสดของเจ้านายเป็นสมรสคือคนที่พึ่งปรากฏตัวมาได้ไม่เท่าไหร่ ในช่วงเวลาสั้นๆ ก็ได้ลงเอยกับเจ้านายอย่างตรีภพ

ระหว่างนั้นอิษฎีผลักตรีภพให้ออกห่างโดยแรง คนแสร้งวิปลาสไม่เข้าใจว่าทำไมคณินถึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้ ทั้งยังรู้เรื่องที่เขาแต่งงานกับตรีภพอีก ในเมื่อเขาห้ามไม่ให้ใครบอกคณินเรื่องแต่งงาน นิรุตรับปาก ส่วนไข่ก็ปิดปาก คณินจึงมีสิทธิ์ที่จะได้รู้เพียงว่าเขามาอยู่ภายใต้การปกครองของตรีภพ อารมณ์เหมือนย้ายบ้าน เปลี่ยนที่อยู่ และคณินยังสามารถไปมาหาสู่กับเขาได้ตามปกติในฐานะรุ่นพี่คนสนิท

ตั้งใจว่าพ่อย้ายมาอยู่แล้วค่อยบอก แต่นี่อะไร ยังไม่ทันบอก คนที่ไม่รู้เรื่องดันมาอยู่ที่นี่ในเวลานี้อย่างเจ็บปวดและเกรี้ยวกราด

ถึงไม่ได้รักแต่อิษฎีมีความผูกพันให้ เขาต้องรู้สึกไม่ดีอยู่แล้วที่ตัวเองเป็นเหตุให้คณินต้องเสียใจ เพราะอยากถนอมความรู้สึกอันดีที่คณินมีให้ เขาถึงได้ให้คนรอบข้างปกปิดเรื่องการแต่งงาน ชะล่าใจคิดไปอีกว่าเพราะความลับไม่มีในโลกแต่กว่าที่คณินจะรู้ ไม่แน่ว่าถึงตอนนั้น ตรีภพอาจจะหย่าให้เขาแล้วก็ได้ 

แต่ไหนแต่ไร คณินเป็นคนโผงผางเลือดร้อน เกี่ยวกับการแต่งงานของเขา ถ้าจะให้รู้ก็ควรให้รู้อย่างละมุนละม่อม รักษาน้ำใจและความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อกันมาถึงสิบปี คณินที่โผล่มาอย่างเดือดดาลในตอนนี้ หมายความว่าพึ่งรู้อย่างกะทันหันเป็นแน่

ใครกัน...ใครกันที่บอก?

แล้วผู้หญิงหน้าตาสะสวยที่ยืนห่างจากคณินไม่เท่าไหร่เป็นใครกัน?

อิษฎีแสร้งทำเป็นตื่นกลัว หลังผลักตรีภพให้ออกห่างแล้ว เขารีบปีนข้ามพนักพิงไปซ่อนตัวอยู่หลังโซฟา 

ตรีภพปล่อยให้อิษฎีหลบอยู่หลังโซฟา ส่วนเขาหลังถูกผลักจนเซก็หยัดยืนเต็มความสูง ไร้ซึ่งความอนาทรร้อนใจในสถานการณ์ที่เข้มข้นดุเดือดด้วยคำพูดและอารมณ์ของแขกคนสำคัญที่เขาตั้งใจส่งเทียบเชิญด้วยตัวเอง ดันคานแว่นสายตาให้เข้าที่เข้าทางอย่างใจเย็นเหมือนเป็นปกติ

“พี่ตรีกำลังทำอะไร? หักหลังสา...ทรยศสา..เอาคืนสา ให้ใจสาตายทั้งเป็นเหมือนที่สาเคยทำกับพี่ตรีใช่ไหมคะ? ตั้งแต่เมื่อไหร่...อย่างพี่ตรีใจร้ายกับใครเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่คะ? ทำกันแบบนี้ ไม่ต่างจากหลอกให้มา ลวงให้ดีใจแล้วเชือดทั้งเป็นเลยนะ ใจร้ายจริงๆ ใจร้ายมาก” เป็นฐิสาบ้างที่พูดเสียงสั่นเครือ สะอื้นไห้แต่ไม่ฟูมฟาย เธอแค่นยิ้มรับรู้มันทั้งน้ำตา เข้าใจดีโดยที่เขาไม่ต้องเปลืองน้ำลายอธิบาย เธอรู้ว่าโดนเขาเอาคืนเข้าให้แล้ว ทั้งยังรู้ว่าไม่ได้อยู่ในจุดที่มาตัดพ้อแดกดันเขาได้ ทว่ายามพูดออกไป ไม่คิดสักนิดที่จะห้ามสายตาประณามการกระทำของเขาเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ไม่มีสิทธิ์เพราะเธอเป็นคนที่ผิดต่อเขามาก่อน

เซอร์ไพรส์ของเขาทำเธอเจ็บแค้นแล้วก็เจ็บใจเป็นที่สุด

ฐิสาไล่ตามหลังคณินมาติดๆ เป็นคนแรกในบรรดาทุกคนที่เห็นตั้งแต่คณินคว้าแจกันกระชากดอกไม้ประดับแล้วเขวี้ยงออกไป ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องนั่งเล่น อันเป็นสถานที่ทำพิธีสมรสแสนเรียบง่าย ในตอนที่ยังเดินไม่ถึงแต่เข้าใกล้บริเวณดังกล่าวมากขึ้นทุกที เธอได้ยินตั้งแต่ใครสักคนกำลังประกาศการสถานสมรสอย่างเป็นทางการ ชื่อของตรีภพทำให้เธอชาไปทั้งตัว พอได้มาเห็นภาพคนสองคนกำลังสวมแหวนคาตา วิมานรักที่เธอคิดว่ามันยังอยู่ แต่แท้จริงแล้วมันไม่ได้มีอยู่มาตั้งแต่วันที่ตรีภพขอเลิกกับเธอ พึ่งกระจ่างแจ้งก็ตอนที่วิมานลมๆ แล้งๆ มันถล่มครืนลงมาทับใส่ใจจนแหลก

มันเหมือนโดนเขาเรียกให้มาหาด้วยน้ำเสียงรักใคร่ เมื่อเธอวิ่งมากลับได้รับเพียงหนึ่งฝ่ามือของเขาที่ตบหน้าเธออย่างจัง

“ขอบคุณทั้งสองคนที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในวันสมรสของเรา งานมงคลในวันนี้จะขาดสากับคณินไปได้ยังไง สักขีพยานคนสำคัญทั้งนั้น คนหนึ่งเหมือนมีใจรักมั่นแต่ตัวไม่ได้ซื่อสัตย์รักดีเหมือนใจ อีกคนหนึ่งก็ไม่ต่าง เพราะไม่ต่างคณินกับสาถึงโคจรมาหลับนอนกันได้ สมควรที่คนประเภทเดียวกันจะมา...สมสู่กัน” 

ตรีภพกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา น้ำเสียงนุ่มนวลตลอดถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ย ในแววตาว่างเปล่า ไม่ได้เย็นชา สักเศษเสี้ยวของความแข็งกร้าวอย่างคณินก็ไม่มี ไม่มีแม้กระทั่งความสะใจ ไม่ได้รู้สึกสนุก ที่ใกล้เคียงและเปรียบให้เข้าใจได้ คงเหมือนผู้ใหญ่คนหนึ่งที่กำลังอบรมสั่งสอนผู้น้อย ไม่คิดร้ายแต่ก็ใช่ว่าจะประสงค์ดี

เขามองทั้งคณินและฐิสา

“ที่จริงแล้วทำแบบนี้ไปก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกบันเทิงหรือสะใจอะไร อย่าคิดว่ามันเป็นการเอาคืน แค่อยากให้มาลิ้มรสดูบ้างว่ามันรู้สึกยังไง ไม่มีให้ลิ้มรสแล้วจะรู้รสได้ยังไง ก็เลย...ทำมาให้ลิ้มรส ถึงได้เชื้อเชิญด้วยตัวเอง”

“คุณลากเอื้อมาเกี่ยวด้วยทำไม!? ถ้าแค้นที่ผมหลับนอนกับผู้หญิงของคุณ มาลงที่ผมนี่ ไม่ใช่เอื้อที่บ้าอย่างน่าสงสาร เอื้อไม่เกี่ยว อย่าใจระยำแต่พูดให้ดูดี ตรีภพ”

อิษฎีเบิกตากว้างยกสองมือขึ้นปิดปากที่อ้าเหวออยู่หลังโซฟาลับสายตาทุกคน เมื่อเรียบเรียงเรื่องราวความบาดหมางระหว่างตรีภพกับคณินได้จากคำพูดของทั้งสองคนอย่างคนหัวไว ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนรักของตรีภพ เธอลอบหลับนอนกับคนอื่นลับหลังตรีภพ แล้วคนอื่นคนนั้นก็คือคณิน ผู้ชายที่เฝ้ารักเขามาถึงสิบปี ทั้งที่เขาบ้าก็ยังรัก

ทว่าคณินรักอิษฎีแค่ใจ ไม่ใช่ร่างกาย 

ก็พอเข้าใจได้ คณินเป็นชายหนุ่มเต็มตัว อยู่ในวัยที่ยากจะหักห้ามเรื่องทางเพศ แต่โชคร้ายที่โลกมันเล็กเหมือนหนึ่งกำมือก็เอาอยู่ คนที่หลับนอนด้วยดันเป็นผู้หญิงของตรีภพ

ความรู้สึกของคนเราช่างซับซ้อน อิษฎียอมรับว่าเขาผิดหวังกับความรักของคณินที่มีให้ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้รักคณินก็ตาม อาจจะเพราะผิดหวังที่เคยเผลอคิดและมีสมมติไปว่าหากวันหนึ่งเขาปลดเปลื้องเรื่องครอบครัวที่ตายไม่อย่างไม่เป็นธรรมได้ เขาอาจแพ้ให้ความพยายามของคณินที่เพียรรักเขามาถึงสิบปี

คณินที่ดีกับเขา มันไม่ยากที่จะรัก แค่ไม่ใช่เวลาที่จะรัก 

ส่วนตรีภพ ตอนนี้อิษฎีเข้าใจแล้วว่าทำไมตรีภพถึงแต่งงานกับคนบ้าอย่างเขาลง ความสงสัยข้องใจที่เคยมีเหล่านั้นมันหายไปแล้ว กระจ่างเสียจนเหมือนชั่วขณะหนึ่งไร้จังหวะหัวใจ ความรู้สึกนึกคิดมันกลวงเปล่า

แต่งงานกับเขาในคราวเดียว แต่สามารถเอาคืนคนได้ถึงสองคน

“ยังรักกันอยู่ใช่ไหม? เพราะรักถึงได้ทำแบบนี้ แต่งงานกับคนอื่นประชดสา ที่โรงพยาบาลวันนั้น เป็นพี่ตรีเองนะ ที่เป็นฝ่ายมาหาสา เป็นพี่ตรีเองนะที่ให้อภัยสา สาคิดว่าเราคืนดีกันแล้ว”

เธอยังอยากคิดเข้าข้างตัวเองต่ออีกนิด

“พี่ยกโทษให้สา ทวนดูให้ดี มีคำพูดไหนบ้าง หรือตั้งแต่หลังสาออกจากโรงพยาบาล ที่พี่บอกว่ารักสา หรือทำเหมือนสายังเป็นคนที่พี่รัก?”

ฐิสาหน้าชา ภาพเหตุการณ์ตลอดสองอาทิตย์กว่ามานี้หลั่งไหลเข้ามา ย้อนคิดดูแล้ว มีแต่เธอที่เป็นฝ่ายเข้าหาเขา ส่วนเขาก็ตอบรับและปฏิบัติต่อเธอดีเหมือนเดิม ทว่าในความเหมือนเดิม มันมีอะไรที่ไม่เหมือนเดิมเกาะเกี่ยวอยู่ด้วย เพียงแต่เธอมองข้าม

ยอมให้อภัย แต่ไม่ยอมให้กลับไปเป็นเหมือนเก่า

ฐิสาพยักหน้าก่อนจะแค่นยิ้ม “พี่ไม่พูดสักคำ แต่พี่ทำให้สาคิดอย่างจงใจ”

“สาคิดไปเอง” เขาบอกง่ายๆ

“สาไม่อวยพรนะคะ สาอวยให้ไม่ลง ยินดีให้ไม่ขึ้น พี่ตรีบ้าไปแล้วที่ทำอย่างนี้ ยอมแต่งงานอยู่กินกับผู้ชาย แค่เพราะพี่ตรีเสียใจจากสา ที่เจ็บปวดผิดหวังมากก็เพราะรักสามากและถ้าไม่เพราะรักสามากก็คงไม่บ้าแต่งงานกับผู้ชาย นี่มันผิดวิสัยพี่ตรี สาคบมาสามปีทำไมสาจะไม่รู้ ถ้าแต่งจริงไม่ใช่เพราะสาเป็นเหตุ แล้วจะเชิญสามาดูทำไม รักของเรายังมีอิทธิพลกับพี่ตรีไม่มากก็น้อยค่ะ พี่ตรีอาจทำเหมือนหมดรักที่จริงพี่ตรียังรัก”

“หยุดคิดไปเองแล้วก็เลิกหลอกตัวเอง พี่แต่งงานกับอิษฎี เลิกกับสาเป็นสาเหตุ แต่สาไม่ใช่เหตุผล” ถ้าไม่มีเหตุให้เลิกกับฐิสาเป็นสาเหตุ มีหรือที่เขาจะแต่งงานกับเด็กหนุ่มวิปลาสอย่างในวันนี้ แต่ขณะที่เขาคิดจนกระทั่งตกลงที่จะแต่งงานกับอิษฎี ฐิสาไม่ใช่เหตุผล ไม่มีชื่อของเธออยู่ในหัวของเขาเลย ตรีภพพยายามใช้คำพูดที่นุ่มนวลอธิบายให้เธอได้เข้าใจอย่างดีที่สุดแล้ว

เหตุผลที่เขาแต่งงานกับอิษฎี เพราะเขาไม่ต้องการรักใครอีกแล้ว นี่เป็นเหตุผลแรกที่มาเหนือเหตุผลทุกอย่าง 

“ค่ะ” เธอไม่รู้จะพูดอะไรได้อีก แค่มองหน้าสบตากับคนที่เธอรักแล้วหมุนตัววิ่งออกไปพร้อมกับความเสียใจ

คู่กรณีหลบฉากจากไปแล้วหนึ่ง เหลืออีกหนึ่งที่ยืนมองตรีภพผ่านแววตาดุดัน ประหนึ่งศัตรูที่รอห้ำหั่น

“คุณลุงเห็นเจตนาของเขาคาตาอย่างนี้ ยังจะยินยอมแล้วปล่อยให้คนคนนี้ใช้ชีวิตคู่กับเอื้ออีกเหรอครับ?” คณินตั้งคำถามใส่นิรุตที่เอาแต่นั่งเงียบ

ตรีภพจะแต่งงานกับอิษฎีไม่ได้ ถ้าไม่ผ่านความเห็นชอบจากนิรุตผู้มีสิทธิ์ในการดูแลอิษฎีอย่างถูกต้องในฐานะพ่อบุญธรรม นั่นแสดงว่านิรุตอนุญาตให้ตรีภพแต่งงานกับอิษฎี คิดแล้วเขาพลันโกรธเคืองผู้ใหญ่อย่างนิรุตสุดอารมณ์ 

ไม่ใช่นิรุตหรือที่เห็นเขาเฝ้ารักอิษฎีมาตลอดสิบปี เรียงลำดับแล้วนับว่าเขามาก่อนอย่างถูกต้อง ทั้งยังมีใจรักอิษฎี ผิดกับตรีภพที่ไม่ได้รักอิษฎี ทั้งยังไม่ทันใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน กลับใช้พิธีสมรสในวันนี้เป็นเครื่องมือชำระแค้นกันต่อหน้าต่อตา

เป็นผู้ใหญ่ควรวางตัวอยู่ตรงกลาง ไม่ใช่เอนเอียงให้ท้ายคนกันเอง เพราะเล็งเห็นถึงจุดนี้ คณินจึงทวงหาความยุติธรรมที่เขาควรได้เอากับนิรุต

นิรุตถอนหายใจ ถึงคราวที่เขาต้องพูดอะไรบ้างแล้ว

“ลุงรู้นะว่ามันไม่ยุติธรรมกับเธอ คณิน”

“ถ้าอย่างนั้นก็บอกน้องชายของคุณลุง ให้เขายุติงานแต่งในวันนี้ เรื่องเอกสารสมรสที่ลงลายลักษณ์อักษรกันไปแล้วก็ทำลายให้มันเป็นโมฆะ”

“ลุงคงทำอย่างที่เธอบอกไม่ได้หรอก”

“คุณลุงหมายความว่ายังไง?”

“เพราะลุงเป็นตัวตั้งตัวตีริเริ่ม ยิ่งกว่านั้นยังเห็นดีเห็นงามยกเอื้อให้ตรีภพ กว่าจะมาถึงขั้นนี้ จนมีงานในวันนี้เกิดขึ้น มันไม่ง่ายเลย อาศัยแค่ชะตามันไม่พอ ต้องอาศัยเรื่องของเธอกับแม่ผู้หญิงคนนั้นด้วย ขอบคุณโชคช่วยแท้ๆ”

คณินมองนิรุตอย่างกระด้างกระเดื่อง ความเคารพฉันท์ผู้น้อยที่มีให้ผู้อาวุโสพลันหายไปในฉับพลัน หลังตกตะลึงกับความจริงที่ล่วงรู้ เขาได้แต่พูดด้วยความเจ็บใจ “เพราะได้คุณลุงปูทางนี่เอง มิน่าล่ะครับ ตรีภพถึงได้เข้าออกคอนโดส่วนตัวของผมเหมือนระบบรักษาความปลอดภัยมันห่วย ที่แท้ก็เปล่า ไม่มีมนตร์สะเดาะกลอน มีแต่เดชาธรพาเหาะเข้าไป”

อิษฎีพึ่งรู้เรื่องนี้ก็พร้อมคณิน รู้อยู่แล้วแค่ว่านิรุตบงการให้ตรีภพแต่งงานกับเขา แต่ไม่รู้ว่าเพื่อทำให้ตรีภพตกลงต้องแลกมาด้วยวิธีไหน

“คณิน ลุงไม่ได้ต้องการบาดหมางผิดใจกับเธอ น้อยคนที่จะรักและหวังดีกับเอื้อ เรื่องในวันนี้ลุงหวังว่าเธอจะยินยอมและเป็นน้อยคนในชีวิตเอื้อต่อไป แต่ไม่ใช่ในฐานะที่เธอหวังให้เป็น วันนี้เธออาจไม่เข้าใจในสิ่งที่ลุงทำ แต่วันข้างหน้าเมื่อเธอโตขึ้นแล้วมีลูกหลานที่เธอรักและปรารถนาดีต่อเขา เธอจะเลือกแต่สิ่งดีๆ ให้เขา” 

คณินขบกรามแน่น ขอบตาของเขาร้อนผ่าว “คุณลุงตัดสินผมว่าไม่ดีพอเพราะผมรักเอื้อแต่หลับนอนกับคนอื่น มันเกินไปหน่อยนะครับ”

“ไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ซะทีเดียว เรื่องนี้เป็นเหตุผลเล็กๆ ที่มาทีหลัง”

“งั้นก็บอกมา ไอ้เหตุผลใหญ่ๆ ร้อยแปดพันอย่างที่ลุงเอามาเป็นข้ออ้างไม่ให้สิทธิ์ผมดูแลเอื้อในฐานะคนรัก” คณินเลิกคิ้ว เขาท้าทายให้นิรุตพูด มาถึงขนาดนี้แล้วให้เขาวางตัวดีให้ตายยังไง ถ้าตาชั่งของนิรุตมันเอนเอียง ความดีของเขามีไปมันก็ไร้น้ำหนัก

“เธออายุยี่สิบเจ็ดแล้วสินะ? เรียนดีมีการศึกษา หน้าที่การงานก็มี ฐานะก็ดีไม่น้อยหน้าใคร ทั้งยังรักมั่น เหล่านี้ในฐานะพ่อที่มีลูกในบ้าน ย่อมพิจารณาให้คนนอกบ้านอย่างเธอผ่าน แต่คณินแค่เธอรักมั่นต่อเอื้อ มันไม่พอหรอกนะ เธอลืมไปหรือเปล่าว่าเธอยังมีพ่อแม่ เธอเป็นลูกคนเดียว ตั้งแต่เธอเรียนจบกลับมาทำธุรกิจครอบครัว กี่ครั้งแล้วที่พ่อแม่เธอทาบทามผู้หญิงที่มีคุณสมบัติไม่ด้อยไปกว่าเธอ ให้เธอดูตัว เปิดทางให้เธอสานสัมพันธ์ หนึ่งในผู้หญิงเหล่านั้น เธอก็ยิ่งกว่ามีปฏิสัมพันธ์ด้วยไม่ใช่หรือไง เบื่อแล้วก็แยกย้าย”

“...” คนท้าทายแทบไม่เหลือสีหน้าเมื่อได้ฟังความจริงของตัวเองจากปากของคนอื่น

“เป็นแบบนี้แล้ว ถ้ายกเอื้อให้เธอดูแล พ่อที่รักลูกบุญธรรมคนนี้มากอย่างลุงอยากจะขอถามแทนลูกที่สติวิปลาสทั้งยังเป็นผู้ชายว่าเธอจะเอาเขาไปเก็บไว้ตรงไหน ในสถานที่ลับๆ ที่พ่อแม่เธอไม่รู้เห็นใช่หรือเปล่า? เมื่อถึงจุดที่เธอต้องแต่งงานกับผู้หญิงสักคนที่เธอกำลังเฟ้นหาว่าผู้หญิงคนไหนบ้างที่รับได้ หากว่าเธอจะมีภรรยาทางสังคมไว้เป็นฉากหน้า แต่ฉากหลังภรรยาคนนั้นต้องรับได้ที่สามีอย่างเธอรักชอบผู้ชายด้วยกันแถมยังเป็นบ้า ขณะที่เธอรักเอื้อ หลับนอนกับคนอื่นไปทั่ว เธอกำลังหาตัวหญิงผู้โชคดีคนนั้นไปด้วย มีตรงไหนที่ลุงกล่าวหาเธอผิดไปบ้างหรือเปล่า หลานชาย?”

ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง ต่างคนต่างจมอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง แต่คนที่จมดิ่งแทบผุดไม่ขึ้นหนักสุดไม่พ้นคณิน

“คุณลุงเป็นแบคทีเรียที่ติดอยู่ตามผิวหนังของผมตั้งแต่เมื่อไหร่?”

“เชื่อเถอะว่านาน สิบปีที่เห็นเธอมารักมาชอบเอื้อ มันไม่ได้ไร้ค่าสำหรับลุงเลยคณิน ความยุติธรรมและความคู่ควรที่เธอถามหา ลุงมีให้เธอมาก่อนแล้วที่จะใคร่ครวญจนตัดสินใจเรื่องนี้ หลานชาย เธอจะดีแต่รักแต่ไม่พยายามให้มันดีไปมากกว่านี้ไม่ได้หรอกนะ แค่สิ่งที่เธอคิด แต่ยังไม่ทันทำ เพราะลุงไม่ให้มันเกิดขึ้นกับเอื้อเด็ดขาด แค่เธอคิด เธอก็ไม่เหมาะกับเอื้อแล้ว”

ใครเล่าจะรู้ว่ามีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าต้องเป็นตรีภพไม่ใช่คณิน แต่กลับไม่สามารถพูดออกมาในเวลานี้ได้ ความลับพิเศษที่เก็บกุมมาถึงสิบปี แทบจะเป็นเหตุผลสำคัญในข้อต้นๆ เลย ที่เมื่อคนคิดการณ์ไกลอย่างเขาลองเทียบเคียงระหว่างตรีภพกับคณิน จนคณินไม่สามารถสู้ตรีภพได้...

นั่นคือบทบาทของการเป็นพ่อคน

อิษฎีตั้งครรภ์ได้

ตัวเขาก็เป็นคนรุ่นหลัง ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องรักร่วมเพศดีนัก ยิ่งถ้าให้คิดลึกไปถึงว่าใครจะรับบทบาทไหนระหว่างมีความสัมพันธ์ทางกาย เขาไม่รู้และไม่สามารถจำแนกแยกแยะได้จริงๆ นิรุตเพียงอาศัยการคาดคะเนจากกายภาพของทั้งตรีภพและคณิน ถ้าเป็นผู้ชายสองคนนี้และอิษฎี หากมีเพศสัมพันธ์เกิดขึ้น เป็นลูกบุญธรรมของเขาไม่พ้นตกอยู่ในบริบทที่ต้องรองรับให้ นิรุตคิดไปไกลขนาดเรื่องของการไม่ป้องกัน

สรุปแล้วถ้าหากมีการตั้งครรภ์ขึ้นมา คนที่เหมาะจะดูแลทั้งอิษฎีและเด็กที่จะลืมตาดูโลก มีแต่ตรีภพเท่านั้น

คณินแค่นเสียงเยาะหยัน “ผมเคยคิดนะ รักคนบ้ามันดีตรงที่ไม่ต้องคอยหวงห่วงว่าใครจะมาแย่งไป สรรเสริญตัวเองว่าต้องวิปริตแค่ไหนถึงรักชอบคนวิปลาส แต่ผมไม่เคยกังขาหรือไม่มีวันไหนที่รักเขาน้อยลงเพราะเขาวิปลาส นึกไม่ได้คิดไม่ถึง ว่ามันจะมีวันที่ผมต้องมาแย่งรักคนบ้ากับคนอื่น”

“ทำใจเถอะหลานชาย ตรีภพกับอิษฎีแต่งงานกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย เธอไม่ได้อยู่ในจุดที่จะแก่งแย่งชิงดีกับคนที่แต่งงานกันไปแล้ว มันไม่ถูกต้องแล้วก็ไม่ใช่การกระทำที่ดี”

คณินพยักหน้า ปล่อยวางอารมณ์ แต่ความรู้สึกที่ท่วมขังอยู่ในใจไม่อาจปล่อยวางได้ง่ายเหมือนสีหน้าที่แสร้งทำเหมือนว่าเชื่อฟังคำผู้ใหญ่   

“เอื้อ พี่ขอโทษที่ทำให้ตกใจ เดี๋ยวพี่จะกลับแล้ว วันนี้ยังไม่จำอวดรำให้พี่ดูสักท่าเลยนะ”

คณินเรียกหาคนที่แอบอยู่หลังโซฟาเพราะตกใจที่เขาเขวี้ยงแจกันกระแทกโต๊ะจนแตกดังลั่น เป็นตอนนี้เองที่เขาพึ่งเกิดความรู้สึกไม่ดีที่ต่ออิษฎี เขาทำให้อิษฎีตกใจจนตื่นกลัว ไม่ยอมออกมาหาเขาเหมือนทุกที

อิษฎีได้ยินคณินเรียกหาด้วยน้ำเสียงอบอุ่นเป็นมิตร ชั่ววินาทีหนึ่งก่อนโผล่หน้าออกไป เขาสูดลมหายใจเข้าแล้วระบายออก สองตาหลับแน่น ขับไล่ความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อเรื่องราวทั้งหมดที่ได้ล่วงรู้แล้วเป็นคนบ้าที่ไม่รับรู้อะไร นอกจากพกเพี้ยนเลื่อนเปื้อน

เขาโผล่หน้าเอาสองมือเกาะขอบพนักพิงโซฟา ฉีกยิ้มแป้นแล้นจนตาหยีแก้มขยาย

“เรารำเป็นนะ รำสวยๆ ด้วย”

“ไหน? มารำให้ดูหน่อย รำเป็นจริงหรือเปล่า สวยไม่สวยขอพิสูจน์หน่อย” คณินกวักมือเรียกด้วยรอยยิ้ม

“คุณนิรุต ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” นายอำเภอที่ไร้บทมานานรีบขอตัว เมื่อสถานการณ์ดุเดือดคลี่คลายได้สักที เขาไม่กล้าขยับไปไหนเลย กลัวคนจะวิวาทกันแล้วเขาโดนลูกหลง

“ขอบคุณที่มาช่วยเป็นธุระให้ เรื่องวันนี้ทำให้คุณลำบากแล้ว” นิรุตกล่าวอย่างเกรงใจ

“ไม่เป็นไรครับ ลาแล้วครับ” นายอำเภอเพียงหยักหน้ารับความรู้สึกที่นิรุตมีให้แล้วเอ่ยลาอีกครั้ง จากนั้นก็ลุกเดินออกไปทันที โดยทีคนรับใช้ประจำบ้านตามออกไปส่ง

อิษฎีคลานเข่าออกมาจากด้านหลังโซฟาแล้วไปยืนอยู่ต่อหน้าคณิน เขาหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อเห็นว่าสองตาคมของชายหนุ่มรุ่นพี่แดงก่ำ มีเค้าของความเสียใจคาขังอยู่ในนั้น

ถ้าการที่คณินเรียกร้องให้เขารำให้ดู มันช่วยบรรเทาอะไรได้บ้างและพอเป็นสิ่งที่อิษฎีคนแสร้งบ้าทำให้ได้ เขายินดีทำเพื่อตอบแทนความรู้สึกดีๆ ที่คณินมีให้เขาตลอดมา แม้เป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ที่ไม่อาจแทนให้หมด มันก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรให้

ถือเสียว่าปลอบใจคนที่กำลังเสียใจ

อิษฎีเอ่ยคำร้องประกอบท่าร่ายรำ

***“ขออวยพรอ่อนหวานประสานศัพท์ ร้องรับบรรเลงเพลงประสม ทั้งร่ายรำงามตาน่าชม สุขสมอารมณ์รื่นชื่นฤดี...”

ฉับพลันนั้นเอง คนที่ขอชมกลับไม่เป็นผู้ชมที่ดี เหมือนไม่มีเจตนาจะชมเขาร้องรำทำเพลงตั้งแต่แรก คณินคว้าข้อมือของเขาแล้วฉุดกระชากลากรั้งออกจากห้องนั่งเล่นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความตกใจของทุกคนที่ไม่คิดเช่นกันว่าคณินจะฉุดคนบ้า

“คณินหยุดนะ! ปล่อยเอื้อเดี๋ยวนี้!” นิรุตตวาดห้าม หยัดกายลุกอย่างรวดเร็ว ทำให้มึนหัวจนถึงกับเซทรุด 

“คุณณินจะพาคุณเอื้อไปไหน!? ปล่อยคุณเอื้อ คุณณินทำแบบนี้ไม่ถูกนะครับ! คุณท่าน...คุณท่านใจเย็นๆ นะครับ ขอยาดมยาอมยาหม่องหน่อย! คุณท่านอาการไม่ดี!”

ไข่ที่พึ่งสับเท้าวิ่งหมายตามออกไป ทันเห็นเจ้านายใหญ่อาการไม่ดี จึงรีบเข้าประคองแล้วเลือกที่จะปรนนิบัติดูแลนิรุตก่อน คนที่ไล่ตามออกไปถึงไหนต่อไหนจึงเป็นตรีภพ

มันเกิดขึ้นไวมาก คนที่เหลือไล่ตามหลังมา อิษฎีสับสนไม่รู้จะทำตัวยังไงกับสถานการณ์นี้ในบทบาทของคนบ้า นอกจากตื่นตระหนก รู้ตัวอีกทีเขาก็นั่งอยู่ในรถซุปเปอร์คาร์กับคณิน ตรีภพกำลังทุบและพยายามเปิดประตู แน่นอนว่าไม่สามารถเปิดได้ ถ้าคนในอย่างคณินไม่ปลดล็อก

คณินสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วขับรถคู่ใจพุ่งตัวออกจากลานจอด ทว่าเขาไม่อาจไปไหนพ้นรั้วบ้านหลังนี้ได้ เพราะประตูรั้วที่ปิดไว้ด้วยระบบอัตโนมัติ 

“ไอ้เหี้ยแม่ง!” คณินตบพวงมาลัยอย่างหัวเสีย

ตรีภพเดินตามมาหยุดยืนข้างรถฝั่งที่อิษฎีนั่ง คณินลดกระจกรถลงเพียงนิดให้พอสำหรับส่งเสียงพูดคุยเท่านั้น

“เปิดประตูรั้วเดี๋ยวนี้!” คณินตะคอกกร้าวข้ามหัวอิษฎี

อิษฎีไม่เคยต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ดุเดือดถึงขนาดนี้ น่าเสียดายที่ผู้ชายทั้งสองคนพลาดโอกาสที่จะได้สังเกตถึงท่าทีของเขา อิษฎีบ้าไม่ออกและแสดงออกว่าบ้าได้อย่างไม่สมบทบาทเท่าที่ควร เขาพาตัวเองลงไปขดคู้อยู่ใต้คอนโซลระหว่างเบาะรองนั่ง สองมือกุมหัว เรียวนิ้วขยุ้มทึ้งเรือนผม แสร้งพูดว่ากลัวซ้ำไปซ้ำมา หากแต่หูผึ่งและหน้าตาตื่นเพราะสถานการณ์ในตอนนี้ช่างเลวร้าย

“เปล่าประโยชน์ เธอก็รู้ว่าฉันจะไม่เปิด จนกว่าเธอจะปล่อยเอื้อ”

ตรีภพอารมณ์เสียมาก แต่เขายังควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดี ทว่ามันค่อนข้างที่จะขัดกับน้ำเสียงที่ใครฟังเป็นต้องรู้ว่าคนพูดอารมณ์ไม่ดี โชคดีที่เหตุมันเกิดในรั้วบ้านของเขาและประตูรั้วของเขาก็มีราคาไม่น้อย แต่มันทำงานได้ดีสมราคาจนต้องนึกชื่นชม ช่วยให้เขาเป็นต่อคณิน ชายหนุ่มเลือดร้อนกับพาหนะคู่ใจจะไปไหนได้ นอกจากติดแหง็กอยู่ในรถที่คาอยู่ในบ้านของเขา

“อย่าทำเหมือนว่าคุณเหนือผมแล้ว” คณินกดเสียงต่ำลอดไรฟัน 

“ฉันไม่ได้ทำ เธอต่างหากที่คิด”

“เปิดประตู! เดี๋ยวนี้! ตรีภพ!” คณินตวาดกร้าวหน้าทะมึน

“คนที่ต้องเปิดประตูแล้วปล่อยคนของฉันลงมาคือเธอ”

คณินเหลือบมองอิษฎีที่ลงไปขดคู้ซุกตัวด้วยความกลัวจนตัวสั่นเทิ้ม เขาแค่นยิ้มร้าย

“ตรีภพ คุณได้แต่งกับเอื้อ มีผมเป็นสักขีพยาน งั้นผมขอเรียนเชิญให้คุณเป็นพยานรักให้ผมได้กับเอื้อบนรถ คุณได้แต่งแต่ผมได้ตัว คุณจะได้รู้ว่าเอื้อต่างหากที่เป็นของผม ไม่ใช่ของคุณ”

สิ้นคำในวินาทีต่อมานั้นเอง คณินดึงตัวอิษฎีให้กลับขึ้นมานั่งบนเบาะ รุกประชิดจนอิษฎีหลังชนประตู ซุกไซ้ลวนลามโดยไม่สนว่าจะทำให้อิษฎีตื่นกลัวจากการกระทำของตัวเองแค่ไหน คณินใช้กำลังหักหาญน้ำใจอิษฎี ตรีภพมองไม่เห็นว่าข้างในรถเกิดอะไรขึ้น เนื่องจากกระจกทั่วคันรถติดฟิล์มดำ 

“คณิน! ระยำ!” ตรีภพสบถหยาบ

“ปล่อย! ปล่อยเรา! อย่าทำเรา! อย่าทำร้ายเรา! กลัว…กลัวแล้ว! กลัวหมดแล้ว!” อิษฎีร้องลั่นพลางต่อต้านขัดขืน คราวนี้เขาตัวสั่นของจริงไม่ได้แสร้งทำเพราะบ้า คณินแรงเยอะมาก เขาสู้ไม่ไหว

“คณิน! ปล่อยเอื้อ! หยุดการกระทำโง่ๆ ของเธอซะ! เธอกำลังทำให้เอื้อกลัว!”  

ฝ่ายคณินผละออกอย่างรวดเร็ว ไปกดปุ่มเลื่อนกระจกขึ้นจนปิดสนิท เขาถ่ายทอดสดให้ตรีภพฟังเสียงที่เกิดขึ้นข้างในรถเพียงเท่านี้ จากนั้นก็โถมใส่อิษฎีอีกครั้ง

คนคนนี้เขาไม่ครอบครองไม่ได้!

ต่อให้ได้มาอย่างทุเรศทุรัง วินาทีนี้เขาไม่สนอีกแล้ว! 

เขาต้องได้อิษฎี!

คณินพรมจูบอิษฎีทั่ววงหน้า เป็นสัมผัสที่ไม่ได้เนิบนาบดื่มด่ำ กลับกันมันมีแต่ความเร่งร้อนรีบรน ความรู้สึกที่อยู่เหนือสติในตอนนี้ไม่ใช่ความใคร่ ความรักที่มีให้คนที่เขากำลังข่มเหงน้ำใจอยู่นั้นก็ไม่อาจฉุดรั้งสติให้คืนกลับมา ทั้งหมดในตอนนี้ล้วนเป็นความอยากเอาชนะ แย่งชิงเพื่อครอบครอง ไม่ครอบครองตอนนี้ก็ไม่รู้จะแย่งชิงมาด้วยวิธีไหนได้อีกแล้ว

ทะนุถนอมเฝ้ามองหมายปองมานาน ล่วงเกินกว่าจับมือถือแขนก็ไม่มี ยิ่งกว่าเทิดทูนไว้ในใจก็แทบเรียกว่าบูชาแล้ว เขาตระหนักดีว่าหากรักกับอิษฎีคนบ้า คนรอบข้างอย่างพ่อแม่เป็นหนึ่งอุปสรรคใหญ่ เขาแบกรับความกดดันจากการเป็นลูกคนเดียว ซ้ำยังเป็นลูกผู้ชายที่ต้องสืบสกุลอีกด้วย ไหนจะยังฐานะในสังคมอีก

ถูกของนิรุตทั้งหมด เขาคิดจะเก็บอิษฎีไว้ในจุดนั้นจริงๆ หากนิรุตยกอิษฎีให้เขาดูแล มันเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาของเขาเองที่คิดว่าดีที่สุดแล้ว 

อิษฎีเป็นเพียงคนบ้า ไม่มีใครที่ไหนสามารถยกย่องคนบ้าออกหน้าออกตาให้สถานะชัดเจนว่าคนบ้าที่อยู่ข้างกายของตนนั้นเป็นคนรัก ต่อให้เขากล้าบ้าบิ่นยกย่องอิษฎีออกหน้าออกตา แล้วมันจะสำคัญอะไร ถ้าอิษฎีไม่สามารถรู้ได้ว่าเขาต้องเสียสละ เผชิญต่อขวากหนามและคำคนเท่าไหร่ เพื่อแลกมาซึ่งจุดยืนของคนที่ถึงยังไงก็ไม่อาจรู้ได้ด้วยซ้ำ

“กลัว! เรากลัว! อย่าทำเรา...อย่า! อย่าทำเรา!”

คณินถอนใบหน้าละห่างออกมาจากซอกคอของคนตัวสั่น ทั้งยังเอาแต่พล่ามบอกว่ากลัวเขา เหมือนเขาเป็นเดรัจฉานชั่วที่กำลังขย้ำทำร้ายสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอไร้ทางสู้อย่างอิษฎี

“ถ้าไม่ทำก็ไม่ใช่พี่แล้วที่ทำ แต่เป็นคนที่แย่งเอื้อไปจากพี่อย่างหน้าด้านๆ! มันคนนั้นที่ใครก็เห็นดีเห็นงาม ยกเอื้อให้มัน! ผลของการปาดหน้า ผลของความไม่ยุติธรรม มันบีบให้พี่ต้องทำอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นพี่ก็ไม่มีวันได้เอื้อ!”

สิ้นคำ คณินฝากฝังปลายจมูกโด่งกดสัมผัสไปทั่วเนื้อนิ่ม อิษฎีตัวอุ่นชวนให้เขาลากสัมผัสไปให้ถ้วนทั่ว กลิ่นหอมอ่อนๆ กับผิวขาวสะอาดสะอ้าน ยิ่งทำให้เขาหน้ามืดตามัว คนคนนี้เขาทะนุถนอมผ่านสายตาแสนรักใคร่เฝ้าเอ็นดูมานาน วันนี้กลายเป็นสองมือกำลังบังคับคุกคาม ไม่มีอะไรในสัมผัสที่ปล้นชิงมานอกจากความรุนแรง เขาตักตวงสิ่งที่เขาควรได้ เมื่อไม่มีใครให้ก็เหลือแต่ต้องแย่งชิง 

เขาไม่เคยทำเกินเลยกับอิษฎี วันนี้ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ทำ เขาจะทำในสิ่งที่เขาสมควรทำให้หมด 

เหนือสติที่หายไป เขารู้ดีว่าที่ทำอยู่มันช่างทุเรศทุรัง เป็นคนปกติที่วิปริตว่าคนที่ไม่ปกติที่วิปลาส ถึงขั้นข่มขืนคนบ้าบนรถ ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนแล้ว 

คณินจูบทุกอณูที่เขาจะสามารถจูบได้ ร่างกายที่เขากกกอดล่วงเกินไม่เคยผ่านมือใคร ต่อให้เป็นตรีภพ เขาก็เชื่อว่านอกจากเขาแล้ว ยังไม่มีใครแตะต้องย่ำยีความบริสุทธิ์ผุดผ่องของอิษฎี นึกถึงจุดนี้แล้วยิ่งกระทำการอย่างย่ามใจ หลงใหลและเหิมเกริม 

อิษฎียังไม่หยุดผลักไสเขา แต่อ่อนแรงลงไปมาก ฝ่ายเขาบังคับกอดร่างสั่นเทิ้มนั้นไว้ด้วยวงแขนเดียวก็สามารถสยบได้อยู่หมัด อีกมือหนึ่งสาละวนง่วนอยู่กับการปลดกระดุมเสื้อเชิ้ต ข้างนอกรถเขาไม่อาจรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง อีกทั้งเขาไม่สนใจจะรู้ 

อิษฎีที่อยู่ตรงหน้าของเขาต่างหากคือสิ่งที่เขารู้ว่าต้องจัดการ

คณินขบเม้มดูดดึงใบหูของอิษฎี ต่ำลงไปที่เบื้องล่างในขณะนั้น กระดุมที่ริมสาบเสื้อยังไม่ทันปลดจากรังจนหมดแถว เพียงแค่สายตาดันเหลือบเห็นแผ่นอกขาวรำไร คณินก็ไม่อาจปลดเปลื้องเสื้อผ้าที่อิษฎีสวมใส่ได้สมความตั้งใจ สิ่งที่เขาไม่เคยได้เห็นจากอิษฎี บัดนี้ได้ดึงความสนใจของเขาไปหมดแล้ว มือข้างนั้นพลันเปลี่ยนมากระชากรั้งจนสาบเสื้อข้างหนึ่งหลุดจากไหล่บาง เห็นยอดอกสีระเรื่ออยู่ต่ำลงไป คณินหอบหายใจให้กับผลงานของน้ำมือเขา ลิ้นในโพรงปากของเขาไม่อยู่สุข เพราะสิ่งที่ตากำลังจับจ้องมองดู บังเกิดเป็นความอยากที่จะลิ้มรสดูดกลืน

ไม่มีทางที่ตรีภพจะเข้าใจว่าเนื้อตัวอิษฎีนั้นน่าลิ้มรสด้วยปากลิ้นแค่ไหน คนที่เป็นผู้ชายแท้มาตลอดอายุสามสิบที่ใกล้จะเข้าอายุสี่สิบอยู่รอมร่อในปีหน้านี้แล้ว ไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกของเขาที่หมายปองรุ่นน้องคนนี้มากกว่าสิบปีในตอนนี้ได้หรอก

อิษฎีเป็นของมีค่าของเขา ของมีค่าของเขากลับต้องไปเป็นของตายให้ตรีภพ

นิรุตเห็นดีเห็นงามไปได้ยังไง แก่จนเลอะเลือนเลื่อนเปื้อนแล้วสินะ มันจะต่างอะไร ไม่วาจะเขาหรือตรีภพก็ไม่มีใครดูแลอิษฎีได้ดีที่สุดทั้งนั้น

แต่งให้ตรีภพก็ไม่พ้นไปเป็นของตาย ใครเล่าจะรู้ว่าตรีภพที่นิรุตคิดว่าดี ยามเมื่อสัญชาตญาณทางเพศมันปะทุจะไม่หวนหาผู้หญิงสักคนมารองรับเชียวเหรอ อีกฝ่ายก็ใช่ว่าจะแก่ไร้อารมณ์ กลับกันยังเป็นหนุ่มใหญ่ที่หน้าตาดีพ่วงฐานะมั่นคงเพียบพร้อมออกปานนี้ ผู้หญิงย่อมต้องผ่านเข้ามาให้เลือกมากมาย ไม่ไขว้เขวเลย คณินเชื่อว่าไม่มีทาง เพราะคนที่แต่งด้วยเป็นผู้ชายซ้ำยังบ้า มีคู่ผัวตัวเมียก็เหมือนไม่มีและหากเป็นอย่างนั้นตรีภพก็ไม่ต่างจากเขาที่ผิดต่ออิษฎี

ยกให้คณิน เมื่อเป็นของคณินคนนี้แล้ว อาจให้สถานะทางสังคมไม่ได้ เขายินดีที่จะมีสัมพันธ์ทางกายกับอิษฎี แม้ว่าอิษฎีจะเป็นบ้าและเขาต้องกลายเป็นคนวิปริต เขาก็ยอม นอกจากให้สถานะทางสังคมไม่ได้ ยังเสียตรงที่เขาต้องงานกับผู้หญิง เธอที่จะมาเป็นภรรยาตามกฎหมายให้เขาก็มีหน้าที่เป็นเพียงแม่ของลูกที่ต้องสืบทอดทายาทต่อไป มีเธอเป็นฉากหน้าให้แค่คนเดียวถือว่าจบ เขาไม่ต้องเที่ยวมีสัมพันธ์กับใครไปทั่ว เคารพสถานะสมรสและเคารพในความรักที่มีให้อิษฎี

คณินบกพร่อง แต่ตรีภพนับว่าบกพร่องยิ่งกว่า ความรักที่มีให้อิษฎีมากว่าสิบปี แค่ข้อนี้เพียงข้อเดียวก็น่าจะลบข้อกังขาที่นิรุตมีต่อเขาและเอาชนะคุณสมบัติของตรีภพได้หมด ไม่รู้ประมุขใหญ่ที่แก่ชราลงทุกวันๆ อย่างนิรุตเอาอะไรตัดสิน เห็นจะมีแต่ความเลอะเลือนไม่เข้าท่า

เขาตวัดสายตาละจากยอดอกสีระเรื่อกลับขึ้นมามองผิวพรรณบริเวณต้นคอและลาดไหล่ซึ่งเคยอยู่ใต้ร่มผ้า แต่บัดนี้ถูกน้ำมือของเขากระทำให้เปิดเผยต่อสายตา คณินหอบหายใจ แววตาราวเสือกระหายเหยื่อ 

เพราะอิษฎีกำลังเบือนหน้าเบี่ยงศีรษะหนีสัมผัสจาบจ้วงล่วงเกินของเขา นั่นไม่ต่างอะไรจากเปิดโอกาสให้เขาได้แตะต้องอณูผิวที่เปิดโล่งตรึงตาได้สัมผัสอย่างถนัดถนี่ ตั้งแต่ที่เขากระชากสาบเสื้อรั้งลงพ้นไหล่มนกลมกลึง เป็นเวลาเดียวกับที่อิษฎีสะดุ้งตัวโยน ตื่นเกร็งจนไร้เสียงไม่มีแม้แต่คำพูดหลุดรอด คนที่เขารักเกินกว่าความเป็นน้องพี่หวาดกลัวพฤติกรรมคุกคามของเขาจนพูดอะไรไม่ออก มีก็แต่สองมือสั่นเทาที่ผลักดันแผ่นอกของเขาไว้ ทั้งหมดไม่ได้ทำให้เขาสะทกสะท้าน ไม่มีแม้แต่จะสะเทือนกับสิ่งที่กำลังกระทำอยู่ในขณะนี้

อิษฎีเนื้อตัวหอมจรุงใจถึงขนาดนี้ วันนี้เขาพึ่งได้รู้

“...” อิษฎีร้องไห้ เขาเสียใจที่คณินกระทำจาบจ้วงล่วงเกินเขาได้ลงคอ สิบปีที่รุ่นพี่คนสนิทไปมาหาสู่ ไม่เคยเลยที่จะกล้ำกรายให้เขาตระหนกตกตื่นได้เหมือนวันนี้ 

คณินกดจมูกลงบนซอกคออุ่น สูดดมก่อนซุกไซ้ไปทุกอณู เนื้อนิ่มเสียจนอดใจไม่ไหว ขบริมฝีปากดูดเม้มสร้างรอยเอาไว้แล้วลากไล้ปลายจมูกละเลียดเรื่อยมาถึงลาดไหล่ พรมจูบแล้วสร้างรอยทิ้งไว้ 

จังหวะหนึ่งของสายตาพลันเหลือบเห็นเข้ากับหยาดน้ำตาสายหนึ่งกลิ้งผ่านแก้มอิ่มลงมาจวนเจียนจะร่วงตกจากวงหน้า

น้ำตาของอิษฎีหยดนั้น เป็นคณินที่ซึมซับรับไว้ด้วยริมฝีปาก กดลงแผ่วเบาก่อนถึงกรามได้รูป เขารับรู้ได้ถึงรสชาติเค็มปร่าเจือจางที่ปลายลิ้น 

ลิ้มรสหยดเดียวสะเทือนไปทั้งใจ ความเดือดดาลที่มีทั้งหมดพลันหายไป 

เขาทำให้น้องร้องไห้ เขากำลังข่มเหงรังแกคนจิตวิปลาส

วินาทีที่สติหวนคืน เขาผละใบหน้าออกห่างเพียงนิด เพื่อสบตากับอิษฎี

“เอื้อ?” เขาเรียกชื่อน้องที่เขารักเกินกว่าน้องผ่านเสียงแผ่วพร่า รู้ซึ้งแล้วว่าก่อนหน้าที่ทำลงไป นองจากทุเรศทุรังยังเสื่อมทรามเลวระยำสุดกู่

“เรากลัวหมดแล้วนะ กลัว...อย่าอะไรเรานะ เราขอ ขอให้เรานะ” อิษฎีดึงสองมือคืนจากแผ่นอกที่เขาผลักดันไว้ ยังไม่ทันพูดจบก็ยกสองมือกระพุ่มไหว้อย่างสั่นเทา

“...” คณินเห็นอิษฎีถึงกับไหว้ขอร้องเขา หัวใจมันเจ็บห่วงปวดหนึบ บีบคั้นความรู้สึกเสียจนโพรงจมูกแสบคัดแน่นตื้อ กระบอกตาร้อนผ่าว รีบรนแยกมือที่ประกบยกไหว้เขาออกแล้วจับให้สองมือข้างนั้นแนบลงบนสองแก้มของเขาเอง “เอื้อ...เอื้อของพี่ เอื้อ...เอื้อ...พี่เองไม่ต้องกลัว เอื้อกลัวอะไร พี่เอง”

“...” อิษฎียอมมองหน้าสบสายตากับคณินผ่านท่าทีระแวงระวัง

“พี่รักเอื้อ เอื้อรู้หรือเปล่า?” คณินถามเสียงเบาหวิว ราวกับพฤติกรรมจาบจ้วงล่วงเกินก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น

“...รัก...รักเอื้อเหรอ พี่รัก...เราเหรอ” 

เขารู้...เขารู้...

แต่เขาต้องบ้า จึงรู้และแสดงถึงความเข้าใจไปไม่ได้มากกว่านี้

“พี่รักของพี่ตั้งแต่ก่อนที่เอื้อจะถูกเพื่อนแกล้งเรื่องจดหมาย พี่เห็นเอื้อครั้งแรกตอนไหนรู้ไหม? พี่ยังจำได้อยู่เลย นั่นสิ ทำไมพี่จะจำไม่ได้ ในเมื่อครั้งแรกที่เห็น มันสำคัญกับพี่มาจนถึงวันนี้ มันก็แค่เหตุการณ์ทั่วๆ ไป ตอนพักเที่ยงที่พี่กำลังเข้าโรงอาหาร แต่เอื้อกำลังออกจากโรงอาหาร แค่เรา...สวนกัน แค่เอื้อยิ้ม แค่เอื้อหัวเราะ ง่ายๆ แค่นั้นเลย หลังจากนั้นไม่ว่าเอื้อจะอยู่ตรงไหนของโรงเรียน ถ้าพี่เห็น พี่คอยแต่มอง ทำไม...จนถึงตอนนี้ พี่ถึงได้เป็นแค่คนที่คอยมอง ทำไม?”

คณินถามผ่านรอยยิ้มบาง ในแววตาของเขายามมองอิษฎีมันเต็มไปด้วยความรัก วินาทีนี้เจือความเจ็บปวดผิดหวังที่ไม่ได้ครอบครองคนที่ตาเขาสบมองอยู่ในตอนนี้ 

พอคิดถึงคำว่าสิบปีที่รักน้องมา ความเสียใจหลั่งลงมาจากขอบตาแดงก่ำ

อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้แท้ๆ แต่กลับไม่ใช่ของเขา

ตลอดมานึกไปว่าได้ถือสิ่งหนึ่งอันเป็นสิ่งสำคัญไว้ในมือตลอด ทว่าวันนี้ยกมือขึ้นมาดู สิ่งสำคัญนั้นหายไปแล้ว ที่เหลือให้ดูต่างหน้าคือความรู้สึกที่เคยได้ถือและความว่างเปล่าที่อยู่ในมือ

“...” อิษฎีหายใจไม่ออก มันอึดอัดคับอกไปหมด ปวดใจให้ไม่แพ้กัน ตอนที่น้ำตาหยดนั้นของคณินไหลลงมา กระทั่งฝ่ามือของเขาที่แนบแก้มรุ่นพี่หนุ่มอยู่นั้นสัมผัสถึงความเปียกชื้น

เขารู้...รักที่มีให้มากมายมาเนิ่นนาน...เขารู้ๆ

อิษฎีดึงมือออกจากสองแก้มของคณิน ความใกล้ชิดลึกซึ้งไม่ได้ห่างหายไปไหน คนแสร้งบ้าขยับกายเข้าหาคณินแล้วสวมกอด ให้การปลอบประโลมที่ดีที่สุดที่เขาพอจะให้ฝ่ายเจ็บช้ำอย่างคณินได้รับ

“โอ๋ น่าสงสารๆ โอ๋นะ โอ๋พี่นะ”

“เอื้อ...” คณินไขว่คว้าโอกาสนี้ไว้ เขากอดตอบอิษฎีแน่นยิ่งกว่าที่อิษฎีเป็นฝ่ายเริ่มกอดเขาก่อนด้วยซ้ำ ก่อนแน่นมากจนร่างโปร่งในอ้อมอกแทบจมหาย

“โอ๋พี่นะ เราโอ๋ๆ เอ่เอ๊นะ เอ่เอ๊ เราโอ๋พี่ โยกเยกเอย น้ำท่วมเมฆ กระต่ายลอยคอ หมาหางงอ กอดคอโยกเยก” อิษฎีปลอบโยนด้วยถ้อยคำพกเพี้ยนสมบทบาทความวิปลาส ทว่ามีเพียงเขาที่รู้ว่าเขาทำหน้ายังไงอยู่ ในตอนที่กำลังกอดปลอบลูบฝ่ามือบนแผ่นหลังของคณิน ความสงสารเห็นใจและปวดใจกำลังเต็มเกลื่อนอยู่บนสีหน้าและแววตา จากมุมมองของเขาในมุมนี้ เขาเห็นตรีภพที่อยู่ข้างนอกรถกำลังใช้ของแข็งทุบกระจกรถ

ข้างนอกรถมีคนกำลังใช้ของแข็งทุบกระแทกกระจกตรงหน้าต่างเหนือประตูฝั่งคนขับ ด้วยคนด้านนอกคำนึงถึงความปลอดภัยของหนึ่งคนในรถผู้สติวิปลาสว่าหากกระจกแตกจะได้ไม่โดนเศษเสี่ยงเหล่านั้นบาดเอาได้

ทุกครั้งที่อิษฎีเห็นตรีภพลงน้ำหนักตีกระแทกใส่ปราการสีดำ...

“โยกเยกเอย น้ำท่วมเมฆ...”

กระจกค่อยๆ แผ่รอยร้าวแตกระแหงเหมือนรังแมงมุม 

กอดปลอบโยนที่เขามีให้คณิน…

“...กระต่ายลอยคอ หมาหางงอ...”

ยาวนานเพียงกระจกแผ่นหนึ่งพังครืนลงมาเป็นเศษเสี่ยง

“กอดคอ...” เขาเลื่อนฝ่ามือที่ลูบแผ่นหลังกว้างขึ้นมารั้งรอบคอ ปากร้องตามองปราการสุดท้ายที่คณินมีร่วงกราว อิษฎีเอียงหน้าซบไหล่อุ่นของคณินแล้วทำตามถ้อยคำสุดท้ายในเนื้อเพลงกล่อมเด็ก “...โยกเยก” 

หมดเวลาแล้ว…

ทั้งหมดเหมือนเนิ่นนานกินเวลา ทว่าในความเป็นจริง เกิดขึ้นแค่ไม่กี่นาทีชีวิต ตรงข้ามกับนาทีที่เดินด้วยหัวใจ ช่วงเวลาที่คณินชิงมาได้ลึกซึ้งหน่วงรั้งทุกขณะจิตจนลืมความเป็นจริงรอบข้าง นับตั้งแต่คณินประกาศกร้าวใส่ตรีภพ หมายจะทำให้อิษฎีตกเป็นของคณินในรั้วบ้านตรีภพ ตลอดจนตรีภพหาวัตถุมาทุบกระจกรถ ระหว่างนั้นภายในรถ จากคนที่ทวงหาความยุติธรรมไม่ได้จนต้องเดือดดาลเหมือนมนุษย์เพลิง กลับมอดดับลงได้ด้วยน้ำตาของคนที่เขาเฝ้าทะนุถนอมมาเนิ่นนาน

แค่ต้องการจะรัก ไม่ได้ต้องการจะทำร้าย 

เมื่อประตูรถถูกเปิดออกจากทั้งสองด้าน เมื่อนั้นคนสองคนที่กอดกันแน่นถูกแยกออกไปคนละทิศละทาง เป็นตรีภพที่กระชากคณินออกห่างจากอิษฎีและเป็นไข่ที่ดึงอิษฎีออกห่างจากคณิน

“คุณเอื้อไม่เป็นไรใช่ไหม!? คุณเอื้อเจ็บตรงไหนหรือเปล่า!?” ไข่รีบถามหน้าตาตื่น ยิ่งเห็นอิษฎีเสื้อผ้าหลุดลุ่ยยับเยิน คนสนิทรีบเข้าจัดการดูแลความเรียบให้อิษฎี กลัดกระดุมให้มือเป็นระวิง ตาคอยมองสำรวจความเสียหายตามเนื้อตัวให้เจ้านายน้อย ตรงไหนบุบสลายเสียหาย เขาจะได้เอาเรื่องคณินให้ถึงที่สุด

ด้านข้างรถอีกฝั่ง ตรีภพกระชากตัวคณินออกมาได้ก็ผลักชายหนุ่มอายุน้อยกว่ากระแทกรถแล้วง้างหมัดซัดใส่ใบหน้าของคนที่ทำเรื่องระยำกับคนบ้าได้ลงคอทันทีไม่มียั้งแรง ยังผลให้คณินหน้าสะบัด เลือดไหลซึมจากมุมปากเพราะเนื้ออ่อนด้านในถูกกระแทกจนแตกกลายเป็นแผล

คณินแค่นหัวเราะ ยกหลังมือป้ายเลือดมาดูผลงานที่ตรีภพบังอาจทำร้ายเขา ก่อนจะถ่มเลือดทิ้ง พลันเอาคืนด้วยการง้างหมัดต่อยกลับอย่างรวดเร็ว ไม่ยั้งมือ ไม่มีเบาแรง เขามีประสบการณ์วิวาทชกต่อยมาตั้งแต่ประถมจนมัธยม รู้ว่าต่อยแบบไหนฝากรอยให้ความสะใจได้ดีที่สุด

หมัดที่ซุกปลายนิ้วโป้งซ่อนไว้ระหว่างง่ามนิ้วชี้และนิ้วนาง นอกจากทำให้เกิดรอยช้ำแล้วยังมีรอยเหมือนโดนเล็บจิกเนื้อปริจนเลือดซิบเอาไว้

ถูกคณินเอาคืน ทำให้ตรีภพเสียหลักเซไปด้านหลัง หน้าสะบัดไม่ต่างกันจนแว่นสายตากระเด็นหลุดจากใบหน้า ก่อนที่ตรีภพจะได้ตั้งหลักอีกครั้ง คณินจงใจเหยียบแว่นบดขยี้ฝีเท้าจนเลนส์ใสเป็นรอยร้าว

“คุณไม่มีวันอยู่ร่วมกับเอื้อได้ดี เหมือนที่ผมไม่มีวันรักกับเอื้อได้ ศีลห้าข้อผมยังไม่แยแส ข้อสามยิ่งไม่อยู่ในสายตา นับประสาอะไรกับเศษกระดาษที่เรียกว่าทะเบียนสมรส ตรีภพ” 

“ห้ามให้ที เราไม่ชอบ โคตรรู้สึกแย่” อิษฎีกระซิบบอกไข่

ไข่พยักหน้าปิดประตูรถฝั่งอิษฎีให้เรียบร้อยแล้วรีบเดินอ้อมหน้ารถไปห้ามปรามผู้ชายสองคนที่อยู่อีกด้าน

“พอเถอะครับ คุณณินกลับไปก่อน คุณเอื้อแต่งงานแล้วยังไง คุณท่านรู้เห็นเป็นใจแล้วยังไง แต่ไม่มีใครห้ามให้คุณณินไปมาหาสู่คุณเอื้อ ไม่ได้ให้ตัดขาด        ไปสงบสติอารมณ์ก่อนเถอะครับ ส่วนคุณตรีภพเอง ควรเข้าไปดูคุณท่านหน่อยนะครับ หายใจไม่ค่อยดี ป้าอนงค์ดูให้อยู่”

“ก็เปิดประตูสิ! ไม่เปิดแล้วจะไปได้ไหม!? บ้านของมัน ฉันอยากอยู่ตายนักล่ะวะ!" คณินหันไปตะคอกใส่ไข่

“คุณตรีภพ คุณณินยอมไปแล้ว ช่วยรบกวนเปิดประตูรั้วหน่อยสิครับ” ไข่เป็นตัวกลางเจรจาให้ พยายามจะลดเวลาที่คณินต้องเผชิญหน้ากับตรีภพลง ถึงกับช่วยปัดเศษกระจกที่ตกค้างอยู่บนเบาะรองนั่งหน้าพวงมาลัยให้ด้วยมือเปล่าด้วยไม่ทันคิดให้ดีว่าตัวเองอาจจะถูกเศษกระจกบาดตำผิวเนื้อเข้าให้ นึกแต่อยากจะให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปให้ไวๆ

ตรีภพหันไปส่งสายตาให้สาวใช้ที่ยืนอยู่ห่างออกไปแทนคำสั่งที่ไม่ได้เอื้อนเอ่ย ระหว่างนั้นเขาใช้หลังมือซับเลือดบนโหนกแก้มของตัวเองดูบ้าง

คณินเหลือบมองอิษฎีเป็นครั้งสุดท้าย ไม่จำเป็นต้องลาเพราะเขาจะหวนกลับมาอีก ก่อนที่เขาจะผลักไข่ไปให้พ้นประตูรถแล้วก้าวกลับขึ้นไป ขณะกำลังเอื้อมมือออกไปดึงประตูเข้ามาปิด เขาตาไวเห็นคนที่เขาผลักออกไปมีเลือดซิบอยู่ที่ฝ่ามือ

“นี่ก็โง่จริง!” คณินสรรเสิรญแดกดันให้ ไร้คำขอบคุณใดๆ

“ไปๆ สักทีเถอะครับ” ไข่รีบโบกมือไล่ อยากจะพูดต่อว่าอยู่ไปก็วุ่นวาย แต่เหตุการณ์วันนี้ฝ่ายคณินน่าสงสารเห็นใจไม่ใช่น้อย 

“รถผมราคาไม่ใช่น้อย เป็นคุณที่ทุบทำลายจนมันเสียหาย ตรีภพ พรุ่งนี้ผมจะร่อนบิลค่าเสียหายมาให้ถึงที่ อ้อ รวมค่าทำแผลให้ไอ้เซ่อหน้างั่งที่มันเอามือเปล่าปัดเศษกระจกด้วย มันจะไม่ได้แผลถ้าคุณไม่ตีกระจกรถผมจนแตก ผมรู้คุณมีปัญหาจ่าย ฉะนั้นกรุณาจ่าย ไม่อย่างนั้นผมจะดำเนินคดี” คณินกล่าวจบ ต่อมาก็ปิดประตูเสียงดังปัง 

เมื่อรถซุปเปอร์คาร์ขับออกไปด้วยเร็วที่ค่อนข้างฉวัดเฉวียนน่าหวาดเสียว ไข่รีบเดินเข้าไปหาอิษฎี แต่ช้ากว่าตรีภพ

“เข้าบ้าน” ตรีภพคว้าข้อมืออิษฎีไปจับจูง

อิษฎีแสร้งตกใจกลัวจนสะบัดมือใหญ่ทิ้ง ถอยห่างตรีภพแล้ววิ่งไปซ่อนที่หลังไข่

“คงยังกลัวอยู่น่ะครับ” ไข่ออกหน้าอธิบายให้

“อืม ฉันเข้าใจ” ตรีภพพยักหน้าอย่างเข้าใจ เป็นเขาที่เดินนำกลับเข้าไปในบ้าน

อิษฎีเดินตามเข้ามาพร้อมกับไข่ พวกเขาพากันกลับเข้ามาในห้องนั่งเล่น เศษแจกันตีแตกถูกเก็บกวาดทำความสะอาดไปหมดแล้ว

“พี่รุต”

“นี่ล่ะ ผลของการกระทำโดยไม่คิดให้ถี่ถ้วน ไม่นึกว่าอย่างตรีต้องมาพลาดให้กับเรื่องแบบนี้” นิรุตดีขึ้นบ้างแล้วจากการดูแลของอนงค์ ทันทีที่ตรีภพเดินกลับเข้ามาพร้อมกับอิษฎีที่เดินตามหลังมาอีกที เขาก็เปิดฉากตำหนิ

เขารู้ดี เหตุการณ์วันนี้คนที่เจ็บช้ำน้ำใจที่สุดคืออิษฎี คนที่ทุกคนคิดว่าบ้าไม่รู้เรื่องรู้ราว ในความเป็นจริงกลับรู้ดียิ่งกว่าใคร

“ไม่ว่าผมจะอายุเท่าไหร่ เป็นคนยังไง ประสบความสำเร็จแค่ไหน ทุกๆ วัน ผมสามารถเผชิญกับความผิดพลาดได้เสมอ ในเมื่อผมยังคิดว่าต่อให้ตัวเองทำเรื่องรอบคอบแค่ไหนก็มีโอกาสที่จะผิดพลาดได้ ทำไมคนอื่นถึงคิดว่าอย่างผมจะต้องไม่ผิดพลาดเลย พี่รุตอย่าคิดว่าผมจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เลยครับ พอผมไม่ได้เป็น เป็นไม่ได้ขึ้นมา พี่รุตก็จะผิดหวัง”

“สาสมใจจนไม่รู้สึกผิดเลยเหรอ มันเหมาะมันควรหรือเปล่าที่คนที่ตรีแต่งงานด้วยถูกคนอื่นฉุดลากไปปู้ยี่ปู้ยำต่อหน้า เพราะตรีทำให้คณินรู้กะทันหันเกินไป รายนั้นเขานิสัยโผงผางเลือดร้อนมาแต่ไหนแต่ไร เจอเรื่องที่รับไม่ได้เข้าไป เหมือนสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงกลางหัว ดีที่รายนั้นเขาไม่บ้าดีเดือดไปมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นมันคงเลวร้ายถึงขั้นมีคนตายตก นี่ล่ะผลของการเล่นกับความรู้สึกคน"

 ตรีถอนหายใจ เขาพยักหน้ายอมรับในส่วนที่ผิด ต่อให้นิรุตไม่ออกปากติเตือนทวงหาความรู้สึกเขาควรมีให้ต่อเหตุการณ์ในวันนี้ เขาก็มีมันท่วมหัวล้นอกอยู่แล้ว

“รู้สึกสิครับ รู้สึกผิดกับเอื้อที่ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์น่ากลัวจนเสียขวัญ แล้วก็ไม่ได้รู้สึกพอใจจนสุขให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งที่คิดว่าผมควรจะมีความสุขกับการหักหลังสาหรือเห็นคณินเป็นบ้าเป็นหลังจนเหตุการณ์มันเลยเถิด ขอโทษครับ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้” เขากระพุ่มมือไหว้ให้นิรุตผู้ที่อาวุโสที่สุดในงานวันนี้ 

“...” อิษฎีที่ยืนอยู่ด้านหลังตรีภพ เมื่อยินคำพูดจากใจจริงของตรีภพ นั่นไม่ได้ทำให้ส่วนลึกของหัวใจที่มีความผิดหวังเสียใจอยู่ในนั้นสร่างซาได้เลย 

นิรุตมองข้ามไหล่ของตรีภพไป เขาเห็นอิษฎียืนหน้าตายนิ่งไร้รู้สึก ถ้าตรีภพรู้ถึงผลลัพธ์ที่ได้จากการกระทำของตัวเองว่ายังมีอีกหนึ่งคนที่ยืนอยู่ข้างหลังนั้น กำลังเก็บงำความเสียใจยิ่งกว่าใคร ตรีภพจะเยียวยาอิษฎีได้ยังไง ในเมื่อแค่ขอโทษมันไม่เพียงพอ ทั้งยังไม่ใช่ยารักษา

“เอาเถอะ” อย่างน้อยนิรุตก็ดูออกว่าตรีภพไม่ได้มีความสาแก่ใจหรือสนุกจากผลที่เชิญคณินกับฐิสามาร่วมงาน “วันนี้วันดี อย่าให้มันไม่ดีไปมากกว่านี้ นี่ก็ค่ำมากแล้ว ตั้งโต๊ะทานข้าวกันสักมื้อ พอดีสี่ทุ่มยี่สิบห้านาทีจะได้ส่งตัวตามฤกษ์”

//////////////////////////

บรรยากาศของมื้อค่ำดำเนินไปอย่างเรียบง่ายอบอุ่น ไข่ได้ร่วมโต๊ะนั่งข้างอิษฎี ตรีภพนั่งฝั่งตรงข้ามและนิรุตนั่งหัวโต๊ะ อนงค์กับสาวใช้คนอื่นๆ คอยช่วยดูแลเรื่องอาหารการกินตามหน้าที่ เป็นงานฉลองแต่งงานที่ไม่ต่างอะไรจากครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่งกำลังรับประทานอาหารร่วมกันอย่างชื่นมื่น

ไม่จำเป็นต้องมีเค้กแต่งงานปอนใหญ่ แชมเปญราคาแพงหรือเพลงบรรเลงกับผู้คนที่ร่วมยินดี มีแค่นี้ก็อิ่มเอมใจกันถ้วนหน้าแล้ว โดยเฉพาะนิรุตที่มื้อนี้รับอาหารได้มากเป็นพิเศษ ความขุ่นหมองในใจอิษฎีจึงเลือนหายไปชั่วขณะ อิษฎีแสร้งบ้ากลางโต๊ะอาหารจนได้เสียงหัวเราะรอยยิ้มจากทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ตรีภพก็ยิ้มให้แก่ความบ้าของอิษฎีอย่างเอ็นดู

หลังมื้ออาหารเสร็จสิ้น นิรุตย้ายไปนั่งพักผ่อนในห้องนั่งเล่นอีกครั้ง มีอนงค์คนวัยเดียวกันคอยพูดคุยเป็นเพื่อน 

ตรีภพกับอิษฎีพ่วงด้วยไข่เดินขึ้นชั้นบน เจ้าบ้านจัดสรรความเป็นอยู่ให้กับสมาชิกไว้หมดแล้ว เขาพาอิษฎีไปดูห้องนอนของเจ้าตัว มีก็แต่คืนนี้ที่เขากับอิษฎีจะต้องนอนด้วยกันตามประเพณีพิธีการ ในคืนต่อมาและหลังจากนี้ ทั้งเขาและอิษฎีต่างคนต่างมีห้องนอนเป็นของตัวเอง

“โอ้โห! ใหญ่โตเหมือนห้องเดิมที่บ้านคุณท่านเลย”

“ไข่ก็มีห้องส่วนตัวของตัวเองเหมือนกัน ฉันยกห้องเล็กชั้นบนริมสุดฝั่งนั้นไว้ให้”

ไข่ตาโตแล้วตาโตอีก มีท่าทางปลาบปลื้มดีใจ “คุณตรีภพ…หะ...ให้ไข่ห้องไข่ไม่พอ ยังให้ไข่นอนชั้นบนอีก ใจดีเกินไปแล้ว!”

“ไม่รู้ก่อนหน้าเธอดูแลเอื้อยังไงบ้าง รู้แต่ตัวติดกันน่าดู ฉันมองว่าเป็นคนดูแลไม่ใช่คนใช้”

“ที่บ้านคุณท่าน ไข่ก็มีห้องตัวเอง แต่ห้องอยู่เรือนคนใช้ แต่ส่วนใหญ่ห้องนั้นไข่ไม่ค่อยได้ใช้ซุกหัวนอนหรอกครับ ไว้แค่เก็บของอะไรพวกนี้ ตกกลางคืนก็นอนเป็นเพื่อนคุณเอื้อมาตลอด”

ไม่อยากจะบอกว่าถึงขั้นนอนเตียงเดียวกันด้วย

“คิดไว้แล้วเชียว” ตรีภพยิ้มมุมปาก เขาเดินนำไข่ไปดูข้างเตียงหลังใหญ่ของอิษฎี

“คุณตรีภพรอบคอบแล้วก็ใส่ใจมากเลยครับ” ไข่ประทับใจกับรายละเอียดเล็กน้อยที่ตรีภพมีให้อิษฎีไปจนถึงคนข้างกายอิษฎีก็คือเขา เหมือนพลอยได้อานิสงส์ไปด้วยอะไรเทือกนั้น

จะไม่ให้ชื่นชมแล้วชื่นชมอีกได้ยังไง ที่อยู่ข้างเตียงหลังใหญ่ของอิษฎีคือฟูกนอนแบรนด์เนมอย่างดี ไม่เท่านั้นยังปูทับด้วยท็อปเปอร์ ชุดเครื่องนอนที่เอามือลูบแล้วทั้งนุ่มทั้งลื่น

“ขอบคุณนะครับ” ไข่ยกมือไหว้ขอบคุณด้วยรอยยิ้มหน้าบาน

“เดี๋ยวทำแผลที่มือให้เรียบร้อยแล้วค่อยอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เอื้อ ใกล้สี่ทุ่มยี่สิบห้าแล้วค่อยพาออกไปรอที่หน้าห้องฝั่งตรงข้ามเยื้องไปอีกสองประตู ฉันให้ห้องนั้นเป็นห้องหอ ไม่มีอะไรแล้ว ตามสบาย” เขาเองก็จะปลีกตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็ทำแผลบนหน้าด้วยเหมือนกัน

อิษฎีหลบเลี่ยงที่จะมองหน้าสบตากับตรีภพอย่างแนบเนียน ไม่ต้องการให้ตรีภพพูดคุยใดๆ กับเขา ด้วยการหลบฉากเข้าไปเล่นอยู่ในห้องน้ำใหม่ หลบมาขนาดนี้แล้วตรีภพที่กำลังเดินออกจากห้องยังไม่วายมองหาตัวเขา จนกระทั่งมาเจอเขาอยู่ในห้องน้ำ ตรีภพก็ไม่ได้เดินเข้ามา

“คืนนี้เรานอนกับอาสักคืนนะ” ตรีภพบอกกล่าว แม้รู้ว่าอิษฎีคงไม่เข้าใจ เขาก็แค่อยากบอก

“...” อิษฎีแค่มองหน้าตาเหรอหรา ยิ้มและหัวเราะให้ ก่อนจะหันหลังแล้วเผยสีหน้าเรียบเฉยเป็นปกติ 

จนกระทั่งตรีภพออกไปแล้ว อิษฎีถึงเดินออกมาจากห้องน้ำ เห็นคนสนิทกำลังนอนเล่นอยู่บนที่นอนใหม่ของตัวเองก็อดไม่ได้ที่จะเดินไปยืนกอดอกหรี่ม่านตาให้คนที่รื่นเริงเกินใคร

“ไข่ดีใจ ให้ไข่ดีใจเถอะ”

“ก็ไม่ได้ว่าอะไร ไข่ชอบที่นี่ก็ชอบไป” เห็นไข่ดูมีความสุขจริงๆ อิษฎีเลยยักไหล่แล้วยิ้มขำ

“ยังขำออกด้วยเหรอคุณเอื้อ”

อิษฎีเลยหัวเราะประชดให้ไข่ได้ยินอีกเป็นกระบุงจนคนได้ยินหน้าม่อย ก่อนจะนั่งลงบนฟูกนอนนุ่มนิ่มของไข่แทนเตียงที่อยู่ใกล้กัน “เป็นไง ออกไม่ออก ได้ยินชัดหรือเปล่า?”

ไข่คลานเข้ามานั่งข้างอิษฎี

“"คนเขาทะเลาะกันปางตาย ยังหัวเราะได้อยู่อีก คุณเอื้อนะคุณเอื้อ"

"แล้วต้องให้รู้สึกยังไง กับงานแต่งงานที่มีไว้เพื่อหักหน้าคนที่ทำให้เจ็บแค้นจนต้องเอาคืนกันอย่างนี้?"

"สรุปก็แอบรู้สึกไม่ดีอยู่ลึกๆ ล่ะนะ คนเรา" 

ไข่ลอยหน้าลอยตาพูดพลางเหล่มองคนที่หัวเราะทำเป็นไม่ยี่หระไม่ออกแล้ว เจ้านายของไอ้ไข่ โตก็โตมาด้วยกัน รู้ไส้รู้พุงกันหมด มีหรือที่เรื่องนี้จะไม่ส่งผลกระทบกับความรู้สึกของเจ้านายเขา

"..." อิษฎีถอนหายใจแล้วเงียบไป สีหน้าเรียบเฉยไม่บ่งบอกความรู้สึกใดชัดเจน

เงียบได้ไม่เท่าไหร่ ไข่ก็อุทานเสียงดัง เบิกตากว้างจ้องอิษฎีแทบตาถลน 

"คุณเอื้อ!?" 

"..." อิษฎีเพียงเหลือบมองแล้วเลิกคิ้วหน้ามึนๆ ให้

"คุณณินทำร้ายคุณเอื้อจนเป็นรอยช้ำจ้ำม่วงขนาดนี้เลยเหรอ ทำไมคุณเอื้อไม่บอกว่าถูกคุณณินทำร้าย!?"

"..." อิษฎีกะพริบตาปริบๆ อยู่ในความงุนงง แค่ชั่ววินาหนึ่งก็ระลึกขึ้นได้ว่าคณินทำอะไรกับเขาไว้ ตอนที่อีกฝ่ายบ้าบิ่นสิ้นสติ "มันเป็นรอยแล้วเหรอเห็นชัดไหม?"

"ชัดสิ ชัดมาก แล้วจะทำยังไง คุณตรีภพเห็นจะเป็นอะไรไหม เดี๋ยวก็ต้องส่งตัวเข้าหอแล้ว" 

ไข่เข้าใกล้อิษฎีแล้วรั้งปกเสื้อเชิ้ตมาดูร่องรอยบนลาดไหล่กับต้นคอขาวผ่อง ทั้งโกรธทั้งเป็นกังวลที่เจ้านายถูกรุ่นพี่คนสนิททำร้ายจนได้แผลช้ำเป็นวงมาตั้งหลายวง

"ไม่เป็นไรมั้ง" อิษฎีบอกอย่างไม่คิดมาก เหลือบตาหลุบมองร่องรอยที่คณินฝากไว้บนตัวเบาอย่างคุกคามไร้สติ "อาตรีจะเป็นอะไรได้ เขาไม่สนใจหรอกน่า พูดอย่างกับเราจะไปแก้ผ้าให้เขาดูอย่างนั้นแหละ รอยมันอยู่ในร่มผ้า เขาไม่มาสังเกตหรอก"

"ถ้าเป็นขึ้นมา จะสมน้ำหน้าให้อย่างเดียว"

ถ้าไข่เป็นเจ้าของใครสักคน มีอภิสิทธิ์ในตัวของคนคนนั้นอย่างถูกต้อง ถึงไม่รักใคร่ไร้เสน่หา มันก็ต้องมีหวงแหนเป็นธรรมดา ให้คนอื่นมาทิ้งรอยสัมผัสที่ไม่ควรบนร่างกายของคนที่เขาเป็นเจ้าของก็ไม่ต่างจากถูกหยามอย่างซึ่งหน้า ตราบใดที่ยังรู้สึก ไม่มีทางไม่รู้สึก

///////////////////////////////

{เจ้านิ้วดำ}

ขอออภัยที่ไม่ได้มาส่งฉากเข้าหอ ดำติดธุระส่วนตัว จึงมาส่งให้อ่านได้เท่านี้ก่อน

แล้วก็เม้นไม่ได้ไม่ต้องตกใจหรือคิดว่าระบบเว็บเป็นอะไรนะคะ ดำปิดเม้นเองค่ะ แค่เข้ามาอ่านแล้วชอบและติดตามเรื่องนี้ไว้ก็พอแล้วค่ะ ^^


ความคิดเห็น

}